อาหาร สุขภาพ ผู้บริโภค

เกษตรอินทรีย์ เตือนระวัง “ผักเคมีสวมรอยปลอดสาร” ขายแพงในห้าง

ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน

“เครือข่ายตลาดสีเขียวเตือน” ผู้บริโภคระวังผักอินทรีย์ปลอมในห้าง หลอกขายผู้บริโภคราคาแพง “บ้านจำรุง” ชี้ช่องสำเร็จเกษตรอินทรีย์ชุมชน ต้องเริ่มจากชาวบ้านใส่ใจสุขภาพ ขยับทำตลาดเป็น

วันที่ 26 ม.ค. 55 เครือข่ายตลาดสีเขียว สำนักงานคณะกรรมการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวงานแสดงผลิตภัณฑ์อินทรีย์และผลผลิตตลาดสีเขียวชุมชน(กรีนแฟร์) ภายใต้หัวข้อ “พลังรัก...ความรักเปลี่ยนแปลงโลกได้” ณ บ้านสวนเรียนรู้ ราษฎร์บูรณะ 30

นายชาติชาย เหลืองเจริญ ผู้นำชุมชนบ้านจำรุง อ.แกลง จ.ระยอง กล่าวต่อศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน สำนักข่าวอิศราว่า ปัจจุบันคนในชุมชนหันทำเกษตรอินทรีย์กว่า 100 ครัวเรือน เนื่องจากเห็นความสำคัญของสุขภาพที่ดีจากการทานอาหารปลอดสารเคมี นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้อีกด้วย ทั้งนี้ความสำเร็จโครงการเกษตรอินทรีย์เกิดจากการร่วมใจพัฒนาสุขภาพชาวบ้าน โดยใช้การตลาดเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยว มีมีกิจกรรม ได้แก่ 1.ตั้งตลาดขายผักปลอดสารพิษทุกเสาร์-อาทิตย์ 2.ตั้งกลุ่มผลิตอาหาร 3.ตั้งร้านส้มตำจำรุง ส่งผลให้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ติดตลาดในกลุ่มคนรักสุขภาพ แม้ภาครัฐไม่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังก็ตาม

ด้านนายสุเทพ กุลศรี สมาชิกศูนย์พัฒนาและถ่ายทอดการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่ยั่งยืน จ.ปทุมธานี กล่าวว่าจากการผลักดันให้หลายชุมชนรวมตัวตั้งกลุ่มผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ โดยให้ความรู้ รณรงค์เรื่องอาหารสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม การอยู่อย่างพอเพียง พบว่าวัยรุ่นให้ความสนใจมากขึ้นกว่าสมัยก่อนที่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ในอนาคตต้องการให้พืชเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของคนทุกกลุ่ม แต่ภาครัฐจำเป็นต้องสนับสนุนปัจจัยการผลิตเบื้องต้น เนื่องจากระยะแรกต้องใช้งบประมาณลงทุนสูง แต่ย้ำว่าราคาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคไม่แพงอย่างที่คิด

“ขอเตือนคนรักสุขภาพระวังผักอินทรีย์ปลอมในศูนย์การค้า เครือข่ายตลาดสีเขียวปฏิเสธการจำหน่ายในทำเลเหล่านี้ เคยมีการเอาผักจากตลาดไทสวมรอยว่ามาจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให่ผู้บริโภคเกิดทัศนะคติไม่ดี แนะนำให้ซื้อจากแหล่งผลิต นอกจากจะเป็นของแท้ ยังราคาถูกด้วย” นายสุเทพกล่าว

ขณะที่ น.ส.แก้วตา ธัมอิน เครือข่ายมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่าปัจจุบันเกษตรกรไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองเหมือนแต่ก่อน ส่งผลหลังเกิดอุทกภัยปลายปี 54 สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรมาก โดยเฉพาะการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์พืชสวนครัว ทำให้หลายคนต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากเอกชนที่เจือปนด้วยสารเคมี เมื่อตระหนักถึงผลเสียจากสารเคมีที่เจือปนในเมล็ดพันธุ์พืชดังกล่าว ซึ่งอาจตกกระทบมาถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ มูลนิธิฯจึงจัดโครงการผ้าป่าเมล็ดพันธุ์ขึ้น โดยร่วมมือกับเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ รวบรวมเมล็ดพันธุ์จากพื้นที่ต่างๆ ให้กับ 20 ชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วมของ จ.นครสวรรค์ เพื่อให้พันธุ์พืชมีคุณภาพ ปลอดสารเคมี นอกจากนี้ยังสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ กรีนแฟร์เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 49 เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารและตลาดทางเลือกให้ผู้ผลิตได้จำหน่ายผลิตผลเกษตรอินทรีย์ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าปลอดสารพิษ โดยงานจะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 9–12 ก.พ.55 เวลา 10.00 - 20.00 น. ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผลศึกษาชี้กินจังค์ฟู้ดทำลายถึงสมอง

ผลศึกษาในสหรัฐชี้อาหารขยะทำลายถึงสมองไม่ใช่แค่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มหรือก่อโรคต่างๆที่มาจากโรคอ้วนเท่านั้น

จังค์ฟู้ด หรือ อาหารขยะ แม้ถูกขนานนามแบบรวมๆจนทำให้เป็นชื่อที่ไม่น่ารับประทานสักเท่าไหร่ แต่คนทั่วโลกยังคงติดใจในรสชาติ แม้รู้แก่ใจว่า ไม่ใช่อาหารที่ดีต่อสุขภาพของเรานัก ล่าสุดมีผลวิจัยจากในสหรัฐอเมริกาออกมาย้ำเตือนอีกว่า อาหารขยะ ไม่เพียงทำให้รอบเอวใหญ่ขึ้นอย่างเดียว แต่ยังทำร้ายสมองของเราอีกด้วย

ตัวการสำคัญก็คือ "ทรานส์ แฟต" ไขมันชนิดร้ายจากกระบวนการแปรรูปอาหาร หรืออาหารพวกทอดๆทั้งหลายนั่นเอง

ผลศึกษาพบว่า กระบวนการทางเคมีของไขมันชนิดนี้ จะส่งสัญญาณผิดๆไปยังสมอง และลดขีดความสามารถในการควบคุมความอยากอาหาร หรือพูดอีกอย่างคือ การกินอาหารขยะ จะลดทอนความสามารถของสมองในการบอกเราว่า เราได้กินอะไรเข้าไป และยังคงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า ยังรู้สึกหิวอยู่ และกินมากขึ้นอีก ซึ่งสมองเสียหาย เป็นปัญหาสุขภาพล่าสุดที่เข้ามาอยู่ในทำเนียบพิษภัยจากการบริโภค ทรานส์ แฟต รวมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน และเบาหวาน

หน่วยงานสาธารณสุขในบางเมืองและประเทศตื่นตัวต่อสู้กับทรานส์แฟตอย่างมาก เช่น ร้านอาหารหลายแห่งในนิวยอร์ค และสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ได้รับอนุญาตเสิร์ฟอาหารที่มีไขมันชนิดนี้อีกต่อไป กระนั้น อาหารในชีวิตประจำวันที่มีส่วนประกอบอันตรายชนิดนี้ซ่อนอยู่ ยังมีอีกมากมาย ซึ่งจะมีกี่คนที่รู้หรือใส่ใจดูป้ายดูฉลาก ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ ป็อปคอร์นที่ปรุงในไมโครเวฟ ขนมปังอบกรอบยี่ห้อดัง

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่า ผลศึกษาในเรื่องนี้ยังจำกัดและต้องศึกษาเพิ่ม แต่ก็สอดคล้องกับผลศึกษามากมายนับไม่ถ้วน ที่เผยให้เห็นถึงสัมพันธ์แบบผกผันอย่างมาก ระหว่างรสชาติแสนออร่อยของอาหารขยะ กับผลพวงที่ตามมาหลังจากนั้น

เกษตรตรังเจ๋ง! เพาะข้าวโพดเหนียวแฟนซีสีม่วง ชะลอแก่

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ตรัง ประสบความสำเร็จในการปลูกข้าวโพดเหนียวแฟนซีสีม่วง 111 และแฟนซีสีขาวม่วง 212 ระบุรสชาติอร่อย ช่วยชะลอไขมันอุดตันในหลอดเลือด และชะลอความแก่...

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ตรัง ประสบความสำเร็จในการปลูกข้าวโพดเหนียวแฟนซีสีม่วง 111 และแฟนซีสีขาวม่วง 212 หลังพัฒนาสายพันธุ์มาจากข้าวโพดสีม่วงผสมกับข้าวโพดเหนียว ทำให้ได้ข้าวโพดเหนียวสีม่วงที่มีฝักใหญ่ รสชาตินุ่มลิ้น หวานและเหนียว ซึ่งเมล็ดที่มีสีม่วงเข้ม ในสีม่วงมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งชนิดเนื้องอก เสริมให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรคและสมานแผล เสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและชะลอความแก่

นอกจากนี้ ยังเป็นพันธุ์ข้าวโพดที่ให้ผลผลิตสูงถึง 2,500-3,000 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใช้ระยะเวลาในการปลูกตั้งแต่ 60-70 วัน โดยศูนย์ส่งเสริมฯ จะคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ได้รุ่นแรก ไปทำการขยายพันธุ์เพิ่มให้ได้ในปริมาณที่มากขึ้นก่อนแจกจ่ายให้แก่เกษตรกร ผู้สนใจทั้งใน จ.ตรัง และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งยังมีตลาดคนรักสุขภาพรองรับอีกมาก และทดลองจำหน่ายฝักสดให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมภายในศูนย์ส่งเสริมฯ ปรากฏว่ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว

ขณะที่นายบุญลือ นกแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ตรัง กล่าวว่า ขณะนี้ข้าวโพดแฟนซีสีม่วงกำลังได้ความสนใจจากเกษตรกร ซึ่งทางศูนย์ส่งเสริมฯ จะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูกในไม่ช้านี้ โดยจุดเด่นของข้าวโพดเหนียวสีม่วงคือรสชาติหวาน ฝักโตและกินคล้ายข้าวเหนียว โดยเชื่อว่าข้าวโพดเหนียวสีม่วงจะเป็นที่นิยมรับประทานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูงและเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ

ผลวิจัยพบผักพื้นบ้านไทยอุดมด้วยสารอาหาร

กรมอนามัยเผยผักพื้นบ้านไทยอุกมด้วยสารอาหารป้องกันสารพัดโรค แถมรับประทานแล้วไม่อ้วน

นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการศึกษาผักพื้นบ้านในปี 2554 กรมอนามัยได้เก็บตัวอย่างผักพื้นบ้าน รวม 45 ชนิด จาก 4 ภาค ประกอบด้วยภาคกลาง 12 ชนิด ภาคเหนือ6 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5ชนิด และภาคใต้ 22 ชนิด โดยศึกษาปริมาณสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย 9 ชนิด ได้แก่ 1.พลังงาน 2.โปรตีน 3.ไขมัน 4.คาร์โบไฮเดรต 5.เบต้าแคโรทีน 6.วิตามินซี 7.ใยอาหาร 8.ธาตุเหล็ก และ 9.แคลเซียม

จากการศึกษาพบว่าผักพื้นบ้านของไทยทุกชนิดให้พลังงาน โปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก จึงกล่าวได้ว่าผักเหล่านี้กินแล้วไม่ทำให้อ้วน โดยผักที่มีแคลเซียมสูงที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.หมาน้อยมี 423 มิลลิกรัม 2.ผักแพวมี390 มิลลิกรัม 3.ยอดสะเดามี 384 มิลลิกรัม 4.กระเพราขาวมี 221 มิลลิกรัม 5.ใบขี้เหล็กมี 156 มิลลิกรัม 6.ใบเหลียงมี 151 มิลลิกรัม 7. ยอดมะยมมี 147 มิลลิกรัม 8.ผักแส้วมี 142 มิลลิกรัม 9.ดอกผักฮ้วนมี 113 มิลลิกรัม และ 10.ผักแมะมี 112 มิลลิกรัม

ทั้งนี้แคลเซียม มีบทบาทหลักคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งช่วยในการแข็งตัวของเลือด และควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนบางชนิด

ขณะที่ ผักที่มีธาตุเหล็กสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ใบกระเพราแดงมี 15 มิลลิกรัม 2. ผักเม็กมี 12 มิลลิกรัม 3.ใบขี้เหล็กมี 6 มิลลิกรัม 4.ใบสะเดามี 5 มิลลิกรัม และ 5.ผักแพวมี 3 มิลลิกรัม โดยธาตุเหล็กมีบทบาทในด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ สมรรถภาพในการทำงาน สร้างภูมิต้านทานโรค และเกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมได้ดีต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีควบคู่ด้วย

ส่วนผักที่มีใยอาหารสูง 10 อันดับ ได้แก่ 1.ยอดมันปู มี16.7 กรัม 2.ยอดหมุย มี 14.2 กรัม 3. ยอดสะเดา มี 12.2 กรัม 4.เนียงรอก มี 11.2 กรัม 5..ดอกขี้เหล็ก 9.8 กรัม 6.ผักแพว 9.7กรัม 7.ยอดมะยม 9.4 กรัม 8.ใบเหลียง 8.8 กรัม 9.หมากหมก 7.7 กรัม และ 10.ผักเม่า มี 7.1 กรัม ซึ่งใยอาหารในผัก ทำให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระได้เร็วขึ้น ท้องไม่ผูก ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ส่งผลให้ลดระดับการใช้อินซูลิน นอกจากนี้ใยอาหารบางชนิด ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผักที่มีเบต้าแคโรทีน สูง 10 อันดับ ได้แก่ 1.ยอดลำปะสีมี 15,157 ไมโครกรัม 2.ผักแมะมี 9,102 ไมโครกรัม 3.ยอดกะทกรกมี 8,498 ไมโครกรัม 4.ใบกระเพราแดงมี7,875 ไมโครกรัม 5.ยี่หร่ามี 7,408 ไมโครกรัม 6.หมาน้อยมี 6,577 ไมโครกรัม 7.ผักเจียงดามี 5,905 ไมโครกรัม 8.ยอดมันปูมี 5,646 ไมโครกรัม 9.ยอดหมุยมี 5,390 ไมโครกรัม และ 10.ผักหวานมี 4,823 ไมโครกรัม

ส่วนผักที่มีวิตามินซีสูง 10 อันดับ ได้แก่ 1. ดอกขี้เหล็กมี 484มิลลิกรัม 2.ดอกผักฮ้วนมี 472 มิลลิกรัม 3.ยอดผักฮ้วนมี 351 มิลลิกรัม4.ฝักมะรุมมี 262 มิลลิกรัม 5.ยอดสะเดามี 194 มิลลิกรัม 6.ผักเจียงดามี 153 มิลลิกรัม7.ดอกสะเดามี 123 มิลลิกรัม 8.ผักแพวมี 115 มิลลิกรัม 9.ผักหวานมี 107 มิลลิกรัม และ 10.ยอดกะทกรกมี 86 มิลลิกรัม โดยทั้งเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี เป็นสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายแก่ชราช้าลงด้วย

ข่าวดี ! ผลวิจัย พบผักพื้นบ้านไทย คุณค่าเพียบ มีสารหลายชนิดป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอแก่

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านหลายชนิด ที่สามารถใช้เป็นยาและเป็นอาหารได้ เช่นสะเดา ผักแพว กระเพรา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อาหารไทยยกกำลัง 2 ซึ่งมีลักษณะพิเศษต่างจากอาหารชาติอื่น จึงมีนโยบายให้สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ทำการศึกษาวิจัยหาคุณค่าของผักพื้นบ้านที่คนไทยทั้ง4 ภาค นิยมกินกันอยู่ทั่วไปทั้งดอก ใบ ยอดอ่อน ฝัก ผล หัวและราก เพื่อเผยแพร่สรรพคุณและส่งเสริมให้มีการนำมาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพในปี2555 เพิ่มภูมิต้านทานโรค และจะให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเผยแพร่ส่งเสริมประชาชนใช้บริโภคและให้โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขนำมาปรุงเป็นอาหารของผู้ป่วย เป็นตัวอย่างประชาชน เมื่อออกจากโรงพยาบาลสามารถนำไปทำกินเองที่บ้านได้

นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผักพื้นบ้านมากกว่า 300 ชนิด ส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นริมห้วย หนองคลองบึง และป่าเขา ในการศึกษาผักพื้นบ้านในปี 2554 นี้ กรมอนามัยได้เก็บตัวอย่างผักพื้นบ้าน รวม 45 ชนิด จาก 4 ภาค ประกอบด้วยภาคกลาง 12 ชนิด ภาคเหนือ6 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5ชนิด และภาคใต้ 22 ชนิด โดยศึกษาปริมาณสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย 9 ชนิด ได้แก่ 1.พลังงาน 2.โปรตีน 3.ไขมัน 4.คาร์โบไฮเดรต 5.เบต้าแคโรทีน 6.วิตามินซี 7.ใยอาหาร 8.ธาตุเหล็ก และ 9.แคลเซียม

ผลการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักทุก 100 กรัมเท่ากัน พบว่าผักพื้นบ้านของไทยทุกชนิดให้พลังงาน โปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก จึงกล่าวได้ว่าผักเหล่านี้กินแล้วไม่ทำให้อ้วน ผักที่มีแคลเซียมสูงที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.หมาน้อยมี 423 มิลลิกรัม 2.ผักแพวมี390 มิลลิกรัม 3.ยอดสะเดามี 384 มิลลิกรัม 4.กระเพราขาวมี 221 มิลลิกรัม 5.ใบขี้เหล็กมี 156 มิลลิกรัม 6.ใบเหลียงมี 151 มิลลิกรัม 7. ยอดมะยมมี 147 มิลลิกรัม 8.ผักแส้วมี 142 มิลลิกรัม 9.ดอกผักฮ้วนมี 113 มิลลิกรัม และ 10.ผักแมะมี 112 มิลลิกรัม โดยแคลเซียม มีบทบาทหลักคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยในการแข็งตัวของเลือด และควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนบางชนิด

ผักที่มีธาตุเหล็กสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ใบกระเพราแดงมี 15 มิลลิกรัม 2. ผักเม็กมี 12 มิลลิกรัม 3.ใบขี้เหล็กมี 6 มิลลิกรัม 4.ใบสะเดามี 5 มิลลิกรัม และ 5.ผักแพวมี 3 มิลลิกรัม ส่วนธาตุเหล็ก เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เพื่อนำอ็อกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกาย และมีบทบาทในด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ สมรรถภาพในการทำงาน สร้างภูมิต้านทานโรค และเกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมได้ดีต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีควบคู่ด้วย

ผักที่มีใยอาหารสูง 10 อันดับ ได้แก่ 1.ยอดมันปู มี16.7 กรัม 2.ยอดหมุย มี 14.2 กรัม 3. ยอดสะเดา มี 12.2 กรัม 4.เนียงรอก มี 11.2 กรัม 5..ดอกขี้เหล็ก 9.8 กรัม 6.ผักแพว 9.7กรัม 7.ยอดมะยม 9.4 กรัม 8.ใบเหลียง 8.8 กรัม 9.หมากหมก 7.7 กรัม และ 10.ผักเม่า มี 7.1 กรัม ซึ่งใยอาหารในผัก ทำให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระได้เร็วขึ้น ท้องไม่ผูก ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ส่งผลให้ลดระดับการใช้อินซูลิน นอกจากนี้ใยอาหารบางชนิด ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผักที่มีเบต้าแคโรทีน สูง 10 อันดับ ได้แก่ 1.ยอดลำปะสีมี 15,157 ไมโครกรัม 2.ผักแมะมี 9,102 ไมโครกรัม 3.ยอดกะทกรกมี 8,498 ไมโครกรัม 4.ใบกระเพราแดงมี7,875 ไมโครกรัม 5.ยี่หร่ามี 7,408 ไมโครกรัม 6.หมาน้อยมี 6,577 ไมโครกรัม 7.ผักเจียงดามี 5,905 ไมโครกรัม 8.ยอดมันปูมี 5,646 ไมโครกรัม 9.ยอดหมุยมี 5,390 ไมโครกรัม และ 10.ผักหวานมี 4,823 ไมโครกรัม ส่วนผักที่มีวิตามินซีสูง 10 อันดับ ได้แก่ 1. ดอกขี้เหล็กมี 484มิลลิกรัม 2.ดอกผักฮ้วนมี 472 มิลลิกรัม 3.ยอดผักฮ้วนมี 351 มิลลิกรัม4.ฝักมะรุมมี 262 มิลลิกรัม 5.ยอดสะเดามี 194 มิลลิกรัม 6.ผักเจียงดามี 153 มิลลิกรัม7.ดอกสะเดามี 123 มิลลิกรัม 8.ผักแพวมี 115 มิลลิกรัม 9.ผักหวานมี 107 มิลลิกรัม และ 10.ยอดกะทกรกมี 86 มิลลิกรัม โดยทั้งเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี เป็นสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายแก่ชราช้าลงด้วย

นายแพทย์สมยศกล่าวอีกว่า การนำผักพื้นบ้านประจำถิ่นมาปรุงประกอบอาหาร นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคโดยไม่ต้องพึ่งยาและสารเคมี ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีผักพื้นบ้านสามารถเลือกรับประทานได้ตลอดปี และประชาชนควรเพิ่มการกินผักพื้นบ้านให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ผักพื้นบ้านให้ลูกหลานรู้จักและบริโภคต่อได้

“ผำ”สุดยอดแหล่งโปรตีนเพื่อสุขภาพ

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

จากอาหารพื้นเมือง-เมนูจานเด็ด สู่ “ผำอัดเม็ด” สะดวกบริโภค ต้านอนุมูลอิสระ แก้ท้องผูก

รู้จัก “ผำ” พร้อมแนะนำเมนูเด็ด “คั่วผำ”

“ผำ” มีชื่อสามัญคือ Wolffia, Water meal เป็นพืชน้ำ และพืชดอกขนาดเล็กที่สุดในโลก รูปร่างทรงรี มีขนาดตั้งแต่ 1-2 มิลลิเมตร อาจเกิดเดี่ยว หรือ ติดเป็นคู่ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเป็นเม็ดเล็ก ๆ ลอยเป็นแพอยู่บริเวณผิวน้ำ ไม่มีราก โดยใบ และลำต้นรวมกันลักษณะคล้ายเฟิร์น พบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใส นิ่ง ปัจจุบันมีการเลี้ยงในบ่อที่มีน้ำใส สะอาด โดยสปีชีส์ที่ศึกษานี้คือ Wolffia arrhiza (L.) วงศ์ Lemnaceae วงศ์ Lemnaceae จากแหล่งเพาะเลี้ยงในอำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่

“ผำ” เป็นอาหารพื้นถิ่นในแถบประเทศพม่า ลาว ภาคเหนือ และภาคอีสานของไทย ชื่อเรียกจะต่างกันบ้างในภาษาท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือ จะเรียก ผำ, ไข่ผำ หรือ ไข่แหน ภาคกลาง เรียก ไข่น้ำ ส่วนเมนูอาหารนิยมทำ “คั่วผำ” โดยนำผำสดล้างสะอาดมาปรุงด้วยตะไคร้ พริก กระเทียม หอม ใบมะกรูด ได้รสอร่อย

เพื่อความสะดวก ล่าสุด มีการพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผำ” เป็นผลงานศึกษาของ นายพิพัฒน์พงษ์ วงศ์ใหญ่ นางสาวศศิธร ชาววัลจันทึก และ ผศ.ดร.สุนีย์ จันทร์สกาว คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง นางสาวศศิธร กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโปรตีน ได้รับความสนใจในฐานะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จึงมีความสนใจแสวงหาแหล่งโปรตีนจากพืชพื้นบ้านไทย พบว่า มีพืชน้ำที่ชาวบ้านนำมารับประทานเป็นอาหารอยู่แล้วคือ “ผำ” ซึ่งมีสารอาหารประเภทโปรตีน และกรดอะมิโนจำเป็นปริมาณสูง จึงนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบ “ยาเม็ดเคี้ยว” เพื่อให้สะดวก รับประทานง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้ชีวิตเร่งรีบ โดยเฉพาะนักศึกษา และวัยทำงาน ที่มีเวลาน้อย อีกทั้ง เป็นการเพิ่มทางเลือกดูแลสุขภาพ ด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในราคาเหมาะสม

เมื่อนำผำมาวิเคราะห์ปริมาณสารอาหาร พบว่า มีโปรตีน 20% นอกจากนี้ ยังมีคลอโรฟิลล์ โครงสร้างมีลักษณะเป็น Cyclic Tetrapyrolle คล้ายคลึงกับฮีม (Heme) ที่อยู่ในฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเลือด มีรายงานการวิจัยถึงฤทธิ์ เช่น ต้านอนุมูลอิสระ รักษาอาการท้องผูก ต้านการติดเชื้อ ปรับสภาพร่างกายให้เป็นด่างในคนที่มีสภาวะเครียด หรือ ร่างกายมีความเป็นกรดจากอาหาร และรักษาภาวะซีดในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง

โดยการศึกษาเพื่อพัฒนาตำรับผำ ได้ประเมินคุณภาพเชิงปริมาณโปรตีนรวมของผำ ทั้งก่อน-หลังการตั้งตำรับ และทำการตรวจวิเคราะห์โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งการตั้งตำรับเป็นรูปแบบยาเม็ดเคี้ยว ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด มีสีเขียว กลิ่นคล้ายสาหร่าย ความเป็นกรด-ด่าง (pH) เป็นกลาง ผลการวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนเท่ากับ 231.4 มิลลิกรัมต่อหนึ่งเม็ด ผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการประเมินคุณภาพยาเม็ดเคี้ยว

กินข้าวกล้องมากๆป้องกันมะเร็งลำไส้และทวารหนัก

มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน แนะให้บริโภคธัญญาหารและข้าวกล้องกันให้มาก จะได้ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้

นักวิจัยกล่าวว่า หากกินอาหารเหล่านี้ ทุกวันมากขึ้น ทุกๆ 10 กรัม จะทำให้ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ลดลงได้ร้อยละ 10 เช่นกัน ซึ่งหากกินกากใยผักผลไม้ กลับไม่ได้ประโยชน์เช่นนี้

เป็นที่ทราบกันมาก่อนว่า การกินอาหารพวกกากใยและข้าวกล้อง ช่วยปกป้องโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้

หัวหน้าคณะระบาดวิทยาและชีวสถิติ กล่าวว่า “ยิ่งกินกากใยมากเท่าไรยิ่งดี แม้แต่แค่สัณฐานประมาณก็ยังให้คุณ” ขณะที่ยินกา อีโบ เจ้าหน้าที่ข่าวสาธารณสุขอาวุโสของสมาคมวิจัยโรคมะเร็ง ก็บอกว่า “มันแสดงให้เห็นว่า กากใยบางชนิด เช่น ธัญญาหาร และข้าวกล้องนั้นสำคัญเป็นพิเศษ”.

สธ.ชี้ผู้ป่วย5รายอ.ปากเกร็ดสูดก๊าซถั่วเหลือง

สธ. เผยต้นเหตุผู้ป่วย 5 รายที่อ.ปากเกร็ด เกิดจากการสูดก๊าซที่เกิดจากกากถั่วเหลืองและวัตถุดิบที่ใช้ผลิตน้ำมันพืชทำปฏิกิริยากับน้ำ

สธ. เผยต้นเหตุผู้ป่วย 5 รายที่อ.ปากเกร็ด เกิดจากการสูดก๊าซที่เกิดจากกากถั่วเหลืองและวัตถุดิบที่ใช้ผลิตน้ำมันพืชทำปฏิกิริยากับน้ำ ไม่ใช่สารพิษรั่วไหล ขณะนี้เหตุการณ์สงบแล้ว

จากกรณีที่เมื่อเวลาประมาณช่วงดึกเมื่อคืนวานนี้ (25 ตุลาคม 2554) คันดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ ที่อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีรอยรั่วเป็นเหตุให้น้ำไหลทะลักเข้ามาในพื้นที่ ที่ท่วมโรงงานผลิตน้ำมันพืช ทำให้เกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลปะปนมากับน้ำ มีผู้รับบาดเจ็บจากการสูดดมสารพิษ 5 ราย นำตัวส่งโรงพยาบาลชลประทานรังสฤษดิ์ ประชาชนที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงต้องอพยพออกนอกพื้นที่กลางดึกนั้น

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ได้มอบหมายให้นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรคไปดูแลอาการของผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ และได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ลงไปตรวจสอบที่โรงงานดังกล่าวว่าเป็นสารเคมีชนิดใด เพื่อวางแผนในการป้องกันผลกระทบต่อไป

นายวิทยากล่าวว่า ผลการตรวจสอบได้รับรายงานมีผู้ป่วยทั้งหมด 5 ราย เป็นครอบครัวที่อาศัยอยู่ห่างจากกองกากถั่วเหลืองและวัตถุดิบของโรงงานผลิตน้ำมันพืช ประมาณ 4 เมตร และสูดดมก๊าซมีเทนซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างกองกากถั่วเหลืองกับน้ำหลังจากที่พนังกั้นน้ำคันดินพัง ไม่ใช่เป็นสารพิษรั่วไหล หรือเกิดจากกระบวนการผลิตแต่อย่างใด ผู้ป่วยทั้ง 5 ราย เป็นผู้หญิง 2 ราย ชาย 2 ราย และเด็กชายอายุ 7 ปี 1 ราย มีอาการที่เกิดจากการสูดก๊าซมีเทนเข้าไป โดย 3 ราย มีอาการแน่นหน้าอก ระคายเคืองตาเล็กน้อย อาการดีขึ้นแพทย์กลับบ้านได้ ส่วนอีก 2 รายแพทย์ให้นอนโรงพยาบาล เป็นเด็ก 1 ราย มีอาการอ่อนเพลีย ขณะนี้อาการดีขึ้น รับประทานอาหารได้ อีก 1 ราย เป็นผู้หญิงอายุ 45 ปี อาการหนัก ไม่รู้สึกตัว นอนในห้องไอซียู รายนี้มีโรคประจำตัวคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว สภาพร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว และในช่วงที่เดินทางออกจากพื้นที่การเดินทางยากลำบากมาก ระยะทางไกล 1 กิโลเมตร

ปัญหาก๊าซมีเทนขณะนี้ไม่ได้ขยายวงกว้าง ซึ่งปกติก๊าซมีเทนนี้มีอยู่ในกองขยะทั่วๆไปอยู่แล้ว จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กองขยะดังกล่าวสบายใจได้ นายวิทยากล่าว

ทางด้านนายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ได้นำทีมจากกรมควบคุมโรค และกรมวิทยาศาสตร์การแทพย์ ลงตรวจสอบพื้นที่ เก็บตัวอย่างน้ำบริเวณรอบที่เก็บกากถั่วเหลืองและกากวัตถุดิบของโรงงานผลิตน้ำมันพืชมาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสารเคมีอื่นๆ พร้อมทั้งวินิจฉัยชนิดของก๊าซจากการดมกลิ่น สภาพการเกิดก๊าซ และสัมภาษณ์ผู้สัมผัส ในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นก๊าซ 3 ชนิด ได้แก่ ก๊าซมีเทน แอมโมเนีย และไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่า และได้เฝ้าระวังอาการผู้ป่วยทั้ง 5 ราย พร้อมค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ โดยตรวจและดูแลผู้สัมผัสกับก๊าซดังกล่าว 200 คน นอกจากนี้ได้ประสานงานกับโรงพยาบาลชลประทานรังสฤษดิ์ส่งตัวอย่างเลือดของหญิงอายุ 45 ปีที่มีอาการหนัก ส่งตรวจวิเคราะห์สารพิษที่ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลรามาธิบดี

นายแพทย์นพพรกล่าวต่วว่า ก๊าซทั้ง 3 ชนิดเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก๊าซจะไปขัดขวางการขนส่งออกซิเจนในเลือดทำให้เกิดอาการมึนงง แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน และระคายเคืองเยื่องบุตา จมูก ทำให้แสบตา น้ำตาไหล แสบจมูก แต่ไม่สะสมในเลือดจะขับออกจากร่างกายทางการหายใจ และจะกลับมาเป็นปกติได้ แต่อย่างไรก็ดี หากหญิงตั้งครรภ์สูดก๊าซไข่เน่าเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

รมว.สธ.หนุนพัฒนาไทยเป็นผู้นำการแพทย์ดั้งเดิมในอาเซียน/ทุ่ม33ล.จัดมหกรรมสมุนไพร

รมว.สธ.หนุนพัฒนาให้ประเทศไทย เป็นผู้นำด้านการแพทย์ดั้งเดิมในภูมิภาคอาเซียน เผยในปี 2552 มีการใช้ยาสมุนไพรในสถานพยาบาลสูงเกือบ 400 ล้านบาท มีประชาชนใช้บริการการแพทย์แผนไทย 12 ล้านกว่าคน ปีนี้ทุ่มเงิน 33 ล้านบาท จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้วิชาการ สัมผัสคุณค่าสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้าน

วันนี้(22 สิงหาคม 2554) ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพมหานคร นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยแพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายถวัลย์ สุวรรณเตมีย์ เจ้าของร้านขายสมุนไพร “เจ้ากรมเป๋อ” และนายเพ็ง สุขบัว หมอยาพื้นบ้านเมืองเลย พ่อเฒ่าอายุ 95 ปี ผู้มีประสบการณ์การใช้หมามุ่ย เป็นยาแฮง แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิด “ยาไทย เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี Herb for All” ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 4 กันยายน 2554 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายวิทยา กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเป็นมายาวนานและมีวัฒนธรรมประเพณีเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์แผนไทย ที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ คือเรื่องการนวดไทย และยาไทย มีชาวต่างชาติจำนวนมากลงทุนบินมาเรียนนวดไทย นำความรู้ไปเขียนตำราไปสอน ส่วนยาไทยมีหลายตำรับที่ทำให้ต่างชาติรู้จักคนไทยดีขึ้น เช่นเปลือกมังคุด ราชินีแห่งผลไม้ไทย ที่เราใช้มานาน ต่างชาติเพิ่งวิจัยพบว่าเปลือกมังคุดของไทยมีสารต้านอนุมูลอิสระหรือฤทธิ์ต้านมะเร็งสูงที่สุด หรือกรณีของ เปล้าน้อยที่นำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหาร

นายวิทยา กล่าวว่า ในปี 2558 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะมีการรวมตัวกัน ซึ่ง เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์ดั้งเดิมหรือการแพทย์แผนไทย ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการแพทย์ดั้งเดิมในภูมิภาคอาเซียนได้ ทั้งการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพให้คนไทยอายุยืน การฟื้นฟูสุขภาพ รวมทั้งการวิจัยเพื่อพัฒนาสมุนไพรเป็นยารักษาโรค หรือใช้เป็นเครื่องสำอางดูแลความสวยความงาม ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูง เนื่องจากไทยมีความพร้อมทางด้านวิชาการ บุคลากร มีหมอพื้นบ้านจำนวนมากที่มีประสบการณ์ และมีสมุนไพรจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้จะต้องพัฒนาแบบบูรณาการ ระดมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนทั้งรัฐเอกชน ประชาชน เพื่อให้เกิดมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับทางวิชาการ ขณะนี้ไทยได้บรรจุยาสมุนไพรเข้าในรายการยาบัญชียาหลักแห่งชาติใช้รักษาโรคเหมือนยาแผนปัจจุบันในสถานพยาบาลทั่วประเทศ จากเดิมมี 19 รายการ เป็น 71 รายการ ในปี 2554

ทั้งนี้จากการติดตามประเมินผลสถานการณ์ด้านการแพทย์แผนไทยล่าสุดในปี 2552 ในด้านการพัฒนาและการใช้ยาสมุนไพร ไทยมีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณทั้งหมด 12,025 ตำรับ ร้อยละ 99 เป็นยาใช้ในคน ส่วนใหญ่เป็นยาเม็ด ยาผง ยาน้ำ โดยสถานบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคมูลค่ารวม 391 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 2 ของยาแผนปัจจุบันที่ใช้ทั้งหมด 20,000 กว่าล้านบาท ส่วนด้านบริการด้วยการแพทย์แผนไทย มีสถานพยาบาลภาครัฐให้บริการทั้งหมด 2,521 แห่ง มีผู้รับบริการทั้งหมด 12 ล้านกว่าคน หรือประมาณร้อยละ 10 ของผู้รับบริการทั้งหมด โดยร้อยละ59 ใช้ยาสมุนไพรรักษา อีกร้อยละ 35 เป็นการนวดเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและเพื่อการรักษา

ด้านแพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 8 จัดที่อาคาร 7 – 8 อิมแพคเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เริ่มเวลา 10.00 – 20.00 น. ใช้งบลงทุน 33 ล้านบาท เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและได้สัมผัสการใช้การแพทย์ดั้งเดิมและสมุนไพรเพื่อการดูแลตนเอง

มหกรรมครั้งนี้จะทำให้ไทยบรรลุวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านการแพทย์ดั้งเดิมได้รวดเร็วขึ้น กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการประชุมวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก นิทรรศการยาไทย ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาไทยทุกภาค หลากตำรับ ตรวจสุขภาพเด็ก วัยรุ่น ผู้หญิง ผู้ชาย และผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทย แผนจีน และแพทย์ทางเลือก อบรมระยะสั้นมากกว่า 40 หลักสูตร เช่น การทำลูกประคบ สีผึ้งสมุนไพร แชมพูและยาสีฟันสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สปา การทำชันตะเคียน การนวดตนเอง การกดจุดบำบัด การนวดเด็กแบบจีน และโยคะเพื่อการพึ่งตนเอง มีการแนะนำสูตรอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งภายในงานจะมีสูตรและวิธีการทำ สามารถให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำสูตรนี้ นำกลับไปใช้เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองได้ การปรุงยาสมุนไพร เช่น ยาดอง และแจกต้นสมุนไพรและหนังสือสมุนไพร ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตาม วัน และเวลา ดังกล่าวข้างต้น

ต่างชาติฮิตอาหารไทย

นายสุพล ศรีพันธุ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย จำนวน 1,200 ราย ระหว่างวันที่ 9-30 เม.ย. ได้ผลสรุปดังนี้ ความประทับใจต่อสิ่งที่พบเห็นในไทย อันดับ 1 อาหารไทย 46.6% อันดับ 2 วัฒนธรรมไทย 45.0% อันดับ 3 สปา/นวด 41.9% ส่วนประเด็นที่นักท่องเที่ยวคิดอย่างไรกับปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ 84.7% ระบุว่า ไม่กังวลและไม่มีผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทย มีเพียง 14.3% ที่ระบุว่า มีความกังวล เมื่อถามว่าอยากกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกหรือไม่ ส่วนใหญ่ 71.4% ตอบว่าต้องการกลับมา มีเพียง 8.3% บอกว่าไม่กลับมา