สิทธิเกษตรกร และชุมชน

“สภาเกษตรกรแห่งชาติ”สมบูรณ์ตามกฎหมายมี.ค.

กสานติ์ คำสวัสดิ์

“ธีระ”ชี้ตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ข้อสรุปแล้ว หลังกฤษฎีกาปลดล็อคคุณสมบัติต้องห้ามตัวแทน ระบุ 16 มี.ค.ครบองค์ประกอบ 100 คน เตรียมถ่ายโอนภารกิจจากกระทรวงสู่สภาฯ

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมว.กษ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดตั้งสภาเกษตรแห่งชาติ(สกช.)ว่าภายหลังกระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการเร่งรัดภารกิจจัดตั้งสภาเกษตรฯตามพ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติพ.ศ.2553 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นในแนวทางปฏิบัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ฯโดยยกเว้นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา7(3)ให้เกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกขององค์กรเกษตรยังไม่ครบ 1 ปีสามารถเข้ารับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ ซึ่งทำให้กระบวนการจัดตั้งสภาฯมีความคืบหน้ามากขึ้น

“ขณะนี้สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด(สกจ.)อยู่ระหว่างขั้นตอนตรวจสอบรวบรวมรายชื่อตัวแทนองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตร 1,400 องค์กรที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อแยกเป็น 4สาขาคือด้านพืช ปศุสัตว์ ประมงและด้านเกษตรกรรมอื่นๆ โดยสมาชิกสกช.ระดับจังหวัดทั้ง 77 คนจะคัดเลือกตัวแทนสาขาละ 4 องค์กรให้เหลือ 16 องค์ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จประมาณวันที่17 ก.พ.ที่จะถึงนี้”

ทั้งนี้ขั้นตอนภายหลังการคัดเลือกตัวแทนองค์กรเกษตรกรเสร็จแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสกช.เป็นผู้เสนอผู้ทรงคุณวุฒิเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกตามมาตรา5(3)โดยจัดทำบัญชีรายชื่อแยกเป็น 4 สาขาเช่นเดียวกับองค์กรเกษตร โดยสมาชิกทั้ง 99 คนที่ได้ในขั้นแรกนั้นจะเป็นผู้คัดเลือกตัวแทนสาขาละ 1 คนรวม 4 คนและทำการคัดเลือกจากผู้ได้คะแนนสูงสุดซึ่งรวมจากผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดอีกจำนวน 3 คนก็จะได้องค์ประกอบครบ 100 คน ต่อจากนั้นเลขาธิการสกช.จะส่งรายชื่อสมาชิกชุดแรกไปลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าภายในวันที่ 16 มี.ค.55 สภาเกษตรกรแห่งชาติครบองค์ประกอบมีความสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย

“ระหว่างนี้กระทรวงเกษตรฯยังคงทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเรื่องการบริหารจัดการตามบทเฉพาะกาลที่จะครบกำหนดในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยหลังจากได้องค์ประกอบครบแล้วจะดูแลให้มีการเลือกตั้งประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ จากนั้นจะดำเนินการถ่ายโอนภารกิจทั้งหมด เพื่อให้สกช.เริ่มภารกิจเต็มรูปแบบ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเกษตรกรต่อไป” นายธีระ กล่าว

เตรียมเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในกก.กองทุนฟื้นฟูฯ

เลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรพร้อมร่วมเชิญชวนเกษตรกรร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทน 4 มีนาคม นี้

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ในระหว่างเตรียมการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรเพื่อร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555 นี้หลังจากที่ได้เปิดรับสมัครผู้แทนเกษตรกรทั่วประเทศที่สนใจลงรับสมัครเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วในระหว่างวันที่16 - 20 มกราคม พ.ศ.2555 ที่ผ่านมาเพื่อให้ได้ผู้แทนเกษตรกรร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคที่ว่างลงจำนวน20 คน แบ่งเป็น ภูมิภาคที่ 1 ท้องที่จังหวัดในภาคเหนือ จำนวน 5 คนภูมิภาคที่ 2 ท้องที่จังหวัดในภาคกลาง จำนวน 4 คน ภูมิภาคที่ 3ท้องที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 7 คน และภูมิภาคที่ 4ท้องที่จังหวัดในภาคใต้ จำนวน 4 คนตาที่ได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรพ.ศ.2555 โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ

สำหรับขั้นตอนเตรียมการเลือกตั้งและการเลือกตั้งนั้น กระทรวงเกษตรฯได้เตรียมแผนการประสานงานการเลือกตั้งทั้งระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคการจัดทำคู่มือการเลือกตั้ง การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งและแบบพิมพ์ต่างๆตลอดจนการขนส่ง การจัดอบรมผู้ปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคการตรวจติดตามและการติดต่อสื่อสารการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง การจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์และการรายงานผลการเลือกตั้งโดยงบประมาณที่ใช้ในการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในครั้งนี้รวมทั้งสิ้นจำนวน85 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณจากสำนักงบประมาณ จำนวน 70 ล้านบาทและงบประมาณของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอีก จำนวน 15 ล้านบาท

"กระทรวงเกษตรฯจึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรร่วมกันออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรพ.ศ.2555 ในครั้งนี้เพื่อจะได้มีผู้แทนของเกษตรกรได้มีเวทีแสดงความคิดเห็นเสนอปัญหาของเกษตรกรและแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของเกษตรกรรวมถึงมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และอาชีพการเกษตรในอนาคตด้วย" นายธีระ กล่าว

พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ...คือกฎหมายของเกษตร

นานาสารพัน

แนวทางการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นเวทีที่จะทำให้เกษตรกรมีผู้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรในทุกพื้นที่และทุกสาขาอาชีพและ นับเป็นมิติใหม่ในการแก้ปัญหาภาคการเกษตรอย่างมีส่วนร่วม อันจะนำมาซึ่งการกำหนดนโยบายและแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรที่ตรงจุดและตอบสนองความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง
สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าน่าจะได้สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติครบจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดประมาณเดือนเมษายนปี 2555 โดยขณะนี้ได้ดำเนินการเลือกประธานและรองประธานสภาเกษตรกร 77 จังหวัดเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยประธานสภาเกษตรกรจังหวัดจะเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติประเภทที่ 1 โดยตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม นอกจากสมาชิกประเภทที่ 1 ทั้ง 77 คนแล้ว พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ยังกำหนดให้สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ มี สมาชิกประเภทที่ 2 ได้แก่ ตัวแทนองค์กรเกษตรกรด้านพืช สัตว์ และประมง โดยสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดร่วมกันคัดเลือก อีกจำนวน 16 คน และสมาชิกประเภทที่ 3 ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความชำนาญความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในด้านเกษตรกรรม โดยสมาชิกจากประเภทที่ 1 และ 2 ร่วมกันเลือก อีกจำนวน 7 คน ซึ่งการได้มาซึ่งสมาชิกประเภทที่ 2 และ 3 อยู่ระหว่างการดำเนินงานตามขั้นตอน คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายนปี 2555 จึงจะมีสภาเกษตรกรแห่งชาติครบองค์ประกอบ

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะมีการเปิดประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ และยังเป็นการสนับสนุนให้การดำเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติสามารถขับเคลื่อนและสร้างความเข้าใจในบทบาทแก่เกษตรกรยิ่งขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งจัดอบรมและสร้างพลังเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้เกษตรกรได้เกิดความเข้าใจในบทบาทและแนวทางในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานของสภาเกษตรกรจังหวัด และสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ รวมถึงเตรียมความพร้อมและการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรของสภาเกษตรกรจังหวัด และสภาเกษตรกรแห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวคิดที่จะเปิดโอกาสให้ผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับเลือกภายใต้ พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติฉบับนี้ เป็นผู้มีสิทธิหรือมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรฯ หรือผู้แทนของกระทรวงเกษตรฯ ในหมู่บ้าน เท่าเทียมกับเกษตรกรอาสาสมัครที่มีอยู่เดิมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน

นอกจากนี้ตัวแทนเกษตรกรระดับหมู่บ้านและตำบลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาเกษตรกร สามารถรวมตัวกันสร้างเครือข่ายระหว่างผู้แทนเกษตรกรด้วยกันเอง เพื่อเป็นข้อต่อหรือเป็นสื่อกลางในการรับข้อเรียกร้อง หรือรับข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรจากเพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่นของตน เพื่อเสนอต่อสภาเกษตรกรจังหวัดผ่านทางผู้แทนที่เป็นสมาชิกของสภาได้

…และสามารถร่วมกันพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในท้องถิ่น เพื่อเป็นข้อมูลให้กับสภาเกษตรกรจังหวัด ในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาการเกษตรของประเทศ ซึ่งจะทำให้แผนแม่บทของชาติ สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของเกษตรกรในแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง

4 มีนาคม 2555 เลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2555 โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ เพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรแทนตำแหน่งที่จะว่างลง เนื่องจากผู้แทนเกษตรกรในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ดำรงตำแหน่งครบวาระเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2555 ประกอบด้วยคณะกรรมการ 21 ท่าน พร้อมอำนาจหน้าที่ 7 ข้อ ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542 และประกาศดังกล่าวได้เสนอเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

สำหรับการเตรียมการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (สำนักงานใหญ่) ได้มีการจัดเตรียมบัญชีรายชื่อสมาชิกองค์กรผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ตลอดจนการศึกษาปัญหาและอุปสรรคจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2552 พร้อมจัดทำประกาศต่าง ๆ ตามที่กฎกระทรวงกำหนด เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามตามกฎกระทรวงกำหนดการแบ่งภูมิภาคและการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ. 2544 ซึ่งในเบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555 เป็นวันเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรปี 2555 และกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งในระหว่างวันที่ 16–20 มกราคม พ.ศ. 2555 โดยสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง ดังนี้ ภาคเหนือ 17 จังหวัด ที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่ ภาคกลาง 26 จังหวัด ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ที่ศาลากลาง จ.ขอนแก่น และภาคใต้ 14 จังหวัด ที่ศาลากลาง จ.นครศรี ธรรมราช

สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในครั้งนี้ ได้ของบประมาณจากสำนักงบประมาณ จำนวน 70 ล้านบาท และทางคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานเพิ่มเติมอีก จำนวน 15 ล้านบาท รวมเป็นงบประมาณเพื่อการเลือกตั้ง จำนวน 85 ล้านบาท

เปิดรับสมัครผู้แทนเกษตรกร เข้าทำหน้าที่กก.กองทุนฟื้นฟู

นายชวลิต ชูขจร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร พ.ศ.2555 โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ เพื่อจัดการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรมาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แทนตำแหน่งที่ว่างลงเนื่องจากครบวาระเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น คณะกรรมการอำนวยการฯได้กำหนดให้วันที่ 4 มีนาคม เป็นวันเลือกตั้งดังกล่าว ขณะที่การเปิดรับสมัครกำหนดให้เป็นระหว่างวันที่ 16-20 มกราคม โดยสถานที่รับสมัครรับเลือกตั้ง ประกอบด้วย ภาคเหนือ 17 จังหวัด ที่ศาลากลาง จ.เชียงใหม่ ภาคกลาง 26 จังหวัด ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เขตจตุจักร กทม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ที่ศาลากลาง จ.ขอนแก่น และ ภาคใต้ 14 จังหวัด ที่ศาลากลาง จ.นครศรีธรรมราช

นายชวลิต กล่าวต่อว่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในครั้งนี้ ได้ของบประมาณจากสำนักงบประมาณ 70 ล้านบาท และทางคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานเพิ่มเติมอีก 15 ล้านบาท รวมเป็น 85 ล้านบาท

"การเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย บริสุทธิ์ มีความยุติธรรม และหวังว่าเกษตรกรจะออกมาใช้สิทธิของตนเองมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และการประกอบเกษตรกรรมของตนเอง" นายชวลิต กล่าว

แนะสมาชิก 'สภาเกษตรกร' ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งให้เกษตรกร

“อยากให้ตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับการไว้วางใจจากเกษตรกรเลือกตั้งให้ท่านเข้าไปเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร เข้ามาดูแลช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ขณะนี้กำลังเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยอย่างมาก” นี่คือเสียงสะท้อนของเกษตรกร ที่กำลังรอความหวังจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ

นายไพรัตน์ เสือเปรม เกษตรกรชาว ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ตนและเพื่อนเกษตรกรในตำบลบ้านไร่ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งกำลังมีความหวังว่าจะจำหน่ายได้ราคาดีขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้ทำโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดของเกษตรกร แต่กลับต้องมาประสบปัญหาน้ำท่วมจนไม่เหลือข้าวไปเข้าโครงการ นอกจากนี้ ในส่วนตัวยังมีผลกระทบต่อพืชสวน ทั้ง อ้อย กล้วย และบ่อปลา สูญเสียรายได้จำนวนมากไปกับสายน้ำครั้งนี้

...ไม่เพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเท่านั้น ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรยังต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเจอเป็นประจำ …

ดังนั้น เมื่อมี พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ เกษตรกรทุกคนจึงมีความหวังว่าสภาเกษตรกรนี้ จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับการเลือกตั้งจากเกษตรกรในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด มีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงนำปัญหาของเกษตรกรและแนวทางแก้ไขไปเสนอต่อรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป ยิ่งในช่วงวิกฤติภัยธรรมชาติที่รุนแรงนี้ได้สร้างผล

กระทบต่อเกษตรกรในวงกว้าง การสำรวจหรือการเข้าไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในทุกพื้นที่อาจจะไม่ทั่วถึง ผู้แทนเกษตรกรระดับหมู่บ้าน จึงสามารถเป็นกลไกในการช่วยให้ข้อมูลข่าวสารและความต้องการของเกษตรกรส่งผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายนิกร จำนง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์และยังไม่สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายได้ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการเลือกตั้งตัวแทนองค์กรเกษตรกรและผู้ทรงคุณวุฒิ คาดว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติจะสมบูรณ์ครบองค์ประกอบภายในเดือนเมษายน 2555 ซึ่งตอนนั้นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็จะเป็นผู้แทนเกษตรกรอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ 2553 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ที่มาจากความต้องการของเกษตรกรจากทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศเป็นหลักสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ขณะนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติจะยังไม่สมบูรณ์ หรือสมาชิกสภาเกษตรกรยังไม่สามารถที่จะนำข้อมูลหรือข้อเรียกร้องของเกษตรกรไปเสนอยังรัฐบาลได้ทันที แต่หน้าที่ของผู้แทนเกษตรกรในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ คือการเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ของท่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่าง ๆ ในการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็จะนำเรื่องเสนอต่อมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง เกษตรฯ ก็เสนอไปยังรัฐบาลต่อไป

สมาชิกสภาเกษตรกรที่ได้รับการเลือกตั้งมาแล้วนั้น อาจจะมองว่าอำนาจหน้าที่ของตนเองยังไม่สมบูรณ์ แต่ความจริงกลไกการขับเคลื่อนภารกิจของท่านสามารถดำเนินการได้ โดยยึดหลักการดูแลเกษตรกร รักษาผลประโยชน์ให้เกษตรกรตามวัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตาม​ความ​ในพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

มติคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี​เห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตาม​ความ​ในพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่สำนักงานคณะกรรม​การกฤษฎีกาตรวจพิจารณา​แล้ว ตามที่กระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์​เสนอ ​และ​ให้ดำ​เนิน​การต่อ​ไป​ได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

​แก้​ไข​เพิ่ม​เติมกฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตาม​ความ​ในพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ​เพื่อปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรม​การสรรหากรรม​การ​ผู้ทรงคุณวุฒิ​ในคณะกรรม​การคุ้มครองพันธุ์พืช ​และปรับปรุงขั้นตอน​ใน​การสรรหากรรม​การ​ผู้ทรงคุณวุฒิจาก​เกษตรกร (ร่างข้อ 1 ​ถึงร่างข้อ 4)

--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 6 ธันวาคม 2554-

ม็อบเกษตรกรจี้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรพิจารณา 3 ข้อเสนอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน แนวร่วมเกษตรกรไทยประมาณ 200 คน มีนายรณชิต ทุ่มโมง เป็นแกนนำ มาชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนเลียบคลองเปรมประชากร ซึ่งอยู่ตรงข้ามตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกร้องให้ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรโดยมี นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน ดำเนินการดังนี้ 1.เสนอให้ ครม.ทบทวนวันที่ 7 เมษายน 2553 เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร ซึ่งมติครม.ดังกล่าวให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นผู้ดำเนินการ แต่กลุ่มอยากให้ทางคณะกรรมการกองทุนฯเข้ามาดำเนินการแทน 2.รับรองรายชื่อเกษตรกรที่ถูกธนาคารเจ้าหนี้ยึดทรัพย์เนื่องจากคณะกรรมการกองทุนฯแก้ไขล่าช้า ซึ่งมีประมาณ 3,000 คน 3.เร่งดำเนินการตั้งคณะกรรมการบัญชีธุรกรรม เพื่อจำหน่ายหนี้สูญให้เกษตรกรที่เสียชีวิตหรือพิการ ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจะมีการประชุมในวันที่ 25 พฤศจิกายน ทางกลุ่มขอให้คณะกรรมการกองทุนฯนำข้อเสนอไปพิจารณา อย่างไรก็ตาม การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีตัวแทนของรัฐบาลมารับหนังสือร้องเรียนแต่อย่างใด โดยกลุ่มแนวร่วมเกษตรกรไทยเดินทางไปชุมนุมต่อหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กสม. เร่งกอบกู้สิทธิผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ณัฏฐพัชร์ ทัศนรุ่งเรือง

เลขาธิการ กสม.ชี้รัฐให้ความสำคัญพิเศษเฉพาะภาคธุรกิจอุตสาหกรรม-ภาคการลงทุนจากต่างประเทศ ละเลยดูแลคนเล็กคนน้อย ชาวนา เกษตรกร หรือชาวบ้านทั่วไป ยันเงินชดเชย 5 พัน ยังไม่เพียงพอ ต้องคำนึงเรื่องผลกระทบอื่นๆ ด้วย

วันที่ 17 พฤศจิกายน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงความคืบหน้าในการดำเนินงานของ กสม. ว่า กสม.ได้เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อร้องเรียนของผู้ประสบภัยตั้งแต่เริ่มต้นจนปัจจุบัน พบข้อมูลเบื้องต้นว่า ระบบเตือนภัย ระบบการสื่อสารของรัฐบาล กทม.และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระยะแรกไม่ชัดเจน ไม่ครอบคลุมและครบถ้วนเพียงพอที่จะทำให้คนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้เตรียมการป้องกันตนเองได้ทันท่วงที แต่กลับย้ำเตือนให้ผู้คนเชื่อว่ารัฐบาลสามารถ “เอาอยู่” จัดการได้ หากมองในมิติของสิทธิแล้วเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนในสังคมจะต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วนตามที่เป็นจริง การปกปิดข้อมูลหรือให้ความจริงเป็นบางส่วน นำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงดังที่พบกันอยู่ เพราะไม่ได้ทำการป้องกันอย่างเต็มที่

นพ.ชูชัย กล่าวอีกว่า เมื่อประสบภัยแล้วเกิดความเสียหายโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องรับภาระน้ำท่วมขังนานกว่าที่อื่น เพราะรัฐบาลและ กทม. ต้องปกป้องคุ้มครองพื้นที่เศรษฐกิจหรือกรุงเทพฯ ชั้นใน ก็ไม่มีความชัดเจนทั้งเรื่องผลกระทบ เช่น ระดับน้ำ เวลาที่น้ำจะเริ่มลดลงได้ ตลอดจนการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐจะช่วยทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว เช่น การช่วยดูแลซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว หรือการชดเชยค่าเสียหายอย่างเป็นธรรมด้วยจำนวนเงินที่เพียงพอและมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ เพราะในพื้นที่ดังกล่าวต้องแบกรับภาระเพื่อให้พื้นที่อื่นๆ ปลอดภัย การเจรจาหรือขอร้องให้เสียสละเป็นครั้งคราว ในแต่ละพื้นที่ หรือการชดเชยค่าเสียหายที่ไม่เป็นธรรม จะไม่สามารถยุติความขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ ได้

“ดังนั้น กสม. เห็นว่ารัฐควรคำนึงถึงหลักการและแนวทางปฏิบัติของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced Persons – IDPs) ที่ถูกบังคับหรือจำเป็นต้องทิ้งบ้านเรือนเพื่อไปแสวงหาที่พักพิงที่อื่น ด้วยสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากการสู้รบ ขัดแย้ง (เช่น กรณีการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา) หรือจากภัยพิบัติธรรมชาติ หรือจากโครงการของรัฐที่กระทบต่อวิถีชีวิตหรือชุมชน ในอดีตที่ผ่านมาและแม้กระทั่งปัจจุบัน การดูแลผู้พลัดถิ่นภายในประเทศยังไม่มีระบบ กลไก กระบวนการรองรับที่ดีพอ กลไกของรัฐยังไม่สามารถให้ความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ยั่งยืน ทั่วถึงและเป็นธรรม”

เลขาธิการ กสม. กล่าวว่า ปัจจุบัน เท่าที่รับฟัง การแก้ไขปัญหาให้ความสำคัญเป็นพิเศษเฉพาะภาคธุรกิจอุตสาหกรรม หรือภาคการลงทุนจากต่างประเทศ โดยยังไม่มีความชัดเจนในการดูแลคนเล็กคนน้อย หรือกลุ่มคนพิเศษต่างๆ ที่มีวิถีชีวิตในถิ่นฐานของตนและต้องละถิ่นฐานออกมา เช่น ชาวนา เกษตรกร หรือชาวบ้านทั่วไป ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่สามารถส่งเสียงได้ดังพอ ทำให้ถูกละเมิดสิทธิมาโดยตลอด เพียงการให้เงินชดเชย 5,000 บาทคงไม่สามารถที่จะกล่าวได้ว่า รัฐได้ดูแลชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แล้ว การแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากความเสียหายทางกายภาพแล้ว ต้องคำนึงเรื่องผลกระทบอื่นๆ โดยเฉพาะต่อกลุ่มที่อ่อนแอ ความรุนแรงต่อกลุ่มคนที่เกิดขึ้นไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเด็ก สตรี ผู้พิการ ผลกระทบด้านจิตใจ (trauma) การขาดปัจจัยสี่ ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิในชีวิต ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บ ความยากลำบากยากจนที่จะเกิดขึ้นหลังจากน้ำลด การแก้ไขปัญหาจะต้องใช้สิทธิเป็นตัวตั้งและไม่มีการเลือกปฏิบัติ

นพ.ชูชัย กล่าวด้วยว่า กสม. จะจัดเวทีสาธารณะ โดยเชิญผู้ได้รับผลกระทบ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบต่อรัฐบาล กทม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในราวต้นเดือนธันวาคม และอาจพิจารณายื่นฟ้องต่อศาลปกครองตามอำนาจที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การปกป้องคุ้มครองสิทธิทั้งในปัจจุบันและอนาคตต่อไป โดยส่วนตัวแล้วขอแสดงความชื่นชมกับ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ สภาทนายความ และทนายศรีสุวรรณ จรรยา ที่ออกมาแสดงบทบาทเพื่อสังคม ซึ่งจะได้ประสานงานกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ต่อไป

นักผังเมือง-นักสิทธิฯ เรียกร้อง กยอ.ทำ “ผังชุมชน” รับมือภัยพิบัติอนาคต

ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน

นักสิทธิฯ หวั่น กยอ.ขาดการมีส่วนร่วมประชาชน เรียกร้องประชาสังคมร่วมกำหนดอนาคตประเทศด้วยการร่วมทำผังเมืองชุมชนที่เอื้อต่อวิถีเกษตร-ท้องถิ่น ด้านนักวิชาการชี้ผังเมืองที่ดีต้องเหมาะกับบริบทพื้นที่ ผังชุมชนที่ชาวบ้านร่วมด้วยป้องกันภัยพิบัติได้

จากกรณีที่นายศิริวัฒน์ ไกรสิน สมาชิกวุฒิสภา เรียกร้องให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) วางผังเมืองประเทศใหม่ โดยเฉพาะการจัดการผังเมืองชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน สำนักข่าวอิศรา สัมภาษณ์ สมลักษณ์ หุตานุวัตร อาสาสมัครเพื่อมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ติดตามเรื่องการวางผังเมือง ซึ่งกล่าวว่าผังเมืองชุมชนคือการจัดวางระบบชีวิตประชาชนให้สอดคล้องกับสิทธิการดำรงชีพ การประกอบอาชีพด้วยความเป็นธรรม โดยภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการที่คนในท้องถิ่นจะมีอำนาจตัดสินใจกำหนดผังเมืองที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่

นางสมลักษณ์ กล่าวว่า กยอ.ในขณะนี้ยังขาดความร่วมมือจากภาคประชาสังคม มองภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวชี้วัดอนาคตมากกว่าภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และเป็นฐานรายได้หลักของประเทศ จนอาจส่งผลถึงการจัดผังเมืองชุมชนจากความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นทั้งนี้ภาคประชาชนควรร่วมกำหนดอนาคตประเทศ ด้วยการยื่นข้อเสนอจัดการผังเมืองชุมชนที่เอื้อต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมท้องถิ่น

“ฝากถึง กยอ.คือ 1.ให้คำนึงว่าประชาชนมีสิทธิตาม รธน.ที่จะเลือกประกอบอาชีพและวิถีชีวิต 2.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิจัดการสิ่งแวดล้อมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ 3.เคารพการตัดสินใจของประชาชนที่ต้องการเลือกวิถีชุมชนเอง 4.รัฐไม่มีสิทธิใช้อำนาจกฎหมายโดยไม่ชอบธรรมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวบ้านโดยขาดการรับฟังประชาสังคม ผังเมืองชุมชนที่ดีเกิดขึ้นได้หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน” สมลักษณ์ กล่าว

ขณะที่ นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านการโยธาและผังเมือง กล่าวว่า ผังเมืองเป็นการวางแผนเพื่อเป็นแนวทางจัดการทั้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน คมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมักจัดทำแผนตามเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ขณะที่ผังชุมชนเป็นการวางแผนจัดระบบในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเหมาะสม ซึ่งควรอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และภาคประชาชน

นางภารนี ยังกล่าวว่า แนวโน้มที่ประเทศไทยจะพัฒนาผังชุมชนเป็นไปได้สูง เนื่องจากท้องถิ่นสามารถออกเป็นบทบัญญัติท้องถิ่นได้ แต่ควรดำเนินการจริงจัง และส่งเสริมชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมในการทำผังชุมชน ซึ่งก็คือผังชุมชนที่ดีต้องมีกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งจะสามารถป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ดีทางหนึ่ง