การพัฒนาอุตสาหกรรม โครงการพัฒนาระดับต่าง ๆ หากทำโดยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มักตามมาด้วยมลพิษที่เป็นพิษต่อสุขภาวะของประชาชนเสมอ
ข้อร้องเรียน ข้อโต้แย้ง ระหว่างประชาชน ชุมชน องค์กร ภาคประชาชน หน่วยงานรัฐและภาคเอกชน มักเป็นข้อขัดแย้งที่ไร้ข้อยุติ ส่วนใหญ่ประชาชนในชุมชนผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพในหลายมิติ ทั้งความเจ็บป่วย ความเครียด ความขัดแย้งในชุมชน
กรณีแทนทาลัม ที่จังหวัดภูเก็ต ต้นปี 2529 มีการเคลื่อนไหวศึกษาปัญหามลพิษจากโรงงานบริษัทไทยแลนด์แทนทาลัม อินดัสทรีย์ (ทีทีไอซี) ของนิสิตนักศึกษาและนักวิชาการทางด้าน สิ่งแวดล้อมกลุ่มหนึ่ง ผลการศึกษาแม้ว่าจะไม่ได้คำตอบอะไรชัดเจนมากนัก แต่ก็มีการตั้งข้อสงสัยว่ากรรมวิธีการผลิตทางเคมีของโรงงานจะก่อให้เกิดผล กระทบต่อสภาพแวดล้อมและลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภูเก็ต
กรณี ยายไฮ ขันจันทา คัดค้านนโยบายการสร้างเขื่อนห้วยละห้า ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิราษฎร ได้ยืนหยัดสู้ในสิทธิของตนตั้งแต่ ปี 2520 ในที่สุดยายไฮและพวกอีก 3 คน ได้รับการชดเชยเยียวยาจากผลกระทบในการสร้างเขื่อนห้วยละห้า 4.9 ล้านบาท
กรณี เหมืองถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ชุมชนชาวบ้านได้รับผลกระทบจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซค์ เป็นก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าเหมืองถ่านหินลิกไนต์ มีการร้องเรียนเรียกร้องให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะรับผิดชอบการเจ็บป่วย และค่าต้นไม้เสียหาย วัวควายที่ล้มตาย และปี 2541 เหตุการณ์ฝนกรดก็บังเกิดขึ้นซ้ำอีก เป็นต้น
กรณี "มาบตาพุด" เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ ที่ ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยข้อมูลออกมา
ล่าสุดข้อมูลของศูนย์ประสานงานการ พัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้รายงานข้อมูลมลพิษที่เกิดขึ้นในจังหวัดเลย โดยใช้ชื่อว่า..."เปลี่ยนไป "เลย" ชะตากรรมภายหลังจากการเข้ามาของเหมืองทองคำ" ทั้งนี้ ข้อมูลที่ สช.นำเสนอ ไม่ต่างไปจากกรณีอื่น ๆ ที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งเรื่องสุขภาพและการทำมาหากิน แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยา
จากผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดิน คุณภาพน้ำผิวดิน ต่างได้รับการยืนยันจากหน่วยงานราชการที่ตรวจพบว่าในน้ำมีโลหะหนัก อาทิ สารหนู เหล็ก โครเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ไซยาไนด์ (ดูรายละเอียดในล้อมกรอบ) สาธารณสุขจังหวัดเลย ออกประกาศเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 โดยอ้างผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน 2551 ที่ตรวจพบสารหนูในห้วยเหล็ก แมงกานิสในห้วยผุก และแคดเมียมในระบบประปาบาดาล บ้านนาหนองบง เพื่อเตือนให้ประชาชนไม่ให้นำน้ำจากแหล่งดังกล่าวมาดื่มกินโดยตรง และไม่ควรนำมาใช้ปรุงอาหารจากปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนัก ทางอำเภอจึงแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำรถบรรทุกน้ำ 1 คัน มาวิ่งแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับพื้นที่ชุมชนรอบโครงการ 3-4 วัน/ครั้ง/หมู่บ้าน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตนเองโดยการซื้อ น้ำดื่ม ส่วนอาหารประเภทปลา หรือพืชผักต่าง ๆ ที่เคยหาได้ตามแหล่งน้ำ ก็ต้องงดการบริโภคและเปลี่ยนมาซื้อจากตลาดแทน
นี่คือการเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้น จับต้องได้ มีการพิสูจน์ชัดจากข้อมูลของหน่วยราชการ และอาการเจ็บป่วยของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ "โครงการทำเหมืองแร่ทองคำ" เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศนโยบายว่าด้วยการสำรวจและพัฒนาแร่ ทองคำ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2530 หลังจากนั้นได้มีการกำหนดพื้นที่เพื่อการพัฒนาเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการ ใหญ่หลายบริเวณ เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจ
บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ในพื้นที่แปลงที่ 4 จังหวัดเลย (น้ำคิว-ภูขุมทอง) ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 340,000 ไร่ พบว่ามีสินแร่ทองคำ 3 แห่ง คือ ภูทับฟ้า ภูเหล็ก และภูซำป่าบอน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย
บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เป็นบริษัทลูกของบริษัท ทุ่งคา ฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2449 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2536 มีพนักงาน 350 คน โดยส่วนใหญ่พนักงานจะทำงานอยู่ในเหมืองที่จังหวัดเลย
ข้อมูลผู้ถือหุ้นบริษัททุ่งคำ ณ เมษายน 2552 1.Paron Resources Inc. 51,573,484 หุ้น (6.81%) 2.บริษัท สินธนา โฮลดิ้งส์ จำกัด 45,633,480 หุ้น (6.03%) 3.Paron Holdings Limited 31,053,102 หุ้น (4.10%) 4.นายธนะศิริ วิไลรัตน์ 29,500,000 หุ้น (3.90%) 5.Sino Pac Investments (L) LTD 26,726,614 หุ้น (3.53%) 6.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 17,373,400 หุ้น (2.30%) 7.กระทรวงการคลัง 15,000,000 หุ้น (1.98%) 8.นายเกรียง เกียรติเฟื่องฟู 12,100,000 หุ้น (1.60%) 9.นายไชยันต์ จิตรพึงธรรม 10,900,000 หุ้น (1.44%) 10.นายสุรชัย บุณยประทีปรัตน์ 8,900,000 หุ้น (1.18%)
"ทุ่งคำ" ได้รับประทานบัตรทำเหมืองทองคำในปี 2546 เป็นเวลา 25 ปี จำนวน 6 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 2.07 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,308 ไร่ โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ภูทับฟ้า จำนวน 5 แปลง (1,080 ไร่) และภูซำป่าบอน 1 แปลง (228 ไร่) เริ่มเปิดดำเนินการในเดือนกันยายน 2549
พื้นที่แห่ง นี้มีทั้งส่วนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกภูเหล็ก และส่วนที่อยู่นอกเขตป่าสงวน โดยบริษัท ทุ่งคา จำกัด มีกรรมสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) อยู่ 35 ไร่ ส่วนพื้นที่อื่นไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีการใช้ประโยชน์โดยชาวบ้าน
เหมือง แร่ทองคำอยู่บนภูเขาสูงวางตัวในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก อยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร มีพื้นที่ราบคั่นอยู่ระหว่างภูทับฟ้าและภูซำป่าบอน และมีลำห้วยสาธารณะคือห้วยผุก เป็นลำน้ำสาขาของห้วยฮวย ไหลลงมาสู่ลำน้ำฮวย ที่ราบบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านนา หนองบงน้อย (ม.3) ต.เขาหลวง เป็นชุมชนที่ใกล้เหมืองมากที่สุด โดยมีระยะห่างประมาณ 500 เมตร
เหมือง แร่ทองคำ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด มีกำลังการผลิตที่ประมาณ 1,200-1,500 ตันต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแร่ โดยใช้วิธีการทำเหมืองหาบ (open pit) คือการเปิดหน้าดินแบบ ขั้นบันไดโดยการขุดหรือเจาะระเบิดเพื่อเอาสินแร่ออกมา จากนั้นจะลำเลียงสินแร่ที่ได้ไปกองไว้บริเวณกองแร่ เพื่อบดย่อยให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ ส่วนหินและดินที่ไม่มีแร่ (waste rock) จะนำไปกองรวมกันไว้ที่กองมูลดินทราย (waste dump area)
สินแร่ที่ ผ่านการบดอย่างละเอียดจะเข้าสู่กระบวนการแต่งแร่ โดยอยู่ในรูปของสินแร่ปนน้ำ (pulp) มีเติมปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรด-ด่าง จากนั้นเติมสารไซยาไนด์เพื่อละลายทองคำ และเติม activated carbon เพื่อให้คาร์บอนไปจับทองคำออกมาจากสารละลายไซยาไนด์
ส่วนของคาร์บอน ที่จับทองคำจะถูกแยกออกมาโดยใช้ตะแกรง ส่วนที่เหลือจะเป็นกากแร่ปนน้ำจะถูกส่งไปยังถังเกรอะ ตะกอนที่อยู่ด้านล่างจะถูกสูบต่อไปยังถังบำบัดกากแร่เพื่อแยกไซยาไนด์ จากนั้นกากแร่จะถูกส่งต่อไปยังบ่อกักเก็บกากแร่
การแยกทองคำออกมาจาก ผิวของคาร์บอนมีการใช้โซเดียม ไฮดรอกไซด์และโซเดียมไซยาไนด์เพื่อละลายทองคำออกมาจากคาร์บอน จากนั้นเข้าสู่การแยกทองคำจากสารละลายด้วยวิธีการทางไฟฟ้า (electroplating) ทองที่ได้จะนำไปหลอมเป็นทองคำแท่ง ซึ่งจะยังมีสารเจือปนอยู่ จากนั้นจะส่งไปยังฮ่องกงเพื่อทำให้บริสุทธิ์อีก ครั้งหนึ่ง จึงจะได้ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% สำหรับจำหน่าย
ในการทำเหมืองบนภูทับ ฟ้าและภูซำป่าบอนจะต้องขุดหินดินทรายออกมา 2 ล้านกว่าตัน ในจำนวนนี้มีเนื้อหินปนแร่ทองคำประมาณ 1 ล้านตัน โดยมีแร่ทองคำ 5 กรัมต่อตัน เมื่อผ่านกระบวนการแต่งแร่คาดว่าจะได้ทองคำประมาณ 5 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยใน ปี 2550-51 ที่ผ่านมา ผลิตทองคำได้ 0.93 และ 1 ตัน ตามลำดับ
acid mine drainage หรือน้ำทิ้งสภาวะกรด เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เมื่อหินทิ้ง (waste rock) ที่มีแร่ซัลไฟด์เป็นองค์ประกอบ สัมผัสกับอากาศและน้ำ จะเกิดกรดซัลฟิวริก ซึ่งสามารถชะเอาโลหะหนักที่มีอยู่ในหินทิ้ง อาทิ สารหนู โคบอลต์ ทองแดง แคดเมียม ตะกั่ว เงิน สังกะสี ออกสู่ภายนอก หากไม่มีการจัดการที่ดีอาจทำให้โลหะแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำใกล้เคียงได้ ถือเป็นปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการทำเหมืองทองคำ นอกเหนือจากการปนเปื้อนของไซยาไนด์ในแหล่งน้ำ
การตรวจพบโลหะหนักเกิน ค่ามาตรฐานในแหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และน้ำฝนบริเวณพื้นที่รอบเหมืองทองคำ ได้ปรากฏขึ้นหลายครั้งนับตั้งแต่การดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ โครงการในปี พ.ศ. 2538 จนกระทั่งปัจจุบัน และกลายเป็นปัญหา ที่ยังไม่มีข้อสรุปถึงสาเหตุที่แท้จริง โลหะที่ตรวจพบว่ามีค่าเกินมาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง ได้แก่ แมงกานีส เหล็ก แคดเมียมและสารหนู
สารหนู - เป็นองค์ประกอบที่พบได้ในสินแร่ทองคำ สารหนูเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อได้รับสัมผัสจะก่อให้เกิดการระคายเคือง คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดเสียหาย และแขนขาเป็นเหน็บ
ตะกั่ว แมงกานีส และแคดเมียม - เป็นโลหะหนักที่มักเกี่ยวเนื่องกับการทำเหมืองแร่ทองคำ โดยตะกั่วมีผลต่อระบบการทำงานของประสาท หากได้รับสัมผัสอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมองและภาวะไตวาย เด็กเป็นกลุ่มไวต่อผลกระทบและมีความเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่เมื่อได้รับสารตะกั่ว แมงกานีส หากได้รับในปริมาณมากอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาท และอาจทำให้สมองเสียหายได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวช้า สำหรับสารแคดเมียมจะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน และท้องเสีย หากได้รับในปริมาณต่ำเป็นเวลานานจะทำให้เกิดโรคไต ปอด และกระดูกเปราะได้
นี่เป็นอีกกรณีที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน !