สิทธิเกษตรกร และชุมชน

รัฐสั่งเดินหน้าสวัสดิการชาวนา

นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมกขช. เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งโครงการสวัสดิการชาวนา ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวนาที่สร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 1.8-2 แสนล้านบาท/ปี จากจำนวนเกษตรกรทั้งหมดประมาณ 37 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 15-17 ล้านคน โดยให้กระทรวงเกษตรฯ ไปบริหารจัดการสมาชิกไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกับการเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการ อื่น และนายกฯ ได้สั่งการให้ศึกษาว่ากองทุนสวัสดิการชาวนาสามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับ กองทุนเงินออมแห่งชาติที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอสภาพิจารณาได้อย่างไร ทั้งนี้การเป็นสมาชิกกองทุนต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯเสนอให้เกษตรกรมีการสมทบประมาณ 3% ของรายได้ ส่วนที่เหลือรัฐบาลจะสมทบให้บางส่วน

นอกจากนี้ คณะกรรมการกขช. ยังเห็นชอบในการพิจารณาการประกันรายได้เกษตรกร ประจำปี "53/54 รอบที่ 1 โดยมอบให้สำนักงบประมาณไปดูในรายละเอียด ซึ่งเบื้องต้นตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.2-4 หมื่นล้านบาท

บีโอไอปิดประตูต่างชาติทำนา-เลี้ยงสัตว์

น.ส.อัจ ฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการจัดทำรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลง ทุนของอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement : ACIA) ซึ่งบีโอไอในฐานะหน่วยงานที่เป็นตัว กลางในการประสานและรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ที่ผ่านมาบีโอไอยังไม่สามารถแจ้งต่อที่ประชุมของชาติสมาชิกอาเซียนได้อย่าง เป็นทางการ เนื่องจากรายการข้อสงวนของไทยยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และถือเป็นการดำเนินงานตามมติของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่ต้องการให้ชะลอการจัดทำข้อสงวน เพื่อให้มีการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ในการจัดทำรายการข้อสงวนของประเทศไทย ได้เพิ่มมาตรการเพื่อคุ้มครองการลงทุนมากขึ้นกว่าที่ประเทศไทยเคยตกลงไว้ใน อดีต โดยได้นำกิจการในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ทั้งประเภทบัญชี 1, 2 และ 3 มาบรรจุไว้ในสาขาที่ไทยต้องการสงวนด้วย นอกจากนั้น ยังได้เพิ่มมาตรการคุ้มครองกิจการเอสเอ็มอีของคนไทย และรัฐวิสาหกิจของไทยด้วย ดังนั้น ข้อเสนอรายการข้อสงวนในครั้งนี้ จึงเป็นการเพิ่มมาตรการคุ้มครองมากกว่าเดิม

น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าวอีกว่า บีโอไอขอยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดเสรีการ ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ การทำป่าไม้จากป่าธรรมชาติ การทำประมงหรือจับสัตว์น้ำในเขตน่านน้ำไทย โดยอาชีพเหล่านี้จะต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ ที่กำหนดให้คนต่างชาติถือหุ้นได้ข้างน้อยเท่านั้นจึงจะทำได้ จะไม่มีการเปิดให้ต่างชาติข้างมากเข้ามาประกอบอาชีพของเกษตรกรไทยอย่างแน่ นอน

ทั้งนี้ ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน มิใช่การเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนได้โดยเสรี แต่ยังมีเงื่อนไขและกฎหมายอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม

ชงผุดกม.สวัสดิการชาวนา

“มาร์ค” เอาใจรากหญ้า สั่ง เกษตรฯ ยกร่างกฎหมายสวัสดิการชาวนา เผยหลักการคล้ายกองทุนเงินออม แต่เงินที่ชาวนาสมทบได้มาจากการขายข้าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่า ขณะนี้เรื่องสวัสดิการชาวนา ได้มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปยกร่างต่อเพราะต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งจะเป็นร่างพระราชบัญญัติใหม่ เพียงแต่ว่าต้องไปดูว่าความสัมพันธ์ของผู้ที่เข้ามาในกองทุนสวัสดิการชาวนา กับกองทุนเงินออมแห่งชาติจะเป็นอย่างไร โดยคาดว่า กองทุนเงินออม น่าจะเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วๆ นี้ เพราะกฤษฎีกาจะพิจารณาเสร็จแล้ว

"หลักการของสวัสดิการชาวนา จะคล้ายกับกองทุนเงินออมเพียงแต่เงินที่ชาวนาสมทบได้มาจากการขายข้าว และจะมีส่วนที่รัฐบาลสมทบ เงินก้อนนี้จะเข้าสู่กองทุนเพื่อจัดสวัสดิการให้ชาวนา ส่วนจะมีสัดส่วนเท่าไหร่รวมทั้งจำนวนงบประมาณนั้นยังไม่กำหนด เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯต้องเป็นคนกำหนดในเรื่องรายละเอียด เพราะสัดส่วนของเงินที่จะหักจากในส่วนของการขายข้าวเป็นเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกและหลายปัจจัย"นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้รับมอบหมายให้ไปยกร่างฯแล้ว ซึ่งคิดว่าถ้าได้ข้อยุติในประเด็นที่ยังค้างอยู่ เช่นปัญหาเรื่องกองทุนเงินออมก็ไม่น่าจะช้า เพราะรูปแบบของกองทุนสวัสดิการก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นการร่างกฎหมายไม่น่าจะซับซ้อนมากนัก ส่วนรายละเอียดสามารถใช้วิธีอัตราการสมทบต่างๆ ไปออกเป็นกฎหมายรองได้

อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าว เป็นระบบสมัครใจ ที่เสนอมาไม่ใช่ระบบบังคับ ฉะนั้นจะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของชาวนาที่จะเข้ามา

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการประกันราคาข้าวอีกว่า ราคาประกันจะคงไว้เฉพาะปีนี้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูต้นทุนเป็นหลัก และเห็นว่าสภาพการยังไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วอย่างมีนัยยะสำคัญ ฉะนั้นจะใช้ราคาเดิม องค์ประกอบอื่นๆ โครงการก็เหมือนเดิม เช่น ปริมาณ ผลผลิตต่อไร่จะมีการปรับขึ้นเล็กน้อย ตามความเป็นจริง กรรมการเห็นว่าไม่ควรไปบอกว่าคงไว้กี่ปี เพราะควรเป็นไปตามความเป็นจริงของสถานการณ์เรื่องต้นทุน แต่คาดว่าจะใช้งบประมาณในเรื่องนี้ไม่ถึง 4 หมื่นล้านบาท

ผ่าคลอด “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” เป็นตัวแทนหรือดาบทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้า?

อมราวดี อ่องลา

หลังรอมานานกว่า 30 ปี เพื่อให้มีสภาซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรทั้งประเทศ วันนี้ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างผ่าคลอดออกมาบังคับใช้โดยเร็ว โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนขอนำเสนอคำถาม-คำตอบที่น่าฟังว่า “กฎหมายดังกล่าวจะเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้าหรือไม่?”

ปลายเดือนมิถุนายน ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฏหมายภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยมีปลัดกระทรวงฯนั่งเป็นเลขาธิการสภาฯ ให้เกษตรกรจังหวัดเป็นหัวหน้าสำนักงานเตรียมเลือกตั้งสภาเกษตรแห่งชาติชุด แรกจากทั่วประเทศภายใน 2 ปี

เจตนารมณ์ของการมีสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาและสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่เป็นคนกลุ่มใหญ่และเป็นอาชีพสำคัญของประเทศ โดยสาระสำคัญจะเป็นการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต การตลาด เพื่อให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายอย่างเป็นเป็นเอกภาพเข้มแข็ง ที่สำคัญเกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บทเสนอคณะรัฐมนตรีในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความเป็นจริง

ดูน่าจะเป็นความหวังหลังรอมานานกว่า 30 ปีของการผลักดันโดยภาคประชาชน แต่ในอีกมุมหนึ่งวันนี้กลับมีคำถามที่น่าฉุกคิดว่า “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” ที่กำลังคลอดออกมานี้ แทนที่จะเป็นตัวแทนเกษตรกรรากหญ้าส่วนใหญ่ของประเทศ กลับจะเป็นตัวแทนภาคธุรกิจการเกษตรและ “ฤาจะเป็นดาบสองคมทิ่มแทงเกษตรกรรายย่อย” โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนพาไปฟังคำถาม และเหตุผลเหล่านี้จากคณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรแห่งชาติ….

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย

เรื่อง นี้ผลักดันกันมากว่า 30 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มเกษตรกรจำนวนมากที่ต้องการให้มีสภาฯเพื่อดูแลแก้ไข ปัญหาของเกษตรกรด้วยกันเอง เนื่องจากขณะนั้นมีสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสภาอื่นๆเกิดขึ้นมาเพื่อดูแลคนในภาคส่วนนั้นๆ แต่ภาคเกษตรกรรมมีคนมากกว่าภาคส่วนอื่นยังไม่มีตรงนี้ จึงเป็นที่มาของการรวมตัวเสนอร่างกฏหมายโดยภาคประชาชน แต่เสนอครั้งใดก็ยุบสภาฯทุกครั้ง ร่างนี้จึงถูกดองและแทนที่ด้วยร่างใหม่หลายฉบับที่เสนอโดยภาคการเมือง รวมถึงฉบับล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาและกำลังเสนอต่อสภาผู้แทน ราษฎรพิจารณาในสมัยประชุมสามัญวันที่ 4 ส.ค.นี้

“ผมมองสภาเกษตรจะเป็นเวทีเสนอแนะนโยบาย สู่การปรับปรุงส่งเสริมและแก้ไขปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรจริงๆ ไม่ใช่อยู่บนฐานของกระทรวงแบบเดิมๆ ร่างปัจจุบันมีสาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากเจตนาเดิม แม้พอรับได้แต่ยังมีข้อกังวล โดยเฉพาะประเด็นการคัดเลือกผู้แทนมานั่งในสภาฯ”

เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกเป็นระบบผู้แทน จากระดับหมู่บ้านไล่มาถึงระดับจังหวัด โดยประธานสภาระดับจังหวัดจะเข้าไปเป็นสมาชิกของสภาเกษตรระดับชาติ ข้อเป็นห่วงอยู่ที่ผู้แทนที่เข้ามาอาจไม่ได้เป็นเกษตรกรตัวจริง ไม่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งในแง่จำนวนเพียง 21 คนในระดับจังหวัด และ 99 คนในระดับชาติอาจดูแลเกษตรกร 20-30 ล้านคนได้ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีเรื่องอำนาจหน้าที่ซึ่งเสมือนว่าแค่ตั้งสภาเพื่อเสนอนโยบาย ไม่ได้ต่างจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาอื่นๆ

“เกษตรกรมีความหลากหลายมาก คนที่เข้ามามักเป็นพวกที่อยู่ในแวดวงราชการมีสายสะพาย เสนอว่าในเชิงโครงสร้างอาจต้องเคร่งครัดในกระบวนการสรรหา เพราะแนวโน้มข้างหน้าจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้แทน ที่ต้องมีความรู้ ประสบการณ์ รู้จักวิเคราะห์และเจรจา เพราะการเกษตรไม่ใช่แค่เพาะปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ แต่โยงไปถึงการนำเข้า ส่งออก และต่างประเทศด้วย”

อีกส่วนคือบทเฉพาะกาลที่ระบุให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เลขาธิการของสภาฯ คล้ายกับคณะทำงานชั่วคราวในการจัดตั้งสภาฯโดยตั้งสมมติฐานเอาเองว่าเกษตรกร อาจไม่มีความพร้อมและรัฐบาลยังขาดงบประมาณ มองว่าเป็นข้ออ้างที่ดูใจแคบเกินไปเสียหน่อย เพราะในความเป็นจริง สามารถจ้างผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นกองเลขาฯ เตรียมความพร้อมและข้อมูลให้เกษตรกร

เสนอว่า 1.ควรมีสภาเกษตรกรหมู่บ้าน ตำบล อำเภอด้วย นอกเหนือจากสภาระดับจังหวัดและชาติ เพื่อให้ดูแลกันได้ถ้วนทั่ว 2.จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจหน้าที่ของสภาฯให้เป็นที่รวมตัว แก้ไขปัญหา และสร้างพลังต่อรอง ไม่ใช่แค่เสนอนโยบายอย่างเดียว 3.ควรตั้งสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติที่เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงโดยรัฐ และ 4.ทันทีสภาฯจัดตั้งควรมีการประเมินงานภายใน 6 เดือนและปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ปิดกั้นหรือสร้างเงื่อนไขให้เกษตรกร

“ทุกวันนี้ภาคการเกษตรเติบโตมีรายได้และกำไรมหาศาล แต่เกษตรกรเป็นหนี้สินปีละแสนล้าน เห็นชัดว่าเขาถูกเอารัดเอาเปรียบลืมตาอ้าปาไม่ขึ้น การมีกฎหมายที่ให้บทบาทเกษตรกรมีส่วนร่วมและเป็นผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายมี ความสำคัญ แต่ต้องระวังอย่าให้ไปกดทับเกษตรกรจนกลายเป็นเบี้ยล่างฝ่ายอื่นอีก”

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่ มาของร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรฯฉบับนี้ เป็นร่างเดิมของฝ่ายการเมืองและราชการ ที่นำเสนอเข้าพิจารณาในช่วงจังหวะเวลาที่สถานการณ์การเมืองกำลังครุกรุ่น หากมองย้อนไปถึงเจตนารมณ์เดิมในร่างของภาคประชาชน เกษตรกรเพียงต้องการให้มีการรวมกลุ่มเพื่อพูดปัญหาของตัวเอง โดยมีเป้าหมายคือการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและสร้างหลักประกันสิทธิที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลยในร่างฉบับนี้

“ด้วยบริบทของร่างนี้ ผมคิดกลับกันว่าแทนที่มีสภาเกษตรแล้วจะเป็นผลดี อาจเป็นอันตรายมากกว่า กลายเป็นว่าจะมีคนเข้ามาพูดแทนเกษตรกร ที่น่าห่วงที่สุดตอนนี้คือรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ที่เกษตรกรจำนวนมากอยู่ในอำนาจและการควบคุมของธุรกิจ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้สภาเกษตรฯ เอื้อต่อการทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือพาณิชย์มากกว่าเกษตรทางเลือก”

ด้านโครงสร้างไม่ว่าจะมองเฉพาะคณะกรรมการชั่วคราว ที่ให้อำนาจรัฐเข้ามาจัดกระบวนการหรือแม้แต่กรรมการทั้งระดับจังหวัดและ ระดับชาติ ล้วนแต่มีเครือข่ายหรือสัมพันธ์กับนักการเมือง สุดท้ายปัญหาจะตกอยู่ที่เกษตรกรตัวจริงที่นอกจากจะไม่มีพื้นที่แล้วยังต้องรับผลของแผนที่ออกมา ส่วนของเนื้อหาควรใส่รูปธรรมแนวทางการคุ้มครองสิทธิของเกษตรให้ชัดเจนด้วยนอกเหนือจากการเสนอแผนต่อรัฐบาล

“สิ่งที่หลายฝ่ายพยายามเสนอคือการเปิดเวทีคู่ขนานในลักษณะสมัชชาสุขภาพ เป็นการเปิดกว้างให้เกษตรกรหลายระดับได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอปัญหาสู่การแก้ไขที่ต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่า”

สมัชชาเกษตรกร คือให้มีการประชุมเป็นครั้งคราวโดยมีตัวแทนมานั่งพูดคุย เป็นเวทีรับฟังความเห็นเกษตรกรทุกระดับ ใช้งบประมาณหรือทรัพยากรที่สภาเกษตรกรฯ มีอยู่แล้วมาเป็นช่องทางหนุนเสริมเพื่อให้ได้เสียงสะท้อนในมุมอื่น และจะเป็นผลพวงสำคัญในการกำหนดแผนเกษตรกรรมแห่งชาติ

อีกช่องทางหนึ่งอาจขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดตั้งของภาคประชาชนเอง คือปัญหาหลักอยู่ที่ผู้แทน ก็ควรสร้างกลุ่มผู้แทนของตัวเอง เช่น เกษตรกรรม ทางเลือก เกษตรท้องถิ่นหรือกลุ่มลุ่มน้ำให้เข้มแข็งพอจะสูสีคัดคานได้ และอาจต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์หันไปจับมือกับผู้บริโภคมากขึ้น ใช้กระแสความต้องการอาหารปลอดภัยเข้าเชื่อม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างฐานที่เข้มแข็ง สุดท้ายคือการดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เสริมกันได้

“สภาเกษตรกรน่ากลัวกว่าสภาอื่นๆที่จัดตั้งมาก่อนหน้านี้ ตรงที่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่มีความชัดเจนให้ตั้งได้ จะเกิดขึ้นเร็วมาก เพราะมีกลุ่มธุรกิจการเกษตรที่จ้องอยู่และพร้อมจะกระโจนลงมาในเกมนี้ทันที เชื่อว่าภายใน 2 ปีจะมีแผนเกษตรกรรมแห่งชาติเต็มไปหมดที่เอื้อให้ทุน น่ากลัวตรงนี้”

สุมลมาลย์ สิงหะ ผู้ประสานงานวิจัยและรณรงค์นโยบาย มูลนิธิชีวิตไทย

ภาพรวมภาคเกษตรกรรมตอนนี้ คือการตีกันระหว่างเกษตรเคมีกับเกษตรอินทรีย์ และปัญหาเดิมๆที่สะสมมานาน อย่างการเข้าไม่ถึงตลาดหรือไม่มีอำนาจต่อรอง แต่ปัญหาใหม่ที่คุกคามชาวบ้านมากขึ้นในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาคือการเปิดเสรีทางการค้าและระบบเกษตรพันธะสัญญาที่ผูกขาดกับ บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่แห่ง ซึ่งภาพสะท้อนดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรฯฉบับนี้

จากการศึกษาของคณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พบว่ามี 4 ประเด็นใหญ่ที่น่าเป็นห่วงคื 1.นิยามคำว่าเกษตรกร ซึ่งคลุมเครือเพราะไม่ได้พูดถึงเกษตรกรรายย่อย 2.กระบวนการได้มาของสมาชิกสภาทั้งระดับชาติและจังหวัด ที่เปิดช่องให้เกษตรกรรายใหญ่หรือนายทุน 3.อำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนแม่บทเกษตรกรรมแห่งชาติ ที่ต้องผ่านกระทรวงเกษตรฯก่อน และ 4.ขาดความอิสระโดยแท้จริง คือยังให้อำนาจคณะทำงานชั่วคราวที่มาจากภาคราชการและการเมือง

“ควรทำทั้ง 4 ข้อให้ชัดเจน อย่างอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผน ควรให้ส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องผ่านตราปั๊มจากกระทรวงอีก พูดง่ายๆคือไม่มีสิทธิ์แก้แผนของภาคประชาชน”

สิ่งที่คณะทำงานของเราพยายามทำ คือการใช้โมเดลสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เปิดเวทีให้ชาวบ้านทำยุทธศาสตร์ของตนเองเป็นแผนจังหวัดไว้ เป็นการรองรับสภาเกษตรฯที่กำลังจะเกิดขึ้น หากผู้แทนที่เข้าไปนั่งในสภาเกษตรฯไม่ใช่กลุ่มเกษตรกรรายย่อย อย่างน้อยก็สามารถใช้แผนดังกล่าวเป็นคานงัดได้บ้าง

“กฎหมายจะเขียนสวยหรูอย่างไรก็ได้ แต่จะนำมาทำงานได้จริงหรือไม่ การตั้งสมมติฐานว่าเกษตรกรพร้อมเป็นสมาชิก ตรงนี้เป็นความเสี่ยง เสนอว่าน่าจะทำแบบสมัชชาให้เกษตรกรได้ถกเถียงกันสัก 2 ปีให้ได้คนได้แผน”

หากถามว่าคาดหวังแค่ไหน ให้แค่ 40% เพราะ พ.ร.บ.ตัวนี้เหมือนดาบสองคม ขึ้นอยู่กับการจัดการ แม้จะถูกระบุชัดว่าเป็นการจัดตั้งสถาบันเพื่อเกษตรกรและแก้ไขปัญหาเรื่อง ตลาด แต่นั่นก็เป็นเหมือนคำโฆษณาสั้นๆ ที่ยังไม่เห็นว่าเดินสู่ทิศไหน แต่หากถามว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ใฝ่ฝันเป็นอย่างไร “เราก็คงอยากให้เป็นคลังสมอง ที่ทำให้เกษตรกรพัฒนา แก้ไขปัญหาตัวเอง มีพื้นที่สำหรับต่อรองกับฝ่ายต่างๆ”

เป็นเสียงสะท้อนว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติที่กำลังผ่าคลอดออกมาปลายปีนี้ บิดเบี้ยวไปจากพิมพ์เดิมอันเป็นเจตนารมณ์ที่ภาคประชาชนต้องการผลักดันให้ เป็นตัวแทนเกษตรกรทั้งประเทศอย่างแท้จริง แต่ยังจะสามารถเคาะให้เข้ารูปเข้ารอยเดิมได้อยู่บ้างหรือไม่ หรือกลับกลายเป็นดาบทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้า คงต้องติดตามกันต่อไป

ชงครม.อุ้มธ.ก.ส.8หมื่นล.เจ๊งรับจำนำ ชี้เกษตรกรไม่ไถ่ถอน-แฉสต๊อกหายกว่า1หมื่นล.

นาย ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ได้ตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล เพื่อลงไปสำรวจรายละเอียดสินค้าเกษตรที่รัฐบาลได้ รับจำนำมาทั้ง 13 โครงการอย่างชัดเจน และตีมูลค่าราคา ณ ปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาชดเชยเงินคืนให้ธ.ก.ส. ต่อไปในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ เนื่องจากในการเสนอขอเงินชดเชยการดำเนินโครงการจากครม.นั้น มี 2-3 เรื่องที่ต้องให้ครม. พิจารณา คือการดูแลต้นทุนการดำเนินงาน และการบริหารจัดการโครงการ ซึ่งในส่วนการบริหารจัดการโครงการนั้น รัฐบาลได้จ่ายชดเชยให้เป็นปกติอยู่แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติตลอดช่วงที่ดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐบาล แต่ในส่วนการดูแลต้นทุนฯ นั้น ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อน เพราะว่าราคาสินค้าที่รับจำนำมานั้น ส่วนใหญ่รัฐบาลจะรับจำนำสูงกว่าราคาตลาด 20-30% ทำให้เกษตรกรปล่อยให้สินค้าเกษตรหลุดการรับจำนำโดยไม่มาไถ่ถอนคืน ยิ่งรัฐบาลระบายสินค้าช้าเท่าใด ก็ทำให้คุณภาพของสินค้านั้นลดลงเรื่อยๆ ทำให้ไม่ได้ราคาตลาดที่แท้จริง จึงทำให้เกิดผลขาดทุนขึ้น และต้องดูด้วยว่า รัฐบาลจะมีกำลังในการจ่ายชดเชยมากน้อยแค่ไหน

"ขณะนี้ธ.ก.ส. มียอดสินเชื่อจากการรับจำนำทั้งสิ้น 176,153 ล้านบาท จาก 13 โครงการ เบื้องต้นพบว่า มีสินค้าที่หลุดจำนำทั้งสิ้น 90,000 กว่าล้านบาท ทำให้ ธ.ก.ส.ขาดทุนจากการดำเนินโครงการ 80,000 ล้านบาท โดยคณะอนุกรรมการต้องออกไปสำรวจดูว่าแต่ละโครงการที่รัฐบาลรับจำนำนั้น ในกรณีที่ไม่มีสินค้าคง เหลือในสต๊อกแล้ว ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลเบื้องต้นว่า มีกว่า 10,000 ล้านบาทนั้น คงต้องขอเงินชดเชยคืนภายใน 1 ปี หรือในปีงบประมาณ 54 และผมเห็นว่าคงต้อง มีเรื่องแน่ ถ้าตรวจแล้วพบว่าไม่มีสต๊อกสินค้าค้างอยู่ ส่วนโครงการใดที่ยังมีสต๊อกสินค้าคงคลังอยู่ จะขอชดเชยภายใน 5 ปี" นายลักษณ์กล่าว

สำหรับคณะอนุกรรมการดังกล่าวนั้นจะมีผู้แทนจากธ.ก.ส. เป็นประธาน มีอนุกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนกรมการค้าภายใน กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) สำนักงบประมาณ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ อีกครั้งภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อเสนอ ครม.ต่อไป

ชงครม.คืนหนี้จำนำพืชผล1.8แสนล้าน

ผู้จัดการ ธ.ก.ส.เผยอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำชุด "นริศ" เตรียมชง ครม.อนุมัติแนวทางชดเชยหนี้ให้ธนาคารทั้งต้นทั้งดอกราว 1.8 แสนล้านบาท หลังประเมินพบสินค้าล่องหน-เสื่อมสภาพ ชี้งบชดเชยภาระดอกเบี้ย 1 หมื่นล้านบาท ต้องตั้งคืนในปีงบ 2555

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ จะเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณชดเชยหนี้ให้แก่ ธ.ก.ส. ตามแนวทาง ที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร ที่มีนายนริศ ชัย สูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้สรุปแนวทางไว้

โดยแนวทางคือ จากการดำเนินโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตรตามนโยบายของ รัฐบาล จำนวน 13 โครงการในอดีต ทำให้มีภาระต้นเงินกู้จำนวน 1.76 แสนล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีสินค้าเกษตรที่ยังคงอยู่ในคลังสินค้าที่ จะสามารถจำหน่ายได้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท และคาดว่าน่าจะมีผลขาดทุนอยู่ประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากสินค้าเสียหาย หมดสภาพ หรือมีขนาดลดลง โดยในจำนวนดังกล่าวพบว่าไม่มีสินค้าในคลังเหลืออยู่ ซึ่งคิด เป็นมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ มติคณะที่ประชุมอนุกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้มีการชดเชยเงินค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้นกรณีที่สินค้าไม่มีสินค้าในคลังจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 ปี หรือชดเชยในปีงบประมาณ 2555 กรณีที่ตรวจพบว่ายังมีสินค้าคงคลังเหลืออยู่ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 9 หมื่นล้านบาทนั้น จะประสานให้ทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ .ต.ก.) เป็นผู้ประสานงานในการทยอยขายสินค้าดังกล่าวและนำเงินมาชดเชยให้กับ ธ.ก.ส. ภายในระยะเวลา 5 ปี

"จะเสนอให้ ครม.ให้พิจารณาแนวทางการชดเชยความเสียหายให้ ธ.ก.ส. ทั้งกรณีที่สินค้าสูญหายและกรณีที่ยังมีสินค้าคงคลัง โดยจะมีการตั้งอนุกรรม การสำรวจสินค้าเพื่อสรุปยอดขาดทุนที่ชัดเจน และในระหว่างที่ยังรอชดเชยความเสียหายทั้งหมด ทางรัฐยังต้องตั้งงบเพื่อชด เชยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างนี้ด้วย" นายลักษณ์กล่าว

ล้างหนี้เกษตรกร5แสนรายไม่คืบ

มติ ครม.สั่งล้างหนี้เกษตรกร 5 แสนรายยังไม่คืบ ที่ปรึกษานายกฯ โวย ธ.ก.ส. เตะถ่วง ไม่ทำตามมติครม. 7 เม.ย.53 แถมยื่นเรื่องให้กฤษฎีกาตีความประเด็นมูลค่าหลักทรัพย์ของเกษตรกรที่มี มากกว่ามูลหนี้ จะสามารถเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ ตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดได้หรือไม่ เหตุกังวลธนาคารจะเสียหาย ระบุหากดำเนินการไม่ได้เรื่องใหญ่แน่ ขณะสถานการณ์น่าห่วงเกษตรกรจ่อเป็นหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มอีกกว่า 5 แสนราย

นายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก้ปัญหา หนี้สินเกษตรกรอย่างบูรณาการ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้คณะกรรมการยังไม่สามารถเดินหน้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้สินและฟื้นฟู อาชีพเกษตรกร จำนวน 510,000 ราย ในรูปแบบการยกเว้นดอกเบี้ยและพักการชำระหนี้เงินต้น 50% ตามที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ได้ สืบเนื่องจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของเกษตรกรประมาณ 70 -80% ไม่ให้ความร่วมมือ ส่วนที่เหลือเป็นธนาคารพาณิชย์อื่นๆ

"ภายหลังจากที่ครม.มีมติดังกล่าวออกมา แทนที่ธ.ก.ส.จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมข้อมูลในการประสานงาน กับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในการเปิดให้เกษตรกรทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ตามแนวทางที่กำหนดไว้ ธ.ก.ส. กลับเลือกที่จะทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่ามูลค่าหลักทรัพย์ ของเกษตรกรที่มีมากกว่ามูลหนี้ จะเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดได้หรือไม่ เพราะกังวลว่าหากดำเนินการไปแล้ว จะทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย ได้ส่งผลทำให้สถาบันการเงินอื่นที่แจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการหยุดลง ไปด้วย เพราะต้องการรอให้ผลการพิจารณาของกฤษฎีกาออกมาก่อน" นายกนก กล่าวและว่า

ในช่วงเริ่มต้นของการจัดทำนโยบายนี้ คณะกรรมการได้มีการประสานงานกับธ.ก.ส.มาโดยตลอด ซึ่งผู้บริหารของธ.ก.ส.ก็ให้การสนับสนุนแนวคิดเป็นอย่างดี เพราะวิธีการแก้ไขปัญหานี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ที่มิ ก่อให้เกิดรายได้ ที่สะสมมาจากการที่เกษตรกรไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้หมดไป แต่ท่าทีของธ.ก.ส.ก็เปลี่ยนไป และเริ่มมีการหยิบยกประเด็นเรื่องมูลค่าทรัพย์สินขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการให้ ความร่วมมือดังกล่าว

"ผมไม่เข้าใจว่าธ.ก.ส.คิดอะไรอยู่ เพราะการดำเนินงานโครงการนี้ มีมติครม.รองรับอยู่แล้ว หากมีความเสียหายเกิดขึ้น เขาก็สามารถมาขอเงินชดเชยจากรัฐบาลได้ ดังนั้นธ.ก.ส.ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องของหน้าที่ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรมากกว่านี้ แต่ก็เข้าใจในฐานะที่เป็นผู้บริหารคงต้องรักษาผลประโยชน์ขององค์กร แต่การรักษาผลประโยชน์ก็อาจจะรักษาสถาบันทางการเงินไว้ไม่ได้ ในกรณีที่ประเทศเกิดสงครามกลางเมืองเมื่อประเทศล้มละลาย ผมถามว่าสถาบันทางการเงินจะอยู่ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้องมองให้ชัดเจนและก็เลือกทางเดิน ที่เป็นเรื่องระยะยาวของประเทศแทนที่จะเลือกผลประโยชน์ระยะสั้น"

นอกจากนี้ นายกนก ยังระบุอีกว่า หากผลการตีความของกฤษฎีกาออกมาว่าทำไม่ได้ คงบอกได้คำเดียวว่าเกิดปัญหาใหญ่แน่ และถ้าโครงการนี้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ คงเป็นหน้าที่ของธ.ก.ส. และกระทรวงการคลังที่จะต้องเป็นผู้ตอบคำถามกับเกษตรกรว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรหลายคนได้ฝากคำถามผ่านมาทางตนเองว่า ธ.ก.ส.และกระทรวงการคลัง มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรหรือไม่

ทั้งนี้ งานแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในปัจจุบัน ถือเป็นงานสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะถ้ารัฐบาลสามารถทำให้เกษตรกรมีความแข็งขัน หลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน ก็จะทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งตามมาด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่าขณะนี้มีเกษตรกรที่อยู่ในข่ายจะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพี แอล)เพิ่มขึ้นอีก 500,000 ราย หากรัฐบาลไม่รีบที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรชุดเก่าที่มีอยู่ 510,000 รายล่าช้า จะส่งผลทำให้ตัวเลขเกษตรกรที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลกับสถาบันการเงิน จะทะลุ 1 ล้านรายในเร็วๆ นี้

อนึ่ง ผลจากมติ ครม.7 เมษายน 2553 ได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรประสานงานกับธนาคารรัฐ ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทยจำกัด(มหาชน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการโดยเร็ว

นับหนึ่ง...แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องถอนราก "วงจรคนด้อยโอกาส"

ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ครอบคลุมแทบทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยมีรายละเอียดและผลกระทบของปัญหาแตกต่างกันไป ซึ่งในครั้งนี้ ประชาชาติธุรกิจได้สัมภาษณ์ "ดร.ปราณี ทินกร" อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งที่ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำของการกระจาย รายได้ และด้านนโยบายการคลังเพื่อสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนกับคนด้อยโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง ถ่ายทอดมุมมองและตีโจทย์ปัญหาใหญ่ของประเทศ

ก่อนจะวิเคราะห์ปัญหา โครงสร้างเศรษฐกิจและแนวทางแก้ไข ดร.ปราณี กล่าวว่า ควรทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบเศรษฐกิจ "ทุนนิยม" ซึ่งมีทั้งผลดีและ ผลเสียในตัวเอง

"ต้องยอมรับว่าระบบทุนนิยมทำ หน้าที่หลายอย่างค่อนข้างดีภายใต้กลไกตลาด แม้กระทั่งการจัดสรรรายได้ หรือการจัดทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ" แต่ก็มีปัญหาในตัวเอง เช่น หากปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเองตามธรรมชาติ บางครั้งอาจเกิดความ "ล้มเหลว" ขึ้นได้

ตัวอย่าง เช่น ตลาดการผลิตสินค้าสาธารณะ หรือ public goods ซึ่งเป็นตลาดที่รัฐเข้าไปแทรกแซง เพราะหากรัฐไม่แทรกแซง สินค้าสาธารณะก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะภาคเอกชนคง ไม่ลงทุนเนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่มีกำไร

ในทำนองเดียวกัน "การกระจายรายได้" ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผลคือคนที่ด้อยโอกาส คนที่อ่อนแอ อาจตกอยู่ในวงจรของคนที่อ่อนแอ หรือวงจรของคนที่ด้อยโอกาส เช่น คนยากจน หรือแรงงานที่ยากจน ได้รับการศึกษาน้อย ค่าแรงน้อย ยามเจ็บไข้ก็ไม่มีเงินรักษา หรือมีเงินรักษา หมดเงินไปก็จนพอดี เพราะคนที่เข้าไปเป็นผู้เล่นในตลาดมีทั้งคนแข็งแรง คนที่อ่อนแอ

นอกจากเขาจะอยู่ในวงจรคนด้อยโอกาสหรือวงจรความยากจนแล้ว คนยากจน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ยากจน ยังมีความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศ และราคาสินค้าที่เขาขายก็ขึ้นอยู่กับตลาดโลก ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงหลายเรื่อง ถ้าเราปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน ให้เขารับความเสี่ยงเหล่านี้ทั้งหมดทั้งที่เขาเป็นคนด้อยโอกาสอยู่แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้คือวงจรอุบาทว์

ที่ผ่านมา รัฐบาลอาจมองว่า ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร คือ "ปัจจัยการผลิต" ประเภทหนึ่ง แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งในแง่ของความเป็นมนุษย์ ในแง่ความเป็นพลเมือง หรือ citizen กลุ่มคนเหล่านี้ก็ควรอยู่ในข่ายที่รัฐบาลควรจะหาทางช่วยเหลือ

นี่คือเครื่องสะท้อนของความล้มเหลวของกลไกตลาด เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

"นโยบาย ของรัฐ" ในการพัฒนาเศรษฐกิจก็มีส่วนสำคัญทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง พบว่าเป้าหมายส่วนใหญ่ของแผนพัฒนาฯจะเน้นเรื่องการเติบโต และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะมีบางแผนพัฒนาฯที่เริ่มพูดถึงเรื่องความยากจนและการกระจายรายได้บ้าง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีอะไรเป็นรูปธรรม คือพูดเหมือนเป็นเป้าหมายแต่ไม่มีอะไรชัดเจน

ดร.ปราณีตั้งข้อสังเกต ว่า นโยบายรัฐที่มุ่งเน้นการเติบโตและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยไม่ได้มุ่ง เน้นการกระจายรายได้มากนัก เนื่องจากรัฐมุ่งหวังว่าผลของการเติบโตจะไหลรินลงไปสู่เบื้องล่าง ที่เรียกว่า trickle down effect เลยทำให้รัฐบาลไทย ไม่ได้มีนโยบายชัดเจนอะไรในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีทรัพย์สิน การเก็บภาษีมรดก และการดูแลคนยากจน

เพราะฉะนั้นนโยบายพัฒนา เศรษฐกิจของรัฐในช่วง 50 ปี ที่ผ่านมา ถือเป็นความเอียงของนโยบาย นอกจากเอียงในเรื่องนี้แล้วยังเอียงไปพัฒนาอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการพัฒนาเมือง แทนที่จะมุ่งเน้นไปพัฒนาชนบท

นอกจากนโยบาย ของรัฐจะไม่สนใจเรื่องความยากจน และการกระจายรายได้แล้ว "นโยบายของรัฐยังมุ่งเน้นส่งเสริมกลุ่มทุน" เช่น นโยบายการส่งเสริมการลงทุน ที่มีนโยบาย tax holiday คือการเว้นชำระภาษีให้กับนักลงทุนในช่วง 3-5 ปีแรกของการลงทุน ขณะที่ชาวไร่ ชาวนา รัฐบาลอาจอ้างว่ามีมาตรการประกันราคาพืชผล แต่คนที่ได้ประโยชน์คือพ่อค้ากับเกษตรกรรายใหญ่ ส่วน รายย่อยไม่ได้ก็ต้องไปกู้ยืมเงิน สุดท้ายก็ตกอยู่ในวงจรความยากจน

ดร.ปราณียกอีกหลายตัวอย่างที่นโยบายของรัฐมุ่งส่งเสริมกลุ่มทุน ได้แก่ การให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สิทธินำไปลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 5 แสนบาท หรือ 15% ของเงินได้สุทธิ และรัฐบาลไม่เคยคิดเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น แม้แต่ภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (capital gain tax) ก็ไม่มีการจัดเก็บ ซึ่งในต่างประเทศมีการจัดเก็บรวมถึงภาษีที่ดิน และภาษีมรดก ซึ่งพูดกันมากในแวดวงวิชาการ แต่รัฐบาลไม่ค่อยสนใจ ดังนั้นหากรัฐมนตรีคลังปัจจุบันสามารถผลักกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ออกมาได้ จะถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงทีเดียว

ถามว่ารัฐบาลเคยสนับ สนุนแรงงานไหม ? ดร.ปราณีบอกว่ามีน้อยมาก แต่มุ่งไปที่กลุ่มทุนมากกว่า สาเหตุหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จึงเป็นผลมาจากรัฐบาลมุ่งไปส่งเสริมกลุ่มทุนและเจ้าของที่ดิน

แล้วจะ หาทางแก้ไขปัญหาอย่างไร ? ดร.ปราณีเสนอแนะว่า ต้องเริ่มจากการมองปัญหาหลัก ๆ ที่ต้องดูมี 2 ปัญหา คือ ปัญหาความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) คือคนไม่มีรายได้แม้แต่จะประทังชีวิต หรือมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะประทังชีวิต กับปัญหาความเหลื่อมล้ำ (inequality) ของรายได้

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีทางที่ปัญหา ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป และต้องยอมรับว่าคนอาจไม่เท่าเทียมกันบ้าง ด้วยมีหน้าที่ต่างกัน ความรับผิดชอบต่างกัน ความสามารถต่างกัน เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเท่ากันหมด แต่เราสามารถจัดการ ไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำมากจนเกินไปได้

เพราะฉะนั้นทุกรัฐบาลของ ประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงหามาตรการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยการเก็บภาษีจากคนที่มีมากและเอารายได้ของรัฐส่วนนี้ไปใช้จ่ายให้คนที่มี น้อย ดังนั้นถ้าไม่ต้องการให้มีความเหลื่อมล้ำมากเกินไป สังคมต้องยอมให้รัฐเก็บภาษีมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจะได้มีงบประมาณ รายจ่ายมากขึ้น แต่ต้องใช้เวลา

"การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะทำทันที ทันใดในระยะสั้นคงยาก ต้องใช้เวลาค่อย ๆ ทำ แต่ในระยะสำคัญเร่งด่วนควรมุ่งไปที่การแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นทางออกที่ประเทศ อื่น ๆ เขาทำกันง่ายนิดเดียวคือ ปิดช่องว่างของความยากจน" ดร.ปราณีเชื่อในแนวคิดนี้

เนื่องจากขณะ นี้ รัฐบาลมีกำลังที่จะทำได้แล้ว โดยเมื่อดูเส้นความยากจนทั้งประเทศเฉลี่ยในปี 2550 อยู่ที่ 1,443 บาท/คน/เดือน คำนวณจากต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายของปัจเจกบุคคลในการได้มาซึ่งอาหาร สินค้าจำเป็น พื้นฐานในการดำรงชีวิต ถ้าคิดเป็น 1 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 17,244 บาท/คน/เดือน ดังนั้นถ้าใครมีรายได้ต่ำกว่า 17,244 บาท/คน/ปี จะถูกจัดว่าเป็นคนจน ซึ่งในปี 2550 มีจำนวน 5.4 ล้านคน ลดลงมาจากปี 2533 ที่มีจำนวนถึง 18.4 ล้านคน

ดังนั้นถ้าเราจะช่วยเหลือคนยากจน ทั้งหมดให้มี รายได้ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน เราก็เอารายได้ 17,244 คูณจำนวนคน 5.4 ล้านคน (คำนวณขั้นสูง สมมติเขามีรายได้เป็นศูนย์) ออกมาเป็นจำนวนเงิน 93,117 ล้านบาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2551 ตั้งรายจ่ายไว้ที่ 1.66 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นจำนวนเงินที่ต้องช่วยเหลือ 93,117 ล้านบาท จะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5.6% ของงบประมาณรายจ่าย หรือ 1.1% ของจีดีพี แต่หากเป็นเมื่อปี 2533 จะต้องใช้เงินช่วยเหลือจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นภาระรัฐบาลมากเกินไป

"ขณะ นี้เราอยู่ในวิสัยที่ปิดความยากจนได้ เพียงแต่เราจะทำอย่างไรไม่ให้มีผลเสียต่อวินัยเรื่องการทำงาน ดังนั้นต้องออกแบบการช่วยเหลือที่จะลดความเสี่ยงการใช้ชีวิตของเขา" นี่คือหลักคิดที่ ดร.ปราณีเห็นว่า รัฐบาลต้องคิดหารูปแบบให้เขาหลุดออกจากวงจรอุบาทว์ที่เกิดจากกลไกตลาด หรืออย่างน้อยให้เขามีความหวังในอนาคต ว่าอย่างน้อยลูกเขาได้เรียน มีการศึกษาดี มีโอกาสทำงานดี คนเราต้องมีความหวัง

แต่ในหลักการ ดร.ปราณีเสนอว่าจะแก้ปัญหาความยากจน ต้องแบ่งประชากรเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มแรกคือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เช่น คนเกษียณที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คนแก่ที่ยากจน ไม่มีเงินออม ถูกลูกหลานทอดทิ้ง (ดูสกู๊ปชีวิตทางทีวี) คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จริง ๆ และเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจน

กลุ่ม แรกนี้ต้องช่วยอย่างเร่งด่วนที่สุด และควรทุ่มไปที่เขา โดยเฉพาะเด็ก เราต้องดูแลเขาเพราะเขาคืออนาคตของชาติ ต้องช่วยเรื่องอาหาร ยารักษาโรค การศึกษา ทุกอย่างต้องทุ่มให้เขา เพราะเขาจะได้โตเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีสุขภาพดี มีการศึกษาดี แม้พ่อแม่เขาจะยากจน แต่ตัวเขาจะหลุดออกจากวงจรความยากจนได้

กลุ่มที่สอง คือผู้ชายหรือผู้หญิงที่ทำงานได้ ควรต้องสนับสนุนให้เขาทำงาน ปัจจุบันเขามีระบบ workfare แทนที่จะเป็น welfare คือต้องทำงานถึงจะได้เงิน ตรงนี้จะให้เอกชนจ้าง เขาก็จ้างเท่าที่ได้กำไร เขาคงไม่จ้างงานเพื่อช่วยเหลือใคร ก็หนีไม่พ้นรัฐบาลต้องทำในเรื่องนี้ แต่การช่วยคนที่ทำงานได้ต้องมีเงื่อนไข เขาเรียกว่าการโอนเงินให้แบบมีเงื่อนไข ซึ่งประเทศเม็กซิโกเขาทำกัน

ดร.ปราณี บอกว่า มีตัวอย่างในประเทศอินเดีย เขามีการจ้างงานในชนบท เพื่อช่วยเกษตรกรที่ถูกกระทบในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ช่วงนี้จะทำให้รายได้เขาตกต่ำกว่าเส้นความยากจน เมื่อมีการจ้างงานนอกฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะช่วยให้เขามีรายได้เข้ามา และอินเดียยังมีมาตรการประกันการจ้างงาน 100 วัน/ปี ทำให้อย่างน้อยเขามีงานปีละประมาณ 5 เดือน และมีรายได้ แต่ต้องมีระบบที่ตรวจสอบได้ว่าเขามีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งยากเหมือนกันที่จะออกแบบระบบตรงนี้ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องคิดรูปแบบโครงการจ้างงานในชนบท

แต่ทำแค่นี้ไม่ พอหรือไม่ ? ดร.ปราณีมองว่า การช่วยแค่คน 5.4 ล้านคนยังไม่พอ เพราะคนอีก 5.5 ล้านคนที่เกือบยากจน มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนไม่มากก็มีความเสี่ยง ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ตรงนี้คือ ต้องมี social safety net คือมีตาข่ายทางสังคมรองรับ เช่น ตกงาน ถ้าไม่มีตาข่ายรองรับก็อาจมีปัญหา จากคนเกือบยากจนกลายเป็นคนจนทันที แต่ถ้ามีตาข่ายรองรับอาจยังลุกขึ้นไปต่อได้ เรื่องเหล่านี้ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่เขามีกัน เช่น การประกันการว่างงาน เป็นต้น

"ทำแค่นี้ให้ได้ถือว่าเก่งมากแล้ว แต่อาจจะทำได้ช้า แต่ถ้าทำได้เลย ก็หยุดความจนได้ทันที" ดร.ปราณีระบุ

จะ เห็นว่าการแก้ปัญหาความยากจน ส่วนใหญ่ใช้มาตรการการคลัง หรือใช้นโยบายการคลังเป็นหลัก แล้วบทบาทนโยบายการเงินจะมีส่วนช่วยได้หรือไม่ ดร.ปราณีมีคำตอบในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ

โดยมีความเห็นว่า นโยบายการเงิน แม้จะไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการกระจายรายได้และแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นเหตุผลที่รับได้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้ดำเนินนโยบายการเงินต้องไม่ลืมว่า นโยบายการเงินมผลกระทบต่อการจ้างงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เนื่อง จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วยให้เกิดการจ้างงาน มีผลในการช่วยลดจำนวนคนจน เวลาที่มีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ คนที่มักว่างงานอันดับแรกคือแรงงานไร้ฝีมือ กับพ่อค้าแผงลอยหาบเร่ เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนจนจะถูกกระทบมาก ดังนั้นผู้ดำเนินนโยบายต้องพึงคำนึงไว้เสมอว่า นโยบายการเงิน ส่งผลกระทบต่อคนยากจน โดยเฉพาะกรณีประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมที่ดีพอเหมือน ประเทศพัฒนาแล้ว เขาก็ต้องยิ่งคำนึงถึงให้มาก

"ยอมรับว่านโยบาย การเงินไม่ใช่นโยบายที่จะดูแลการกระจายรายได้ และแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะเขาต้องเน้นดูแลเสถียรภาพ แต่ควรคำนึงว่านโยบายการเงินส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนจน ดังนั้นต้องคำนึงถึงผลกระทบตรงนี้ด้วย" นี่คือสิ่งที่ ดร.ปราณีตอกย้ำให้ผู้มีบทบาทหน้าที่ดำเนินนโยบายการเงินพึงระวังไม่ใช่ห่วง แต่เงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว

ธ.ก.ส.จ่ายสินไหมประกันภัยข้าวโพดกว่า 4 ล้าน

ธ.ก.ส. ร่วม บริษัทประกันภัย มอบค่าสินไหมทดแทนกว่า 4 ล้านบาท แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยแล้ง ตามโครงการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นประธานในพิธีมอบค่าสินไหมทดแทนจำนวนกว่า 4 ล้านบาท ให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในโครงการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิ อากาศสำหรับการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายปราโมทย์ นนทะโคตร รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา และผู้แทนสำนักงาน คปภ. ร่วมเป็นสักขีพยาน

นาย ปราโมทย์ นนทะโคตร รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานโครงการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศ สำหรับการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553 ว่า ได้มีพื้นที่ทำประกันภัยทั้งหมด 7 จังหวัด ประกอบด้วย น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และนครราชสีมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 3,194 ราย จำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่ทำประกันภัยจำนวน 60,688 ไร่ โดยเกษตรกรจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไร่ละ 100 บาท รวมเบี้ยประกันภัยที่จ่ายไปเป็นจำนวนเงิน 6,068,800 บาททั้งนี้หากผลผลิตได้รับความเสียหายจากปัญหาภัยแล้งโดยสิ้นเชิง เกษตรกรทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการ จะมีทุนประกันภัยสูงสุด 72,142,823 บาท การประกันภัยพืชผลในครั้งนี้มีบริษัทประกันภัยเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 7 บริษัท คือ ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย สินมั่นคงประกันภัย ประกันภัยไทยวิวัฒน์ วิริยะประกันภัย นวกิจประกิจประกันภัย เทเวศประกันภัย และไทยรับประกันภัยต่อ

สำหรับเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเข้าร่วมในโครงการ ประกันภัยพืชผลในเขตพื้นที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีจำนวน 863 ราย พื้นที่ที่ทำประกันจำนวน 16,614 ไร่ โดย เกษตรกรได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไปทั้งสิ้น 1,661,400 บาท ซึ่งช่วงที่ผ่านมาปรากฎว่าดัชนีชี้วัดปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ดังกล่าว ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ถือเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ในช่วงระยะเวลาเพาะปลูกที่ 1 และระยะเวลาเพาะปลูกที่ 2 ดังนั้นเกษตรกรจึงได้รับเงินชดเชยในรูปของค่าสินไหมทดแทนจำนวน 4,326,452 บาท ซึ่งธ.ก.ส.และบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการได้จัดพิธีมอบค่าสินไหม ทดแทน โดยมีผู้แทนจากบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด เป็นผู้มอบค่าสินไหมทดแทนให้กับตัวแทนเกษตรกรผู้ทำประกันภัยและประสบภัยใน ครั้งนี้

นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า ปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบันส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วจนยากจะคาดเดา ซึ่งการทำประกันภัยพืชผล เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเพาะปลูกให้กับเกษตรกร เพราะหากเกิดผลกระทบจากภัยธรรมชาติดังกล่าวเกษตรกรก็จะมีเงินมาชดเชยความ เสียหายที่เกิดขึ้น และสามารถนำเงินดังกล่าวไปลงทุนเพาะปลูกใหม่ โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาลงทุนอีก ถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระและลดปัญหาด้านหนี้สินในภาพรวมของเกษตรกรได้

ชาวนายังได้เฮ พณ.ชงยืดเวลาใช้สิทธิประกันรายได้อีก

พณ. ชงยืดเวลาชาวนาใช้สิทธิประกันรายได้อีกรอบ ทุกภาคเว้นภาคใต้สิ้นสุด31 ส.ค. ส่วนภาคใต้สิ้นสุด15 ธ.ค. 53 ...

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 ส.ค. กระทรวงพาณิชย์ เสนอให้ ครม.พิจารณา เรื่องการทบทวนระยะเวลาการใช้สิทธิชดเชยส่วนต่างราคาข้าวโครงการประกันราย ได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2252/53 รอบที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2553 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2553 โดยขอความเห็นชอบ ดังนี้ 1. ขอความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิของเกษตรกรโครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ในพื้นที่ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ที่ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 15 เมษายน 2553 จากสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2553 และในพื้นที่ภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 จากสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 15 ธันวาคม 2553

2. ขอความเห็นชอบให้ผ่อนผันการขยายระยะเวลาการขึ้นทะเบียนของเกษตรกรผู้ปลูก ข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ในพื้นที่ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ จากภายในวันที่ 15 เมษายน 2553 เป็นภายในวันที่ 30 เมษายน 2553 พร้อมทั้งขยายเวลาการใช้สิทธิของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 – 30 เมษายน 2553 จากสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 15 กันยายน 2553 3. ขอความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการทำสัญญาของ ธ.ก.ส. โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 จากสิ้นสุดวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ภาคใต้จากสิ้นสุดวันที่ 30 สิงหาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2553