สิทธิเกษตรกร และชุมชน

รองปลัดยุติธรรม เสนอตั้งศาลพิเศษด้านทรัพยากรช่วยคดีคนจน

นักสิทธิชุมชน เสียดสีคนจนได้รับเกียรติให้ปฏิบัติตาม กม.มากกว่าคนรวย นายทุน-ขรก.รังแก ลดอคติในกระบวนยุติธรรมไม่ได้ก็ลดความเหลื่อมล้ำยาก อ.อคินเตรียมนำคดีคนจนเสนอ คปร.แก้ด่วน รองปลัดยุติธรรมเผย 25% คนจนราชทัณฑ์ติดคุกก่อนศาลตัดสินเพราะไม่มีเงินประกัน เสนอตั้งศาลทรัพยากร

วันนี้(19 ก.ค.) ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสาธารณะ “คน จนกับความไม่เป็นธรรมในการะบวนการยุติธรรมไทย”โดย นาย บำรุง คะโยธา แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน กล่าวว่า การเรียกร้องความเป็นธรรมที่ผ่านมา คนจนต้องกลายเป็นผู้ต้องหาในสังคม กระบวนการยุติธรรมมักตั้งข้อหาไว้ก่อนว่าคนชุมนุมคือคนผิด การปฏิรูปประเทศในสถานการณ์ขับไล่คนจนและความแตกแยกที่ขยายวงกว้างเช่นนี้ จึงทำได้ยาก แต่ดูจากรายชื่อคณะกรรมการก็เห็นแสงสว่างบ้าง แม้จะยังไม่มีผลงาน แต่กระบวนการนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาไม่มากก็น้อย

“ในฐานะแกนนำชาวบ้านอดีตนักโทษข้อหาการชุมนุมหลายคดี การเคลื่อนไหวแล้วถูกจับเป็นเรื่องปกติ แค่ถือไม้สร้างเต็นท์ เจ้าหน้าที่ก็ยื่นข้อหาชุมนุมโดยมีอาวุธ ซึ่งชาวบ้านทำใจมานานแล้ว”

นายทุนจับมือข้าราชการผลักชาวบ้านโดนคดีที่ดิน

นายสุทธิพงษ์ ลายทิพย์ ผู้ประสานงานศูนย์กฎหมายและสิทธิชุมชนพื้นที่อันดามัน กล่าวว่ามีคดีคนจนกว่า 1,500 กรณีใน 37 พื้นที่อันดามัน เป็นคดีเอกชนฟ้องชาวบ้าน, รัฐฟ้องชาวบ้านและคดีปกครอง เป็นคดีความแล้ว 415 เรื่องครอบคลุมกว่า 7,000 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เพราะนายทุนต้องการจับจองพื้นที่จึงร่วมกับรัฐออกเอกสารสิทธ์โดยมิ ชอบ ทำให้ชุมชนที่เข้าไปทำกินในเหมืองแร่ร้าง ป่าชายเลนเสื่อมสภาพกลายเป็นผู้บุกรุก นอกจากนี้ยังมีการออกนโยบายเปิดช่องให้อุตสาหกรรมหรือเกษตรกรขนาดใหญ่เข้าไป ใช้พื้นที่แล้วฟ้องขับไล่ชาวบ้าน, การจัดระเบียบที่ดินให้เป็นเขตอนุรักษ์เอื้อกลุ่มทุนท่องเที่ยวและนายทุน ท้องถิ่น แต่กระทบวิถีชาวประมง, การประกาศพื้นที่อันดามันเป็นมรดกโลก ทำให้มีการประกาศเขตอุทยานฯมากขึ้น สุดท้ายคือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น ท่าเทียบเรือ จ. สตูล

คนจนมักได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมและได้รับเกียรติให้ปฏิบัติตาม กฎหมายมากกว่าคนรวย ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับหรือการบังคับคดี บางรายถูกฟ้องอาญาแล้วฟ้องแพ่งอีก บางรายมีข้อหาอื่นพ่วงท้าย

“กรณีหนึ่ง ชาวบ้านประสบภัยสึนามิเข้าไปตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ กลับถูกฟ้องเรียกค่าปรับวันละ 1,000 บาท เอกชนอ้างว่าขัด พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พี่น้องหาเช้ากินค่ำจะทำอย่างไร ข้อด้อยของกระบวนยุติธรรมเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านต้องพยายามสู้กันในทุกมิติ”

นายพงษ์ศักดิ์ สายวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปสังคมและการเมือง กล่าว ถึงปัญหาคนจนเมืองว่า มีคดีที่ดินกับรัฐ 163 คดี 412 ราย ส่วนใหญ่เป็นการประกาศเขตพื้นที่สาธารณะโดยอ้างหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ ส่วนคดีที่ดินเอกชนเป็นการออกโฉนดทับที่ชุมชน

“ชาวบ้านหนึ่งคนถูกฟ้อง หลายคดี ไม่ค่อยมีสิทธิอุทรณ์ฎีกา บางรายกลัวถึงขั้นทิ้งที่หนี บางส่วนยอมจ่ายเงินซื้อจากนายทุน อีกไม่น้อยยอมติดคุก เพราะไม่รู้กฎหมาย พอไม่ไปศาลคดีก็ถูกตัดสินไป ที่สุดนายทุนก็ชนะออกโฉนดกลายเป็นความชอบธรรมด้วยอำนาจศาล ขณะที่ชาวบ้านเป็นเหยื่อการพัฒนา”

นางจินตนา แก้วขาว แกนนำชาวบ้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงปัญหาโครงการพัฒนาของรัฐและเอกชนว่าคดีส่วนใหญ่เป็นเรื่องเอกสาร สิทธิ์ รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมผิดขั้นตอนทำให้อนุมัติโครงการทั้งโรง ไฟฟ้า โรงเผาขยะ ฯลฯ เฉพาะโรงถลุงเหล็กบางสะพานที่เดียวชาวบ้านมี 22 คดี บางรายถูกฟ้องทั้งทางแพ่ง อาญา ทั้งข้อหาบุกรุก หมิ่นประมาท ละเมิดสิทธิ ทำให้เสียทรัพย์สิน หนักสุดคือร่วมกันฆ่า

“บางแห่งศาลตัดสินให้โรงไฟฟ้า ได้เงินชดเชย ชาวบ้านบางคนสู้จนตายก่อนแล้วญาติต้องรับภาระค่าปรับแทน ความจริงแค่ชาวบ้านเดินขึ้นศาลก็ถูกตัดสินแล้ว เจ้าหน้าที่ชอบหมายหัวว่าเป็นพวกคัดค้าน แต่ไม่เคยมองว่าทำไมโครงการต้องมาตั้งที่บ้านเรา”

ข้อด้อยกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้มอง “สิทธิชุมชน”

นายประยงค์ ดอกลำไย ผู้ประสานงานกลุ่มปฏิรูปที่ดินโฉนดชุมชน กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ถูกฟ้องจากการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สร้างหลักฐานเท็จหรือใบจองสิทธิ์ให้เอกชนหรือหน่วยงานรัฐ ทำให้เกิดการฟ้องร้องชาวบ้านบุกรุกที่ดิน

“ศาลก็มีความเชื่อว่าชาวบ้าน บุกรุก ทำให้เสียงชาวบ้านไม่มีน้ำหนัก ฟังแต่ส่วนราชการกับเอกชน และการตั้งข้อหาเยอะๆคือต้องการให้ชาวบ้านติดคุก เพราะเค้ารู้อยู่แล้วว่าชาวบ้านไม่มีเงินประกันตัวสู้คดี”

นายปราโมทย์ ผลภิญโญ ผู้ประสานงานกลุ่มปัญหาที่ดินชัยภูมิ กล่าวว่า ภาคอีสานมีคดีชาวบ้านเรื่องที่ดิน 17 คดี 115 ราย หน่วยงานรัฐมักได้เปรียบในกระบวนการยุติธรรม และมักฟ้องทั้งแพ่งและอาญา

“เช่น คดีบุกรุกที่ป่าไม้ ขัดขวางการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ เป็นคดีอาญา เมื่อสิ้นคดีอาญาก็ฟ้องแพ่งต่อ เช่น ข้อหาใช้ทรัพยากรให้เสื่อมโทรม ชาวบ้านเรียกคดีโลกร้อน โดยเรียกค่าเสียหายปีละกว่า 100,000 บาท”

นายปราโมทย์ กล่าวว่า ชาวบ้านยังขาดความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม เช่น กรณีสวนป่าคอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ มีการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานฯทับซ้อนที่ดินชาวบ้าน แต่ในชั้นศาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ทั้งที่มีเอกสารยืนยันสิทธิการครอบครอง

“กระบวนการยุติธรรมไม่ได้พิจารณสิทธิชุมชน เช่น สวนป่าคอนสาร ชาวบ้านมี สค.1 มีใบจ่ายภาษีที่ดินมาตั้งแต่ 2494 ศาลบอกไม่มีน้ำหนักพอ แล้วสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน”

นายไพจิต ศิลารักษ์ ผู้ประสานงานปัญหาเขื่อนปากมูล-ราษีไศล ชี้แจงกรณีที่ ชาวบ้านดันประตูฝายราศีไศลเพื่อเข้าไปเปิดประตูเขื่อนปากมูล จึงถูกกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานแจ้งข้อหาบุกรุก ศาลตัดสินให้ตนจำคุก 1 ปี 6 เดือน กำลังอยู่ระหว่างต่อสู้ในชั้นฎีกา ใช้หลักทรัพย์ประกันตัวไปแล้ว 410,000 บาท

“พอดีมีคนไปสมัคร สส. แล้วเขาแจ้งว่ามีคดีซ่องโจร ไม่มีสิทธิสมัคร พวกเราถึงรู้ว่ามีคดีติดตัว ซึ่งหมายจับของตำรวจออกมาตั้งแต่ 2543 แต่ไม่เคยจับ ปีที่แล้วไม่รู้ตำรวจขยันอะไรไปจับชาวบ้านและบอกว่าขอจับเดือนละคน เราพยายามอ้างและยืนยันว่าเราใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ แต่ศาลไม่รับฟัง”

นายสมนึก ตุ้มสุภาพ ที่ปรึกษากฎหมายเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อติดขัดที่นำไปสู่ปัญหามี 2 ประการ 1.สังคมไทยตัดสินแบบเหมารวมด้วยระบบกฎหมายเดียวทั้งที่บริบทของพื้นที่มี ความแตกต่าง 2.อคติของหน่วยงานมองคนสู้เป็นผู้ขัดขวาง หากลดอคติไม่ได้ก็ลดความเหลื่อมล้ำยาก นอกจากนี้กลไกต่างๆที่มีอยู่ไม่ยุติธรรม ย้อนไปถึงนโยบายที่บังคับให้ตำรวจพิจารณาว่าต้องจับกุมอย่างไร หรือแม้กระทั่งขั้นพิพากษาที่เป็นเพียงการชี้ผิดแล้วเลิก

“ถ้าศาลกล้าพิจารณาในประเด็นเคลือบแคลงจะช่วยชีวิตชาวบ้านได้อีกเยอะ กฎหมายตัวเดียวบังคับกับทุกคนไม่ได้ ควรนำความเข้าใจพื้นฐานของชาวบ้านมาร่วมพิจารณาด้วย”

นายสมนึก เสนอว่า ปัญหาคือชาวบ้านเข้าไม่ถึงกฎหมายและกฎหมายก็เข้าไม่ถึงชาวบ้าน ต้องปฏิรูปกระบวนยุติธรรมทั้งระบบ ทำกฎหมายที่แข็งให้ยืดหยุ่นโดยเน้นเชิงสังคมมากขึ้น แค่เปิดสมองและรับเรื่องเหล่านี้เข้าไปจะรู้เองว่าควรพิจารณาอย่างไร

นำคดีคนจนเข้า คปร.ด่วน - ผลักดันศาลพิเศษทรัพยากร

ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย(คปร.) กล่าวว่า ต้องมีมาตรการแก้ปัญหา 2 ช่วง คือ การแก้ปัญหาเร่งด่วนที่น่าจะแก้ไขทันที เช่น กรณีคนถูกจับจากข้อหาต่างๆซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอ คปร.ในการประชุมครั้งหน้า ส่วนระยะยาว อาจต้องแก้ไขที่กระบวนการยุติธรรม เช่น วิธีการพิจารณาของศาลที่ไม่ยึดแต่เอกสารว่าสำคัญที่สุด ทั้งที่เอกสารอาจออกมาด้วยการทุจริต

“เรื่องที่ดินหรือสิ่งแวดล้อมน่าจะใช้วิธีพิจารณาอีกแบบหนึ่ง หรืออาจสร้างศาลใหม่ขึ้นมาเพื่อพิจารณา แต่เรื่องด่วนที่ต้องทำคือการจับกุมโดยไม่ยุติธรรม คณะกรรมปฏิรูปฟังปัญหา ดังนั้นชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างพลังชุมชนช่วยกันผลักดันให้รัฐลบล้างความไม่เป็นธรรม”

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมในหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานตำรวจ ดีเอสไอ ทหาร สำนักงานที่ดิน กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ควรมีเป้าหมายเดียวกันคือความยุติธรรมแก่ประชาชนที่เดือดร้อน ปัจจุบันผู้ต้องขังประมาณ 204,000 ราย เป็นคนจน ที่น่าตกใจคือกว่า 25% หรือ 50,000 คนถูกจำคุกก่อนศาลตัดสิน เพียงเพราะไม่มีเงินประกันตัว จึงผลักดันกองทุนยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่ เป็นธรรมในการบังคับคดี

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังเปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนว่า กองทุนยุติธรรมจัดตั้งปี 2545 แต่ไม่แพร่หลาย แต่ก็ช่วยเหลือประชาชนแล้วหลายกรณี ซึ่งหลักการทำงานคือให้คำปรึกษาทางกฎหมาย รับเรื่องราวร้องทุกข์ รับคำขอคุ้มครองพยานในคดีอาญา รวมทั้งช่วยเหลือทางการเงินในคดีอาญาแก่ผู้เสียหายและจำเลย แต่ทั้งนี้การสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นสำคัญที่สุดเพื่อให้ เกิดความเสมอภาค

“ให้กองทุนมีเงินมากขนาดไหนก็ไม่พอเท่ากับคนในท้องถิ่นช่วยกันทำให้เกิดความยุติธรรม และต้องให้ความรู้กฎหมายประชาชน แต่กรณีเรื่องที่ดินอาจต้องมีวิธีการแสวงหาความจริงในศาลรูปแบบอื่น หรือตั้งศาลที่มีความชำนาญพิเศษเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพยากรเพื่อตัดสินคดี อย่างเข้าใจและเป็นธรรม”

เวทีระดมความคิดคดีคนจน ยังเสนอแนวทางขจัดความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม ดังนี้ 1.จัด ตั้งกองทุนยุติธรรมและจัดหาทนายความที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพให้คนจนที่ โดนคดี 2.ตั้งคณะกรรมการร่วมรวบรวมคดีทั้งหมดเพื่อจำแนกว่าอยู่ในขั้นใด พร้อมวางมาตรการช่วยเหลือและทางออกในกรอบกฎหมาย 3.มีคณะทำงานจาก ส่วนกลางการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบและการทำตรวจสอบโดยกองทุนสิ่ง แวดล้อม 4.ติดตามประเมินผลและมีมาตรการกดดันหากรัฐบาลไม่ดำเนินการแก้ไข

5.มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมระยะยาวปรับ ปรุงมาตรการประกันตัว เช่น กำหนดวงเงินประกัน หรือไม่ให้คุมขังระหว่างรอเงินประกัน เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องติดคุกเพราะไม่มีผู้ประกัน 6.ปรับขบวน การพิจารณาคดีจากระบบกล่าวหาเป็นไต่สวนหรืออาจตั้งศาลชำนาญการพิเศษขึ้น 7.ทำให้ศาลมีความรู้ความเข้าใจและนำปัญหาเชิงพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างมา พิจารณาร่วม และ 8.ปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นสาเหตุการคดีต่าง

เร่งคลอดพรบ.สวัสดิการชาวนาพ.ย.

ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนาคืบ เล็งเสนอคณะกรรมการข้าวเดือน ส.ค. คาด พ.ย. เห็นผลประกาศใช้

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติกองทุนสวัสดิการชาวนา ตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2550-2554 ขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้าน การผลิตเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติในเดือน ส.ค. พร้อมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จประมาณเดือน พ.ย. 2553

การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในชีวิตให้แก่เกษตรกรผู้ ปลูกข้าวที่มีประมาณ 3.7 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่อายุมากและไม่มีสวัสดิการรองรับ

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีกรอบแนวทางการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชาวนา คือ ให้สมาชิกส่งเงินสะสมร้อยละ 3 หรือส่วนหนึ่งของรายได้จากการขายข้าวสมทบเข้ากองทุน และรัฐบาลสมทบอีกร้อยละ 6 หรือ 2 ส่วน โดยผู้รับสิทธิประโยชน์ต้องมีอายุ 65 ปี และเป็นสมาชิกครบ 15 ปี จะได้รับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต หากเป็นสมาชิกไม่ครบอายุ ตาย หรือทุพพลภาพ ได้รับบำเหน็จครั้งเดียว

ลักษณะกองทุนสวัสดิการชาวนาเหมือนกับกองทุนทั่วไป คือ สมาชิกส่งเงินสะสม 3% คิดจากรายได้จำหน่ายข้าวเปลือกแต่ละปี (เฉลี่ยถือครอง 16 ไร่ต่อครัวเรือน เท่ากับต้องส่งเงิน 2,880 บาทต่อปี) และรัฐสมทบให้ 6% ราว 5,760 บาท

ด้านนายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมปลูกข้าวส่งออกมากที่สุดอันดับหนึ่งของโลก โดยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวปีละประมาณ 56-58 ล้านไร่ ได้ผลผลิตปีละ 28-30 ล้านตันข้าวเปลือก อีกทั้งข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 8 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท แต่กลับพบว่าอาชีพทำนาเป็นกลุ่มอาชีพที่มีฐานะยากจนมากที่สุดเมื่อเทียบกับ กลุ่มอาชีพอื่นๆ

ผลการสำรวจของ สศก. ในปีการผลิต 2547/2548 พบว่ารายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 594 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนในปี 2548 ซึ่งมีค่า 1,230 บาทต่อเดือนต่อคน นอกจากนี้พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 57 ปี และแนวโน้มในอีก 10 ปีข้างหน้าชาวนาจะมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งยังพบว่าชาวนาไทยมีสัดส่วนลดลง

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสนใจเข้าร่วมโครงการประกันรายได้กว่า 4 ล้านคน

กรมการค้าภายใน ระบุ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสนใจเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพการประกันราย ได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4 ล้านคน โดยมีการจ่ายเงินชดเชยไปแล้วกว่า 40,000 ล้านบาท

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพการประกันรายได้เกษตรกรผู้ ปลูกข้าว ว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยโครงการประกันรายได้ ฯ ประจำปีการผลิต 2552 / 2553 รอบที่ 1 จากเกษตรกรทั้งระบบประมาณ 37 ล้านคน เข้าร่วมโครงการ 3.4 ล้านคน ได้รับเงินชดเชยส่วนต่างประมาณ 28,000 ล้านบาท ส่วนโครงการประกันรายได้ฯ ประจำปีการผลิต 2552 / 2553 รอบที่ 2 คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 400,000 ราย แต่พบว่า หลังจากมีการจดทะเบียนและทำประชาคมแล้วเป็นมีเกษตรกรร่วมโครงการถึง 800,000 คน ได้รับเงินชดเชยไปแล้ว 17,000 ล้านบาท จากการติดตามและสอบถามชาวนาส่วนใหญ่พอใจมาตรการของรัฐบาล ส่วนปัญหาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่าที่นามากจนไม่สามารถเข้าร่วม โครงการได้ และกลายเป็นเจ้าของที่นาได้รับส่วนต่างการชดเชยนั้น คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) กำหนดแล้วว่าหลังการขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องทำประชาคมก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าชาวนาที่ปลูกข้าวเท่านั้นที่มีสิทธิ์รับส่วน ต่างการชดเชย

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวอีกว่า เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายที่มีการเปิดโครงการประกันรายได้ฯ รอบที่ 2 อยากให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวออกมาใช้สิทธิ์ ขณะที่โครงการประกันรายได้ฯ ประจำปีการผลิต 2553 / 2554 รอบที่ 1 เริ่มทยอยเปิดให้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว โดยภาคกลางเปิดขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 พฤศจิกายน และภาคใต้เปิดขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม – 31 มีนาคม พร้อมขอให้ชาวนาติดตามราคาข้าวเปลือกและคำแนะนำในการขายข้าวเปลือก ได้ที่กรมการค้าภายใน หมายเลข 1569

สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรไทย นัดชุมนุม 19 ก.ค. ร้องรัฐบาลแก้ไขปัญหาจริงจัง

สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศ ไทย (สค.ปท.) ออกแถลงการณ์นัดชุมนุมหน้าทำเนียบฯ วันที่ 19 ก.ค. นี้ เพื่อเรียกร้องรัฐแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยบอกว่าการชุมนุมนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง
แถลงการณ์สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศ ไทย (สค.ปท.) ฉบับที่ 1/2553

นัดชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 19 กรกฎาคม นี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล

พวกเราในนาม สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวขององค์กรเกษตรกรเพื่อให้เกิดการแก้ไข ปัญหาหนี้สินและปัญหาต่างๆของเกษตรกร ที่ผ่านมา สค.ปท.ได้ติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรผ่านกลไกต่างๆของรัฐ เช่น กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เป็นต้น พบว่าปัญหาหนี้สินของเกษตรกรยังมีความรุนแรงอยู่มาก กลไกการทำงานของรัฐล่าช้า กระบวนการแก้ไขปัญหาถูกแทรกแซงโดยนักการเมือง จนทำให้ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ เกษตรกรหลายรายถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องและต้องสูญเสียที่ดินทำ กินในที่สุด

สค.ปท. ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 15 ข้อ แก่รัฐบาลผ่านคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ซึ่งรับผิดชอบดูแลแก้ไขปัญหาเกษตรกร ในวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆแต่อย่างใด พวกเราเห็นว่าแผนปรองดองแห่งชาติและการปฏิรูปประเทศไทยจะเกิดขึ้น ได้นั้นรัฐบาลต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาของประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อนโดยเฉพาะเกษตรกร
ดังนั้น เพื่อให้ปัญหาของเกษตรกรได้รับการแก้ไขอย่า จริงจังและเป็นรูปธรรม สค.ปท. จึงนัดหมายให้มีการชุมนุม ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

ในการนี้ สค.ปท. ขอยืนยันว่าการชุมนุมในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องของเกษตรกรอย่างแท้ จริง และไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

“ปลดเปลื้องหนี้ " ขอพื้นที่คืน”

สภาเครือข่ายองค์ กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย(สค.ปท.)

เกษตรกรขู่ปิด ทำเนียบฯ 19 กค.ทวงสัญญาแก้หนี้

สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทยบุกทำเนียบ ทวงสัญญารัฐบาล แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ขู่เตรียมทัพใหญ่ปิดทำเนียบ 19 ก.ค.นี้ หากรัฐยังนิ่งเฉย ไม่แก้ปัญหา...

เมื่อช่วงสายวันที่ 15 ก.ค. สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) นำโดยนายประยุทธ์ วีระกิตติ ที่ปรึกษา สค.ปท. เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเคยมายื่นเรื่องต่อคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า โดยนายประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรรอไม่ไหวแล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลสามารถอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้ในทันที เช่น กรณีเสื้อแดงเผาเมือง รัฐบาลก็สามารถอนุมัติงบประมาณเยียวยาได้ทันที แต่เกษตรกรต่อสู้มา 20 ปี ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา

"เพื่อให้ปัญหา เกษตรกรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เราจะนัดหมายเกษตรกรให้มาปักหลักชุมนุมเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาลในวัน จันทร์ที่ 19 ก.ค. โดยจะมาหลายหมื่นคน มาจากเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ หากรัฐบาลไม่แก้ปัญหา ก็จะชุมนุมยืดเยื้อ และไม่กลัวขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเราไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนจริงๆ ให้รู้ไปว่ารัฐบาลจะมาจับ ก็ยอมให้จับ ถ้าเห็นว่าที่ผิดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" นายประยุทธ์ กล่าว

ยึด"ขอนแก่น"นำร่องประกันภัยข้าวความหวังชาวนาเมื่อภัยแล้งคุกคาม

หลังความพยายามของผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้ลงพื้นที่ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรชาว จ.ขอนแก่น ได้เข้าใจถึงหลักเกณฑ์การประกันภัยพืชผลทางการเกษตร (ข้าว) นานนับสัปดาห์ หลังจากที่ "ขอนแก่น"

ได้รับคัดเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องประกันภัยข้าว ผลปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยยอดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการ มีเกษตรกรตัดสินใจซื้อประกันภัยข้าวทั้งสิ้น 1,159 ราย

ภายหลังการปิดรับประกันภัยข้าวในปี 2553 ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และบริษัทประกันภัย อย่าง "สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย" ก็ได้ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ด้วยการเปิดเวทีชี้แจงยุทธศาสตร์ประกันภัยข้าว ที่โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชาออคิด เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการร่วมรับฟังกันอย่างคับคั่ง

สามารถ เผ่าภูไทย ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขอนแก่น เผยถึงที่มาของโครงการประกันภัยข้าวในพื้นที่นำร่องว่า เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เป็นต้นมา โดย ธ.ก.ส.ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมมือ (เอ็มโอยู) ร่วมกับ บริษัท สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด โดยการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือเจบิค เพื่อทำการประกันภัยพืชผลให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครอบคลุมพื้นที่ 26 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น

ผลการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ในฤดูกาลผลิตปี 2553 ปรากฏว่า มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,159 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส.ที่กู้เงินไปลงทุนด้านการเกษตร โดยหากกู้ไป 1 หมื่นบาท เกษตรกรจะต้องจ่ายเบี้ยประกัน 464 บาท รวมวงเงินกู้สำหรับการประกันกว่า 16 ล้านบาท และเป็นเงินที่เกษตรกรต้องชำระค่าเบี้ยกว่า 7.4 แสนบาท โดยพบว่าในเขตพื้นที่ อ.พล มีเกษตรกรเข้าร่วมมากที่สุด 131 ราย รองลงมาได้แก่ อ.น้ำพอง 120 ราย และอ.แวงน้อย 119 ราย

ทั้งนี้ หากพื้นที่ปลูกได้รับความเสียหายจากภัยแล้งจะได้รับค่าสินไหมทดแทน 25% แต่หากพื้นที่ปลูกเสียหายรุนแรงจะได้รับค่าสินไหมสูงถึง 40% ของจำนวนเงินกู้ที่เอาประกันภัย ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรกู้เงินไป 1 หมื่นบาท หากนาข้าวประสบภัยแล้งรุนแรงก็จะได้รับเงินชดเชยถึง 4,000 บาท

"ปีนี้นับว่าเป็นปีแรกที่เราเริ่มดำเนินการนำร่องโครงการประกันภัยอย่าง แท้จริง หลังจากที่ปีการผลิตที่ผ่านมา มีการนำร่องแค่ 5 อำเภอ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 100 รายเศษ แต่เกษตรกรไม่ได้มีการจ่ายเบี้ยประกันภัย และเบี้ยชดเชยจริง และจากผลการประเมินในปีที่แล้วพบว่า หากมีการจ่ายสินไหมทดแทนตัวเลขค่อนข้างต่ำ เพราะภัยแล้งไม่รุนแรงมากนัก อย่างไรก็ตามในปีนี้ ซึ่งเป็นปี 8 สองหนซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณจะเป็นปีที่แล้งหนัก หากเป็นเช่นนั้นจริงเชื่อว่าโครงการประกันภัยข้าวจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถ ช่วยเหลือเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง" นายสามารถ กล่าว

ความจริงเรื่องการประกันภัยพืชผลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2513 จากการประกันภัยฝ้าย แต่โครงการดังกล่าวก็ชะงักเรื่อยมา เพราะเกิดความเสียหายในไร่ฝ้ายเป็นอย่างมาก ส่งผลให้บริษัทประกันภัยประสบภาวะขาดทุน ประกอบกับเครื่องมือที่ใช้ประเมินความเสียหายเป็นที่ถกเถียงระหว่างบริษัท ประกันภัยและเกษตรกร

"การประกันภัยพืชผลในอดีต ใช้วิธีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจรายแปลง ซึ่งทำให้มีต้นทุนที่สูง และสะท้อนไปถึงเบี้ยประกันที่แพงขึ้น และอีกประการหนึ่งการใช้ผู้ประเมินรายแปลงมักก็จะมีข้อโต้แย้งระหว่างบริษัท ประกันภัยและเกษตรกรผู้เอาประกันภัยว่า ผู้ตรวจประเมินรายแปลงมีความแม่นยำหรือไม่ และจะเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนว่าจะไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงข้อถกเถียงดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการนำเอาเครื่องมาทางวิทยาศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดเกณฑ์ภัย แล้ง" ดร.จุฑาทอง จารุมิลินท หัวหน้าฝ่ายนโยบายประกันภัย สำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงถึงเกณฑ์การตรวจนาข้าวที่ประสบภัยแล้ง

ส่วนดัชนีที่จะนำมาชี้วัด คือ ปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกจริงในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน โดยอาศัยเครื่องตรวจวัดปริมาณน้ำฝนจากสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดขอนแก่น ที่ปัจจุบันมีอยู่ 34 สถานีครอบคลุมทั้ง 26 อำเภอ ซึ่งการใช้มาตรวัดมิเตอร์เป็นผู้ประเมินนั้น ถือเป็นตัวแทนที่ดีที่สุด เพราะเป็นวิธีการประเมินทางวิทยาศาสตร์ สามารถบอกสถิติปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ย้อนหลังไปถึง 30 ปี

การประกันภัยข้าว จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยเหลือเกษตรกรหากประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้จ่ายชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 606 บาท แต่ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง เพราะจากการศึกษาพบว่าต้นทุนการทำนาอยู่ที่ไร่ละ 3,200 บาท แต่หากเกษตรซื้อประกันภัยข้าวก็จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้าง หลักประกันให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

ดร.จุฑาทอง ยังระบุด้วยว่า หลังนำร่องประกันภัยข้าวในพื้นที่นำร่อง จ.ขอนแก่น แล้ว ภายในปี 2555 สศค.มีเป้าหมายว่าจะขยายการประกันภัยพืชเศรษฐกิจ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ให้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสาน

ด้าน วราวรรณ เวชชสัสถ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับผลิตภัณฑ์และบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส.ถือเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรและบริษัทประกัน ในการซื้อขายประกันภัยข้าว แต่ในอนาคต คปภ.มีนโยบายที่ขยายช่องทางการขายประกัน ภัยสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) โดยอาจจะมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายประกันภัยเฉพาะผลิตภัณฑ์ เช่น ประกันภัยข้าว อาจผ่านทางผู้นำชุมชนเป็นตัวแทนจำหน่าย ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงการประกันภัยพืชผลการเกษตรอย่างทั่วถึง

ขณะที่ ทองล้วน โคกแปะ อายุ 53 ปี ชาวบ้านหนองบัวคำมูล ตำบลภูคำ อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าว บอกว่า ได้ไปกู้เงินกับ ธ.ก.ส.เพื่อไปลงทุนด้านการเกษตร รวมทั้งเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวอีกด้วย โดยจ่ายเบี้ยประกันภัยไป 464 บาท ปกติจะทำนาปลูกข้าวจำนวน 15 ไร่ ได้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 4 ตัน

ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าว แม้จะยังไม่เข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายชดเชยก็ตาม แต่นายทองล้วน บอกว่า เกรงว่าปีนี้นาข้าวจะประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ลงมือปักดำต้นกล้าเลย แม้ต้นกล้าพอเหมาะกับการดำนา แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีฝนตกลงมาแต่อย่างใด

การใช้ "ขอนแก่น" เป็นจังหวักดนำร่องในโครงการประกันภัยข้าว นับเป็นอีกความหวังของชาวนาเมื่อถึงเวลาภัยแล้งคุกคามจนสร้างความเสียหายต่อ ผลผลิต อันนำมาซึ่งการขาดทุนและเป็นหนี้ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรวุ่นมิจฉาชีพโผล่หักหัวคิวเก็บ1พันบาท/ราย

โครงการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรวุ่นหนัก ต้องชะงักงัน หลัง ธ.ก.ส.ส่งกฤษฎีกาตีความกรณีมูลค่าหลักทรัพย์ของเกษตรกรมีมากกว่ามูลหนี้ ลั่นเดินหน้าช่วยลูกหนี้กองทุนก่อน ด้านเกษตรกรร้องมีกลุ่มมิจฉาชีพโผล่หักหัวคิว เรียกเก็บรายละ 1,000 บาท

นายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และรองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก้ปัญหาหนี้สิน เกษตรกรอย่างบูรณาการ เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการปรับโครงสร้างหนี้สินเกษตรกรต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้แจ้งต่อคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เกี่ยวกับปัญหาการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะกรณีที่มูลค่าหลักทรัพย์ของเกษตรกรมีมากกว่ามูลหนี้ ซึ่งหากดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน เกรงว่าอาจจะทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย

ดังนั้น ธ.ก.ส.จึงส่งเรื่องนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าธนาคารจะสามารถ ทำได้หรือไม่ ส่งผลให้การปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าการตีความ จะออกมา

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า วันที่ 23 กรกฎาคมนี้ จะเสนอการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรให้คณะกรรมการ ธ.ก.ส.พิจารณา โดยเฉพาะหนี้ของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. ซึ่งจะเร่งให้ความช่วยเหลือสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เป็นหนี้กับ ธ.ก.ส.ก่อน จากนั้นจะปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก ธ.ก.ส. ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ย ในเร็วๆ นี้ผู้บริหารธนาคาร 4 แห่ง คือ ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสิน จะหารือร่วมกันและน่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เอ็มอาร์อาร์ ที่จะคิดในอัตราเดียวกัน

ส่วนกรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้สูงกว่ามูลค่าหนี้ แต่หากมีการลดหนี้ไป โดยไม่มีเหตุผลหรือเป็นการลดหนี้แบบเหมาเข่ง ทางผู้บริหารและคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เกรงว่าธนาคารจะได้รับความเสียหาย ผู้ที่อนุมัติก็จะมีความผิด ดังนั้น ธ.ก.ส.ได้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อทำหนังสือหารือกับกฤษฎีกา

ด้านคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกฯ และรองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ กล่าวว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เชื่อว่าเกษตรกรบางส่วนน่าจะเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ได้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ไม่มีปัญหาในกรณีที่ ธ.ก.ส.ส่งกฤษฎีกาตีความ ที่ผ่านมามีเกษตรกรหลายรายเข้าพบตนและต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะมีหนี้ของเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่จะหมดอายุความ ทำให้ธนาคารเจ้าหนี้จำเป็นต้องฟ้องร้องดำเนินคดี

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ยังมีเกษตรกรบางรายเข้าร้องเรียนด้วยว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพใช้โครงการนี้หากินในทำนองว่า หากต้องการเข้าโครงการนี้ ก็ให้มาจ่ายค่าดำเนินการ 1,000 บาทต่อหัว ดังนั้นหากโครงการล่าช้าออกไปก็เกรงว่าจะมีเกษตรกรบางรายถูกหลอกได้

เอ็นจีโอติงร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรฯ เปิดช่องนายทุน-ปิดกั้นเกษตรกรรายย่อย

คณะทำงานติดตามร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติวิจารณ์ร่างที่ผ่าวุฒิฯ ชี้ปิดทางเกษตรกรรายย่อย-เปิดทางนายทุน สัดส่วนไม่สมดุล-โครงสร้าง ยึดติดกระทรวงฯ ย้ำการได้มาของสภาฯต้องอิสระ เสนอปรับอำนาจให้ชาวบ้านทำแผนเสนอตรงนายกฯ จัดสมัชชาสร้างโมเดลจังหวัดรองรับ

ตามที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าร่าง พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ..... ว่าได้ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา และจะสามารถเสนอสภาผู้แทนราษฎร 4 ส.ค.นี้ หากผ่านความเห็นชอบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยปลัดกระทรวงฯนั่งเป็นเลขาธิการสภาฯ ให้เกษตรกรจังหวัดเป็นหัวหน้าสำนักงานเตรียมเลือกตั้งสภาเกษตรแห่งชาติชุด แรกจากทั่วประเทศภายใน 2 ปี

ทั้งนี้เจตนารมณ์ของการมีสภา เกษตรกรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาและสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่เป็นคนกลุ่มใหญ่และเป็น อาชีพสำคัญของประเทศ โดยสาระสำคัญตามร่าง พ.ร.บ.จะเป็นการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต การตลาด เพื่อให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายอย่างเป็นเป็นเอกภาพเข้มแข็ง ที่สำคัญเกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บทเสนอคณะรัฐมนตรีในการกำหนดนโยบายเกี่ยว กับภาคเกษตรกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความเป็นจริง

น.ส.สุมลมาลย์ สิงหะ ผู้ประสานงานวิจัยและรณรงค์นโยบาย มูลนิธิชีวิตไท ในฐานะคณะติดตามร่าง พ.ร.บ. สภาเกษตรฯ เปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชน สถาบันอิศรา ว่า พิจารณาจาก 4 เรื่องหลักยังมีปัญหาคือ 1.นิยามคำว่า เกษตรกร ยังคลุมเครือมากเพราะไม่ได้พูดถึงสิทธิของเกษตรกรรายย่อย 2.กระบวน การได้มาของสมาชิกสภาฯทั้งระดับชาติและจังหวัดไม่เปิดช่องให้เกษตรกรรายย่อย แต่ เปิดช่องให้เกษตรกรรายใหญ่หรือนายทุน 3.อำนาจหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น อาจเอื้อให้กลุ่มนายทุนมีความต้องการเข้ามามากขึ้น และ 4.ขาด ความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เนื่องจากร่างดังกล่าวยังกำหนดให้ปลัดกระทรวงฯ เป็นเลขาฯ ดูเรื่องงบประมาณและใช้กระทรวงฯเป็นสำนักงาน อีกทั้งแผนแม่บทที่ชาวบ้านเสนอก็ต้องผ่านมือรัฐมนตรีก่อนถึงนายกฯ

น.ส.สุ มลมาลย์ กล่าวว่า คณะทำงานชั่วคราวที่ปลัดกระทรวงฯเป็นเลขาฯ จะทำหน้าที่พี่เลี้ยงช่วง 2 ปีแรก จนกว่าจะมีการเลือกตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติเสร็จ โดยให้เกษตรกรไปขึ้นทะเบียนและเลือกตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน จังหวัด สภาระดับชาติ ซึ่งประเด็นสำคัญคือหลักเกณฑ์ต่างๆถูกกำหนดโดยข้าราชการชุดแรก

“ถ้าวางกฎเกณฑ์ปิดกั้นเกษตรกร มีสภาฯไปก็เท่านั้น และสัดส่วนของเกษตรกรรายย่อยที่จะเข้ามาแค่ 16 คนน้อยไป ส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรดีเด่นทั้งหลายก็สังกัดกระทรวงฯ ไม่ใช่เจ้าของปัญหาตัวจริง”

ตัวแทนมูลนิธิชีวิตไท เสนอว่า ควรระบุนิยามเกษตรกรให้ชัดเจน โดยหมายรวมถึงเกษตรกรรายย่อย, กันนายทุนออกไปเพื่อปิดกั้นไม่ให้ผลประโยชน์ด้านอำนาจมาบิดเบือนเจตนารมณ์ กฎหมาย, ให้อำนาจชาวบ้านในการจัดทำแผนและเสนอต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ต้องผ่านกระทรวงเกษตรฯ สุดท้ายกระบวนการได้มาของสมาชิกสภาฯและการดำเนินงานมีอิสระ ให้สิทธิกับเกษตรกรชายขอบร่วมคิดร่วมทำ

น.ส.สุมลมาลย์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้คณะทำงานฯ กำลังส่งเสริมให้มีการทำเวทีสมัชชาในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรร่วมวางยุทธศาสตร์ นำเสนอปัญหา แนวทางแก้ไข และทำเป็นโมเดลระดับจังหวัดคู่ขนานไปกับร่าง พ.ร.บ. เช่น ที่ จ. ยโสธร มีความเข้มแข็งด้านเกษตรอินทรีย์ ก็หนุนเสริมให้จัดทำเป็นแผนจังหวัด เพราะหากมีเกษตรกรน้ำดีเข้าไปอยู่ในสภาฯน้อย อย่างน้อยตรงนี้ก็เป็นการช่วยต่อรอง

“พ.ร.บ.ตัวนี้เหมือนดาบสองคม แต่ถ้าไม่เอาเลยก็เป็นการทำร้ายชาวบ้านที่พยายามเรียกร้อง เดิมทีตั้งใจให้เป็นเหมือนสภาวิจัยหรือคลังสมอง แต่มีอำนาจมากกว่าที่คิด คนที่ร่วมร่างก็เป็นเกษตรกรรายใหญ่ แต่ถ้าคิดในแง่ดีมีรายย่อยเข้าไปถ่วงดุลการทำงานคงแก้ปัญหาได้บ้าง แต่ถ้าถามว่าคาดหวังได้แค่ไหนคือ 40%” ผู้ประสานงานมูลนิธิชีวิตไท กล่าว

กก.ปฏิรูป ปท.ชี้ต้องผลักดันทั้ง กม.สวัสดิการชาวนา และกองทุนการออม

อมราวดี อ่องลา

ดร.เพิ่มศักดิ์ 1 ใน คกก.ปฏิรูป ชี้จำเป็นต้องมีทั้งกองทุนสวัสดิการชาวนาและกองทุนการออมแห่งชาติ ส่วนแก้หนี้นอกระบบไม่ควรใช้มาตรฐานเดียวกัน-วิธีลงทะเบียนช่วยได้ไม่ครอบ คลุม เห็นด้วยกับภาค ปชช. รวม 14 กองทุนบูรณาการหนี้-จัดเงินกู้พิเศษร้อยละ 25 พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำกับยุทธศาสตร์การ ปฏิรูป ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ให้สัมภาษณ์กับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนถึงร่าง พ.ร.บ. กองทุนสวัสดิการชาวนาที่ยังไม่มีความคืบหน้าและก่อนหน้ามีข่าวว่าซ้ำซ้อนกับ ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติของกระทรวงการคลังซึ่งรัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ว่า ทั้ง 2 กองทุนมีความสำคัญ ไม่ควรแยกหรือตัดอันใดอันหนึ่งออก เพราะกลุ่ม ชาวนาเป็นกลุ่มที่ต้องการสวัสดิการมากกว่าการออม ขณะเดียวกันก็ต้องมีทุนฟื้นฟูที่ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือ กรณีชราภาพหรือประกอบอาชีพไม่ได้

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า อาชีพชาวนากำลังล่มสลาย เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่มีอายุมากและไม่มีสวัสดิการรองรับ กองทุนสวัสดิการชาวนาจึงจำเป็น เพราะช่วยฟื้นฟูโอกาสและทำให้คนกลุ่มนี้อยู่ได้ ส่วนกองทุนการออมแม้จะไม่ใช่คำตอบที่แน่ชัดว่าสร้างสังคมสวัสดิการได้ แต่อย่างน้อยก็นำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะปัญหาหลักของเกษตรกรที่ผ่านคือต้นทุนสูง เพราะไม่ได้ออมเงินไว้ใช้จ่าย แต่ใช้วิธีกู้เงินจากสถาบันการเงินมาใช้ ดังนั้นต้องหนุนทั้ง 2 กองทุนซึ่งมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่ระวังอย่าให้ขัดกันเอง

ส่วน นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลหรือการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ดร.เพิ่ม ศักดิ์ กล่าวว่า เป็นกลไกเดียวกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คือตัดดอกหมดตัดต้นเหลือครึ่ง ซึ่งต้องศึกษาให้ดี เพราะถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ต้องคำนึงเงื่อนไขลูกหนี้แต่ละกลุ่ม เช่น ลูกหนี้บางรายจ่ายเงินต้นและดอกไปหลายเท่าตัว กลุ่มนี้อาจตัดศูนย์ได้ แต่บางรายที่ยังไม่เคยจ่ายเลยอาจต้องจ่ายมากกว่าครึ่งหรือเกินครึ่ง จะ ใช้มาตรฐานอัตราเดียวกันไม่ได้ นอกจากนี้วิธีการเปิดให้ลงทะเบียน จะช่วยได้เฉพาะคนที่ลงทะเบียนเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมคนจนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ

“นโยบาย ของรัฐดีแล้ว แต่เริ่มแล้วต้องมีการปรับ ตอนนี้อาจจัดการได้ประมาณ 5 แสนรายซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 10 ของลูกหนี้นอกระบบทั้งหมด สิ่งที่ต้องคิดคือจะมีวิธีการจัดการต่อไปอย่างไร โดยการทบทวนเป็นระยะๆ และปรับให้เข้ากับปัญหา”

สำหรับการให้กองทุนฟื้นฟูฯ ลงไปดูปัญหาการชำระหนี้ รวมทั้งส่งเสริมอาชีพ ดร.เพิ่มศักดิ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการฟื้นฟูเกษตรกรที่เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ควรรวมหน่วยงานต่างๆที่ต่างคนต่างทำเรื่องหนี้นอกระบบมาบูรณาการทำ งานร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอภาค ประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้รวม 14 กองทุนที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการร่วมกัน และจัดสรรเงินกู้พิเศษส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนร้อยละ 25 ของวงเงินกู้ในแต่ละปี และปฏิรูป ธ.ก.ส.เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมคุณภาพคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดย ดร.เพิ่ม ศักดิ์ กล่าวว่า เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 14 กองทุน งบประมาณกว่า 7 หมื่นล้านบาทที่ยังไม่ถึงมือเกษตรกรที่เดือดร้อน เพราะกองทุนเหล่านี้ติดขัดเรื่องระเบียบ กฎหมาย วิธีการจัดการที่ไม่คล่องตัว การบูรณาการทุกกองเข้าด้วยกันให้สอดคล้องกับสถานการณ์จะช่วยแก้ปัญหาที่ตรง จุด

สำหรับกรอบเงินกู้พิเศษเป็นข้อเสนอที่ดีในแง่การนำมาใช้ปรับ ปรุงฟื้นฟูการลงทุนระยะยาวในรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และร้อยละ 25 ก็มีความเหมาะสม แต่บางรายอาจมากหรือน้อยกว่านี้ได้ตามบริบท และเห็นด้วยที่จะปฏิรูป ธ.ก.ส. เพราะเป็นสถาบันการเงินที่เกษตรกรให้ความเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อเกิดความเสี่ยงก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับเกษตรกรด้วย

ดร.เพิ่มศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ถึงมือประชาชนไม่ใช่เดินตามกลไกหนึ่งสองสาม สี่ เพราะกว่าจะถึงปลายทางชาวบ้านตายหมดแล้ว อย่างเรื่องหนี้สินต้องลงไปคุยกับชาวบ้าน สร้างทีมที่ทำจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน ไม่ใช่ทำแต่แผนระดับชาติ การทำให้ชาวบ้านไม่กลับไปพึ่งหนี้นอกระบบต้องสร้างกลุ่มองค์กรเครือข่ายของ ชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถจัดการผลิต จัดการการทุนและพัฒนาองค์กรการเงินได้เองไปพร้อมกันทั้ง 3 องค์ประกอบ

กก.ปฎิรูปห่วงภาคเกษตรล่ม-ไม่มั่นคงอาหาร

กก.ปฎิรูปประเทศนัดแรก ถก 3ชม.ห่วงอนาคตไม่มีคนทำนา ขาดความมั่นคงด้านอาหาร "อานันท์"รับไร้อำนาจ แต่พร้อมกระทุ้งรัฐบาล นัดหน้า 13ก.ค.

เมื่อเวลา 17.45 น. ที่บ้านพิษณุโลก นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง วันนี้ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้คิด และพูดออกมาดังๆ เป็นการคุยทั่วๆ ไป ซึ่งจะนำไปสู่การเขียนแผนงาน ซึ่งการปฏิรูปไม่มีวันเสร็จสิ้น ทุกประเทศก็มีการปฏิรูปอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น วาระการทำงาน 3 หรือ 5 ปี คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรามีเวลาเท่าใดก็ทำไปเท่านั้น แค่ต้องรู้ว่าจะปฏิรูปเรื่องใด หากกว้างไปคงจะทำเสร็จยาก หากแคบไปก็ไม่สำเร็จ

คณะกรรมการเราไม่มีอำนาจบริหารคงไปล้วง ลูกไม่ได้ แต่เมื่อคณะกรรมการเห็นว่ามีปัญหาต้องแก้ให้ชาวบ้านอย่างปัจจุบันทันด่วน เช่น เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความไม่ยุติธรรม หรือถ้าพบว่าต้องปรับปรุงระบบราชการแผ่นดิน การจัดงบประมาณรูปแบบใหม่ หรือต้องแก้ไขกฎกระทรวง ก็สามารถกระตุ้นให้รัฐบาลที่มีอำนาจไปดำเนินการแก้ไขได้ ในส่วนของการประชุมนั้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม คณะกรรมการจะนัดประชุมทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี เวลา 13.30 น. ที่บ้านพิษณุโลก แต่สัปดาห์หน้าคณะกรรมการหลายคนติดภารกิจ จึงเปลี่ยนมาเป็นวันอังคารที่ 13 ก.ค. และวันศุกร์ที่ 16 ก.ค. แทน

เมื่อถามที่ประชุมได้วางกรอบการทำงาน หรือไม่ เรื่องใดควรแก้ไขก่อนหรือหลัง นายอานันท์กล่าวว่า เรายังไม่เร่งรีบคงต้องประชุมอีกสัก 2 ครั้งถึงจะกำหนดแผนการระยะยาว หรือระยะกลางได้ วันนี้เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้โต้แย้งและแสดงความคิดเห็น ยอมรับว่าคณะกรรมการที่มาประชุมได้สะท้อนปัญหาออกมาหลายเรื่อง

นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด เลขานุการฯ กล่าวว่า การสะท้อนปัญหาต่างๆ ของกรรมการครั้งนี้ มีทั้งปัญหาในเชิงประเด็น และปัญหาของกลุ่มคน เช่น ปัญหาของเกษตรกรเป็นประเด็นใหญ่ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากเกษตรกรมีอายุมากขึ้น แต่คนวัยรุ่นส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรน้อยลง รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการกระจายการทรัพยากรที่ดินทำกิน และปัญหาหนี้สิน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องของระบบงบประมาณเกี่ยวกับความ ไม่สมดุลของการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่น รวมทั้งสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหา แต่เราต้องมองไปถึงอนาคตทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ในอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปในระยะต่อไปจะดูว่ามีวิธีแก้ไขปัญหา อย่างไร โดยจะนำสิ่งต่างๆที่รับรู้ และปัญหาที่เสนอมาจากคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมาจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไข ปัญหา