สิทธิเกษตรกร และชุมชน

มาร์คลุยปลดหนี้เกษตรกร8หมื่นคน หักคอแบงก์ลดเงินต้น50%-ที่เหลือให้ผ่อนยาว15ปี

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ได้หารือกับนายกฯ ถึงปัญหาหนี้สินในกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ครม.อนุมัติไปแล้วแต่ยัง ไม่ได้เริ่ม เพราะติดปัญหาการชุมนุมทางการเมือง จึงหารือกับนายกฯอีกครั้งว่าจะต้องปลดหนี้ให้เกษตรกรที่อยู่ภายใต้กองทุน ฟื้นฟูฯ 8 หมื่นราย จากทั้งหมด 5.1 แสนราย วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท วิธีการคือจะให้เกษตรกรชำระหนี้เพียง 50% ของหนี้ทั้งหมด และขอให้ธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้เสียสละอีก 50% ส่วนดอกเบี้ยขอให้ยกเลิกกันไป โดยจะให้เกษตรกรผ่อนชำระหนี้สินคืนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี แต่ถ้าเบี้ยว ธนาคารคงจะกลับมาเรียกเก็บ 100% ทั้งดอกและต้น ขณะนี้ได้พูดคุยกับธนาคารแล้วก็ตกลง เพราะทั้งหมดเป็นธนาคารของรัฐคือธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์

"ธนาคาร ต้องยอมเสียสละบ้าง ที่ผ่านมาได้ดอกเบี้ยไปเยอะแล้ว และคิดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน เพราะที่ผ่านมาเขาจำหน่ายเป็นหนี้เสียไปหมดแล้ว อีกทั้งธนาคารก็มีเงินสำรองอยู่ อย่างไรก็ตามต้องรอให้รมว.คลัง นำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมครม. ในวันที่ 22 มิ.ย. จากนั้นจะเริ่มดำเนินการได้ทันที เพราะทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว งบประมาณปี "53 ก็ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 7 เม.ย. จำนวน 1,113 ล้านบาท" พล.ต.สนั่น กล่าว

นายพงษ์เทพ ถิฐาพันธ์ เลขานุการศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน กระทรวงการคลัง (ศอก.นส.) เปิดเผยว่า เดือนก.ย.นี้ จะสรุปผลการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยหากสามารถโอนลูกหนี้เข้ามาอยู่ในระบบได้ 50% ของผู้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของธนาคารออมสินและธ.ก.ส. ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งล่าสุดมีประมาณ 5 แสนราย แบ่งเป็นมูลหนี้ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท 3 แสนรายและสูงกว่า 5 หมื่นบาทอีก 2 แสนราย ขณะนี้มีการอนุมัติสินเชื่อรวมกันไปแล้วเพียง 1.54 แสนราย วงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 30% ของลูกหนี้ที่ส่งเรื่องมาให้ธนาคาร ช่วงเวลาที่เหลือนี้อยากเร่งรัดปล่อยกู้ให้ได้อีก 1.5 แสนรายเป็นอย่างน้อย

ทั้ง นี้ ยอมรับว่าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบผ่านมานานหลายเดือนแล้วและผลการเจรจา ประนอมหนี้ค่อนข้างน่าพอใจ แต่การส่งข้อมูลจากคณะกรรมการเจรจาประนอมหนี้ระดับอำเภอและจังหวัดเข้าไปที่ ธนาคารทั้ง 6 แห่งที่รับผิดชอบนั้นอาจล่าช้าอยู่บ้าง เนื่องจากติดปัญหาเดือนเม.ย.ที่มีวันหยุดมากและเดือนพ.ค.ที่มีปัญหาความ วุ่นวายทางการเมือง ทำให้กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตาม เร่งรัดและประเมินผลการดำเนินงานขึ้นมาอีกหนึ่งชุด ซึ่งมีการประชุมกันไปแล้วและจะลงพื้นที่ตรวจสอบในแต่ละจังหวัดเริ่มจาก 9 จังหวัดแรกภายในสัปดาห์นี้ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ สตูล สงขลา ลำพูน เป็นต้น

นายกฯยังลังเลแจกเงินอุ้มชาวนาแจงให้ใช้ซื้อปัจจัยผลิตต้องมีใบเสร็จให้ ตรวจ

นายกฯ แจงไม่คิดแจกเงินสดชาวนาจูงใจเลื่อนทำนาปี แต่ให้นำไปซื้อปัจจัยการผลิตต้องมีใบเสร็จให้ตรวจสอบ ระบุยังไม่มั่นใจทำได้หรือไม่ รอดูรายละเอียดโครงการอีกครั้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำเสนอโครงการส่งเสริมการผลิตเพื่อบริโภคและเสริมรายได้ในครัวเรือนให้ แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยเลื่อนการทำนาปีจากเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนกรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินสดครัวเรือนละ 1,000 บาท ว่า รัฐบาลก็กังวลเรื่องการจัดซื้อปัจจัยการผลิตในเวลาสั้น จึงคิดว่าจะให้ใช้ระบบให้เกษตรกรไปซื้อแล้วเข้าไปตรวจสอบ แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มั่นใจ จึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ไปจัดทำรายละเอียดมา

"ผมและสำนักงบประมาณจะช่วยกันดูแลในเรื่องนี้ โดยความตั้งใจแล้วไม่ได้แจกเงินสด เพราะไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะแจกเงินสดแล้วเกษตรกรจะนำไปซื้ออะไรก็ได้ จะมีการระบุว่าเขาต้องไปทำอะไร แต่แทนที่เราจะไปจัดซื้อจัดจ้างเอง เราก็ให้เขาไปจัดแล้วนำใบเสร็จมาเบิก แต่ยังดูอยู่ว่าจะทำได้หรือไม่" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับหลักการของกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่ามีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ต้องเลื่อนการทำนาจากเดือนพฤษภาคมไปถึงกลาง เดือนกรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลอยากให้เกษตรกรมีรายได้เสริม แต่ยังไม่ลงตัวเพราะทุกอย่างมันไม่ง่ายในทางปฏิบัติ ดังนั้น ครม.จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯ เข้าไปสำรวจว่ามีจำนวนกี่ครัวเรือนและที่ไหนบ้าง และวิธีการช่วยเหลือที่เหมาะสมไม่รั่วไหลจะทำได้อย่างไร เพราะเดิมทีกระทรวงเกษตรฯ เสนอมาว่าหากครัวเรือนไหนเลื่อนการทำนา จะเข้าไปสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอให้มีการพิจารณาโครงการส่งเสริมการผลิตเพื่อ บริโภคและเสริมรายได้ในครัวเรือนให้แก่เกษตรกรที่เลื่อนการทำนาปี ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีขอให้กระทรวงเกษตรฯ กลับไปสำรวจจำนวนเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการใหม่ให้แล้วเสร็จและเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ได้ขอให้ครม.จัดสรรงบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน จำนวน 1,030 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินโครงการดังกล่าว ในพื้นที่ 62 จังหวัด โดยสาเหตุที่ต้องแจกเงินสดให้แก่เกษตรกรไปจัดหาปัจจัยการผลิตเอง เพราะกลัวว่าหากรัฐบาลไปจัดซื้อปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรด้วยตัวเองอาจจะ มีข้อครหาในเรื่องต่างๆ ได้

เสธหนั่นเดินหน้าปลดหนี้เกษตรกร8หมื่นราย

เสธ.หนั่น เผยความคืบหน้าปลดหนี้เกษตรกรภายใต้กองทุนฟื้นฟู 8 หมื่นราย ขณะที่สถานการณ์ภัยเริ่มคลี่คลาย เร่งทำฝนหลวงเพิ่มอีก 3 จุด

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม กล่าวภายหลังการหารือสถานการณ์ภัยแล้งและการปลดหนี้เกษตรกรผ่านกองทุนฟื้นฟู กับนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติปลดหนี้ให้เกษตรกรแล้ว โดยมีเกษตรกรที่ผ่านการพิจารณาภายใต้กองทุนฟื้นฟูทั้งสิ้น 8 หมื่นราย จากทั้งหมด 5.1 แสนราย โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท

สำหรับเงื่อนไขของการการชำระหนี้นั้น เกษตรกรจะต้องผ่อนชำระ 50% ของเงินกู้ภายในระยะเวลา 15 ปี โดยเบื้องต้นได้มีการหารือกับธนาคารไว้บ้างแล้ว อาทิ ธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ทั้งนี้ธนาคารจำเป็นต้องเสียสละ เพราะได้เงินจากดอกเบี้ยมาแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อฐานะทางการเงินของธนาคาร ซึ่งรัฐมนตรีคลังจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 มิ.ย. เนื่องจากขณะนี้ก็มีการอนุมัติงบประมาณ 1,113 ล้านบาท แต่ยังทำงานไม่ได้เพราะต้องรอกระทรวงการคลังอนุมัติ

พล.ต.สนั่น กล่าวว่า จาการลงพื้นที่ตรวจปัญหาภัยแล้งเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมาก็คลายกังวลไปมาก เพราะการดำเนินการเรื่องฝนหลวง ฝนตกตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นห่วงเรื่องนี้มา และได้สั่งรองราชเลขา สำนักพระราชวัง ให้ดำเนินการเรื่องฝนหลวงขึ้นมาอีก 3 จังหวัด คือเชียงใหม่ ขอนแก่น และนครสวรรค์ เพื่อเติมในน้ำเขื่อนต่าง ๆ ซึ่งน้ำก็ไหลเข้าแล้วแต่ยังไม่มาก เมื่อถามว่าปริมาณน้ำจะพอใช้หรือไม่ เพราะอีก 1 เดือนกว่าจะถึงหน้าฝน

พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล 8 ล้านลูกบากศ์เมตร เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลา ส่วนชาวนายังใช้น้ำไม่ได้ อย่างไรวิกฤติน้ำแล้งได้ผ่อนคลายไปมากแต่ยังไม่หมดไป

นายกฯ เผยหาทางเลือกชดเชยชาวนาครอบครัวละ 1 พันบาทแทนจ่ายเงินสด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรีวานนี้ ที่มีมติช่วยเหลือเกษตรกรที่จะเลื่อนการทำนาปีออกไป ว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องการชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ต้องการเลื่อนการทำนาปี ออกไป แต่โครงการยังไม่ลงตัว ก็มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไป พิจารณาในรายละเอียดของข้อมูลเพื่อป้องกันการรั่วไหล

"โครงการนี้ไม่ได้เอาเงินไปแจกครอบครัวละ 1 พันบาท แต่กำลังจะไปหารูปแบบการดำเนินโครงการ เช่น อาจให้เกษตรการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ อย่างถ้าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่มาเบิก ก็ซื้อแล้วมาเบิก...เป็นโครงการระยะสั้น เพราะหากรัฐบาลดำเนินการเอง อาจไม่ทันช่วงเวลา และอย่าไปมองว่าโครงการนี้เพื่อให้พรรคชาติไทยพัฒนาหาเสียง เพราะหากรูปแบบไม่เหมาะสม หรือกลัวจะมีการรั่วไหล รัฐบาลก็จะไม่ทำ" นายกฯ กล่าว

กรมชลปรับแผน1.2หมื่นล้าน เร่งเดินหน้า5โครงการยักษ์ บริหารน้ำภาคใต้-ตะวันออก

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการภายใต้ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้นำเงินคงเหลือจากโครงการที่ได้รับจัดสรรวงเงินภายใต้เงินกู้เร่งด่วน ผ่านการออกพระราชกำหนดฉุกเฉิน จำนวน 2,322 ล้านบาท มาดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 5 โครงการเฉพาะในปี 2553 ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงการ ผันน้ำจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระอีกปีละ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร 2.โครงการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปยังแหล่งเก็บกักน้ำ จ.ระยอง เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่ชลประทาน 175,000 ไร่ มีปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการอุตสาหกรรมในเขต จ.ระยอง โดยจะผันน้ำปีละ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร

3.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง จ.ชลบุรี สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 98 ล้าน ลบ.ม. ช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 44,000 ไร่ 4.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานประมาณ 73,980 ไร่ และแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และ 5.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี (แผนระยะที่2) จ.จันทบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยในตัวเมือง จันทบุรี

สำหรับโครงการชลประทานขนาดใหญ่ทั้ง 5 โครงการ ดังกล่าว เดิมได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ให้ใช้งบประมาณในส่วนที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 12,689 ล้านบาท แต่ต่อมารัฐบาลได้ถอนร่างพระราชบัญญัติออกจากรัฐสภา กรมชลประทานจึงได้ขอเปลี่ยนแปลงมาใช้งบคงเหลือจากส่วนที่ออกเป็นพระราชกำหนด มาใช้ดำเนินโครงการในช่วงปี 2553 ส่วนในปีต่อๆ ไปจะใช้เงินจากงบประมาณปกติของกรมชลประทาน จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ เพื่อไม่ให้โครงการล่าช้ากว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จในปี 2555

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การใช้งบประมาณไทยเข้มแข็งของกรมชลประทาน เป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ซึ่งล่าสุดแม้จะมีการตั้งงบประมาณก่อสร้างไว้ 12,689 ล้านบาท แต่เมื่อได้ทำการจัดซื้อจัดจ้าง และได้มีการต่อรองราคาแล้วลดลงเหลือเพียง 11,611 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณได้ถึง 1,078 ล้านบาท

ส.ชาวนาไทยต้านให้ทำนาปีละ2ครั้ง

จวก"นายกฯมาร์ค-ไตรรงค์"แก้ปัญหาน้ำไม่ถูกจุด

พระนครศรีอยุธยา - นายวิเชียร พวงลำเจียก อุปนายกสมาคมชาวนาไทย เปิดเผยกรณีที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เตรียมเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาแผนการจัดระบบการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทยให้เหลือแค่ 2 ครั้งต่อปี คือนาปี 1 ครั้งและนาปรัง 1 ครั้ง จะแก้ปัญหาการขาดน้ำทำเกษตรได้นั้น ตนไม่เห็นด้วย เนื่องจากคนกำหนดนโยบายไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ชาวนารู้ดีว่าเกิดจากสาเหตุใด นโยบายนี้เท่ากับเป็นการกลบปัญหาจากการระบายข้าวที่ยังไม่สามารถทำได้ รวมถึงปัญหาราคาข้าว ที่ตกต่ำที่กระทรวงพาณิชย์ และกขช.ยังหาทางออกให้กับชาวนาไม่ได้เลย

นายวิเชียรกล่าวว่า พื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัดที่ทางรองนายกฯ จะเสนอครม.อนุมัติ และมีอยุธยารวมอยู่ด้วย ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะต้องเข้าใจวิถีชีวิตของคนอยุธยา ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนามาตั้งแต่อดีต และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ราคาข้าวเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ชาวนาคิดค้นวิธีปลูกข้าวโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่ให้คุณภาพ แต่ระยะเวลาในการปลูกค่อนข้างสั้น เพื่อเพิ่มรอบในการทำนาจากเดิมปีละ 2 ครั้งเป็นปีละ 3-4 ครั้ง เพราะจะได้รีบเก็บเกี่ยวนำผลผลิตไปขาย จนเป็นปีทองของชาวนาที่มีรายได้จากการเพาะปลูก จึงไม่มีชาวนาคนใดหันกลับไปทำนาในรูปแบบเดิม หากรัฐบาลบังคับให้ชาวนาทำนาปีละแค่ 2 ครั้ง จะเกิดแรงต่อต้านจากชาวนาอย่างแน่นอน

"หากรัฐบาลและกขช.ต้องการให้ทำนาปีละแค่ 2 ครั้ง ต้องถามรัฐบาลกลับไปว่าจะรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาตันละ 20,000 บาทได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันชาวนาใช้เงินสดในการซื้อเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร และใช้เงินสดในการลงทุนเองหมดทุกอย่าง ฉะนั้น หากบังคับให้ทำนาปีละแค่ 2 ครั้ง ก็จะต้องรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่สูง เพื่อให้เขามีรายได้เลี้ยงตัวเองตลอดทั้งปี"

นายขวัญชัย มหาชื่นใจ นายกอบต.สามตุ่ม อ.เสนา กล่าวว่า แนวคิดปลูกข้าวปีละแค่ 2 ครั้งนั้น โดยอ้างว่าจะช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ที่สำคัญจะไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำนั้น ต้องเลิกล้มไปได้เลย ชาวนามีอาชีพทำนา รัฐบาลมีหน้าที่แก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับการเกษตร ไม่ใช่มาใช้วิธีสั่งห้าม ไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม การแก้ปัญหาในลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นการสันนิษฐานที่ผิดพลาด และการที่รองนายกฯ กำหนดนโยบายดังกล่าว เป็นเพราะชาวนาอยุธยามองเห็นความเหลื่อมล้ำในการทำงานของส่วนราชการหลายส่วน โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ จึงได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการบังคับให้ชาวนาทำนาปีละแค่ 2 ครั้งไม่ได้

วิจัยกว่า 10 ปี แนะใช้ปุ๋ยสังกะสีแก้ปัญหา "มังคุด" คุณภาพตกต่ำ

ผลมังคุดคุณภาพส่งออก จากสวนมังคุดของกลุ่มเกษตรกรที่แก้ปัญหามังคุดขาดธาตุสังกะสีด้วยการฉีดพ่น ปุ๋ยสังกะสีให้มังคุดเมื่อเริ่มแตกใบอ่อน

รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม อธิบายลักษณะของมังคุดที่ขาดธาตุสังกะสีจะมีใบเล็กหรือหงิกงอ

นางสงวน บุญญฤทธิ์ โชว์ผลผลิตมังคุดส่งออกที่ผิวสวยลูกโตจากการให้ปุ๋ยสังกะสีเพิ่มทางใบ

เนื้อมังคุดสีขาวสวย ไม่เป็นเนื้อแก้ว และไม่มียางไหล

สวนมังคุดของนางสงวน บุญญฤทธิ์ ที่มีปัญหามังคุดขาดธาตุสังกะสีลดลง

อีกไม่นานคนไทยจะได้ลิ้มรสมังคุด คุณภาพส่งออก เมื่อเจ้าของสวนมังคุดส่งออกเตรียมจะเปิดตลาดมังคุดคุณภาพส่งออกในประเทศไทย

ธาตุสังกะสี เป็นหนึ่งในธาตุอาหารจำเป็นของพืช แต่วันนี้ "มังคุด" ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีผลไม้ของไทย กำลังประสบกับภาวะขาดแคลนธาตุสังกะสีอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อผลผลิตมังคุดส่งออก

เมื่อปี 2540 รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม นักวิจัยสาขาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) เริ่มสังเกตพบว่า สวนผลไม้ในภาคตะวันออกของไทยส่วนใหญ่ ขาดธาตุสังกะสี โดยเฉพาะมังคุดและทุเรียน ที่แสดงอาการขาดธาตุสังกะสีให้เห็นมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ จึงเริ่มศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

"สังกะสีเป็น 1 ใน 16 ธาตุอาหารจำเป็นของพืชที่ต้องได้รับ หากขาดไปจะทำให้พืชจะเจริญเติบโตได้ไม่ครบวงจรชีวิต เช่น อาจไม่มีดอก ไม่ออกผล หรือหากได้รับธาตุสังกะสีไม่เพียงพอ พืชจะแสดงอาการผิดปกติออกมา ได้แก่ ใบเล็กและแข็ง ข้อใบสั้น ทำให้ใบรวมกันเป็นกระจุก ส่งผลให้พืชทำการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ไม่เต็มที่ ทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก อ่อนแอ และเป็นโรคง่าย ซึ่งพบในพืชผลหลายชนิดในภาคตะวันออก โดยเฉพาะมังคุดและทุเรียนที่พบมากกว่าผลไม้อื่น" รศ.ดร.สุมิตรา อธิบายแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชนระหว่างเข้าเยี่ยมชมสวนมังคุดส่งออกของเกษตรกรใน จ.จันทบุรี ที่จัดโดยบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา

นักวิจัย สจล. กล่าวต่อว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่า การขาด ธาตุสังกะสีของพืชในภาคตะวันออกเกิดส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส มากเกินไปเป็นเวลายาวนานจากความไม่รู้ของเกษตรกร เนื่องจากเชื่อว่าการใส่ปุ๋ยเอ็น-พี-เค (N-P-K) ตามปกตินันเพียงพออยู่แล้ว และเมื่อใช้ปุ๋ยสูตรดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้มีฟอสฟอรัส (P) ในดินสูง ซึ่งฟอสฟอรัสในดินจำนวนมากนั้นจะไปขัดขวางการดูดซับธาตุสังกะสีในดินของพืช ส่งผลให้พืชที่เจริญเติบโตบริเวณนั้นขาดธาตุสังกะสีได้

การแก้ปัญหาพืชขาดธาตุสังกะสีสามารถทำได้โดยการให้ปุ๋ยสังกะสีเพิ่ม ในดิน แต่เนื่องจากสวนผลไม้ในภาคตะวันออกมีฟอสฟอรัสในดินสูงมาก การให้ปุ๋ยสังกะสีในดินจึงไม่มีผลใดๆ และอาจต้องใช้เวลายาวนานหลายสิบปีจึงจะทำให้ฟอสฟอรัสในดินลดลงจนหลือปริมาณ ที่เหมาะสมโดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสเพิ่มเข้าไปอีก

ฉะนั้นต้องให้ปุ๋ยสังกะสีโดยวิธีฉีดพ่นทางใบแทน โดยให้ฉีด พ่นปุ๋ยสังกะสีทุกครั้งเมื่อมังคุดเริ่มแตกใบอ่อนจะสามารถช่วยให้ใบใหม่ไม่ ขาดธาตุสังกะสี พืชแข็งแรง ออกดอกสม่ำเสมอ ผลใหญ่ เปลือกมีผิวสวย เรียบเนียน และไม่มีคราบน้ำยางเกาะติดที่ผิวเปลือก

รศ.ดร.สุมิตรา เผยอีกว่ายังมีปัญหาสำคัญที่ยังพบมากในผลผลิตมังคุดคือ มังคุดเป็นเนื้อแก้ว และยางไหล ซึ่งเกิดจากมังคุดได้รับน้ำฝนมากเกินไปจนทำให้เซลล์ของเนื้อมังคุดแตกและ กลายเป็นเนื้อแก้ว ส่วนปัญหายางไหลเกิดจากท่อน้ำยางแตกเมื่อมีแรงดันมากเกินไป ซึ่งวิธีแก้ปัญหาคือเกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวมังคุดให้ได้ก่อนเริ่มเข้าฤดูฝน แต่เมื่อไม่สามารถทำดังนั้นได้ จึงจำเป็นต้องทำให้มังคุดมีความแข็งแรงพอที่จะทนทานต่อสภาวะดังกล่าวได้

"ธาตุสังกะสีช่วยให้พืชมีความสมบูรณ์แข็งแรงได้ในระดับภาพรวม แต่จากการศึกษาพบว่าธาตุแคลเซียมสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเซลล์ เนื้อมังคุดและท่อน้ำยางได้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยการเพิ่มแคลเซียมให้มังคุดในปริมาณที่ เหมาะสมเพื่อลดปัญหาเนื้อแก้วและยางไหล ซึ่งจะทำให้มังคุดมีคุณภาพดียิ่งขึ้น" รศ.ดร.สุมิตรา เผย ซึ่งนักวิจัยได้รับทุนวิจัยต่อเนื่องจาก คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในการศึกษาความต้องการธาตุอาหารของพืชใน สวนมังคุด ทุเรียน และสละ ตั้งแต่ปี 2541 ถึงปัจจุบัน

ด้านนางสงวน บุญญฤทธิ์ เกษตรกรเจ้าของสวนมังคุดรายหนึ่งใน จ.จันทบุรี ที่ครอบครัวทำสวนมังคุดมายาวนานร่วม 50 ปี บนพื้นที่ราว 150 ไร่ และเป็นเกษตรกรรายแรกๆ ที่เริ่มหันมาสนใจการเพิ่มธาตุสังกะสีให้มังคุด เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่ รศ.ดร.สุมิตราจะเข้ามาทำวิจัย ผลผลิตมังคุดเริ่มไม่ค่อยดี

แต่หลังจากทดลองฉีดพ่นปุ๋ยสังกะสีให้มังคุดตามคำแนะนำของนักวิจัยก็ พบว่าผลผลิตมังคุดเริ่มมีคุณภาพดีขึ้น ผลใหญ่ขนาดตั้งแต่ 70-90 กรัมขึ้นไป ผิวมัน เปลือกบาง ไม่เป็นกระ เนื้อขาวสวย รสชาติหวาน ไม่ค่อยพบเนื้อแก้วหรือยางไหลมากเหมือนแต่ก่อน

จากเดิมที่สามารถส่งออกได้เพียงประมาณ 30% ปัจจุบันส่งออกมังคุดได้มากกว่า 70% โดยตลาดส่วนใหญ่อยู่ในจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป แต่กว่าจะประสบผลสำเร็จได้ขนาดนี้ ต้องใช้เวลานานประมาณ 6 ปี

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหามังคุดขาดธาตุสังกะสี ที่นักวิจัยต้องเผชิญคือ ความไม่เชื่อถือจากเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มักเชื่อตามความรู้สึกของตนเอง เชื่อตามวิธีเดิมที่ปฏิบัติมาเป็นเวลานาน

รศ.ดร.สุมิตรา จึงแนะนำว่า สิ่งที่เกษตรกรควรทำคือนำตัวอย่างดินไปวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้รู้ ปริมาณธาตุอาหารที่ควรเติมลงในดิน และนำตัวอย่างใบมังคุดวิเคราะห์เพื่อให้รู้ว่าพืชขาดธาตุอาหารใดบ้าง จะได้ให้ปุ๋ยพืชที่มีธาตุอาหารเหมาะสมและครบถ้วน

นอกจากนั้น รศ.ดร.สุมิตรา ยังให้ความรู้เพิ่มเติมว่า สังกะสีเป็นธาตุอาหารจำเป็นต่อพืช และเป็นธาตุอาหารจำเป็นต่อมนุษย์เช่นกัน และมีรายงานวิจัยว่าการขาดธาตุสังกะสีและวิตามินเอจะส่งผลกระทบต่อ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์มากที่สุด โดยผู้ที่ขาดธาตุสังกะสีจะมีร่างกายแคระแกร็น ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ป่วยเป็นโรคง่าย และมีผลต่อระบบการทำงานในสมอง

ดังนั้นการบริโภคอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วย แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งธาตุสังกะสีพบมากในเนื้อสัตว์ ปลา ข้าว ธัญพืช รวมทั้งผักสีเขียว และการให้ปุ๋ยสังกะสีในมังคุดหรือพืชอาหารอื่นๆ ยังช่วยลดอาการขาดธาตุสังกะสีในมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน

เปิดแนวคิด "สถาบันเกษตรกร" สางปัญหาข้าวครบวงจร-สร้างระบบเชื่อมโยง

หากกล่าวถึง "นโยบายเศรษฐกิจฐานราก" หลายคนอาจนึกถึง "นโยบายประชานิยม" แต่ในมุมมองของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy Watch) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นโยบายฐานรากไม่ใช่นโยบายประชานิยม

แต่หมาย ถึงนโยบายที่ส่งผลตรงถึงคนฐานรากโดยไม่ต้องรออานิสงส์ (trickle down) จากการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ไหลรินมาสู่คนฐานราก แต่จะต้องเป็นนโยบายที่มีผลปรับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจให้มีความเท่า เทียมกันมากขึ้น

ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล มีความเห็นว่า รัฐบาลอาจจำเป็นต้องมีนโยบายฐานราก มุ่งตรงสู่คนระดับฐานรากหญ้าโดยตรงที่ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่ต้องมองให้กว้างกว่านั้น ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ชุดนโยบาย ได้แก่ นโยบายสวัสดิการสังคม นโยบายด้านการผลิต นโยบายภาษี และนโยบายด้านการปกครองและความยุติธรรม

โดยนโยบายสวัสดิการสังคม จะมุ่งเน้นด้านคุณภาพชีวิต สร้างศักยภาพ ช่วยลดรายจ่าย นโยบายด้านการผลิต จะดูด้านการตลาด ราคา แรงงาน สถาบัน (กติกา) ที่มีผลด้านการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ นโยบายด้านภาษี เน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับการกระจายภาระภาษีและการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสียใหม่

"รัฐบาล พูดบ่อยเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคม แต่เราไม่อยากให้หลงทางว่า สวัสดิการสังคมเป็นหัวใจหลักเรื่องเดียวที่จะส่งผลตรงถึงคนฐานราก อยากให้รัฐบาลมองนโยบายฐานรากทั้ง 4 ด้านอย่างสมดุล อย่าไปเน้นด้านใดด้านหนึ่งแล้วละเลยด้านอื่น โดยเฉพาะนโยบายด้านการปกครองและความยุติธรรม ซึ่งอาจไม่เป็นเรื่องเศรษฐกิจโดยตรง แต่ก็มีปัญหาอยู่มาก" ดร.ปัทมาวดีกล่าว

นั่น คือแนวคิดและที่มาของหัวข้อการแถลงข่าวครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2553 ของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล ภายใต้ชื่อ "นโยบายเศรษฐกิจฐานราก-นโยบายข้าว" กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลประเมินว่า หากทำสำเร็จจะเป็นแนวทางหนึ่งช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและ สังคมได้ ซึ่งสอดคล้องกับแผน ปรองดองของรัฐบาล

"นโยบายข้าว" แม้จะมีการพูดถึงกันมากและเกือบจะเป็นนโยบายหลักของทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวจนถึงโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งในหลักการดีกว่าโครงการรับจำนำข้าว เพราะเน้นให้ผลประโยชน์ตกแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดการรั่วไหลของงบประมาณ ส่งเสริมเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ และสอดคล้องกับการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรของอารยประเทศ

แต่ ผลของการดำเนินนโยบายข้าว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคเกษตรได้อย่างที่ควรจะเป็น เห็นได้จากฐานะเกษตรกรหรือชาวนาที่ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กลับเป็นกลุ่มคนที่อาจกล่าวได้ว่ายากจนที่สุดในประเทศ ทั้งที่เป็นแรงงานผลิตข้าว ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงติดอันดับการส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก ที่สำคัญยังเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความ เหลื่อมล้ำของสังคมและเศรษฐกิจไทยที่เรื้อรังมายาวนาน สะท้อนให้เห็นว่านโยบายข้าวมีความสำคัญที่มีผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาว บ้าน ซึ่งมีช่องว่างให้รัฐบาลทำอะไรได้อีกมาก

จากผลการศึกษาของกลุ่ม จับตานโยบายได้ชี้ให้เห็นถึง "จุดอ่อน" เชิงนโยบายของการแก้ปัญหาข้าว พบว่าสาเหตุสำคัญคือการขาดความเชื่อมโยงและมีปัญหาความขัดแย้งเชิงนโยบายของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูด้านการผลิต กับกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูด้านการตลาด ที่สำคัญนโยบายเกิดการรั่วไหล

เพราะฉะนั้น หากจะแก้ปัญหาข้าวอย่างจริงจัง กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลเสนอว่า ต้องมี "สถาบันเกษตรกร"

ดร.ประชา คุณธรรมดี อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในทีมงานของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้แถลงข่าวในรายละเอียดเรื่องนี้ระบุว่า แนวคิดการจัดตั้งสถาบันเกษตรกรต้องเป็นสถาบันที่เชื่อมโยง 3 องค์ประกอบ คือ การผลิต การตลาด และสถาบัน (กติกา) ถ้าเกิดขึ้นได้จริงเรื่องการจัดสรรเงินกู้ให้เกษตรกรจะต้องเข้าร่วมไปอยู่ เป็นอำนาจของสถาบันนี้ด้วย

"เรื่องเงินกู้ถือว่าเป็น "หัวใจ" สำคัญในการผลิตทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลที่ลดหนี้ให้เกษตรกร 50% และที่เหลืออีก 50% ให้ผ่อนจ่ายโดยมีพันธสัญญาต้องเข้าอบรมเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับกระบวน การผลิตข้าวโดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ดร.ประชากล่าว

ดร.ประชาได้ตัวอย่างความ ไม่เชื่อมโยงและความขัดแย้งเชิงนโยบายที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ประเด็นที่ขณะนี้เรากำลังประสบปัญหามีปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำมาก แต่เกษตรกรได้รับสัญญาณจากกระทรวงที่สนับสนุนด้านการตลาดว่าจะทำให้ราคา ข้าวอยู่ในระดับที่พอรับได้ นั่นคือการส่งสัญญาณที่ผิดไปสู่เกษตรกร ทำให้เกษตรกรเร่งปลูกข้าว และเมื่อไม่มีน้ำเกษตรกรก็เสียหาย ในที่สุดก็กลับมาที่รัฐบาลต้องไปชดเชยอีก

"ปัญหานี้คือการขาดการ เชื่อมโยงด้านการผลิตและด้านการตลาด เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ว่าน้ำจะขาดแคลนก็ต้องส่งสัญญาณว่า น้ำจะไม่มีต้องชะลอการเพาะปลูก หรือลดการเพาะปลูก ก็จะทำให้ราคาข้าวปรับขึ้นได้เองในรอบหน้าเช่นเดียวกัน" ดร.ประชากล่าว

ส่วน ปัญหาความขัดแย้งเชิงนโยบายมีตัวอย่างที่ชัดเจน คือ โครงการการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายว่าจะยกเว้นในการประกันโดยการห้ามปลูกพันธุ์ต่าง ๆ แต่กระทรวงพาณิชย์ออกกฎมาว่า ถ้าเป็นพันธุ์คุณภาพต่ำยังได้รับการคุ้มครองในส่วนชดเชยได้อีกด้วย จึงเป็นแรงจูงใจทำให้เกษตรกรไม่ยอมเปลี่ยนพันธุ์ข้าวในการผลิต ทำให้ได้ข้าวมีคุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาต้องแก้ไข

"นั่นเป็นการขัด แย้งกันในด้านนโยบายของกระทรวงพาณิชย์กับทางรัฐบาล ส่งผลให้จุดมุ่งหมายหนึ่งของการประกันรายได้เกษตรกรที่ต้องการพัฒนาทำให้ พันธุ์ข้าวของไทยดีขึ้น แทนที่จะเหมือนในอดีตประมาณ 6-7 ปีที่เรามีข้าวคุณภาพต่ำเต็มไปหมดเลย อันเป็นผลจากโครงการรับจำนำข้าว ดังนั้นควรมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องดังกล่าว" ดร.ประชาระบุ

อีก ตัวอย่างที่ ดร.ประชาชี้ให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งเชิงนโยบายที่น่าสนใจ คือ ปัญหาราคาข้าวตกหรือราคาข้าวขาลงที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการออกมาตรการหักค่าเสื่อมแบบขั้นบันได แต่มาตรการนี้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ตีตกไปแล้ว แต่มาตรการบางอย่างยังอยู่ เช่น ข้าวใหม่แลกข้าวเก่า ซึ่งมาตรการทั้งสองจะส่งผลระยะสั้นมาก ๆ ต่อราคาข้าวเปลือก หรือพูดง่าย ๆ คือ ส่งผลต่อเรื่องของการสร้าง "ภาพลวงตา" ในราคาข้าว ไม่ได้ทำให้ราคาข้าวเปลือกขึ้นทั้งระบบจริง และไม่คุ้มค่าในการดำเนินการเพราะมีต้นทุนการดำเนินการสูง

แต่สิ่ง ที่สำคัญที่สุดคือ มาตรการเหล่านี้ผิดวัตถุประสงค์หลักของการประกันรายได้ เนื่องจากโครงการประกันรายได้ต้องการให้เกษตรกรทุกคนมีสิทธิในโครงการด้วย การได้รับเงินชดเชย ไม่จำกัดสิทธิของเกษตรกรรายใดรายหนึ่ง แต่ทั้งสองมาตรการจะทำให้เกษตรกรบางรายเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเกษตรกรนาปังจะได้รับประโยชน์จากมาตรการข้าวใหม่แลกข้าวเก่า

ประเด็น เรื่องความเชื่อมโยงในต่างประเทศที่มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ที่ญี่ปุ่น กระทรวงเกษตรฯจะดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางการผลิตกล่าวคือ ดูกันตั้งแต่การผลิตจนถึงโต๊ะผู้บริโภคเลย ส่วนในสหรัฐ ดร.ประชาบอกว่า คล้าย ๆ กับญี่ปุ่นคือจะรวมกันอยู่ใน USAD (กระทรวงเกษตร) ที่นอกจากดูเรื่องการผลิต การตลาดแล้วยังดูเรื่องสินเชื่อ เรื่องทรัพยากร และดูในด้านระบบประกันด้วย จะมีหน่วยงานที่ดูแลด้านต่างประเทศโดยเฉพาะแต่จะอยู่ภายใต้ USAD ทำให้การเชื่อมโยงของเขาเป็นระบบ

"จริง ๆ แล้วจะเปลี่ยนเรื่องสินค้าเกษตรในบ้านเราต้องรวมการผลิตการตลาดเข้าด้วยกัน และระบบสนับสนุนทั้งหมดอย่างที่รู้กันว่า โครงการประกันรายได้เป็นโครงการนำร่อง ในอนาคตอาจต้องการประกันภัยพืชผลด้วย และรวมระบบประกันภัยระบบสินเชื่อเข้าด้วยกัน นี่คือหัวใจของการปรับโครงสร้างภาคเกษตร แต่ไม่แน่ใจว่าการปรับโครงสร้างเหล่านี้ได้ถูกระบุไว้ในแผนหรือไม่" ดร.ประชากล่าว

ขณะที่ ดร.ปัทมาวดีตั้งข้อสังเกตน่าสนใจว่า นโยบายข้าวที่กล่าวมาเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน เวลาพูดถึงการปฏิรูปประเทศไทยแล้วทำไมไม่ทะลุสักที บางทีหลายเรื่องต้องรื้อกันจริง ๆ วิเคราะห์กันจริง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "ความเชื่อมโยง" เพราะส่วนหนึ่งของความไม่สำเร็จของหลาย ๆ นโยบาย บางครั้งก็เกิดจากการ ขัดแย้งทางนโยบายของกระทรวงต่าง ๆ ทำให้ต้องคิดจริง ๆ ว่า ประเทศไทยถ้าจะทำอะไรคงต้องรื้อกันหลายเรื่องทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอให้จัดตั้ง "สถาบันเกษตรกร" เป็นเพียงหนึ่งในข้อเสนอของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลหวังลึก ๆ ว่า "ฝันจะเป็นจริง" แต่ยังมีข้อเสนออื่นอีกที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยนั่นคือ นโยบายที่สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ และแรงจูงใจในเรื่องข้าวให้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

ดร.ประชา บอกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็น คือ ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ พม่า หรือประเทศเพื่อนบ้าน ก็ส่งเสริมเรื่องการปลูกข้าวค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นต้องตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และมีนโยบายที่ปรับเปลี่ยนได้เพื่อทำให้กลไกต่างทำงาน

นอกจากนั้น กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลยังเสนอการสนับสนุนให้ภาครัฐควรดำเนินนโยบายประกัน รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต่อไป แต่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ขึ้นมารองรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินนโยบายโดยมิชอบ เช่น การสวมสิทธิ์เกษตรกร การพยายามกดราคารับซื้อให้ต่ำกว่าราคาตลาด และการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้นโยบายประกันรายได้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น

ธ.ก.ส.เผยยอดผู้ขึ้นทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ6แสนราย ประนอมหนี้สำเร็จเกินครึ่ง

ธ.ก.ส. เดินหน้าเต็มสูบสางปัญหาหนี้สินนอกระบบ เผยยอดผู้ขึ้นทะเบียนกว่า 6 แสนราย เจรจาประนอมหนี้สำเร็จเกินครึ่ง อนุมัติเงินกู้แล้วกว่า 8,000 ล้านบาท ในขณะที่ลูกหนี้วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมจัดอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิตและการประกอบอาชีพเสริมรายได้

นาย บุญไทย แก้วขันตี ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ดูแลผู้ที่ขึ้นทะเบียนตามโครงการแก้ไข ปัญหาหนี้สินนอกระบบ จำนวนทั้งสิ้น 608,468 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 64,540 ล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้เร่งพบปะและเจรจาประนอมหนี้ให้กับผู้ขึ้นทะเบียนอย่างเต็มที่ โดยผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2553 สามารถเจรจาประนอมหนี้ได้สำเร็จจำนวน 355,797 ราย คิดเป็นร้อยละ 58.47 เจรจาไม่สำเร็จจำนวน 33,448 ราย คิดเป็นร้อยละ 5.66 ซึ่งปัญหาดังกล่าวมาจากหลายสาเหตุ เช่น ผู้ขึ้นทะเบียนหรือเจ้าหนี้ไม่มาเจรจาประนอมหนี้ เจ้าหนี้ให้บุคคลอื่นมาแทน ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ เจ้าหนี้ประสงค์ในทรัพย์ของลูกหนี้ เป็นต้น ขอยุติเรื่อง จำนวน 116,030 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.07 เนื่องจากความเข้าใจผิดคิดว่ารัฐบาลจะชำระหนี้แทน ชำระหนี้กันเสร็จสิ้นแล้ว เป็นหนี้กับญาติจึงไม่ประสงค์จะกู้ธนาคารและเป็นหนี้ในระบบอยู่แล้ว เช่น หนี้สหกรณ์ เป็นต้น และอยู่ระหว่างติดต่อขอรับผลการเจรจาประนอมหนี้จากคณะกรรมการเจรจาระดับ อำเภอจำนวน 102,193 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.80

สำหรับผู้ที่เจรจา ประนอมหนี้สำเร็จและประสงค์จะกู้เงินกับ ธ.ก.ส. มีจำนวน 350,704 ราย มูลหนี้ 42,266 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ ธ.ก.ส. ได้อนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 120,581 ราย จำนวนเงินกู้ 8,427 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ เช่น ที่มาของรายได้ ผู้ค้ำประกันและรายละเอียดด้านสัญญา เป็นต้น

ส่วนผลการดำเนินงานในกรณีที่ผู้ขึ้นทะเบียนมีภาระหนี้นอกระบบไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งธ.ก.ส. กำหนดเป้าหมายที่จะดำเนินงานให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 พฤษภาคมนั้น มีจำนวน 170,321 ราย มูลหนี้ 6,413 ล้านบาท โดยเจรจาสำเร็จ 84,915 ราย คิดเป็นร้อยละ 49.86 ซึ่งในจำนวนนี้ประสงค์กู้เงิน 81,801 ราย โดย ธ.ก.ส. อนุมัติเงินกู้แล้ว 67,001 ราย วงเงิน 3,002 ล้านบาท เจรจาไม่สำเร็จ 25,574 ราย คิดเป็นร้อยละ 15.02 ขอยุติเรื่อง 59,832 ราย คิดเป็นร้อยละ 35.12 ทั้งนี้ในกระบวนการเจรจาประนอมหนี้ ธ.ก.ส. ได้มีหนังสือเชิญลูกหนี้นัดให้พาเจ้าหนี้มาเจรจาส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบ รับจำนวน 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มาตามที่นัดหมาย ซึ่งในส่วนนี้หากมีการติดต่อภายหลัง ธ.ก.ส. จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป

ธ.ก.ส. จะดำเนินการฟื้นฟูพัฒนาอาชีพให้กับผู้ขึ้นทะเบียนที่ได้รับการโอนหนี้เข้า สู่ระบบ เพื่อปรับทัศนคติการดำเนินชีวิตและพัฒนาความรู้ในการประกอบอาชีพให้มีความ เข้มแข็งและมีรายได้ที่มั่นคง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยปัจจุบันได้ประสานงานกับเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ในการใช้เป็นสถานที่ฝึก อบรมฟื้นฟูจำนวน 261 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบด้วย หลักสูตรวิถีชีวิต หลักสูตรวิถีทำกิน และการรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้เพื่อส่งเสริมการออม เป็นต้นซึ่งจะเริ่ม ดำเนินการได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้

สิเกาค้านต่างชาติใช้พท.เลี้ยงสาหร่าย ค่าจ้างราคางาม-เหตุล้วนเป็นคนต่างถิ่น

ค้าน- กลุ่มชาวบ้าน บ้านแหลมไทร ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง ประชุมประชาคมชาวบ้านสอบถามความเห็นจะอนุญาตให้กลุ่มนายทุนต่างชาติ เข้ามาเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล พื้นที่บ้าน แหลมไทรและบ้านทุ่งทอง ณ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิดบ้านแหลมไทร

ตรัง - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านหมู่ที่ 3 บ้านแหลมไทร ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง จัดประชุมประชาคมชาวบ้านเพื่อสอบถามความเห็นจะอนุญาตให้บริษัท รอยัล ซีวิด จำกัด เป็นกลุ่มนายทุนต่างชาติ เข้ามาเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล ที่พื้นที่บ้านแหลมไทรและบ้านทุ่งทอง บริเวณอ่าวสิเกา โดยมีนายนันธวัช เจริญวรรณ นายอำเภอสิเกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยนายดิบบี้ คุ้มมั่น นายทุนชาวต่างชาติชี้แจงกับชาวบ้านในพื้นที่ว่าทางบริษัทไม่ได้ต้องการครอบ ครองพื้นที่ทางทะเลและขณะนี้เป็นเพียงแค่การทดลองเพาะเลี้ยงออกทุนค่าใช้ จ่ายรวมทั้งอุปกรณ์ให้ทุกขั้นตอน ชาวบ้านเพียงแค่ร่วมกันเพาะเลี้ยงเท่านั้นเมื่อสาหร่ายโตได้ 3 เดือน ก็สามารถเก็บมาขายให้กับทางบริษัทเพื่อส่งขายยังตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ ฝรั่งเศส ต้องการจะส่งออกสาหร่ายให้ติดอันดับ 1 ของโลกเนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ทางทะเลกว้างขวางขณะที่พื้นที่บ้านแหลม ไทรเอง ก็สามารถเลี้ยงสาหร่ายได้ดีเพราะพื้นล่างเป็นหิน และทราย เมื่อทดลองเพาะเลี้ยงแล้วหากไม่ได้ผลทางบริษัทก็ยินดีที่จะเลิกไป โดยที่ชาวบ้านไม่สูญเสียอะไร แถมยังได้รับค่าจ้างรายวันจากทางบริษัทด้วย

นายอรุณ วาราช หัวหน้าคนงานชาวไทย กล่าวถึงค่าจ้างที่ได้รับว่า ถ้าเป็นคนงานหญิงซึ่งทำหน้าที่พันสาหร่ายผูกติดกับเชือก จะมีรายได้วันละ 200 บาท ส่วนคนงานชายซึ่งทำหน้าที่ผูกเชือกกับจุดเพาะเลี้ยงจะมีรายได้วันละ 250 บาท และคนงานที่ดำน้ำลงไปใต้ทะเลเพื่อปักจุดวางทุ่นจะมีรายได้วันละ 400-450 บาท หากคนงานคนใดต้องใช้เรือไปเคลื่อนย้ายสาหร่ายด้วยก็จะได้รับค่าจ้างเช่าเรือ เพิ่มอีกวันละ 500 บาท ไม่รวมค่าน้ำมันจะมีรายได้เช่นนี้ทุกๆ วันด้วย ส่วนสาหร่ายที่ทางบริษัทให้ชาวประมงในพื้นที่เพาะเลี้ยงนั้น จะเป็นพันธุ์ Kappaphycus หรือใช้พันธุ์ Eucheuma เป็นสาหร่ายที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเขตตำบลเขาไม้แก้ว อ.สิเกา ชาวบ้านทั่วไปจะเรียกชื่อว่า สาหร่ายสายไหม และอีกส่วนหนึ่งนายทุนจะสั่งสาหร่ายนำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม