สิทธิเกษตรกร และชุมชน

อัดสูตรทำโลกร้อนรังแกคนจน-30คดี 17ล้าน

"ธีรยุทธ-เดชรัตน์"ชี้สูตรคำนวนค่าโลกร้อนรังแกคนจน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯเผยรายย่อยโดนฟ้องแพ่ง-อาญารุกป่า 131คดี 500คน คดีโลกร้อน 30คน17ล้าน

จากเวทีสัมมนาวิชาการ "การคิดค่าเสียหายคดีความโลกร้อน : นัยทางวิชาการและกระบวนการยุติธรรม" จัดโดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) มีชาวบ้านที่ถูกผลกระทบจาก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) คิดค่าเสียหายทางแพ่งข้อหาทำโลกร้อนกว่า 100 คนเข้าร่วม

นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย กล่าวปาฐถกาตอนหนึ่งว่า จากการติดตามวิธีการคิดค่าเสียหายทางแพ่ง หรือฟ้องเกษตรกรในข้อหาโลกร้อน ไม่ได้ใช้หลักของวิทยาศาสตร์และสังคมมาใช้ เนื่องจากรัฐมองข้ามต้นตอ และมองรากเหง้าเดิมของปัญหา ซึ่งเกิดจากอำนาจในสังคมที่ไม่สมดุลและไม่เป็นธรรม ที่มีสาเหตุจากการพัฒนา ทำให้คนจนเป็นเหยื่อของกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้น

ขณะที่รัฐก็เป็นเหยื่อของความรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ คือยอมรับการพัฒนาจากโลกตะวันตกโดยไม่ได้นำปรับใช้ให้สอดคล้องกับแต่ละสังคม ซึ่งไม่เพียงแต่ปัญหาการรุกป่าแก้ไม่จบ แต่ยังรวมถึงปัญหาในสังคมเมือง สลัม ทุนนิยม ดังนั้นตราบใดรัฐยังกระจายอำนาจไม่เต็มที่ก็จะเกิดปัญหา นำมาสู่การปฎิรูปประเทศที่ต้องมองปัญหาด้วยความเข้าใจปัญหาร่วมกัน

"ส่วนเกณฑ์เรียกค่าเสียหายคดีโลกร้อน ที่ครอบคลุมแค่เรื่องดิน น้ำ ต้นไม้ โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนขึ้น โดยนำไปเทียบกับการใช้เครื่องปรับอากาศมาหารว่าจะทำให้อากาศเย็นลงเท่ากับมี ป่านั้น ไม่รู้ใช้หลักการอะไรมาคิด แต่เข้าใจว่าเป็นวิธีคิดแบบตั้งใจโง่มากกว่า เพราะแม้แต่ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ยังมองไม่ออกเลยออกมาแบบนี้ได้อย่างไร เขาควรต้องมีรายละเอียดและทำการบ้านมากกว่านี้"

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่ายังมีวิธีคิดอีกหลายสิ่งที่ราชการจะมองอย่างเข้าใจถึงความ ยุติธรรมเชิงประวัติศาสตร์ เชิงสังคม เชิงเศรษฐกิจ และเอาสภาพความเป็นอยู่ขณะปัจจุบันมาพิจารณา เพราะถ้าเกษตรกรที่ทำไร่เล็กๆ ยังเป็นผู้ก่อโลกร้อน คนในสังคมทุกภาคส่วนก็ต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งในข้อเท็จจริงแม้แต่กติกาโลกที่บังคับใช้ จีนเองก็ไม่ยอมรับ เพราะถือว่าชาติตะวันตกพัฒนาอุตสาหกรรมานานแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบก่อน

"ส่วนตัวผมไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนรุก ป่า แต่รัฐต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนถูกต้อง พิจารณาที่ต้นตอของปัญหา เพราะปัญหาคนจนล้วนแล้วแต่เกิดจากความผิดพลาดจากกระบวนการพัฒนา ทั้งนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมรายละเอียดข้อมูลปัญหาต่างๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมเปิดแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ชุดใหญ่อีกครั้งในเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ ต้องให้โอกาสคณะกรรมการทำงานและมีความคืบหน้าสักระยะหนึ่งก่อน จึงจะวิพากษ์ได้ ที่ผ่านมายอมรับว่ามีคนเรียกร้องให้แสดงความเห็นค่อนข้างมาก แต่ผมขอรวบรวมข้อมูลอีกสักพักหนึ่งก่อน" นายธีรยุทธ กล่าว

น.ส.บัณฑิตา อย่างดี จากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย(คปท.) กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลคดีความล่าสุดในปี 2553 โดยทีมทนายความของเครือข่ายฯ พบสมาชิกถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าของรัฐ ครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทั้งหมด 131 คดี จำนวน 500 รายจากทั่วประเทศ และจำแนกสมาชิกที่ถูกดำเนินคดีความทางแพ่ง ตามมาตรา 97 ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม 2535 หรือข้อหาทำให้โลกร้อน รวม 30 รายมูลค่าความเสียหายรวม 17 ล้านบาท

ขณะนี้ อยู่ระหว่างการบังคับคดี 1 ราย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระค่าเสียหาย 1 รายและกำลังจะขึ้นศาลเพื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 3-6 ส.ค.นี้รวม 16 ราย ซึ่งคปท.เห็นว่ากรมอุทยานฯ เลือกฟ้องเฉพาะเกษตรกรรายย่อย และไม่มีวิธีการคิดค่าเสียหายที่ไม่เป็นธรรม

ด้าน นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การจัดทำแบบจำลองการคิดมูลค่าความเสียหายของกรมอุทยานฯ เป็นการใช้เศรษฐศาสตร์ที่ไร้เศรษฐธรรม กล่าวคือมีการคิดค่าเสียหายแบบเลือกปฏิบัติกับเกษตรกรรายย่อย ไม่ได้คิดกับนายทุนที่ครอบครองที่ดินจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังคิดค่าเสียหายเฉพาะส่วนที่มีการใช้ที่ดินสำหรับเพาะปลูกพืชไร่ แต่ขาดมองวิถีชีวิตโดยรวม เช่น พื้นที่บ้านห้วยกณฑา ชาวบ้านดูแลป่า 5 พันไร่ แต่ถูกจับเพราะปลูกข้าวโพด 5 ไร่เป็นต้น ตนมองว่าเป็นการใช้เทคนิคทางกฎหมาย ที่สำคัญไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการสำรวจข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ เนื่องจากมีการสร้างแบบประเมินค่าเสียหายเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปไว้แล้ว เพียงแค่กรอกข้อมูลเข้าไป ทั้งนี้ในภาพรวมถือว่าเป็นข้อบกพร่องและขาดความสมบูรณ์ทางเทคนิควิชาการ และเป็นการเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม จึงเสนอให้กรมอุทยานต้องยกเลิกแบบจำลองนี้

คลังหวั่นช่วยหนี้เน่าเกษตรกรจะส่งเสริมวัฒนธรรมเบี้ยวหนี้

คลังหนุน ธ.ก.ส. ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความเรื่องช่วยลูกหนี้เน่ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนา เกษตรกร ที่มีหลักประกันคุ้มมูลหนี้ หวั่นส่งเสริมวัฒนธรรมเบี้ยวหนี้

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกร โดยการลดภาระหนี้ 50% ให้กับสมาชิกที่มีภาระหนี้สินไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท และต้องเป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลก่อนวันที่ 31 ธ.ค. 2552 ซึ่งขณะนี้มีปัญหากรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาพิจารณา กรณีที่ลูกหนี้มีหลักทรัพย์ ค้ำประกันมากกว่ามูลหนี้ ซึ่ง ธ.ก.ส. ไม่สามารถตัดเป็นหนี้สูญได้

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า การยกหนี้ให้กับเกษตรกรที่มีหลักประกันคุ้มมูลหนี้หรือสูงกว่ามูลหนี้ จะยิ่งเป็นการส่งเสริมเรื่องพฤติกรรมการเบี้ยวหนี้ เป็นการส่งเสริมให้คนที่มีความสามารถในการชำระหนี้พากันไม่จ่ายหนี้ ทำให้เสียวินัยในการชำระเงิน

“คลังลงความเห็นว่า หากให้เดินหน้าโครงการนี้กับ ธ.ก.ส. ต่อ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมการเลียนแบบที่ไม่ดี ซึ่งที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังเองก็พยายามเจรจาต่อรอง เพื่อลดเงื่อนไขพิเศษที่เสนอขอความช่วยเหลือเกษตรกรแบบที่มากเกินไปแล้ว” นายสถิตย์ กล่าว

ดังนั้น เงื่อนไขในโครงการแก้หนี้ เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในช่วงผ่อนชำระอยู่ที่ระดับเอ็มอาร์อาร์ลบ 3% ของเงินต้นที่เหลือ 50% โดยดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจะได้รับการลดทั้งหมดเมื่อเกษตรกรลูกหนี้ได้ชำระ หนี้งวดสุดท้ายแล้วเมื่อครบ 15 ปี และกรณีที่เกษตรกรผิดนัดชำระหนี้เกิน 90 วัน นับจากวันครบกำหนดชำระ ธนาคารสามารถดำเนินคดีตามปกติได้ และเกษตรกรลูกหนี้รายนั้นต้องรับภาระหนี้ทั้งหมดที่จะถูกเรียกเก็บ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่พักไว้ตามเดิม รวมทั้งดอกเบี้ยที่ยังไม่เรียกเก็บด้วย

ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ยืนยันให้ ธ.ก.ส. นำเรื่องดังกล่าวส่งให้กฤษฎีกาตีความ เพื่อให้สามารถตัดภาระหนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ตามมติ ครม.
สำหรับ ลูกหนี้เสียของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ทั้ง 4 ธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีทั้งสิ้น 8 หมื่นราย เป็นลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. จำนวน 5.2 หมื่นราย รวมมูลหนี้ทั้งหมด 1.1 หมื่นล้านบาท และเป็นลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเกินมูลหนี้ มีสัดส่วนถึง 80% ของลูกหนี้ที่รับมาดูแล หรือเป็นมูลหนี้ 8,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่นำหลักทรัพย์ที่ดินมาเป็นหลักประกันจำนอง

ชงครม.อุ้มเกษตรกรประกันรายได้ถาวร

พาณิชย์เสนอ ครม.สัปดาห์หน้า ทำโครงการประกันรายได้ถาวร หวังสร้างความมั่นใจเกษตรกร เล็งดึงธนาคารรัฐจ่ายชดเชย นอกเหนือเพิ่ม พร้อมทำแผนระยะสั้นยาวรับมือราคาข้าวตก

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า จะเสนอให้รัฐบาลเห็นชอบทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรแบบถาวร เพื่อช่วยเหลือด้านรายได้ให้กับเกษตรกรตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวง พาณิชย์ดำเนินการ จากปัจจุบันจะต้องนำเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติทุกครั้งก่อนดำเนินการ

สำหรับรายละเอียดจะครอบคลุมหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพการออกหนังสือรับรองเกษตรกร ที่ในอนาคตรัฐบาลต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มากขึ้น จากปัจจุบันดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พร้อมจะระบุถึงชนิดสินค้าที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการประกันรายได้ ปริมาณและคุณภาพสินค้า โดยต้องกำหนดราคาประกันรายได้ให้เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า ส่วนระบบจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรจะเพิ่มธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน มาจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร จากปัจจุบันจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เท่านั้น ที่สำคัญจะมีระบบตรวจสอบ ติดตามป้องกันการทุจริต ส่วนสินค้าเกษตรที่น่าห่วงขณะนี้ คือข้าวที่ปัจจุบันราคายังไม่ปรับขึ้น“รัฐบาลอยากให้มีกลไกการประกันรายได้ แบบถาวรในการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อจะได้กำหนดงบประมาณประจำในการดำเนินงานได้ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรได้ว่า ขณะเดียวกัน เกษตรกรก็สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ คาดว่าน่าจะผ่านความเห็นชอบจากครม. และเริ่มต้นได้โครงการรับประกันข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ปี 2553/54” นายยรรยงกล่าว

นายยรรยง กล่าวว่า ขณะนี้ เป็นห่วงราคาข้าวเปลือกในประเทศยังไม่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรองรับ หากเริ่มต้นโครงการประกันรายได้รอบใหม่แล้วราคาข้าวไม่ดีขึ้น โดยจะตั้งโต๊ะรับซื้อทันทีหากราคาจะลดลงต่ำกว่าราคาที่กำหนด ซึ่งจะรับซื้อไม่จำกัดปริมาณจนกว่าราคาจะขึ้นถึงจุดที่กำหนด ซึ่งราคาที่จะรับซื้อจะต่ำกว่าราคาประกัน แต่อาจใกล้เคียงราคาตลาด เพราะราคาประกันคำนวณจากราคาต้นทุนการผลิต บวกกำไรให้เกษตรกรอีก 40% ด้านแผนระยะยาว กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างกำหนดยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย โดยวางเป้าหมายขายข้าวให้ได้ราคาดี ไม่เน้นปริมาณ เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ที่ส่งออกได้ปีละประมาณ 2.73 ล้านตัน จะตั้งเป้าราคาขายให้ได้ตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐซึ่งรายได้จากการส่งออกที่ควรจะเป็นอยู่ที่ 2,730 ล้านเหรียญสหรัฐ ข้าวขาว ส่งออกปีละ 3.3 ล้านตัน มูลค่าที่ควรจะได้ประมาณ 1,900-2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องแบ่งแยกตลาดข้าวของไทยกับตลาดคู่แข่ง อย่างเวียดนามให้ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่ขายแข่งในตลาดเดียวกัน ส่วนข้าวคุณภาพดี อย่างข้าวหอมมะลิ ก็ต้องขายตลาดบน เช่น สหรัฐฯ ฮ่องกง สิงคโปร์ ตะวันออกกลาง ฯลฯ คาดจะแล้วเสร็จ และเสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาได้ในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวไทยที่ยังตกต่ำทั้งที่ในเดือนก.ค.นี้ราคาน่าจะสูงขึ้น หลังจากที่ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2553 จะออกสู่ตลาดหมดแล้ว และผลผลิตข้าวโลกลดลง จากปัญหาโลกร้อน และเพลี้ยระบาด อาจเป็นเพราะตลาดส่งออกยังซบเซา ผู้ซื้อยังชะลอซื้อเนื่องจากรอซื้อข้าวราคาถูกจากการระบายข้าวในสต๊อกของ รัฐบาลไทย และบางส่วนหันไปซื้อข้าวใหม่ราคาถูกของเวียดนาม ทำให้ผู้ส่งออกไทยแทบไม่มีคำสั่งซื้อ ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดตกต่ำลง ล่าสุดข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 7,800-8,000 บาท จากก่อนหน้า 8,000-9,000 บาท ข้าวหอมปทุมธานีตันละ 1-1.2 หมื่นบาท จาก 1.45 หมื่นบาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 1.3-1.5 หมื่นบาท

ราคาอ้างอิง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์รับเงินชดเชยรายได้จากรัฐบาล วันที่ 26ก.ค.-1ส.ค.2553 นั้น ข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 7,788 บาท จ่ายชดเชย 2,212 บาทจากราคาประกัน 1 หมื่นบาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 10,556 บาท ชดเชย 444 บาท จากราคาประกัน 1.1 หมื่นบาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 15,383 บาท ไม่ชดเชยเพราะสูงกว่าราคาประกัน 9,500 บาท

ธ.ก.ส.ชงกฤษฎีกาอุ้มหนี้เกษตรกร

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธ.ก.ส.เห็นชอบแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้เกษตรกร ที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อปฏิบัติตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 และ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยการให้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง คือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารกรุงไทย ตัดภาระหนี้สำหรับลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เหลือ 50% โดยให้ชำระเพียงครึ่งหนึ่งของยอดหนี้เดิม แต่มีเงื่อนไขต้องชำหนี้ที่เหลือตรงตามกำหนดตลอดเวลา 15 ปี ซึ่งการตัดหนี้สูญของธ.ก.ส.เพื่อคุ้มครองอำนาจการลงมติของคณะกรรมการต้องส่ง เรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อน

ทั้งนี้ ลูกหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูทั้ง 4 ธนาคารของรัฐมีทั้งสิ้น 80,000 ราย เป็นลูกหนี้ของธ.ก.ส. 52,000 ราย รวมมูลหนี้ 11,000 ล้านบาท และเป็นลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเกินมูลหนี้มีสัดส่วนถึง 80% ของลูกหนี้ที่รับมาดูแล หรือเป็นมูลหนี้ 8,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่นำหลักทรัพย์ที่ดินเป็นหลักประกันจำนอง จากนั้นจะได้นำข้อสรุปเสนอที่ประชุม ครม. พิจารณาให้การชดเชยภาระหนี้ดังกล่าวให้กับธ.ก.ส. 4,000 ล้านบาท

ชงครม.อุ้มชาวนาตลอดชาติ

ทุ่มประชานิยมสุดตัว ออมสิน-กรุงไทยร่วม

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาเห็นชอบการทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรแบบถาวร เพื่อช่วยประกันรายได้แก่เกษตรกรระยะยาว ตามนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ ซึ่งเป็นการสร้างความชัดเจน รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันการดำเนินโครงการต้องเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติก่อนดำเนินการทุกครั้ง

“รัฐบาลอยากให้มีกลไกการประกันรายได้แบบถาวรในการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อจะได้กำหนดงบประมาณประจำในการ ดำเนินงานได้ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ กับเกษตรกรได้ว่า รัฐบาลมีทิศทางที่ชัดเจน ในการช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน เกษตรกร ก็สามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ เช่น รัฐบาลจะไม่รับประกันราคาข้าวอายุสั้น เกษตรกรก็จะเลิกผลิตข้าวอายุสั้น คุณภาพต่ำ หันมาเพาะปลูกคุณภาพดีแทน เป็นต้น คาดว่า น่าจะผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และเริ่มต้นดำเนินการได้โครงการรับประกันข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลใหม่ปี 53/54”

สำหรับรายละเอียดโครงการประกันรายได้ถาวรที่กระทรวงพาณิชย์จัดทำจะครอบคลุม หลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพการออกหนังสือรับรองเกษตรกร ที่ในอนาคต รัฐบาลต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มากขึ้น จากปัจจุบันที่ดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ระบุถึงชนิดสินค้าที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการประกันรายได้ ปริมาณ และคุณภาพสินค้า โดยต้องกำหนดราคาประกันรายได้ให้เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า ส่วนระบบการจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรจะมีการเพิ่ม ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ในการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกร จากปัจจุ บันที่จะจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เท่านั้น ที่สำคัญจะมีระบบตรวจสอบ และติดตามการดำเนินการตามโครงการ เพื่อป้องกันปัญหาทุจริต

นายยรรยงกล่าวต่อว่ากระทรวงพาณิชย์ ยังเตรียมมาตรการรองรับปัญหาราคาข้าวเปลือกในประเทศทรงตัวในระดับต่ำ โดยหากเริ่มต้นโครงการประกันรายได้รอบใหม่แล้วราคาข้าวไม่ดีขึ้นจะตั้งโต๊ะ รับซื้อทันที และรับซื้อไม่จำกัดปริมาณจนกว่าราคาจะดีขึ้นถึงจุดที่กำหนด สำหรับราคาที่รับซื้อจะต่ำกว่าราคาประกัน แต่อาจใกล้เคียงราคาตลาด เพราะราคาประกันคำนวณจากราคาต้นทุนการผลิต บวกกำไรให้เกษตรกรอีก 40%

ส่วนการแก้ไขในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการกำหนดยุทธศาสตร์ตลาดข้าวไทย โดยวางเป้าหมายขายข้าวให้ได้ราคาดี ไม่เน้นปริมาณ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกได้ปีละประมาณ 2.73 ล้านตัน จะตั้งเป้าราคาขายให้ที่ตันละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรายได้จากการส่งออกที่ควรจะเป็นอยู่ที่ 2,730 ล้านดอลลาร์ฯ ข้าวขาวส่งออกปีละ 3.3 ล้านตัน มูลค่าที่ได้รับประมาณ 1,900-2,000 ล้านดอลลาร์ฯ เป็นต้น และต้องแยกตลาดข้าวของไทยกับคู่แข่งอย่างเวียดนามให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ถูกตัดราคาขาย เช่น ข้าวคุณภาพดี อย่างข้าวหอมมะลิ ต้องขายตลาดบน เช่น สหรัฐ ฮ่องกง สิงคโปร์

วิพากษ์ผลงานโบว์แดง “แก้หนี้นอกระบบ” รัฐบาลอภิสิทธิ์

แทบทุกครั้งที่เอ่ยถึงผลการทำงานที่ผ่านมา รัฐบาลจะหยิบยกนโยบายปรับโครงสร้างหนี้หรือ “การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ” ขึ้นมาชื่นชมว่าเป็นผลงานเด่น ล่าสุดบอกว่า “ประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่มีการแก้ปัญหาหนี้สินมา” โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนพาไปมองในมุมที่แตกต่างๆจากนักคิด นักวิชาการ ชาวบ้าน

วันอาทิตย์ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ โชว์ว่าการ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่มีการแก้ปัญหาหนี้สินมา เป็นการเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชนที่เดือดร้อนที่สุดในประเทศ โดยแก้ไขไปแล้ว 2 แสนกว่าราย และกำลังแก้ปัญหาลูกหนี้ไม่มีคนค้ำประกัน โดยอาจให้สถาบันรัฐช่วยค้ำประกัน เพื่อช่วยเหลือให้ได้อีก 2 แสนรายภายในสิ้นเดือนนี้ และจะมีโครงการต้นกล้าอาชีพเข้าไปส่งเสริมเรื่องรายได้ รวมทั้งติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารายที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วสามารถประกอบอาชีพ ลดภาระหนี้สินได้มากน้อยแค่ไหน

ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายหลักสูตรอบรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชน ของสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยวิจารณ์นโยบายแก้หนี้นอกระบบที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่ว่า “เป็นแค่ลิเกตบตา”
“ที่ทำอยู่นี่มันเล่นลิเก ที่มาจดทะเบียนนี่นะ ธกส.ไปเรียกมา ปรากฏ 1 ใน 3 เป็นพวกหนี้ดีของ ธกส. ดอกเบี้ยก็ไม่แพง ผ่อนก็ได้ พอบอกจดทะเบียนก็เอ้ยฟรีนี่หว่า ก็จะเอา ที่ถูกแล้วเนี่ยรัฐไม่ควรจะเข้าไป คือถ้าเข้าไปแล้วได้ข้อมูลจริงมันก็เป็นการช่วยจริง ข้อมูลจริงพวกกู้นอกระบบอยู่ที่มหาดไทย ถ้ามหาดไทยเอาด้วยก็พอหาได้ แล้วฟาดจริงๆคือเจอนายทุน จับจริงลงโทษจริง เพราะเอาเปรียบคนอื่น กฎหมายมันมี มีมาตรการจัดการ แล้วกำหนดเลยว่าจังหวัดไหนทำได้มาก ถ้าทำจริงแป๊บเดียวก็หมด”

ส่วนการแก้ปัญหาผู้กู้ หม่อมอุ๋ยเสนอให้มีการชำระสะสางปัญหาการจัดการแล้วนำ “กองทุนหมู่บ้าน” มาใช้ใหม่ให้มีประสิทธิภาพ

“ใจผมเนี่ยอยู่ที่กองทุนหมู่บ้าน ถ้าเราตั้งกฎไว้ให้แข็ง เพราะพวกนี้ผู้ใหญ่บ้านเขารู้ว่าใครตัวจริง แล้วให้ไปหากองทุนหมู่บ้าน เขาจะจัดการกันเอง คนเกเรเขาไม่ให้กู้อยู่แล้ว เขารู้นิสัยกัน รู้พ่อมันโกง แม่มันโกง นั่นเป็นจุดแข็ง ทำไมเราต้องเอากระบวนการตรงกลางลงไปให้มันเป็นช่องว่าง”

อ.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาให้มุมมองต่อนโยบายนี้กับสื่อว่า การ ประกาศปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เป็นการส่งสัญญาณให้เกษตรกรที่เป็นหนี้ไม่ยอมปรับตัวและสร้างหนี้ต่อ เพราะคิดว่ารัฐบาลต้องช่วยเหลือ ทั้งนี้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร แต่ต้องมีกระบวนการที่รัดกุมรอบคอบมากกว่านี้

“การช่วยเหลือขนาดยกหนี้ให้เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องดูสาเหตุการเกิดหนี้ เช่น หากเป็นผลพวงความผิดพลาดรัฐบาลในการทำโครงการต่างๆหรือปัญหาภัยแล้ง แต่ถ้าเป็นหนี้เพราะความผิดเกษตรกรเอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับวิธีป้องกัน เช่น การขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรที่มักมีปัญหากู้หนี้ยืมสิน”

อ.นิพนธ์ ยังเป็นห่วงว่าการจัดงบประมาณฝึกอบรมฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรจะสูญเปล่า เพราะที่ผ่านมาก็มีโครงการลักษณะนี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และมีปัญหาเงินรั่วไหล

“วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือ หน่วยราชการอย่าเข้าไปยุ่ง ควรให้ชุมชนดำเนินการเอง เพราะจะมีระบบตรวจสอบกันเองและมีความหลากหลาย”

รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ต้องหาสาเหตุการเป็นหนี้ว่าอยู่ตรงไหนแล้วแก้ให้ถูกจุด ไม่ใช่ใครมีหนี้แล้วรัฐจ่ายให้ก็จบ เพราะคน เป็นหนี้เพราะภาวะการใช้จ่ายเกินตัวกับชาวนาที่เป็นหนี้เพราะน้ำท่วมนาข้าว ล้มตาย เป็นเหตุผลที่ต่างกัน แต่ขณะนี้นักการเมืองชอบความง่าย อะไรที่ทำแล้วได้เสียงมากมักทำแบบนั้น ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เรื่องนี้จำเป็นต้องทำ แต่ต้องทำให้ถูกจุด เสนอ 2 แนวทางใหญ่คือ 1.ปลดหรือเปลื้องหนี้ เพราะบางคนล้มละลายเพราะความจำเป็น หรือ 2.การเปลี่ยนหนี้นอกระบบให้มาอยู่ในระบบและบริหารจัดการ

“ตอนทำงานกองทุน ฟื้นฟูฯ เราส่งเสริมให้คนที่เป็นหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่กับเรา ให้เงินไปพัฒนาอาชีพและค่อยมาชำระหนี้ผ่อนส่ง หรือให้เงินก้อนไปชำระหนี้และมาเป็นหนี้กองทุนแทน หรือให้ตั้งกลุ่มอาชีพแล้วค่อยนำรายได้มาผ่อนส่งรายเดือน แต่บางคนไม่อยากเอา คนส่วนใหญ่มองว่าได้เงินเลยดีกว่า”

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ศูนย์ศึกษาพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนว่า นโยบายปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรของรัฐบาลเป็นกลไกเดียวกับกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกร คือตัดดอกหมดตัดต้นเหลือครึ่ง ซึ่งต้องศึกษาให้ดี เพราะถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ต้องคำนึงเงื่อนไขลูกหนี้แต่ละกลุ่ม เช่น ลูกหนี้บางรายจ่ายเงินต้นและดอกไปหลายเท่าตัว กลุ่มนี้อาจตัดศูนย์ได้ แต่บางรายที่ยังไม่เคยจ่ายเลยอาจต้องจ่ายมากกว่าครึ่งหรือเกินครึ่ง จะใช้มาตรฐานอัตราเดียวกันไม่ได้ นอกจากนี้วิธีการเปิดให้ลงทะเบียน จะช่วยได้เฉพาะคนที่ลงทะเบียนเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมคนจนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ

“นโยบาย ของรัฐดีแล้ว แต่เริ่มแล้วต้องมีการปรับ ตอนนี้อาจจัดการได้ประมาณ 5 แสนรายซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 10 ของลูกหนี้นอกระบบทั้งหมด สิ่งที่ต้องคิดคือจะมีวิธีการจัดการต่อไปอย่างไร โดยการทบทวนเป็นระยะๆ และปรับให้เข้ากับปัญหา”

สำหรับการให้กองทุนฟื้นฟูฯ ลงไปดูปัญหาการชำระหนี้ รวมทั้งส่งเสริมอาชีพ ดร.เพิ่มศักดิ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการฟื้นฟูเกษตรกรที่เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ควรรวมหน่วยงานต่างๆที่ต่างคนต่างทำเรื่องหนี้นอกระบบมาบูรณาการทำ งานร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอภาคประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ รวม 14 กองทุนที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการร่วมกัน และจัดสรรเงินกู้พิเศษส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนร้อยละ 25 ของวงเงินกู้ในแต่ละปี และปฏิรูป ธ.ก.ส.เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมคุณภาพคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยในประเด็นนี้ ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 14 กองทุน งบประมาณกว่า 7 หมื่นล้านบาทที่ยังไม่ถึงมือเกษตรกรที่เดือดร้อน เพราะกองทุนเหล่านี้ติดขัดเรื่องระเบียบ กฎหมาย วิธีการจัดการที่ไม่คล่องตัว การบูรณาการทุกกองเข้าด้วยกันให้สอดคล้องกับสถานการณ์จะช่วยแก้ปัญหาที่ตรงจุด

สำหรับกรอบเงินกู้พิเศษเป็นข้อเสนอที่ดีในแง่การนำมาใช้ปรับปรุงฟื้นฟู การลงทุนระยะยาวในรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน และร้อยละ 25 ก็มีความเหมาะสม แต่บางรายอาจมากหรือน้อยกว่านี้ได้ตามบริบท และเห็นด้วยที่จะปฏิรูป ธ.ก.ส. เพราะเป็นสถาบันการเงินที่เกษตรกรให้ความเชื่อมั่น ดังนั้นเมื่อเกิดความเสี่ยงก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับเกษตรกรด้วย

ดร.เพิ่มศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ถึงมือประชาชนไม่ใช่เดินตามกลไกหนึ่งสองสาม สี่ เพราะกว่าจะถึงปลายทางชาวบ้านก็ตายหมดแล้ว อย่างเรื่องหนี้สินต้องลงไปคุยกับชาวบ้าน สร้างทีมที่ทำจากข้างล่างขึ้นมาข้างบน ไม่ใช่ทำแต่แผนระดับชาติ การจะทำให้ชาวบ้านไม่กลับไปพึ่งหนี้นอกระบบต้องสร้างกลุ่มองค์กรเครือข่าย ของชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถจัดการผลิต จัดการการทุนและพัฒนาองค์กรการเงินได้เองและไปพร้อมกันทั้ง 3 องค์ประกอบ

ส่วนข้อเสนอชาวบ้านจากเวทีทุนชุมชนกับการขับเคลื่อนประเทศ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ระบุว่า สาเหตุของการเป็นหนี้นอกระบบเพราะขาดการวางแผนการใช้เงิน ดังนั้นรัฐต้องไม่แก้ปัญญาเชิงปัจเจกแต่จัดการร่วมทั้งชุมชน ใช้รูปธรรมจากพื้นที่เป็นต้นแบบ ส่วนชุมชนต้องพยายามปรับไม่ให้กู้หนี้นอกระบบ แต่มาเป็นหนี้กับกองทุนหรือองค์การเงินภายในแทน

นายประดิษฐ์ สมชาติ ประธานที่ปรึกษาสถาบันการเงินชุมชน ต.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เล่าถึงรูปธรรมการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่ว่า เริ่มจากสำรวจคนที่เป็นหนี้นอกระบบทั้งหมดและหาสาเหตุ และเรียกประชุมคณะทำงานสร้างกฎระเบียบ กติกาข้อตกลงร่วมกัน แล้วจึงระดมทุนชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนอื่นๆ มาปล่อยกู้ไปใช้หนี้แล้วเบนกลุ่มคนเหล่านี้ให้มาเป็นหนี้กองทุนแทน สุดท้ายจึงติดตามตรวจสอบ ใครไม่ใช้หนี้คืนก็จะมีบทลงโทษซึ่งเป็นกติกาชุมชน

ซึ่งคล้ายกับพื้นที่ ต.โสน จ.พิจิตร ใช้ทุนเบื้องต้นจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์มาปล่อยกู้เป็นปัจจัยการ ผลิต เช่น ปุ๋ย พันธุ์กล้า หรือเครื่องจักร แทนที่จะเป็นตัวเงิน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็นการปลดหนี้นอกระบบโดยยึดหลักทำมาหากินให้ยั่งยืนก่อน

“นโยบาย ประชานิยม” ซึ่งนักวิชาการเศรษฐศาสตร์หลายคนบอกว่า “ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป และเลวเสมอไป” ขึ้นอยู่กับว่าทำจริงหรือแค่หาเสียง และผลประโยชน์แท้จริงนั้นตกอยู่กับประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและยั่งยืน หรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์” ก็เป็นประชานิยม ซึ่งขณะนี้มีข้อถกเถียงถึงความเหมาะสมยั่งยืน

ผวาเอ็นพีแอลเกษตรกรพุ่งล้านราย

"กนก" ชี้ปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรส่อแท้งหาก “กฤษฎีกา” ตีความ ธ.ก.ส.ไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ผวายอดหนี้เอ็นพีแอลเกษตรกรพุ่ง 1 ล้านราย

นายกนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายก รัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก้ปัญหา หนี้สินเกษตรกรอย่างบูรณาการ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้สินเกษตรกร 5.1 แสนราย ที่เป็นหนี้เอ็นพีแอล ก่อนวันที่ 31 ธ.ค. 2552 โดยระบุว่า ขณะนี้คงต้องรอคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า สามารถลดเงินต้น 50% ยกเว้นดอกเบี้ย และให้เกษตรกรผ่อนชำระหนี้ที่เหลืออีก 50% ภายใน 15 ปีหรือไม่ กรณีที่มูลค่าทรัพย์สินของเกษตรกรสูงกว่ามูลค่าหนี้ ซึ่งหากกฤษฎีกาตีความว่าธ.ก.ส.ทำไม่ได้ จะทำให้โครงการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรต้องเลื่อนไปอีกนาน

ทั้งนี้ ปัจจุบันธ.ก.ส.ไม่เคยให้ข้อมูลเลยว่า ขณะนี้มีเกษตรกรที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ มากกว่ามูลค่าหนี้เท่าไร แต่ตนคิดว่ามีมากพอสมควร ซึ่งอยากถามว่า หนี้เกษตรกรที่เป็นเอ็นพีแอลนั้นไม่มีปัญญาจะจ่ายแล้วใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดยังต้องมาเตะถ่วง ไม่ยอมให้นำหนี้สินเกษตรกรเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ฯ หรือต้องการให้ดอกเบี้ยพอกพูนขึ้น จนเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินแล้ว ค่อยนำเข้าโครงการฯ หรือ ธ.ก.ส.ต้องการให้ที่ดินตกอยู่ในมือธ.ก.ส.ก่อนแล้วนำที่ดินสวยๆไปขายทอดตลาด ให้แก่นายทุน

“ช่วงต้นของโครงการนี้คณะกรรมการฯได้ประสานงานกับธ.ก.ส. ซึ่งผู้บริหารธ.ก.ส.ก็ให้การสนับสนุนแนวคิดเป็นอย่างดี ต่อมาท่าทีของผู้บริหารระดับสูงของ ธ.ก.ส.เปลี่ยนไป วันนี้การทำงานของธ.ก.ส.ไม่ได้ทำหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่กำลังทำธุรกิจบนความเดือดร้อนของเกษตรกรและผมได้ทราบมาว่าโบนัสที่ พนักงานได้กันคนละ 3-4 เดือนนั้น เงินที่นำมาจ่ายส่วนนี้ มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของเกษตรกร ที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลและถูกบังคับขายทอดตลาด" นายกนก กล่าว

นายกนก กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เพราะการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าคนที่เข้าร่วมชุมชนเกินครึ่งเป็นเกษตรกร ที่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้หนี้สินและไม่มีที่ดินทำกิน รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำ และหากโครงการปรับโครงสร้างหนี้สินเกษตรกร 5.1 แสนรายครั้งนี้ไม่สามารถเดินต่อได้ ไม่ช้านี้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรจะยิ่งหนักขึ้น และจากการลงพื้นที่มีการประเมินว่าขณะนี้มีเกษตรกรอีกไม่น้อยกว่า 5 แสนราย กำลังอยู่ในภาวะที่ชำระหนี้สินไม่ได้ และกำลังจะกลายหนี้เอ็นพีแอล ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนเกษตรกรที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นสูงขึ้นเป็น 1 ล้านราย ในเร็วๆ นี้

นายลักษณ์ วจนานวัช กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.พร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เกษตรกร เพียงแต่รอความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ 1.การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา 2.ทางกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเกษตรกรฯได้ดำเนินการคัดกรองเกษตรกรที่มีปัญหา อย่างแท้จริง

“มี 2 ประเด็นที่เราอยากให้มีความชัดเจน คือ การคัดกรองเกษตรกรที่มีปัญหา ถ้าไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง ในอนาคตก็จะเกิดปัญหากับสถาบันการเงิน และ วินัยในการชำระหนี้ของเกษตรกรในอนาคต เพราะคาดว่ามีสมาชิกกองทุนฟื้นฟูเพียง 80-90% ที่มีความเดือดร้อนจริง ส่วนที่เหลือจะเป็นลูกหนี้ที่แฝงตัวมา และอีกประเด็น เรายังไม่สบายใจ กรณีที่กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรเสนอตัดหนี้ 50% ถามว่าความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน"

เล็งอัด1.2หมื่นล.สางหนี้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) นำโดยนายประยุทธ วีรกิตติ ที่ปรึกษาสค.ปท. พร้อมตัวแทนสมาชิกประมาณ 300 คน ได้มาปักหลักร้องเรียนปัญหาหนี้สินเกษตรกร และส่งตัวแทน 50 คน เข้าพบนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งรัดแก้ปัญหาเกษตรกร เช่น หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กรณีบุคคลค้ำประกันที่เป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกรแต่ถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด พฤติกรรมเจ้าหน้าที่ที่ไม่โปร่งใส เป็นต้น

ด้านายสาทิตย์ กล่าวว่า จากการรับฟังพบว่าปัญหาที่ร้องเรียนแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1. เรื่องเร่งด่วน ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าโดยเฉพาะปัญหาที่เกิดระหว่างกองทุนฟื้นฟูฯ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2.ปัญหาที่ค้างคา เช่น หนี้ที่เกิดจากโครงการส่งเสริมของรัฐ (คปร.) ซึ่งจะต้องแยกสอบเป็นเรื่องๆ ไป และ 3.กรณีนโยบายของรัฐ กับเกษตรกร เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม ปัญหาในกลุ่มที่ 1 คาดว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะตกลงได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเร็วๆ นี้ และรัฐบาลเตรียมตั้งงบผูกพัน 3 ปี จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขปัญหาต่อไป

ชาวนาค้านรัฐสวัสดิการโหดจ่ายยาว15ปี

ชาวนาไม่เห็นด้วยร่าง พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชาวนา ร้องส่งเงินสมทบนาน 15 ปี กว่าจะได้บำนาญต้องรอ 65 ปีขึ้นไป

นายวิเชียร พวงลำเจียก อุปนายกสมาคมชาวนาไทย เปิดเผยหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรระดับจังหวัดที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ วันที่ 1518 ก.ค. ว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกมาระบุถึงความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติกองทุนสวัสดิการชาวนา ตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 25502554 ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการ จากคณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิต และจะเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเดือนส.ค.นี้ พร้อมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ คาดใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จเดือน พ.ย. 2553

ทั้งนี้ ทางชาวนาเห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ชาวนายังมีความเห็นข้อกำหนดเงื่อนไขไม่ตรงกันกับรัฐบาล โดยชาวนาทั่วประเทศต้องการให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ แก้ไขร่างพรบ.ฉบับดังกล่าวก่อนที่จะนำมารับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากชาวนา ทั่วประเทศ 3.7 ล้านครัวเรือน โดยประเด็นที่ต้องแก้ไขมากที่สุด คือเช่น อายุของชาวนาที่มีสิทธิรับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต ทางรัฐมนตรีเห็นว่า 65 ปีขึ้นไปมีสิทธิ ชาวนาเสนอ 55 ปีขึ้นไปมีสิทธิ สาเหตุเพราะ หากรอรับเงินบำนาญที่ 65 ปีขึ้นไปนั้นไม่เหมุสม เพราะชาวนาทำนางานหนักตลอดชีวิต อยู่กลางแดดใช้แรงกายอย่างหนัก และใช้ปุ๋ยเคมี พวกเรามีร่างกายแก่ชราก่อนวัยโดยร่างกายคงไม่สามารถคงทนไปจนถึง 65 ปี เรียกได้ว่าพวกเราจะตายก่อนที่จะอายุ 65 ปีเป็นส่วนใหญ่ดังนั้นเมื่อรัฐบาลต้องการแสดงเห็นชาวนาควรกำหนดให้รับเงิน บำนาญที่อายุ55 ปีขึ้นไป หรือหากไม่ได้จริง ก็ขอที่ 60ปีขึ้นไปเท่ากับเกณฑ์ของข้าราชการไทย หรือเงื่อนไขส่งเงินสมทบ 15 ปีขึ้นไป จึงได้บำนาญ ชาวนาเห็นว่านานเกินไป ชาวนา คงตายก่อนส่งเงินครบ 15 ปี

ดังนั้น ตามข้อมูลรัฐบาลเสนอกรอบแนวทางเบื้องต้น ให้สมาชิกส่งเงินสะสม 3% หรือส่วนหนึ่งของรายได้จากการขายข้าวสมทบเข้ากองทุนและรัฐบาลสมทบอีก 6% หรือประมาณ 2 ส่วน โดยผู้รับสิทธิประโยชน์ต้องมีอายุ 65 ปี และเป็นสมาชิกครบ 15 ปี จะได้รับบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต หากเป็นสมาชิกไม่ครบอายุ ตายหรือทุพพลภาพ ได้รับบำเหน็จครั้งเดียว ซึ่งลักษณะกองทุนสวัสดิการชาวนาเหมือนกับกองทุนทั่วไป คือสมาชิกส่งเงินสะสม 3% คิดจากรายได้จำหน่ายข้าวเปลือกแต่ละปี (เฉลี่ยถือครอง 16 ไร่ต่อครัวเรือน เท่ากับต้องส่งเงิน 2,880 บาทต่อปี) และรัฐสมทบ 6% ราว 5,760 บาท

นายวิเชียร กล่าวว่าประเด็น ดังนั้นรัฐบาลครบยกเลิกเงื่อนไขนี้ลงเสียเพราะเมื่อชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกร แล้ว และส่งเงินสมทบตามเงื่อนไนก็ควรมีสิทธิ์รับเงินสวัสดิการดังกล่าว เช่นเดียวกับพรบ.ประกันสังคมของกลุ่มแรงงานตามโรงงาน หรือหากทำไม่ได้ก็ควรลดเงื่อนไขการส่งเงินสบทบจาก 15 ปี หรือเพียง 12 ปีเท่านั้น

"อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐกำหนดความชัดเจนว่าเงินสมทบที่ชาวนาจะต้องส่งประมาณเท่าใดต่อ เดือนและเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิตจะได้เดือนละเท่าไร และได้ในเงื่อนไขต่อ 1
ครอบครัว หรือได้ต่อรายหัว 1 คน อีกทั้งต้องยืนยันว่าหากชาวนารายได้ได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิตจะต้อง ไม่ไปตัดสิทธิ์รับเงินเบี้ยชราที่รับจากองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นเดือนละ 500 บาทด้วยเช่นกัน" นายวิเชียรกล่าวย้ำ

ม็อบเกษตรกรจี้“มาร์ค”บรรเทาหนี้

ผู้ชุมนุมสภาเครือ ข่ายองค์กรเกษตรกรกว่า 500 คน จี้นายกฯ เร่งรัดให้โอนหนี้สินเข้ากองทุนฟื้นฟู พร้อมดำเนินการตามมติ ครม. 7 เม.ย.

วันนี้ (19 ก.ค.) ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย กว่า 500 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นหนี้กองทุนฟื้นฟู แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทางรัฐบาล ตั้งเวทีชุมนุมชั่วคราว พร้อมส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ผ่าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ เพื่อเร่งรัดให้ดำเนินการโอนหนี้เข้าสู่กองทุน กรณีที่โอนหนี้แล้วหนี้ยังหลงเหลืออยู่ให้ตัดทิ้ง ส่วนรายชื่อตกหล่นให้กองทุนรับผิดชอบ เพราะการดำเนินการล่าช้าของกองทุนเป็นเหตุให้เกษตรกรเป็นหนี้ NPA และกรณีที่เป็นลูกหนี้ NPA แล้วถูกเจ้าหน้าที่ฟ้องล้มละลาย ขอไม่ให้มีการยึดทรัพย์ของเกษตรกรตามมติ ครม.วันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา และให้โอนหนี้เข้าสู่กองทุนทันที ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นต่อเกษตรกร และหากมีการฟ้องร้องให้ดำเนินการซื้อหนี้ทันที