สิทธิเกษตรกร และชุมชน

เผย10 พันธุ์ข้าวร่วมโครงการประกันราคาไม่ได้

กรมการข้าวเผย10พันธุ์ข้าวอายุสั้นที่สีแปรสภาพเป็นข้าวสาร คุณภาพต่ำ ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่2ได้

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ให้ชี้แจง แก่เกษตรกรว่ามีพันธุ์ข้าวอายุสั้นจำนวน 10 พันธุ์ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูก ข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ได้ ซึ่งเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยการประชุมครั้งนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ผ่อนผันให้เกษตรกร ที่ปลูก ข้าวเปลือกเจ้าพันธุ์อื่นๆนอกเหนือจากพันธุ์ข้าว 29 พันธุ์ที่ทางราชการให้การรับรองสามารถเข้าร่วมโครงการประกันรา ยได้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2ได้ ยกเว้นพันธุ์ข้าวที่มีอายุสั้นต่ำ กว่า 100 วัน ซึ่งเมื่อสีแปรสภาพได้ข้าวสารคุณภาพต่ำซึ่งมีจำนวน 10 พันธุ์

สำหรับพันธุ์ข้าวเจ้า 10 พันธุ์ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการประกันรายได้รอบที่ 2 ได้แก่ พันธุ์ 75 พันธุ์ซี-75 พันธุ์ราชินี พันธุ์พวงทอง พันธุ์พวงเงิน พันธุ์พวงเงินพวงทอง พันธุ์พวงแก้ว พันธุ์ขาวปทุม พันธุ์สามพราน 1 พันธุ์มาเลเซีย และพันธุ์อื่นๆที่มีอายุต่ำกว่า 100 วัน
ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ข้าวดังกล่าวเป็นข้าวเมล็ดสั้น และเมื่อสีแปรสภาพแล้วได้ข้าวคุณภาพต่ำ ซึ่งมีคุณลักษณะเช่นเดียวกับที่ประกาศยกเว้นไว้โดยให้เกษตรกรใช้ สิทธิชดเชย ราคาและปริมาณรับประกันต่อครัวเรือน เช่นเดียวกับชนิดข้าวเปลือกเจ้าพันธุ์ที่ทางราชการรับรอง

รัฐใจดีตัดเงิน ต้น 50% ครม.ไฟเขียวแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

ครม.เห็นชอบแก้ปัญหาหนี้เอ็นพีแอลเกษตรกรกับสถาบันการเงิน 510,000 ราย เกษตรกรที่ทำสัญญาจะได้รับการพักหนี้เงินต้น 50% ของวงเงินหนี้ทั้งหมด ส่วนดอกเบี้ยจะมีการยกเว้นให้ด้วย...

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรอย่างบูรณาการ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) กับสถาบันการเงิน 510,000 ราย วงเงินหนี้สินรวม 80,400 ล้านบาท ซึ่งมีทรัพย์สินรวมอยู่ด้วย 5 ล้านไร่ แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นหนี้กับ สถาบันการเงินของรัฐ 80,000 ราย, กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯเป็นหนี้กับสถาบันการเงินของรัฐ 350,000 ราย และกลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ และเป็นหนี้กับสถาบันการเงินเอกชน สหกรณ์และนิติบุคคล 80,000 ราย

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างเกษตรกรและสถาบันการเงินเจ้าหนี้ทำสัญญาหนี้ ใหม่ โดยเกษตรกรที่ทำสัญญาจะได้รับการพักหนี้เงินต้น 50% ของวงเงินหนี้ทั้งหมด ส่วนดอกเบี้ยจะมีการยกเว้นให้ทั้งหมด "หากเกษตรกร ผ่อนชำระหนี้เงินต้นส่วนที่เหลืออีก 50% ได้ครบถ้วน หนี้เงินต้นที่พักไว้ 50% จะได้รับการยกเว้นด้วย"

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร เนื่องจากการมีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มสูงขึ้น โดยมีพื้นที่ประสบภัยด้านพืช 15 จังหวัด เช่นเชียงราย น่าน แพร่ และตรัง เป็นต้น รวมพื้นที่ประสบภัยแล้ง 319,388 ไร่ โดยพบว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความเสียหาย 87,168 ไร่ และอยู่ระหว่างเฝ้าระวังอีก 208,643 ไร่

รมว.เกษตร จัดระบบปลูกข้าวตามช่วงเวลาใหม่

โดยแบ่งเป็น 4 ระบบ เพื่อให้มีการปลูกข้าวปีละไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อให้มีการใช้น้ำไม่เกินปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่…

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้เร่งจัดทำโครงการจัดระบบการปลูกข้าวตามช่วงเวลาใหม่ แบ่งเป็น 4 ระบบ คือ 1.ระบบการปลูกข้าว ข้าวรอบที่1ปลูกข้าวรอบที่2 และปลูกพืชหลังนา 2.ระบบการปลูกข้าว ข้าวรอบที่ 1 ปลูกข้าวรอบที่ 2 เว้นระยะปลูกข้าว 1 รอบ 3.ระบบการปลูกข้าวรอบที่ 1 ปลูกพืชหลังนา ปลูกข้าวรอบที่ 2 และ 4.ระบบการปลูกข้าวรอบที่ 1 เว้นปลูก 1 รอบ หลังจากนั้นจึงปลูกข้าวรอบที่ 2 ทั้งนี้ เพื่อให้มีการปลูกข้าวปีละไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อให้มีการใช้น้ำไม่เกินปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการตัดวงจรการระบาดของศัตรูข้าว และรักษาระบบนิเวศน์ในนาข้าวให้มีความสมดุล ดำเนินการระยะแรกในพื้นที่ 22 จังหวัด

รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าวตามช่วงเวลาใหม่ โดยมีเกณฑ์ที่ใช้เป็นกรอบในการคัดเลือก ต้องมีพื้นที่ตั้งแต่ 1 แสนไร่ขึ้นไป เป็นพื้นที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หรือพื้นที่บริเวณใกล้เคียง รวมทั้งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทานตั้งแต่ 1.5 แสนไร่ สามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี จากจำนวนพื้นที่ดำเนินการจัดระบบการปลูกข้าวทั่วประเทศ 9,532,672 ไร่ สำหรับขั้นตอนการจัดโครงการก่อนที่จะดำเนินงานจะนำเสนอคณะอนุกรรมการนโยบาย ข้าวแห่งชาติด้านการผลิตพิจารณา รวมทั้งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรทั้ง 22 จังหวัด ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติและ ครม.พิจารณาต่อไป

ปรับวิธี"ประกันรายได้"ใหม่ต้องทำควบคู่รักษาเสถียรภาพราคา

โครงการประกันรายได้เกษตรกรที่เริ่ม ขึ้นในปีการผลิต 2552-2553 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 จนถึงเดือนมีนาคม 2553 ที่ผ่านมา ถือว่าครบรอบระยะเวลาการทำงานรอบแรก ทำให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ประเมินผลของโครงการ โดยการสำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 593 ปรากฏว่า 72.3% ระบุว่าโครงการประกันรายได้ดีกว่าโครงการจำนำผลผลิต ขณะที่ 17.2% เห็นว่าโครงการจำนำผลผลิตดีกว่า และอีก 10.5% ไม่มีความเห็น แต่เมื่อสอบถามว่าจะเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปหรือไม่ เกษตรกร 98.6% ระบุว่า พร้อมเข้าร่วมโครงการ มีเพียง 0.2% ไม่เข้าร่วมโครงการ และอีก 1.2% ไม่แน่ใจ

ความเห็นดังกล่าวอาจเป็นเครื่องชี้วัดในเบื้องต้นได้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ พอใจโครงการนี้ รวมไปถึงการสอบถามความเห็นของผู้ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังก็ออกมาในแนวทาง เดียวกัน แต่ก็ยังมีบางจุดที่เรียกร้องให้ปรับปรุงโครงการ ซึ่งจะเห็นได้จากการรวมตัวประท้วงตามพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะๆ ทำให้รัฐบาล โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จะประชุมเพื่อหารือถึงปัญหาและอุปสรรคของโครงการในเร็วๆ

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดำเนินโครงการ ยอมรับว่า รอบแรกยังมีปัญหาอยู่บ้างจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยครั้ง แต่เชื่อว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และสร้างความมั่นใจได้ว่าหากปลูกพืชทั้ง 3 ชนิดแล้วจะได้รับการดูแลผลผลิต โดยเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาอ้างอิง รัฐบาลก็จะเข้ามาจ่ายส่วนต่างให้และการดำเนินโครงการรอบ 2 ในขณะนี้ก็น่าจะสนองตอบความพอใจของเกษตรกรได้มากขึ้น หลังจากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งมองว่าระบบประกันรายได้น่าจะมีความสมบูรณ์แบบแล้วกว่า 90%

เตรียมจ้างเอกชนประเมินผลอีกรอบ

"การสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรส่วนใหญ่พอใจกับโครงการประกันรายได้ โดยจะนำผลการประเมินเสนอรัฐบาลต่อไป แม้ว่าผลสำรวจจะไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ก็น่าจะชี้วัดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้จะว่าจ้างหน่วยงานภายนอกทำการประเมินอีกครั้ง คงไม่ใช้ทีดีอาร์ไอ เพราะเป็นหน่วยงานที่มีส่วนร่วมกับโครงการตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อให้ได้ผลที่ออกมาเป็นกลางที่สุด"

นายลักษณ์ กล่าวว่า เกษตรกรที่ตอบว่าไม่พอใจ ไม่ใช่มองว่าโครงการประกันรายได้ไม่ดี แต่อาจจะมีปัญหาบางจุดที่ต้องการให้รัฐบาลและ ธ.ก.ส.แก้ไข ซึ่งเห็นได้จากกระแสตอบรับการเข้าร่วมโครงการรอบ 2 ที่มีการขึ้นทะเบียนกว่า 6 แสนราย สูงกว่าเป้าหมายที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมีฐานข้อมูลและประเมินไว้ที่ 4.8 แสนราย แต่ต้องรอให้กรมส่งเสริมการเกษตรตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกที่แจ้งเข้ามาจาก 12 ล้านไร่ เป็น 14 ล้านไร่ ด้วยว่ามีส่วนที่ปลูกข้าวนาปรังจริงมากน้อยเพียงใด โดยเข้าใจว่าน่าจะมีเพิ่มขึ้นจริงบางส่วนจากการเปลี่ยนพืชที่เพาะปลูก หรือบางส่วนอาจเป็นที่นารกร้างว่างเปล่า แต่พอเห็นว่าโครงการประกันรายได้ประสบความสำเร็จจึงให้ความสนใจหาก มีการตรวจสอบและออกใบรับรองตัวเลขอาจจะขยับไปที่ 5 แสนราย จึงเตรียมเงินไว้ประมาณ 8,700 ล้านบาท

“ที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาในการทำโครงการอยู่บ้างเพราะเริ่มทำเมื่อเกษตรกร มีการปลูกข้าวไปแล้ว ทำให้มีเวลากระชั้นชิดในการขึ้นทะเบียนและทำสัญญา รวมถึงความไม่เข้าใจของเกษตรกรด้วย เพราะเป็นเรื่องใหม่จึงอาจยังสับสน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งการรับเข้าร่วมโครงการเพิ่ม การผ่อนผันรับข้าวต่ำกว่าเกณฑ์ หรือการให้เลือกรับวันใช้สิทธิ์ได้ตามความต้องการแต่ในอนาคตก็อาจจะมีการ เรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เข้ามาอีกเรื่อยๆ ซึ่งระดับนโยบายนั้นคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กขช.และรัฐบาล”

ปรับแนวทางการใช้สิทธิ์รับชดเชย

หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนวิธีและขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้ทันกับ การทำสัญญาประกันรายได้รอบ 2 โดยได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง ธ.ก.ส.ทุกสาขาให้สามารถทำสัญญากับเกษตรกรที่ผ่านการทำประชาคมไปได้ก่อน ซึ่งมีประมาณ 3 แสนกว่าราย ซึ่งน่าจะเสร็จทันเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้เกษตรกรคลายความวิตกกังวล เพราะขณะนี้เพิ่งทำสัญญาไปได้เพียง 4 หมื่นกว่ารายเท่านั้น ส่วนทั้งหมดที่เข้าโครงการก็น่าจะทำสัญญาได้เสร็จเดือนพฤษภาคม

ส่วนการใช้สิทธิ์รอบแรกนั้น ยอมรับว่าอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง โดยเกษตรกรส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจคิดว่าจะขายข้าวได้เท่าราคาอ้างอิง แต่ความจริงแล้วจะมีเกณฑ์การทอนราคาตามความชื้นของข้าวด้วย เพราะราคาอ้างอิงจะกำหนดข้าวความชื้นที่ 15% แต่ข้าวที่เกษตรกรนำมาขายนั้นส่วนใหญ่จะมีความชื้น 25-30% เพราะเป็นข้าวเปียกหรือข้าวที่เร่งเก็บเกี่ยวแล้วขายทันที ทำให้โรงสีกดราคารับซื้อลงต่ำกว่าราคาอ้างอิงมาก

นอกจากนั้น พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะเลือกใช้สิทธิ์รับเงินชดเชยเดือนธันวาคม 2552 โดยดูจากสถิติปีก่อนๆ ที่ราคาข้าวจะอ่อนตัวลงมา แต่ในความเป็นจริงราคาตลาดหรือราคาอ้างอิงกลับไล่ราคาประกันขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับเงินชดเชย ชาวนาจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการจึงเรียกร้องอยากเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาใช้สิทธิ์เป็นขอใช้สิทธิ์ได้ทันทีหากทำสัญญาแล้ว

นายลักษณ์ ชี้แจงว่า จากปัญหาการเลือกใช้สิทธิ์ได้ไม่ตรงกับใจต้องการ เลยนำมาสู่การปรับแนวทางการใช้สิทธิ์ใหม่ โดยรัฐบาลได้ยืดหยุ่นให้เกษตรกรมีทางเลือก 3 ทาง คือ 1.เมื่อทำสัญญาแล้วเกษตรกรสามารถเลือกกำหนดวันใช้สิทธิ์ได้ทันที 2.ทำสัญญาประกันรายได้แล้ว เกษตรกรสามารถกำหนดขอใช้สิทธิ์ได้ในภายหลัง และ 3.เกษตรกรกำหนดวันใช้สิทธิ์แล้วแต่ประสงค์จะเปลี่ยนใหม่ให้มาแจ้งเปลี่ยนได้ ก่อนถึงกำหนดวันที่ใช้สิทธิ์เดิม 3 วัน

“เวลามาลงทะเบียนเกษตรกรต้องระบุว่าเก็บเกี่ยววันไหน โดยหลังเก็บเกี่ยวแล้วก็สามารถใช้สิทธิ์ได้ทันที ถ้าจะเปลี่ยนวันใช้สิทธิ์ตามที่แจ้งไว้เดิมก็ให้แจ้งมาที่ ธ.ก.ส.ภายใน 3 วันทำการ จากเดิมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนเรื่องสัญญาไมใช่ปัญหา จึงน่าจะสนองความต้องการของชาวนาได้มากขึ้น และทำให้โครงการนี้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย จึงมองว่าการทำโครงการน่าจะนิ่งแล้วในอนาคตคงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการออกมา เพิ่มเติมอีก”

แนะมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา

นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ข้อเสนออื่นๆ นั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ ธ.ก.ส. เช่น การขอให้ปรับเพิ่มราคาประกันข้าว ซึ่งตั้งแต่ดำเนินโครงการมายังไม่มีการปรับเพิ่ม ยกเว้นกรณีของข้าวเปลือกปทุมที่เพิ่มราคาจาก 1 หมื่นบาท เป็น 1.1 หมื่นบาทต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 1,000 บาท หลังรัฐบาลเห็นว่าต้นทุนการเพาะปลูกของกษตรกรเพิ่มขึ้นจริง อย่างไรก็ตามการปรับเพิ่มราคาประกันคงต้องพิจารณาว่าต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จริงหรือไม่ เพราะราคาที่กำหนดได้คำนวณจากต้นทุนบวกกำไร 25-40% ไว้แล้ว และกำไรที่ให้เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างพอใจ อีกทั้งมีคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมอยู่แล้ว โดยประมาณเดือนพฤษภาคนนี้ก่อนเข้าสู่ฤดูการผลิตข้าวนาปี 2553-2554 ก็อาจจะพิจารณาทบทวนราคาประกันอีกครั้งหนึ่ง

"ธ.ก.ส.ยืนยันว่าโครงการประกันรายได้ถือเป็นนโยบายพื้นฐานที่รัฐบาล สามารถใช้ดูแลความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว โดยไม่ทำให้กลไกตลาดบิดเบือน แต่การดำเนินโครงการนั้นต้องมีมาตรการรักษาเสถียรภาพด้านราคาออกมาควบคู่กัน และสามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงทีจึงจะช่วยให้การประกันรายได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวที่มีปริมาณข้าวออกมามาก อาจเป็นแรงกดดันให้ราคาในตลาดปรับลดลงและถ้าต่ำกว่าราคาอ้างอิงก็ต้องสามารถ เข้าไปแทรกแซงตลาดได้ทัน ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าการนำมาตรการออกมาใช้อาจจะช้าเกินไป"

ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า มาตรการจำนำข้าวอาจยังมีความจำเป็นนำมาใช้เสริมมาตรการหลัก แต่อาจนำมาใช้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง และที่สำคัญต้องไม่รับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาดเหมือนที่ผ่านมา โดยมาตรการที่นำมาใช้ช่วงนี้ เช่น การให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางก็เหมือนกับการจำนำ เพราะเอาข้าวมาเป็นหลักประกันการกู้เงินไปใช้ก่อน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกให้แตกต่างไป หรืออาจจะมีมาตรการอื่นๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวกับโครงการทั้งหมดร่วมกำหนดไว้เป็นแพ็กเกจเดียวกัน และประกาศควบคู่ไปกับการรับประกันรายได้ ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีและขจัดความเดือดร้อนของชาวนาได้จริง

เหมืองทองคำ ชะตากรรมเมืองเลย (1) ทำ "เลย" เสียแล้วเสีย "เลย" จริงหรือ !!

การพัฒนาอุตสาหกรรม โครงการพัฒนาระดับต่าง ๆ หากทำโดยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มักตามมาด้วยมลพิษที่เป็นพิษต่อสุขภาวะของประชาชนเสมอ

ข้อร้องเรียน ข้อโต้แย้ง ระหว่างประชาชน ชุมชน องค์กร ภาคประชาชน หน่วยงานรัฐและภาคเอกชน มักเป็นข้อขัดแย้งที่ไร้ข้อยุติ ส่วนใหญ่ประชาชนในชุมชนผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพในหลายมิติ ทั้งความเจ็บป่วย ความเครียด ความขัดแย้งในชุมชน

กรณีแทนทาลัม ที่จังหวัดภูเก็ต ต้นปี 2529 มีการเคลื่อนไหวศึกษาปัญหามลพิษจากโรงงานบริษัทไทยแลนด์แทนทาลัม อินดัสทรีย์ (ทีทีไอซี) ของนิสิตนักศึกษาและนักวิชาการทางด้าน สิ่งแวดล้อมกลุ่มหนึ่ง ผลการศึกษาแม้ว่าจะไม่ได้คำตอบอะไรชัดเจนมากนัก แต่ก็มีการตั้งข้อสงสัยว่ากรรมวิธีการผลิตทางเคมีของโรงงานจะก่อให้เกิดผล กระทบต่อสภาพแวดล้อมและลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภูเก็ต

กรณี ยายไฮ ขันจันทา คัดค้านนโยบายการสร้างเขื่อนห้วยละห้า ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิราษฎร ได้ยืนหยัดสู้ในสิทธิของตนตั้งแต่ ปี 2520 ในที่สุดยายไฮและพวกอีก 3 คน ได้รับการชดเชยเยียวยาจากผลกระทบในการสร้างเขื่อนห้วยละห้า 4.9 ล้านบาท

กรณี เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ชุมชนชาวบ้านได้รับผลกระทบจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซค์ เป็นก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าเหมืองถ่านหินลิกไนต์ มีการร้องเรียนเรียกร้องให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะรับผิดชอบการเจ็บป่วย และค่าต้นไม้เสียหาย วัวควายที่ล้มตาย และปี 2541 เหตุการณ์ฝนกรดก็บังเกิดขึ้นซ้ำอีก เป็นต้น

กรณี "มาบตาพุด" เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ ที่ ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยข้อมูลออกมา

ล่าสุดข้อมูลของศูนย์ประสานงานการ พัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้รายงานข้อมูลมลพิษที่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย โดยใช้ชื่อว่า..."เปลี่ยนไป "เลย" ชะตากรรมภายหลังจากการเข้ามาของเหมืองทองคำ" ทั้งนี้ ข้อมูลที่ สช.นำเสนอ ไม่ต่างไปจากกรณีอื่น ๆ ที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งเรื่องสุขภาพและการทำมาหากิน แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยา

จากผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดิน คุณภาพน้ำผิวดิน ต่างได้รับการยืนยันจากหน่วยงานราชการที่ตรวจพบว่าในน้ำมีโลหะหนัก อาทิ สารหนู เหล็ก โครเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ไซยาไนด์ (ดูรายละเอียดในล้อมกรอบ) สาธารณสุขจังหวัดเลย ออกประกาศเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 โดยอ้างผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน 2551 ที่ตรวจพบสารหนูในห้วยเหล็ก แมงกานิสในห้วยผุก และแคดเมียมในระบบประปาบาดาล บ้านนาหนองบง เพื่อเตือนให้ประชาชนไม่ให้นำน้ำจากแหล่งดังกล่าวมาดื่มกินโดยตรง และไม่ควรนำมาใช้ปรุงอาหารจากปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนัก ทางอำเภอจึงแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำรถบรรทุกน้ำ 1 คัน มาวิ่งแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับพื้นที่ชุมชนรอบโครงการ 3-4 วัน/ครั้ง/หมู่บ้าน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตนเองโดยการซื้อ น้ำดื่ม ส่วนอาหารประเภทปลา หรือพืชผักต่าง ๆ ที่เคยหาได้ตามแหล่งน้ำ ก็ต้องงดการบริโภคและเปลี่ยนมาซื้อจากตลาดแทน

นี่คือการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้น จับต้องได้ มีการพิสูจน์ชัดจากข้อมูลของหน่วยราชการ และอาการเจ็บป่วยของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ "โครงการทำเหมืองแร่ทองคำ" เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศนโยบายว่าด้วยการสำรวจและพัฒนาแร่ ทองคำ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2530 หลังจากนั้นได้มีการกำหนดพื้นที่เพื่อการพัฒนาเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการ ใหญ่หลายบริเวณ เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจ

บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ในพื้นที่แปลงที่ 4 จังหวัดเลย (น้ำคิว-ภูขุมทอง) ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 340,000 ไร่ พบว่ามีสินแร่ทองคำ 3 แห่ง คือ ภูทับฟ้า ภูเหล็ก และภูซำป่าบอน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย

บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เป็นบริษัทลูกของบริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2449 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2536 มีพนักงาน 350 คน โดยส่วนใหญ่พนักงานจะทำงานอยู่ในเหมืองที่จังหวัดเลย

ข้อมูลผู้ถือหุ้นบริษัททุ่งคำ ณ เมษายน 2552 1.Paron Resources Inc. 51,573,484 หุ้น (6.81%) 2.บริษัท สินธนา โฮลดิ้งส์ จำกัด 45,633,480 หุ้น (6.03%) 3.Paron Holdings Limited 31,053,102 หุ้น (4.10%) 4.นายธนะศิริ วิไลรัตน์ 29,500,000 หุ้น (3.90%) 5.Sino Pac Investments (L) LTD 26,726,614 หุ้น (3.53%) 6.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 17,373,400 หุ้น (2.30%) 7.กระทรวงการคลัง 15,000,000 หุ้น (1.98%) 8.นายเกรียง เกียรติเฟื่องฟู 12,100,000 หุ้น (1.60%) 9.นายไชยันต์ จิตรพึงธรรม 10,900,000 หุ้น (1.44%) 10.นายสุรชัย บุณยประทีปรัตน์ 8,900,000 หุ้น (1.18%)

"ทุ่งคำ" ได้รับประทานบัตรทำเหมืองทองคำในปี 2546 เป็นเวลา 25 ปี จำนวน 6 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 2.07 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,308 ไร่ โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ภูทับฟ้า จำนวน 5 แปลง (1,080 ไร่) และภูซำป่าบอน 1 แปลง (228 ไร่) เริ่มเปิดดำเนินการในเดือนกันยายน 2549

พื้นที่แห่ง นี้มีทั้งส่วนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกภูเหล็ก และส่วนที่อยู่นอกเขตป่าสงวน โดยบริษัท ทุ่งคา จำกัด มีกรรมสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) อยู่ 35 ไร่ ส่วนพื้นที่อื่นไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีการใช้ประโยชน์โดยชาวบ้าน

เหมือง แร่ทองคำอยู่บนภูเขาสูงวางตัวในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก อยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร มีพื้นที่ราบคั่นอยู่ระหว่างภูทับฟ้าและภูซำป่าบอน และมีลำห้วยสาธารณะคือห้วยผุก เป็นลำน้ำสาขาของห้วยฮวย ไหลลงมาสู่ลำน้ำฮวย ที่ราบบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านนา หนองบงน้อย (ม.3) ต.เขาหลวง เป็นชุมชนที่ใกล้เหมืองมากที่สุด โดยมีระยะห่างประมาณ 500 เมตร

เหมือง แร่ทองคำ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด มีกำลังการผลิตที่ประมาณ 1,200-1,500 ตันต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแร่ โดยใช้วิธีการทำเหมืองหาบ (open pit) คือการเปิดหน้าดินแบบ ขั้นบันไดโดยการขุดหรือเจาะระเบิดเพื่อเอาสินแร่ออกมา จากนั้นจะลำเลียงสินแร่ที่ได้ไปกองไว้บริเวณกองแร่ เพื่อบดย่อยให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ ส่วนหินและดินที่ไม่มีแร่ (waste rock) จะนำไปกองรวมกันไว้ที่กองมูลดินทราย (waste dump area)

สินแร่ที่ ผ่านการบดอย่างละเอียดจะเข้าสู่กระบวนการแต่งแร่ โดยอยู่ในรูปของสินแร่ปนน้ำ (pulp) มีเติมปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรด-ด่าง จากนั้นเติมสารไซยาไนด์เพื่อละลายทองคำ และเติม activated carbon เพื่อให้คาร์บอนไปจับทองคำออกมาจากสารละลายไซยาไนด์

ส่วนของคาร์บอน ที่จับทองคำจะถูกแยกออกมาโดยใช้ตะแกรง ส่วนที่เหลือจะเป็นกากแร่ปนน้ำจะถูกส่งไปยังถังเกรอะ ตะกอนที่อยู่ด้านล่างจะถูกสูบต่อไปยังถังบำบัดกากแร่เพื่อแยกไซยาไนด์ จากนั้นกากแร่จะถูกส่งต่อไปยังบ่อกักเก็บกากแร่

การแยกทองคำออกมาจาก ผิวของคาร์บอนมีการใช้โซเดียม ไฮดรอกไซด์และโซเดียมไซยาไนด์เพื่อละลายทองคำออกมาจากคาร์บอน จากนั้นเข้าสู่การแยกทองคำจากสารละลายด้วยวิธีการทางไฟฟ้า (electroplating) ทองที่ได้จะนำไปหลอมเป็นทองคำแท่ง ซึ่งจะยังมีสารเจือปนอยู่ จากนั้นจะส่งไปยังฮ่องกงเพื่อทำให้บริสุทธิ์อีก ครั้งหนึ่ง จึงจะได้ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% สำหรับจำหน่าย

ในการทำเหมืองบนภูทับ ฟ้าและภูซำป่าบอนจะต้องขุดหินดินทรายออกมา 2 ล้านกว่าตัน ในจำนวนนี้มีเนื้อหินปนแร่ทองคำประมาณ 1 ล้านตัน โดยมีแร่ทองคำ 5 กรัมต่อตัน เมื่อผ่านกระบวนการแต่งแร่คาดว่าจะได้ทองคำประมาณ 5 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยใน ปี 2550-51 ที่ผ่านมา ผลิตทองคำได้ 0.93 และ 1 ตัน ตามลำดับ

acid mine drainage หรือน้ำทิ้งสภาวะกรด เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เมื่อหินทิ้ง (waste rock) ที่มีแร่ซัลไฟด์เป็นองค์ประกอบ สัมผัสกับอากาศและน้ำ จะเกิดกรดซัลฟิวริก ซึ่งสามารถชะเอาโลหะหนักที่มีอยู่ในหินทิ้ง อาทิ สารหนู โคบอลต์ ทองแดง แคดเมียม ตะกั่ว เงิน สังกะสี ออกสู่ภายนอก หากไม่มีการจัดการที่ดีอาจทำให้โลหะแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำใกล้เคียงได้ ถือเป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการทำเหมืองทองคำ นอกเหนือจากการปนเปื้อนของไซยาไนด์ในแหล่งน้ำ

การตรวจพบโลหะหนักเกิน ค่ามาตรฐานในแหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และน้ำฝนบริเวณพื้นที่รอบเหมืองทองคำ ได้ปรากฏขึ้นหลายครั้งนับตั้งแต่การดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ โครงการในปี พ.ศ. 2538 จนกระทั่งปัจจุบัน และกลายเป็นปัญหา ที่ยังไม่มีข้อสรุปถึงสาเหตุที่แท้จริง โลหะที่ตรวจพบว่ามีค่าเกินมาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง ได้แก่ แมงกานีส เหล็ก แคดเมียมและสารหนู

สารหนู - เป็นองค์ประกอบที่พบได้ในสินแร่ทองคำ สารหนูเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อได้รับสัมผัสจะก่อให้เกิดการระคายเคือง คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดเสียหาย และแขนขาเป็นเหน็บ

ตะกั่ว แมงกานีส และแคดเมียม - เป็นโลหะหนักที่มักเกี่ยวเนื่องกับการทำเหมืองแร่ทองคำ โดยตะกั่วมีผลต่อระบบการทำงานของประสาท หากได้รับสัมผัสอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมองและภาวะไตวาย เด็กเป็นกลุ่มไวต่อผลกระทบและมีความเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่เมื่อได้รับสารตะกั่ว แมงกานีส หากได้รับในปริมาณมากอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท และอาจทำให้สมองเสียหายได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวช้า สำหรับสารแคดเมียมจะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องเสีย หากได้รับในปริมาณต่ำเป็นเวลานานจะทำให้เกิดโรคไต ปอด และกระดูกเปราะได้

นี่เป็นอีกกรณีที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน !

"เครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน" จี้วางแนวทางแก้ปัญหา "ชุมชน" ก่อนยุบสภา

แถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน ชี้รัฐบาล เจรจา นปช.ไม่มองปัญหาคนจน จวกแก้ปัญหาการเมืองด้วยการยุบสภาทำกระบวนการแก้ปัญหาเดิมหยุดชะงัก ย้ำหากจะยุบสภาต้องแก้ปัญหาคนจนก่อน

วันนี้ (31 มี.ค.53) เครือข่ายองค์กรชุมชนต่างๆ ในนามเครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 แสดงเห็นต่อการเจรจาของรัฐบาลและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อหาทางออกปัญหาวิกฤติการของประเทศว่า ทุกฝ่ายยังไม่ได้มีการหยิบยกปัญหาของชาวบ้านคนจน และชุมชนขึ้นมาถกเถียงเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขอย่างแท้จริง อีกทั้งข้อเสนอให้มีการยุบสภาอาจทำให้การแก้ปัญหาของเครือข่ายชุมชนต่างๆ ต้องหยุดชะงักไปได้

แถลงการณ์เครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชนระบุด้วยว่า รัฐบาลและทุกฝ่ายควรคำนึงถึงการแก้ปัญหาคนจนโดยมีการวางแนวทางแก้ปัญหาของ ชุมชนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมก่อนการยุบสภา โดยมีข้อเสนอดังนี้

แถลงการณ์ ฉบับที่ 1
ของเครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน

ตามที่รัฐบาลมีการเจรจาหาทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ กับ กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช. และมีข้อเสนอให้ยุบสภา เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ตามระบอบประชาธิปไตยนั้น

เครือข่ายชุมชนฯ เห็นว่าทุกฝ่ายยังไม่ได้มีการหยิบยกปัญหาของชาวบ้านคนจน และชุมชนขึ้นมาถกเถียงเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขอย่างแท้จริง การเจรจาเป็นไปในแนวทางเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองส่วนบนเท่านั้น ซึ่งได้แก้ปัญหาในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง จึงเป็นการตอกย้ำว่าเป็นการเมืองที่ไม่ได้สนใจแก้ปัญหาคนจนอย่างแท้จริง คน จนเหล่านั้นมีทั้งในกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง และกลุ่มที่ไม่สังกัดสีใดๆ และผ่านมากลุ่มคนจนต่างๆ ได้พยายามเสนอ/ผลักดันการแก้ปัญหากับทุกๆ รัฐบาลมาโดยตลอดแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร

ในรัฐบาลนี้ก็เช่นกัน เครือข่ายองค์กรชุมชนต่างๆ จากทั่วประเทศได้ผลักดันเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา และ รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการ/กลไกในการแก้ปัญหาแล้ว อาทิเช่น คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุด คณะกรรมการแก้ปัญหาของเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย อนุกรรมการแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ อนุกรรมการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสัมปทานแร่ทองคำ ฯลฯ

ซึ่งหากมีการยุบสภาการแก้ปัญหาของเครือข่ายชุมชนต่างๆ ต้องหยุดชะงักไปด้วย ดังนั้น รัฐบาลและทุกฝ่ายควรคำนึงถึงการแก้ปัญหาคนจน/คนชายขอบ โดยมีการวางแนวทางแก้ปัญหาของชุมชนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ก่อนการยุบสภา จึงมีข้อเสนอ ดังนี้

1.กรณีปัญหามาบตาพุด เรื่องการจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษ การผลักดันกลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 อย่างตรงตามเจตนารมณ์

2.วางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าอย่างมีส่วนร่วมของประชาชน

3.เร่งรัดผลักดันผ่านพระราชบัญญัติสัญชาติว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทย พลัดถิ่น ซึ่งอยู่ในสภานิติบัญญัติลำดับที่ 108 เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนไทยที่ถูกละเมิดสิทธิมายาวนาน

4.เร่งรัดการแก้ปัญหาที่ดิน ซึ่งอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง คือ 1) ประกาศใช้ระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องโฉนดชุมชน และรับรองพื้นที่นำร่องเพื่อการแก้ปัญหาที่ดิน จำนวน 76 แห่ง 2) เร่งรัดการพิสูจน์สิทธิที่ดินซึ่งชุมชนร้องเรียนว่าออกเอกสารมิชอบจำนวน 10 แห่ง 3) เร่งรัดการจัดทำแผนที่ 1: 4000 เพื่อกันป่าออกจากชุมชน ในพื้นที่ซึ่งอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องจำนวน

5.รัฐบาลประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษของชาวเลในอันดามัน ให้ครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมและสุสาน

6.รัฐบาลประกาศยุติการให้สัมปทานและการขยายโรงงานการทำเหมืองแร่ทอง ในจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

7.รัฐบาลยุติการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.แร่ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา เพราะขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ และสิทธิชุมชน

8.ยกเลิกนโยบายการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง

9.ยกเลิกการอนุญาตขุดลอกตะกอนลุ่มน้ำตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพราะกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน

10.กระทรวง มหาดไทยยุตินโยบายการย้ายที่ทำการอำเภอสามชุก เพราะขาดกระบวนการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสามชุกตลาดร้อยปี และขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน

11.ขอให้รัฐบาลยุติแผนพัฒนาภาคใต้ตามข้อเสนอของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะมีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก อันจะกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม

12.เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการสำรวจและขึ้นทะเบียนปัญหาของชุมชนที่ครอบ คลุมทั้งปัญหา ที่ดิน ทรัพยากร และปัญหาคนชายขอบ

เครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน

1. เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
2. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคม และการเมือง (คปสม.)
3. เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต
4. เครือข่ายชุมชนจังหวัดพังงา
5. เครือข่ายฟื้นฟูเกาะลันตา
6. เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคน ไทยฯ
7. เครือข่ายชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี
8. เครือข่ายชุมชนศรัทธาชายแดนใต้
9. เครือข่ายคนฮักน้ำของ
10. เครือข่ายฟื้นฟูเมืองเก่า สามชุกตลาดร้อยปี
11. เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ และสิทธิชุม
12. เครือข่ายเยาวชนจากทะเลสู่หุบเขา
13. เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทอง
14. เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชน
15. เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ลำปาง
16. เครือข่ายห้าพันธมิตรด้านสิ่งแวด ล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
17. เครือข่ายอนุรักษ์หนองแซง สระบุรี
18. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำตะกั่ว ป่า-คุระบุรี พังงา
19. เครือข่ายเยาวชนสำนึกรักบ้านเกิด ชายแดนใต้

วันที่ 31 มีนาคม 2553

เมินลดพื้นที่ทำนาปรังรอบสองจับตาสารพัดปัญหาจะปะทุขึ้น

ดลมนัส กาเจ

หลังจากเกิดภาวะภัยแล้งอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั้งขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ลดลงต่ำจุดต้นทุน ทำให้หลายหน่วยงานต่างออกมารณรงค์ให้เกษตรกรลดพื้นที่ทำนาปรังให้เหลือเพียง 9.5 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดกว่า 12 ล้านไร่

อย่างล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า จากที่ได้เดินทางไปตรวจระดับน้ำในเขื่อนภูมิพล รวมทั้งดูสถานการณ์ภาพรวมของประเทศนั้น ต้องย้ำว่า ในปีนี้มีการคาดการณ์กันว่าประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งมากกว่าเดิม และสิ่งที่ตามมา ประชาชนทั่วประเทศต้องประสบปัญหาภัยแล้ง แม้กระทั่งภาคใต้ก็เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน

"ผลกระทบอย่างหนัก คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนระดับน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็น 2 เขื่อนหลักในขณะนี้นั้น มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 40 ซึ่งหมายความว่า จะสามารถใช้น้ำได้เพียงร้อยละกว่า 20 ซึ่งน้ำจำนวนดังกล่าวจะต้องมีการบริหารจัดการ เพื่อให้เพียงพอที่จะสามารถใช้ในเดือนมีนาคมนี้ ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งคงต้องระมัดระวังเรื่องฝนทิ้งช่วงด้วย สิ่งที่อยากจะย้ำคือ น้ำจะมีเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปี บวกกับการทำนาปรัง 1 ครั้ง สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ปริมาณน้ำไม่น่าจะเพียงพอต่อการทำนาปรังรอบสอง เพราะระหว่างทางตอนที่ผมเดินทางไป จ.พิษณุโลก ได้เห็นเกษตรกรเริ่มเข้าสู่การทำนาปรังรอบสองแล้ว จึงอยากจะขอเตือนเกษตรกรในเรื่องการส่งน้ำ และที่สำคัญรัฐบาลได้บอกไปแล้วว่า การเพาะปลูกนาปรังดังกล่าวจะไม่ได้รับการสนับสนุนจาก โครงการประกันรายได้ เนื่องจากรัฐบาลจะให้สิทธิกับเกษตรกรรายละ 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น" นายกฯ อภิสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นนายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ และนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา คนสนิท ได้เดินทางไปตรวจสภาพปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะระดับน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และขึ้นเฮลิคอปเตอร์ดูหลายพื้นที่ใน จ.พิษณุโลก ที่เกษตรกรกำลังทำนาปรังรอบสอง และระหว่างนั้นนายอภสิทธิ์ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่สนับสนุน และจะไม่มีโครงการประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ทำนาปรังรอบสอง พร้อมกำชับ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ไปคิดโครงการจูงใจเกษตรกร เพื่อไม่ให้ทำนาปรังรอบสอง

แม้หลายฝ่ายมีการรณรงค์ให้เกษตรกรลดพื้นที่การทำนาปรังในปี 2553 ก็ตาม แต่ด้วยส่วนหนึ่งราคาข้าวเป็นสิ่งที่จูงใจ และอีกปัจจัยหนึ่งมาจากนโยบายประกันราคาของรัฐบาล จึงทำให้เกษตรกรไม่ค่อยให้ความร่วมภาครัฐ ซ้ำยังเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกนาจนแทบจะเต็มพื้นที่ อย่างล่าสุด นายธนู วงศ์เกษม รักษาการศูนย์สารสนเทศ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย "คม ชัด ลึก" ว่า ตามที่กรมการข้าวได้รณรงค์ให้เกษตรกรชาวนาลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากเกิดภาวะภัยแล้ว ถึงขนาดในอ่างเก็บเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศลดลงเป็นอย่างมากนั้น ปรากฏว่าล่าสุดทราบว่ามีชาวนาทำนาปรังทะลุถึง 12 ล้านไร่แล้ว จากพื้นที่เป้าหมายที่เคยกำหนดไว้ว่าน่าจะอยู่เพียง 9.5 ล้านไร่เท่านั้น

"คนที่ปลูกข้าวไปแล้วก็ปลูกไป แต่ที่คิดว่าจะทำนาปรังในช่วงนี้อยากให้เกษตรกรชะลอไปก่อน เพราะระดับน้ำในอ่างเก็บต่างๆ เหลือน้อย จะส่งผลให้ต้นทุนการทำนาสูง และโอกาสที่จะทำให้ข้าวได้รับความเสียหายสูงมาก เพราะปัจจุบันนอกจากฝนฟ้าไม่เป็นไปตามฤดูกาลแล้ว ชาวเองก็ปลูกข้าวไม่ตรงฤดูกาลเช่นกัน คือพอเก็บเกี่ยวเสร็จก็ไถดินทำนาต่อถึง 5 ครั้งต่อ 2 ปี บางแห่งในภาคกลางมีการทำนาปีละ 3 ครั้ง หากมีความเป็นไปได้อยากให้ปลูกพืชอื่นทดแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลดปริมาณในการใช้น้ำแล้ว ยังเป็นการตัดช่วงหรือการปลูกข้าวด้วย สิ่งที่ตามมาจะช่วยให้ลดการระบาดของศัตรูพืชในนาข้าวได้ด้วย" นายธนู กล่าว

ด้าน นายชูชีพ อุทะโก เกษตรอำเภอบ้านหมี่ จ.ลพบุรี กล่าวว่า ในเขต อ.บ้านหมี่ การทำนาปรังครั้งที่ 1 หลายแห่งกำลังเก็บเกี่ยวข้าว และเริ่มหว่านไถ ทำนาปรังครั้งที่ 2 โดยชาวนาที่ทำนาปรังในเขต อ.บ้านหมี่ ปีนี้ทั้งหมด 2.4 แสนไร่ เท่ากับทำนาปีทำให้พื้นที่ทำนาปรังปีนี้เกินเป้าทั้งหมดประมาณ 8 หมื่นไร่ อีกทั้งยังมีการทำนาปรังในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานด้วย แม้กรมชลประทานจะขอร้องให้งดทำนาปรังครั้งที่ 2 แต่ไร้ผล

“การทำนาปรังนอกเขตชลประทานในพื้นที่หลายตำบล อาทิ หินปัก ดงพลับ บางกระพี้ ดอนดึง บ้านทราย และสำโรงเหนือ โดยเกษตรกรส่วนนี้สูบน้ำจากคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก ส่งไปตามคลองไม้เสียบ ส่วนในเขต ต.บ้านทราย และ ต.พุคา สูบน้ำส่งคลองเข้าไปถึงในเขต ต.วังขอนกว้าง และ ต.หลุมข้าว ของ อ.โคกสำโรง มีการตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ โดยใช้ถังขนาด 200 ลิตร ทำเป็นท่อสูบน้ำส่งน้ำให้ชาวนาที่ทำนานอกเขตชลประทาน” นายชูชีพ กล่าว

นายไพบูลย์ ทินมณี ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค กล่าวว่า ในแผนของกรมชลประทานที่ให้ทำนาปรังในพื้นที่ 1.6 แสนไร่ แต่ปัจจุบันการทำนาปรังในเขต อ.บ้านหมี่ ทำถึง 2.4 แสนไร่ เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ การที่จะสูบน้ำจากคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก เฉพาะในเขตชลประทานที่ให้ทำนา เกษตรกรจะต้องไปขอหรือทำเรื่องขอสูบน้ำที่ว่าการอำเภอก่อน เพื่อป้องกันการร้องเรียนว่าสูบน้ำขาย แต่นอกเขตชลประทานจะต้องให้จังหวัดเป็นผู้ดูแล

จะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลจะพยายามรณรงค์ให้เกษตรกรลดพื้นที่ทำนาปรัง โดยเฉพาะในรอบสอง แต่กระนั้นก็ไร้ผล และสิ่งที่ตามมาจากการที่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลให้ผลผลิตน้อยลง เนื่องจากข้าวต้องใช้น้ำจำนวนมากตลอด 120 วัน นั่นหมายถึงว่าต้นทุนก็ต้องสูง ที่สำคัญเมื่อรัฐบาลงดการประกันราคา ขณะที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือ นายทุนกดราคาผลผลิต และเกษตรกรจะประสบภาวะขาดทุนชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง

ไม่ทำนาจะให้เกษตรกรทำอะไร

นายปราโมทย์ วาณิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า การที่ชาวนาหันมาปลูกข้าวในฤดูการทำนาปรังรอบสองนั้น เพราะชาวนาไม่ชัดเจนกับนโยบายของรัฐบาลว่าให้ทำอะไร การที่จะให้ลดพื้นที่การทำนาปรังแล้วจะให้ชาวนาทำอะไร เพราะชาวนาถนัดการทำนา หากเกษตรกรปลูกพืชกระกูลถั่วอย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำนั้น ต้องยอมรับว่าเกษตรกรไม่มีความชำนาญ และที่สำคัญไม่ทราบว่าจะไปขายให้ใคร ราคาเท่าไร ต้นทุนเท่าไร รัฐบาลจะประกันราคาเหมือนกับการทำนาหรือไม่

"ที่ชาวนาต้องมาทำนาปรัง เพราะราคาเป็นปัจจัยในการจูงใจ คือเดิมทีรัฐบาลรับจำนำในราคาที่สูง ตอนหลังแม้รัฐบาลจะยกเลิกการรับจำ แต่การประกันราคายังอยู่ที่ตันละ 1 หมื่นบาท ต้นทุนอยู่ที่ตันละ 6,000 บาท ชาวนาก็ยังพอมีกำไร แม้ว่าช่วงนี้ปริมาณน้ำน้อย ชาวนายินดีที่จะลงทุนเพื่อสูบน้ำเข้าในนา บางรายยอมลงทุนขุดเจาะน้ำบาดาลเอง แต่ปัญหาตรงที่ว่า การทำนาปรังรอบสองรัฐบาลจะไม่ประกันราคา ความเสี่ยงของเกษตรกรมีสูง เนื่องจากหากขาดแคลนน้ำผลผลิตจะต่ำลง ทั้งที่เกษตรกรจะได้ผลผลิตไร่ละ 800 กิโลกรัม เหลือ 500 กิโลกรัมต่อไร่ นั่นหมายถึงว่า ต้นทุนต้องสูง ยิ่งหากมีโรคระบาดก็ยิ่งหนัก ขาดทุนสถานเดียว แต่ก็อย่างที่ผมบอก ถ้าชาวนาไม่ทำนาจะให้เขาทำอะไร นโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา เพียงบอกว่า ให้เกษตรกรปลูกโน้น ปลูกนี่ ถามว่าหลังปลูกถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะทำอย่างไร ขายที่ไหน ให้ใคร คือพูดนั่นมันง่าย แต่คนทำมันไม่ง่าย" นายปราโมทย์ กล่าว

กสม.เตรียมประชุมรับฟังข้อร้องเรียนสิ่งแวดล้อมจาก ทุกฝ่ายที่ประจวบ

“นพ.นิรันดร์” นำกรรมการสิทธิฯ นัดประชุมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายในประจวบฯ ประเด็นสิ่งแวดล้อมพฤหัสฯ นี้ ที่ห้องประชุม อบจ. ด้าน “กรณ์อุมา พงษ์น้อย” หวัง กสม. เป็นตัวกลางให้พูดคุยกับราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่ความร่วมมือในพื้นที่ระหว่างกัน

เวลา 9.00 น. วันพรุ่งนี้ (25 มี.ค.) ที่ห้องประชุม อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะจัดการประชุม “รับฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยวาจา และปรึกษาหารือกรณีร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”

โดยประเด็นการประชุม จะเป็นเรื่องที่ชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวนทั้งหมด 13 พื้นที่ โดยเป็นพื้นที่ในแผนพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในประจวบคีรีขันธ์ โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกับองค์ จากส่วนกลางและในระดับจังหวัด โดย นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วย คณะอนุกรรมการสิทธิด้านที่ดินและป่า และ คณะอนุกรรมการสิทธิด้านสิทธิชุมชน จะลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ในวันนี้ (24 มี.ค.)

ในกำหนดการนั้น นพ.นิรันดร์ และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน กสม. จะเดินทาจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถึงบ้านบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เวลา 18.00 น. วันนี้ และจะหารือร่วมกับแกนนำเครือข่ายประชาชนเพื่อเตรียมการประชุม และจะเข้าพักที่ครัวชมวาฬ บ้านบ่อนอก กิจการของนางกรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยาของนายเจริญ วัดอักษรนักอนุรักษ์ผู้ล่วงลับ ส่วนคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า กสม. ได้เดินทางลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงตั้งแต่เวลา 10.00 น. วันนี้แล้ว

สำหรับเครือข่ายพันธมิตรสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่จะเข้าประชุมนั้น ประกอบด้วยกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด, กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก, กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก, กลุ่มอนุรักษ์ห้วยยาง, กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นกุยบุรี-สามร้อยยอด, เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบางสะพาน และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอ่าวน้อย

ขณะที่หน่วยงานราชการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เชิญมาชี้แจง ในส่วนของหน่วยงานส่วนกลางได้แก่ 1. สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 3. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 4. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 5. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน 7. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 8. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 9. กรมป่าไม้ 10. กรมชลประทาน 11. กรมเจ้าท่า 12. กรมโยธาธิการและผังเมือง 13. คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 14. กรมโรงงานอุตสาหกรรม

ส่วนหน่วยงานในพื้นที่ประกอบด้วย 1. ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2. องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3. สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) 4. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี 5. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 7. สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 8. สำนักบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลน 9. อบต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ. ประจวบคีรีขันธ์ 10. อบต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ. ประจวบคีรีขันธ์ 11. อบต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ. ประจวบคีรีขันธ์ 12. อบต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับการประชุมดังกล่าว นางกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกให้ความเห็นว่า “เราอยากจะทำให้เป็นวัฒนธรรม ให้หน่วยงานหลัก ๆ ในจังหวัดในฐานะตัวแทนฝ่ายบริหาร รับรู้เจตจำนง ของประชาชน และดำเนินโยบายที่สอดคล้องกับเจตจำนงเหล่านั้น เราคาดหวังว่าถ้าคุยกันรู้เรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมีการงัดง้าง เดิมภาพของชาวบ้านในความรับรู้ของคนอื่นคือความรุนแรง แต่เราหวังว่าในการสร้างวัฒนธรรมใหม่นี้จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาชนกับหน่วยงานกับรัฐในรูปแบบใหม่ การนัดเจอกันในลักษณะนี้ถือเป็นครั้งแรก โดยมีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นตัวกลาง ที่ผ่านมาโดยลักษณะโครงสร้างทางอำนาจหน่วยงานของรัฐในระดับจังหวัด อำเภอ และ ตำบล ทำหน้าที่เพียงรองรับคำสั่งจากด้านบน เมื่อกล่าวถึงความหมายของความเป็น ประชาธิปไตย เราเชื่อว่ากลไกมีมากกว่ารูปแบบของการใช้เลือกผู้แทนและหย่อนบัตรเลือกตั้ง”

“หากฝ่ายบริหารรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็จะนำมาสู่ความร่วมมือ เช่น ในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่หลายฝ่ายต้องการให้เกิดขึ้นในจังหวัดประจวบฯ การร่วมกันพัฒนา ทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เปรียบเสมือนผู้ที่มาเยือน กับ เจ้าภาพที่แท้จริงซึ่งก็คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นก็จะเกิดขึ้น

เราหวังว่าหลังการทำการประชุมในวันที่ 25 มีนาคมนี้ จังหวัดและประชาชนจะมีการทำสัญญา คล้ายๆ ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน หรือ MOU ระหว่างจังหวัดและประชาชน โดยผลจากการตกลงร่วมครั้งนี้ ทางกลุ่มพันธมิตรจะนำเสนอต่อรัฐบาลส่วนกลางผู้กำหนดนโยบาย โดยมีคณะกรรมการสิทธิฯ เป็นเสมือนพยานและผู้ประสานงาน เราถือว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการรับความคิดเห็นที่ไม่ได้มีเฉพาะแต่ พิธีกรรม แต่มีผลต่อความสงบสุข และ ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่” นางกรณ์อุมา กล่าวทิ้งท้าย

สภาปิดแล้ว ผ่าน กม.3 ฉบับรวด ปชป.จี้ถอด “รอง ปธ.สภาสวมแดง”

วันนี้ (24 มี.ค.) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนเข้า สู่การประชุมสภาฯ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกหารือนอกรอบ ทั้งนี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้ตำหนิการกระทำของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ไม่เข้าร่วมประชุมและไปชุมนุมประท้วงอยู่ฝั่งถนนราชวิถี ว่ากระทำการปกป้องเพื่อคนเพียงคนเดียวเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และยังทำผิดกฎหมายด้วยการปิดถนนราชวิถีไม่ให้เพื่อน ส.ส.เข้ามาประชุมตามหน้าที่ ถือว่าคนเหล่านี้ขัดขวางการทำหน้าที่ของ ฝ่ายนิติบัญญัติ

ขณะที่ นายธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ หารือว่า เมื่อคืนนี้ (23 มี.ค.)ได้เห็น พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นเวทีเสื้อแดงโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยถ้อยคำหยาบคาย อยากปรึกษาว่าถอดออกจากตำแหน่งเลย ดีหรือไม่ ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หาก พ.อ.อภิวันท์มีความกล้าหาญ ทระนง ขอให้มาใช้สิทธิในฐานะ ส.ส.และรองประธานสภาฯ วันนี้ พ.อ.อภิวันท์กระทำตัวไม่สมศักดิ์ศรีของ ชายชาติทหาร ก้าวร้าวนายกฯ และรัฐบาล รวมถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มากเกินไป ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะเป็นรอง ประธานสภาฯ อีกต่อไป เชื่อว่าผลสุดท้ายของ พ.อ.อภิวันท์คงต้องติดคุกแน่ ส่วนนายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า หากการปิดกั้นทางเข้าไม่ให้ ส.ส.ได้เข้ามาร่วมประชุมถือว่าผิดกฎหมาย ตนพร้อมเพื่อน ส.ส.จะไปแจ้งความดำเนินคดี

ขณะที่ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราล้วนมีประสบการณ์รถถังล้อมหน้าบ้านมาแล้ว ที่ผ่านมาเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้ในภาพยนต์สงคราม แต่วันนี้ก็มองได้เช่นกันว่าการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง โดยมีการนำกำลังทหารเข้ามาในเขตพระราชฐานคือรัฐสภาถือว่าเหมาะสม หรือไม่ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้านนายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ไม่ควรตัดสินใจยุบสภาเพราะสภาฯ ไม่ได้ทำอะไรผิด มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในอดีตที่ผู้นำยุบสภาจนเกิดความเคลื่อนไหวนอก สภาฯแทน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแม้ว่าในการประชุมจะมีส.ส.พรรคเพื่อไทยจะมาร่วมประชุมเพียง แค่ 3 คน คือ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย นายนที สุทินเผือก (กรุง ศรีวิไล) ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคน ที่หนึ่ง แต่องค์ประชุมก็ครบ และเมื่อองค์ประชุมครบ ประธานสภา ได้สั่งเปิดประชุม ปรากฏ ว่าแค่เพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงที่ประชุมสภาฯ ได้พิจารณาผ่านร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่าง พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม และร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-วง แหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ในท้องที่เขตบางเขน เขตสายไหม และเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ในวาระที่ 2 และ 3 อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มี ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านอภิปรายหรือประท้วงแต่อย่างใด จากนั้นนายชัยได้สั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 11.50 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากในช่วง 13.00 น. นายชัยต้องไปแถลงข่าวจัดประชุมไอพียูที่ห้องโลตัส โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ จึงได้สั่งปิดประชุมเร็ว

เครือข่ายประชาชนแม่น้ำโขง เตรียมยื่นหนังสือสถานทูตจีน 3 เม.ย.

ที่มา: สำนักข่าวประชาธรรม

จากสถานการณ์ปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำโขงแห้งขอด เข้าขั้นวิกฤตที่สุดในรอบหลายสิบปี จนสร้างปัญหา ผลกระทบแก่ชุมชนในลุ่มน้ำโขงเป็นอย่างมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นเครือข่ายประชาชนแม่น้ำโขงระบุว่ามีสาเหตุหลักมาจากทางการ จีนได้ปิดเขื่อน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 3 เขื่อนที่สร้างเสร็จแล้ว นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากกิจกรรมต่างๆ ของจีนที่สร้างผลกระทบกับลำน้ำโขง เช่น การระเบิดเกาะแก่งกลางลำน้ำโขงเพื่อการเดินเรือ เป็นต้น

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้น เครือข่ายประชาชนแม่น้ำโขง เตรียมยื่นหนังสือถึงเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ในวันที่ 3 เม.ย. นี้ ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำอาณาจักรไทย 57 ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ พร้อมกันนั้นได้ชี้แจงเหตุผลการยื่นหนังสือครั้งนี้ตามรายละเอียดด้านล่าง นี้

-------------------

ด้วยเหตุจำเป็นอย่างสูงยิ่ง จากสถานการณ์วิกฤติน้ำโขงแห้งต่ำสุดในรอบ 50 ปี ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา รวมทั้งเหตุการณ์วิกฤติน้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 40 ปี เดือนสิงหาคม 2551 และสิ่งสำคัญคือภาวะน้ำขึ้นเร็วลงเร็วกว่าเมตรเพียงวันเดียวในหน้าน้ำท่วม และขึ้นเร็วลงเร็วเกือบ 50 เซ็นติเมตรในหน้าแล้ง สืบเนื่องซ้ำเติมมาสิบปีจากการควบคุมน้ำปิดเปิดเขื่อนจีนในแม่น้ำโขงตอนบน รวมทั้งการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงจากจีนลงมาถึงสามเหลี่ยมทองคำ

เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่าง ร้ายแรง มีผลต่อพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาลดลง ชาวประมงและคนท้องถิ่นริมโขงต้องเลิกอาชีพประมง อีกทั้งเกษตรริมโขงก็ลดลง ความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้านมีผลกระทบโดยตรงและสืบเนื่องให้ระบบวัฒนธรรม วิถีชีวิตสังคมเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังก่อผลกระทบต่อการเดินเรือท้องถิ่น การท่องเที่ยวและระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย

ด้วยเหตุและผลในเชิงประจักษ์จากท้องถิ่นริมน้ำโขง เป็นสิ่งยืนยันว่า คำโฆษณาของนักสร้างเขื่อนที่ว่า " เขื่อนจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในฤดูแล้ง และป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน" ไม่เป็นความจริง แต่เขื่อนจีนยืนยันได้เพียงว่า "เขื่อนไม่ช่วยป้องกันน้ำท่วมและซ้ำเติมให้แห้งแล้งในท้ายเขื่อนยิ่งขึ้น" การสร้างเขื่อนตอนบนในแม่น้ำโขงซึ่งจีนเรียกว่า "หลานซางเจียง" เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว 3 เขื่อน คือ มันวาน (2539) ต้าเชาชาน (2546) และจินหง (2551) กับอีกหนึ่งเขื่อนยักษ์สูงเท่าตึก 30 ชั้น ซึ่งเสร็จเดินเครื่องปั่นไฟฟ้าตัวแรกไปแล้วในตุลาคม 2552 โดยรัฐบาลจีนให้สิทธิในการพัฒนาสร้างและบริหารเขื่อนแก่บรรษัทเอกชนรายใหญ่ คือ บริษัทหัวนึง (Huaneng Power Internation-HPI) นอกจากนี้ พวกเขายังมีแผนการสร้างเขื่อนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 4 เขื่อน ทั้งหมดนี้ รัฐบาลจีนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนท้าย ได้ เพราะสายน้ำโขงแม่จะคนละชื่อแต่เป็นสายน้ำเดียวกัน ไหลล่องหากันมาหลายพันปี

ด้วยเหตุนี้เครือข่ายประชาชนแม่น้ำโขงในประเทศไทย ทั้งภาคเหนือและอีสานจึงจำเป็นยิ่งที่ต้องเดินทางมาเปิดเวทียื่นหนังสือร้อง เรียนและมอบของขวัญหมายเลข 3 พร้อมให้ความเข้าใจในเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นเชิงประจักษ์ต่อเอกอัคร ราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำอาณาจักรไทย ณ 57 รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ 10310 ในวันที่ 3 เมษายน 2553 เริ่มต้นเวทีเวลา 8.30 น. และพิธียื่นหนังสือเวลา 10.00 น. ตามกำหนดการที่แนบมาด้วยแล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลจีนให้สิทธิแก่กลุ่มทุนเอกชนเป็นผู้มีสิทธิเด็ดขาดเพียงผู้ เดียวในการพัฒนาสร้างและบริหารน้ำโขงตอนบนแก่บริษัททุนเอกชน ย่อมแสดงให้เห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติแม่น้ำโขงตอนบนไม่ใช่ของประชาชนคนธิเบตและจีนยูนนานอีกต่อ ไป ประชาชนจีนชาวนาเกษตรกร กรรมาชีพชาวจีนย่อมเข้าใจดีว่า พวกเขาคือหัวใจหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แล้วเหตุใดรัฐบาลจีนจึงปล่อยให้ทุนเอกชนมีสิทธิและได้ประโยชน์ในการจัดการ น้ำโขงตอนบนเพียงผู้เดียว และยังผลให้เกิดกระทบร้ายแรงต่อคนท้ายน้ำซึ่งร่วมสายน้ำเดียวกัน เราหวังว่าประชาชน เกษตรกรและกรรมาชีพชาวจีนย่อมเข้าใจเกษตรกร ชาวประมง ในท้ายน้ำด้วยหัวใจเดียวกัน

ท้ายที่สุด เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำอาณาจักรไทยในนามของรัฐบาลจีนต้อง ต้อนรับการมายื่นหนังสือร้องเรียนของประชาชนแม่น้ำโขงผู้เดือดร้อนในครั้ง นี้ด้วยมิตรไมตรีดั่งญาติพี่น้อง เพราะเราและท่านคือพี่น้องร่วมแม่น้ำเดียวกัน !