ที่ดิน

แฉพื้นที่ป่าพัทลุงกว่า3,000ไร่ถูกนายทุนจับจอง

หน่วยเฉพาะกิจกรมป่าไม้กว่า 30 นาย บุกยึดพื้นที่ป่าต้นน้ำกว่า 3,000 ไร่ เหนืออ่างเก็บน้ำ "คลองหัวช้าง" ถูกนายทุน-ผู้มีอิทธิพลจับจองเป็นเจ้าของ

นายวิกรานต์ ทั่วด้าว เจ้าพนักงานป่าไม้ หน. ชุดเฉพาะกิจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช สนธิกำลังกับ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด กว่า 30 นาย เข้าทำการตรวจยึดพื้นที่ป่า ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ทางด้านทิศเหนือของอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง เขตรอยต่อระหว่าง หมู่ 6 และ หมู่ 9 ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด จังหวัดพัทลุง หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีนายทุนและกลุ่มผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกพื้นที่เข้าบุกรุกทำไม้เถื่อนและยึดถือครองพื้นที่ ซึ่งบางแปลงได้ทำการปลูกกล้ายางพาราแล้ว

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ารอบบริเวณดังกล่าวมีการแผ้วถางป่าแปรรูปไม้เถื่อนตามใบสั่ง พร้อมทั้งปลูกต้นยางพาราเพื่อถือครองพื้นที่ของนายทุนและกลุ่มผู้มีอิทธิพลจำนวน 2 แปลง เป็นพื้นที่กว่า 30 ไร่ นอกจากนี้บริเวณใกล้กันยังมีพื้นที่ถูกแผ้วถางอีกจำนวนหลายจุด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม

นายวิกรานต์ กล่าวว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งใช้มาตรการเข้มข้นทำการตรวจสอบผู้กระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สำหรับพื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มของการบุกรุกถือครองอย่างรุนแรงและเป็นขบวนการ โดยการลักลอบกระทำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย คาดว่าพื้นที่ป่าเหนืออ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง กว่า 3,000 ไร่ ก็ถูกกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลทั้งในและต่างพื้นที่บุกรุกทำไม้เถื่อนและถือครองทั้งหมดแล้ว

โดยเฉพาะการทำไม้เถื่อนเชื่อว่านายทุนจะใช้ช้างในการชักลากลงมาเพื่อแปรรูปด้านล่าง ซึ่งได้จะมีการกระจายกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบในทุกพื้นที่ ที่ได้รับการร้องเรียนแล้ว

แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน กฎหมายบาปฆ่าเกษตรกร

เวทีสาธารณะ
เครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

ภายหลังจากกรณีที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ได้นำ “แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้” เป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณเรียกค่าเสียหายจากการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า ตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับประชาชนที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่อื่นในความดูแลรับผิดชอบของหน่วยงานดังกล่าวนั้น

“แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน” ที่ถูกชาวบ้านขนานนามสั้นๆ กลายเป็น “มรดกบาป” ทางกฎหมาย ที่ถูกประทับตราโดยหน่วยงานรัฐ บังคับใช้กับเกษตรกรยากจนของประเทศไปในทันที เพราะแบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อวิถีการอยู่อาศัยและทำกินของเกษตรกรที่ผลิตอาหารเลี้ยงดูครอบครัว สังคม และการดำรงสืบทอดวิถีเกษตรชุมชนท้องถิ่นอย่างร้ายแรง เนื่องจากขาดกระบวนการมีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นแบบจำลองที่สร้างขึ้น มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน และไม่ได้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิชุมชนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้

ไม่เว้นแต่ละวันที่ชาวบ้านต้องถูกคดีรายวัน ในขณะที่มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายบาปดังกล่าว ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และกลุ่มประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้น จนล่าสุด ทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินได้ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ดำเนินการฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เพิกถอนคำสั่งการใช้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ (แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน) มาเรียกค่าเสียหายจากประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้คำสั่งและกระบวนการบังคับใช้คำสั่งและระเบียบของหน่วยงานราชการที่ขาดความละเอียดรอบคอบและไม่เป็นธรรมดังกล่าวนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐาน ถูกนำไปบังคับใช้กับประชาชนและคนยากจนอื่นๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีปัญหาที่เกษตรกรสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) รวมถึงเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ประกอบอาชีพ ทำการเกษตรและอยู่อาศัยในพื้นที่ของตนเองมาช้านาน แต่ต่อมาภาครัฐได้ประกาศให้พื้นที่ชุมชนเหล่านั้นของพวกเขาเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นๆ โดยมิได้ทำการสำรวจในพื้นที่ที่ประกาศเสียก่อนว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ก่อน ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมต่างๆ กลายเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ของรัฐไปทันที การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบให้เกษตรกรทั่วประเทศไม่มีความมั่นคงในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการดำรงชีวิตโดยปกติสุข และถูกเจ้าหน้าที่คุกคามดำเนินคดีตลอดมา

โดยปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิก คปท. ที่ถูกกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ ฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่ง ด้วยข้อหาทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม (คดีโลกร้อน) ตามมาตรา 97 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำนวนทั้งสิ้น 34 ราย ค่าเสียหายรวมกว่า 13 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมเกษตรกรอื่นๆ ทั่วประเทศที่ถูกดำเนินคดีแบบเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2,000 ราย

กว่า 2 ปีที่ผ่านมา คปท.ได้ดำเนินการต่อสู้ และผลักดันเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องคดีโลกร้อน ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับนโยบายและสาธารณะ อาทิเช่น การดำเนินการศึกษาวิจัยโดยชุมชน ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อไขข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์ของวิถีเกษตรท้องถิ่นกับภาวะโลกร้อน การยื่นหนังสือถึงกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ เพื่อขอให้ยุติการใช้แบบจำลองฯ และฟ้องร้องชาวบ้าน การร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้มีการพิจารณาและตรวจสอบในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน รวมถึงการผลักดันข้อเสนอไปยังรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนปรากฏเป็นนโยบายรัฐบาลในข้อ 5.4 ให้ “แก้ไขปัญหาการดำเนินคดีโลกร้อนกับคนจน” ถึงกระนั้นผลสำเร็จจากการดำเนินการดังกล่าวยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมมากนัก

การฟ้องร้องศาลปกครองของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย จึงเป็นการหาช่องทาง “หยุด” กฎหมาย ที่ทำร้ายเกษตรกรบนพื้นดินที่เขาก่อร่างสร้างตัวมาช้านาน และเดินหน้าอธิบายกับสาธารณะว่า “เกษตรกร คือกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติมายาวนาน คือกลุ่มคนผู้สืบทอดวิถีเกษตรท้องถิ่น คนที่ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว สังคม ไม่ใช่ต้นเหตุความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก แต่กำลังตกอยู่ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ” นั้นเอง

หนุนเก็บภาษีที่ดิน! ป้องกันเมืองบุกชนบท

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯหุนรัฐเดินหน้าเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ระบุดีต่อวงการอสังหาริมทรัพย์หาซื้อที่ได้ในราคาไม่แพง ป้องกันเมืองบุกรุกชนบท

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ได้พาคณะเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนไปดูงานด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ หลายประเทศ พบว่าภาษีนี้มีคุณต่อทุกฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดเสียประโยชน์มีแต่ได้ รัฐบาลควรรีบประกาศใช้โดยเร็ว

ตามร่างกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาลกำหนดให้มีอัตราการจัดเก็บคือ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยไม่ประกอบการในเชิงพาณิชย์ จัดเก็บภาษีไม่เกิน 0.1% ของฐานภาษี อัตราภาษีสำหรับอสังหาริมทรัพย์เกษตรกรรม จัดเก็บไม่เกิน 0.05% นอกนั้นจัดเก็บไม่เกิน 0.5% อย่างไรก็ตามยังมีการยกเว้นแก่ที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 50 ตารางวาทั้งหลายและมีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาทในพื้นที่หรืออาจมากน้อยกว่านี้ตามแต่ละพื้นที่ ยิ่งกว่านั้นหากทรัพย์สินเกิดความเสียหายยังมีข้อยกเว้นด้วย เป็นต้น

ส่วนทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษี ได้แก่ พระราชวัง ทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะ ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติ นอกจากนี้ยังจะมีการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีให้กับผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อยที่ทรัพย์สินมีมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนด

ภาษีนี้ ภาษีนี้มีภาระต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น คน ๆ หนึ่งมีบ้านราคา 1 ล้านบาท เสียภาษี 0.1% หรือปีละเพียง 1,000 บาท หรือเดือนละ 83 บาท ซึ่งยังถูกกว่าค่าเก็บขยะและดูแลชุมชนเสียอีก ในประเทศยุโรปและอเมริกา เขาจัดเก็บภาษีกันในอัตรา 1-2% ของมูลค่าทรัพย์สิน ทำให้มีเงินไปพัฒนาท้องถิ่นได้มากมาย เขาจึงมีสาธารณูปโภคที่ดีกว่าไทย

ภาษีนี้เก็บมาเพื่อใช้พัฒนาท้องถิ่นโดยตรง โดยอาจนำมาใช้พัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การศึกษาให้ทันความต้องการของท้องถิ่น และเมื่อท้องถิ่นได้รับการพัฒนา มูลค่าทรัพย์สินของเราก็จะยิ่งเพิ่มพูน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ยิ่งเก็บภาษีได้มากเท่าไหร่ ท้องถิ่นนั้น ๆ ยิ่งเจริญ ท้องถิ่นนำไปปรับปรุงถนน ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น พอท้องถิ่นนั้นเจริญ มูลค่าทรัพย์สินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เจ้าของที่ดินก็ได้ประโยชน์ เข้าทำนอง “ยิ่งให้ ยิ่งได้” และโดยนัยนี้ เราจึงไม่ควรมีข้อยกเว้นการเก็บภาษีนี้แก่ใครทั้งสิ้น

มีความเข้าใจผิดบางประการว่า ในพื้นที่เทศบาลบางแห่งที่เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญเช่นมาบตาพุด การจัดเก็บภาษีจะลดลง ซึ่งจากการสอบถามของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง กลับพบว่าไม่ลดลงแต่อย่างใด

แม้รัฐบาลมีข้อยกเว้น แต่ นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เห็นว่าไม่จำเป็น ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมพัฒนาชาติด้วยการเสียภาษี เพราะภาระภาษีต่ำกว่าความภาคภูมิใจที่จะได้รับมาก เช่น บางคนอาจมีห้องชุดราคาเพียง 300,000 บาท ต้องเสียภาษี 0.1% หรือปีละ 300 บาท (เดือนละ 25 บาท) เงินเพียงเท่านี้ควรจะเสียเพื่อตัวเองและประเทศชาติ บางท่านไปทำบุญ แทงหวยหรือซื้อล็อตเตอรี่ยังมากกว่านี้

ผู้ที่มีทรัพย์สิน 300,000 บาท แม้จะน้อยเมื่อเทียบกับคนมีบ้านหลังใหญ่กว่า แต่ก็ไม่ถือเป็นผู้มีรายได้น้อย และที่สำคัญชาวบ้านอาจทำบุญ ทำสังฆทาน (อาจเพราะเมื่อคืนฝันไม่ดี) เป็นเงินครั้งละมากกว่า 300 เสียอีก บางคนยังอาจเสียไปกับอบายมุขต่าง ๆ มากกว่านี้นัก ดังนั้นการเสียภาษีเพื่อประโยชน์สุขของตนเองโดยตรง จึงไม่พึงเป็นปัญหา และควรรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันมีสำนึกเสียภาษี

ยิ่งถ้าเป็นชาวนาที่มีที่ดินขนาดเล็กเพียง 15 ไร่ อยู่ในที่ทุรกันดารที่มีราคาไร่ละ 10,000 บาท ชาวนาดังกล่าวก็มีทรัพย์สินเป็นเงิน 150,000 บาท หากเขาต้องเสียภาษี ณ อัตรา 0.05% เขาจะเสียเป็นเงินเพียง 75 บาทต่อปีเท่านั้น ภาระภาษีเช่นนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหากับชาวนาเลย และอย่างน้อยชาวนาท่านนี้ก็ยังมีทรัพย์สิน ไม่ใช่ชาวนาเช่านาแต่อย่างใด เงิน 75 บาทที่เสียไปเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ควรสร้างความภูมิใจแก่ชาวนาท่านนั้นต่างหาก

การจัดเก็บภาษีเช่นนี้ จะทำให้เจ้าของที่ดินในเมืองต้องคายที่ดินออกมาพัฒนาหาประโยชน์ ทำให้อุปทานที่ดินมีมากขึ้น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองจะไม่ไปบุกรุกที่ดินในชนบทเช่นทุกวันนี้ ทำให้สาธารณูปโภคไม่ต้องขยายตามออกไป ซึ่งเป็นปัญหาด้านการลงทุนที่เกินตัว และหากทุกฝ่ายเสียภาษีนี้ ก็จะทำให้มีทรัพยากรไปพัฒนาท้องถิ่น จึงถือว่าภาษีนี้ เป็นภาษีที่ “ยิ่งให้ (ผู้เสียภาษี) ยิ่งได้”

ในต่างประเทศ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสูงถึง 1-3% ของมูลค่าบ้าน ซึ่งมักเป็นมูลค่าที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดและดำเนินการประเมินค่าทรัพย์สินไว้ทุกปี ภาษีที่ได้นำมาพัฒนาท้องถิ่น แต่บางท่านเกรงว่าในกรณีประทศไทย ท้องถิ่นอาจจะโกงกิน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันท้องถิ่นได้เงินจากรัฐบาลกลาง 90% จึงไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ จึงมักมีการโกงกินกันทั่วไป แต่ถ้ารายได้หลักมาจากการจัดเก็บในท้องถิ่น แรก ๆ นักการเมืองท้องถิ่นก็ยังอาจจะโกง แต่ประชาชนในท้องถิ่นก็จะเริ่มตรวจสอบมากขึ้นเพราะภาษีเป็นภาษีจากตนเองโดยตรง การโกงก็จะลดลง ระบอบประชาธิปไตยก็จะเข้มแข็ง รัฐบาลจึงควรให้ประชาชนได้เรียนรู้

ดันภาษีที่ดินให้ขี้ขาดอีกรอบ นิด้าแนะเก็บหมดวัง-วัด-ราชการ ธนารักษ์เมินยืดใช้ราคาประเมิน

คลังเตรียมดันอีกรอบ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ด้านนักวิชาการแนะเก็บภาษี วัง-วัด-สถานที่ราชการ เพื่อรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ธนารักษ์เมินยืดเวลาใช้ราคาที่ดินใหม่

นางจรูญศรี ชายหาด ผู้อำนวยการส่วนนโยบายภาษีท้องถิ่นและรายได้อื่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ "ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ซึ่งจัดโดยสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเตรียมเสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พิจารณาเห็นชอบ ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามผลักดันกฎหมายดังกล่าวในสมัยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง แต่ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.

ทั้งนี้ รายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวจะยังคงเหมือนเดิม คือ การคำนวณภาษีจากมูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเป็นการคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุด ส่วนกรณีภาคอุตสาหกรรมการคำนวณจะไม่รวมมูลค่าของเครื่องจักร ขณะที่อัตราภาษีจะแบ่งเป็นที่ดินทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อัตราภาษีอยู่ที่ไม่เกิน 0.5% โดยเกณฑ์การเสียภาษีจะเพิ่มเติม 1 เท่าทุก 3 ปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 2% ส่วนที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย อยู่ที่ไม่เกิน 0.1% และที่ดินที่ใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม อยู่ที่ไม่เกิน 0.05% โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจในการออกข้อบัญญัติจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าได้ แต่ต้องไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด และรายได้จากการจัด เก็บภาษีดังกล่าวจะตกเป็นของ อปท.

นายอิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงว่าการประเมินภาษีของ อปท. จะมีความเป็นธรรมหรือไม่ แต่ในอีกมุม เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงไม่ค่อยเห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ และออกมาคัดค้านอย่างแน่นอน ดังนั้นคงเป็นไปได้ยากที่กฎหมายฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้

นายดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า เห็นว่าควรมีการใช้อัตราการจัดเก็บภาษีใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในระดับสูงสุด เพื่อให้สอดคล้องกับหลายประเทศ โดยยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า รวมถึงควรให้มีการจัดเก็บภาษีในที่ดินที่ได้รับการยกเว้นด้วย อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัด และสถานที่ในส่วนราชการอื่นๆ โดยอาจจัดเก็บในอัตราที่ลดหย่อนลง เช่น ภาษี 100% อาจลดหย่อนให้ 50-80% เนื่องจากตามหลักการของกฎหมายฉบับดังกล่าว ที่ให้มีการจัดเก็บภาษีตามการใช้ประโยชน์ของที่ดิน

ด้านนายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า การขยายเวลาการใช้ราคาประเมินที่ดินเดิมยังเป็นตามกำหนดเดิมคือ 6 เดือน ยังไม่มีแผนหรือแนวคิดที่จะขยายออกไปเป็น 1 ปี ตามที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เสนอ เพราะยังไม่มีเหตุผลใหม่เพียงพอที่จะต้องให้ขยายเวลาออกไปอีก

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการขยายเวลาการใช้ราคาประเมินเดิมออกไป เพราะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงเหลือ 1% กว่า จากที่คาดไว้จะขยายตัว 4-5% มีประชาชนที่เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำนวนมาก ทำให้ต้องขยายเวลาราคาประเมินออกไป เพื่อลดภาระของประชาชนในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้น

กก.ปฏิรูป ฝากความหวัง “ณัฐวุฒิ" แก้ปัญหาที่ดิน-เกษตร แนะฟื้นแนวคิดข้อเสนอปฏิรูปใหม่

นายเพิ่มศักย์ มกราภิรมย์ หนึ่งในคณะอดีตกรรมการปฏิรูป อนุกรรมการปฏิรูประบบเกษตร เผยผ่านรายการชั่วโมงปฏิรูป ทางคลื่นข่าวเอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิรซ์ ดำเนินรายการโดยนายภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ว่าในโอกาสที่รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยน ครม. ชุดยิ่งลักษณ์ 2 โดยมีการแต่งตั้งให้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูปที่ศึกษาเรื่องปัญหาภาคการเกษตรและการใช้ที่ดินมาโดยตลอด จึงอยากให้ นายณัฐวุฒิตั้งต้นดำเนินการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรด้วยการพิจารณาข้อเสนอของกรรมการปฏิรูปใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดถือครองที่ดินทำกินเพื่อการเกษตร และเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกร ก็จะสามารถเพิ่มรายได้เป็นวงจร ซึ่งทุกอย่างจะต้องทำและดำเนินการควบคู่กันไป

“ผมยังมีความหวังค่อนข้างมากต่อการทำงานของคุณณัฐวุฒิ เพราะมีบุคลิก เป็นคนติดดิน เป็นลูกชาวบ้าน มาจากต่างจังหวัด น่าจะเข้าใจปัญหาของเกษตรกรได้ดี และอยากเตือนรัฐบาลด้วยว่าเรื่องนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ บอกว่าอย่างไรบ้าง ต้องพิจารณาประกอบกันทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งเรื่องที่ดินเพื่อการทำการเกษตรกร ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่อยู่นอกระบบ ต้องเข้ามาดูว่าจะช่วยเกษตรกรอย่างไรบ้าง ขณะนี้คิดว่าพรรคเพื่อไทย กำลังทำรูปแบบประชานิยมในลักษณะกว้าง อยากจะเสนอในฐานะกรรมการปฏิรูปว่า ปัญหาของเกษตรกรเรื่องใหญ่คือต้องลดการเช่าที่ดินให้น้อยที่สุด ลดหนี้สิน ลดการจ่ายดอกเบี้ย เพื่อให้มีเงินพอที่จะลงทุนใหม่ได้ และต้องช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคาสินค้าทางการเกษตร”

นายเพิ่มศักย์ ระบุว่า ตอนนี้มีสัญญาณเตือนคนไทยจะย้อนไปสู่เหมือนสมัย 14 ตุลาคม 2516 มหาวิปโยคที่คนไทยจะหันมาห้ำหั่นกัน โดยไม่เป็นเหตุเป็นผล ทั้งในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เรื่องที่มีความสำคัญ คือความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข ปัญหาปากท้องของประชาชน สังคมไทย ควรจะต้องดูว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องอะไร การคุยกันในสภาพการณ์ที่ขาดสติ ในเรื่องที่ละเอียดอ่อน จะทำให้สังคมไทยไม่รับฟังกัน

นายเพิ่มศักย์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ไฟในบ้านเมืองถูกจุดขึ้นแล้ว มีทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ความรุนแรง บทบาทสื่อมีปัญหาสำคัญ การจุดติดชนวนให้เกิดความร้าวฉาน อย่าไปขยายวง ให้เติมเชื้อไฟ และต้องให้ลดจำนวนลง ต้องดึงคนกลุ่มใหม่ให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่การตั้งกรรมการคุยกันอยู่ไม่กี่คน อยากให้รัฐบาลและสื่อช่วยกันนำเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้คนไทยเท่าทันกับประชาคมอาเซียน และให้เท่าทันกับอำนาจกับเรื่องท้องถิ่น หากดำเนินการแบบนี้ก็จะสามารถปฏิรูป 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้ และเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็จะค่อยๆลงตัวเอง

‘ประกาศอุทยานฯไล่ที่ทำกิน’ มรสุมที่ร้ายกว่าภัยพิบัติของชาวนบพิตำ

ศิริรัตน์ อนันต์รัตน์
ศูนย์ประสานงานเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ภาคใต้

ป้ายประกาศ ทส 0915.503/1142 โดยอุทยานแห่งชาติเขานัน ซึ่งพื้นที่ครอบคลุม อ.นบพิตำ อ.ท่าศาลา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำผิด พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ให้รื้อถอนทำลายสวนยางพาราแหล่งทำมาหากินชาวบ้านเขาโพธิ์ หมู่ 9 ต.นบพิตำ ภายใน 26 มี.ค.55
.................

สร้างความฉงนใจและรู้สึกสูญเสียให้กับชาวบ้านที่นี่ไม่น้อยไปกว่าเมื่อครั้งเกิดอุทกภัยทางธรรมชาติที่ผ่านมา แต่ภัยทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ชาวบ้านที่นี่ใช้ชีวิตและเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้บนความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไป สภาพความเสียหายต่างๆจะยังสามารถฟื้นฟูเข้าสู่สภาพเดิมได้ แต่ทันทีที่มีการติดประกาศดังกล่าวจากอุทยานแห่งชาติเขานัน ให้ทำลายสวนยางพาราอันเป็นความหวังและหัวใจสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิต คนที่นี่บอกว่าเหมือนเป็นการฆ่ากันให้ตายทั้งเป็น

ย้อนรอยที่มาของปัญหา
อุทยานแห่งชาติเขานัน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อ.นบพิตำ อ.ท่าศาลา และอ.สิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขานครศรีธรรมราช ตามลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงทอดยาวตามแนวเหนือ-ใต้ ที่ซับซ้อน มีเนื้อที่ประมาณ 256,121 ไร่ หรือ 409.79 ตารางกิโลเมตร

ตามคำสั่งกรมป่าไม้ที่ 1627/2532 ให้ นายลือสัก สักพันธ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 กองอุทยานแห่งชาติ ไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ากรุงชิง ป่าเขานัน และป่าคลองเผียน ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อ.ท่าศาลา และอ.สิชล และเนื่องจากอุทยานแห่งชาติเขาหลวง และอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น มีพื้นที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว ประมาณ 388,232 ไร่ หรือ 601 ตารางกิโลเมตร จึงได้มีการสำรวจเพื่อประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติแต่ก็ไม่ได้จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแต่อย่างใด เนื่องจากมีสวนยางพาราและสวนผลไม้ของชาวบ้านอยู่ในพื้นบริเวณดังกล่าวด้วย

จากนั้นทางอุทยานแห่งชาติเขานันได้จัดทำรายการสำรวจเพิ่มเติม และกำหนดบริเวณ พื้นที่พร้อมทั้งจัดทำแผนที่ แสดงแนวเขตที่จะประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตามหนังสือของกองอุทยานแห่งชาติที่ กษ 0713(ขน)/30 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2535 และให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขานัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามหนังสือของสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ กษ 0712.3/2822 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2537

และตามมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2535 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2535 ตามระเบียบวาระที่ 4 เห็นชอบให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขานันในท้องที่ ต.กรุงชิง ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ ต.ตลิ่งชัน อ.ท่าศาลา และต.เขาน้อย ต.ฉลอง ต.เทพราช ต.เปลี่ยน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช และดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 อุทยานแห่งชาติเขานันได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 113 ของประเทศไทย โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอนที่ 96 ก ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2552

แผ่นดินปู่ แผ่นดินย่า เขาอยู่มาก่อน “มหาสงครามเอเชียบูรพา”
นายโพธิ์ เพชรพุทธ ในวัย 80 ปี เล่าถึงเมื่อครั้งตนและครอบครัวขึ้นมาตั้งทำมาหากินที่บ้านเขาโพธิ์ หมู่ 9 ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ว่าได้ขึ้นมาอาศัยทำสวนยางและสวนผลไม้ตามคำชักชวนของ เกลอพ่อ (เพื่อนสนิทของพ่อ) ในปี พ.ศ.2486 ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามมหาเอเชียบุรพา (25 ม.ค. พ.ศ.2485 ไทยประกาศเข้าร่วมสงครามมหาเอเชียบูรพา)แต่ขณะที่ตนมาตั้งรกรากทำสวนยางพารานั้น เกลอของพ่อได้ทำสวนยางมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว

“เดิมผมอยู่ที่ อ.พรหมคีรี ตอนปี พ.ศ.2484 มีเริ่มมีสงครามเกิด มีคนญี่ปุ่นมาที่เมืองนคร ช่วงนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย เกลอพ่อชวนขึ้นมาทำสวนยางด้วยกันที่นี่ ก็เลยตัดสินใจย้ายครัวมาจาก อ.พรหมคีรี สมัยนั้นยังไม่มีการเรียกชื่อหมู่บ้าน จนกระทั่งอยู่มานานๆเข้า เขาก็เรียกบ้านนี้ว่าบ้านเขาโพธิ์ตามชื่อผม เพราะอยู่ที่นี่มานาน นับไปนับมาก็เกือบ 70 ปีแล้ว”นายโพธิ์กล่าว

ประเทศไทยมีการออกประกาศพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติขึ้น ครั้งแรกในปี พ.ศ.2504 ในขณะที่ชาวบ้านเขาโพธิ์อาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้ว 18 ปี

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551 ได้มีการดำเนินคดีต่อชาวบ้าน และทางอุทยานแห่งชาติได้ออกหนังสือในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2555 เพื่อให้ชาวบ้านโค่นทำลายสวนยางพาราในพื้นที่ของตนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 26 มีนาคม 2555

“คนที่นี่ถูกแจ้งความบุกรุกป่าอุทยาน ทั้งที่อุทยานประกาศมาประกาศทับที่ทำมาหากินของเรา แล้วยังมาออกหนังสือสั่งให้เราโค่นต้นยางและทำลายล้างสวนผลไม้ที่ปลูกมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าของเราอีก” นายชัยโย เพชรพุทธ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านเขาโพธิ์ ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราชกล่าว

เคราะห์กรรมที่นบพิตำวันนี้ ไม่ได้มีแต่เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ
นายชัยโย บอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกบ้านของเขาในขณะนี้ว่า “ตอนนี้ลูกบ้านผม 50 กว่าครอบครัว ได้รับผลกระทบจากอุทยาน คนที่นี่เพิ่งประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติยังไม่ทันฟื้นฟูเข้ารูปเข้ารอย ก็มาเจอภัยจากอุทยานซ้ำเข้าอีกรอบ นี่จำนวนผู้เดือดร้อนยังไม่รวมลูกบ้านที่ถูกโค่นสวนผลไม้ โค่นสวนยางไปก่อนล่วงหน้าอีก 10 ราย ผมโทรศัพท์ไปหาทางหัวหน้าอุทยาน เขาก็บอกว่ายังไม่ทราบเรื่อง และจะยังไม่ดำเนินการใดๆ แต่ก็มีประกาศจากอุทยานมาติดเอาไว้บนที่ดินของชาวบ้านแล้ว”

“ตอนนี้ที่ดินของชาวบ้าน 50 กว่าครัวเรือนมีการออกประกาศจากทางอุทยาน ชาวบ้านทุกคนจะได้รับผลกระทบแน่นอน หากทางอุทยานมาโค่นล้มต้นยางและสวนผลไม้ที่เป็น แหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน ทั้งที่ชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยานหลายอายุคนแล้ว ผมคิดว่าต้องหาทางออกเรื่องนี้ให้ชัด เพราะมันกระทบกับชาวบ้านโดยตรง”นายชัยโยกล่าว

นายประยุทธ วรรณพรหม ผู้ประสานงานเครือข่ายที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการคิดดี ทำดี ที่เมืองนคร กล่าวถึง ปัญหาการประกาศเขตทับที่ทำกินของชาวบ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคม และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

“อย่างกรณีที่เกิดขึ้น ต้องยุติการโค่นและทำลายสวนยางและสวนผลไม้ของชาวบ้านก่อน ซึ่งผมคิดว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชจะต้องเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อ.นบพิตำ และควรมีคณะกรรมการ อันประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนขึ้นมาตรวจสอบข้อมูล นอกจากนี้ ผมเสนอให้ทำแผนที่ชุมชนประกอบกับการเดินตรวจจับวัดพิกัดด้วยเครื่อง GPRS.เพื่อระบุพื้นที่อุทยานและพื้นที่ของชาวบ้านที่ถูกต้อง”นายประยุทธกล่าว

นายประยุทธ ยังระบุด้วยว่า โดยทั่วไปชาวบ้านทางภาคใต้ซึ่งประกอบอาชีพทำสวนยางพารามักจะปลูกผลไม้อื่นๆแซมระหว่างต้นยางพาราไปด้วย คนในพื้นที่จึงเรียกว่า “ป่ายาง” มากกว่า “สวนยาง” เพราะป่ายางของชาวบ้านมีทุกอย่างที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตที่อิงอาศัยกับธรรมชาติ ตามวิถีดั้งเดิม

“หน่วยงานรัฐมักจะมองอย่างมีอคติว่าชาวบ้านทำลายป่า ทั้งที่ชาวบ้านเองนั่นแหละเป็นผู้ดูแลรักษาป่าตามวิถีชีวิตที่ต้องอาศัยทำมาหากินร่วมกับธรรมชาติ ผมว่าการที่รัฐให้สัมปทานทำเหมืองแร่ตามเขตต้นน้ำบนเนื้อที่กว่าพันไร่ น่าจะเป็นการเรื่องทำลายป่า ทำลายธรรมชาติมากกว่ากลุ่มชาวบ้านที่อาศัยทำมาหากินร่วมกับธรรมชาติมาตลอดทั้งชีวิตของเขา” นายประยุทธกล่าว
…………………
วันนี้ที่เทือกเขานครศรีธรรมราช ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุต่างๆทั้ง ดีบุก แบไรต์ วุลแฟรม จนมีการให้สัมปทานเอกชนทำเหมืองแร่กว่า 1,000 ไร่ ขณะที่ชาวบ้านอาศัยทำสวนผลไม้ สวนยางพาราสืบทอดกันมาเกือบ 60 ปี ถูกดำเนินคดีบุกรุกที่ดินของตนเอง พวกเขาคิดว่าเป็นมหัตภัยยิ่งกว่าพิบัติภัยธรรมชาติที่ผ่านมา

ฝันจัดสรรที่ดินให้คนจน20จังหวัด

รมช.มหาดไทยคุยจะสำรวจรังวัดที่ดิน 64 จังหวัด และให้พิจารณานำที่ดินสาธารณประโยชน์มีผู้รุกไม่จำเป็นต้องหวงห้ามมาจัดสรรให้ผู้ยากไร้ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ใน 20 จังหวัด

นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดได้เป็นประธานการประชุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานให้กับผู้บริหารงานที่ดินและผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อการบริการประชาชน มีผู้เข้ารับนโยบายกว่า 1,000 คนจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยกำชับให้ทั้งองค์กรบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยกรมที่ดินจะต้องเร่งออกโฉนดให้ประชาชนโดยเร็ว เพื่อให้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง ก่อให้เกิดความรู้สึกมั่นคง หวงแหนในท้องถิ่น

นายชูชาติกล่าวว่า ในปีนี้จะมีการสำรวจรังวัดที่ดินใน 64 จังหวัด และให้พิจารณานำที่สาธารณประโยชน์มีผู้บุกรุกไม่จำเป็นต้องหวงห้าม นำมาจัดสรรให้ผู้ยากไร้ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินใน 20 จังหวัด ภาคเหนือ 3 จังหวัด คือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอและจังหวัดพิจารณา ซึ่งกรมที่ดินจะออกหนังสืออนุญาตเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาความยากจน

ที่สำคัญกระทรวงมหาดไทยขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดแผนระดับชุมชน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ และยาเสพติด ซึ่งถือเป็นนโยบายแห่งชาติ ซึ่งนโยบายทุกอย่างจะสัมฤทธิผลได้ต้องอาศัยฐานรากที่แข็งแกร่ง นั่นก็คือการเริ่มต้นจากท้องถิ่น หากท้องถิ่นมีความมั่นคงแข็งแกร่งแล้ว การขับเคลื่อนนโยบายระดับจังหวัดไปสู่นโยบายแห่งชาติก็จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ศ.ศรีราชา ขีดเส้นเร่งรัด แก้ปัญหารุกที่ดินวังน้ำเขียว ให้เสร็จ 3-6 เดือน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยอมรับ ที่ดินวังน้ำเขียวเป็นปัญหาร้อน เป็นปัญหาเชิงระบบ จำเป็นต้องแก้อย่างรอบคอบ-พิจารณาเป็นรายกรณี รายแปลง พร้อมให้ความสำคัญข้อมูลจากประชาชน

วันที่ 19 มกราคม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจร “ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่รับฟังและแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน ครั้งที่ 1” ณ หอประชุมอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

ศ.ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงที่ดินวังน้ำเขียวเป็นปัญหาร้อน เป็นปัญหาเชิงระบบ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ และต้องพิจารณาเป็นรายกรณี รายแปลง โดยอยู่บนหลักคิดที่ว่า เมื่อแนวนโยบายของรัฐที่ผ่านมาทางกระทรวงต่างๆ นั้น ไม่เป็นธรรม ไม่ต่อเนื่อง ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการลำบาก ขณะที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน การรับฟังข้อมูลจากประชาชนมีความจำเป็น

“ ปัญหาที่ดินวังน้ำเขียวนั้น เกิดจากการที่หน่วยงานภาครัฐ ทั้งในส่วนของกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ สปก. ถือแผนที่คนละฉบับ ฉะนั้น จึงได้นำแผนที่ทั้ง 3 ฉบับมาครอบทับกัน ขยายสเกลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้พบว่า พื้นที่มีการทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของทั้ง 3 หน่วยงาน”

ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหา ศ.ศรีราชา กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ถือครองที่ดิน หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่ถูกต้อง สิทธิก็จะคงอยู่ เช่นเดียวกับกรณีที่อยู่ก่อนการประกาศเขตป่าสงวน ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ ก็จะไม่ถูกรอนสิทธิ์เช่นกัน แต่หากพบว่า เป็นผู้บุกรุกป่าจริง จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย พิจารณาไปตามความเป็นจริง เพื่อไม่ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ส่วนผู้ที่รับโอนสิทธิ์ เข้าซื้อที่ดินโดยสุจริต หรือนำที่ดิน สปก. ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีแนวคิดที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบออกเป็นมติ ครม. เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวต่อได้ 10 ปี ในกรณีที่ที่ดินอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์โซนซี และ 15 ปี สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โซนซี ทั้งนี้ กรมอุทยาน กรมป่าไม้ และ สปก.ต้องให้ความเห็นชอบด้วย

ทั้งนี้ ศ.ศรีราชา กล่าวถึงพื้นที่ที่ได้รับการอะลุ่มอะหลวยให้อยู่ต่อ 10-15 ปี นั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ไม่บุกรุกป่าเพิ่มเติม ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติม ต้องมีการปลุกป่า และที่สำคัญต้องไม่มีการโอนสิทธิ์ต่อให้ผู้อื่น แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีพื้นที่ที่มีปัญหา สปก. ออกไปทับที่อุทยานฯ หรือป่าไม้ ก็ต้องมีการตัดพื้นที่บางส่วนคืนกลับไป ซึ่งการหาทางออกนั้น ทุกอย่างต้องดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล เป็นกลาง ไม่เข้าข้างหน่วยงานรัฐ หรือประชาชน แต่ต้องดำเนินการอย่างเห็นใจต่อผู้ที่เข้าไปยังพื้นที่โดยไม่รู้ที่มาที่ไป

“ที่ผ่านมาปัญหาในพื้นที่มีจำนวนมาก เพราะความใจเร็วของนักการเมืองที่ต้องการทำให้ได้ตามที่หาเสียงไว้ จึงเป็นช่องทางให้เกิดความไม่ละเอียดรอบคอบในการส่งมอบแผนที่ ทั้งนี้ ผู้ตรวจการจะเร่งรัด แก้ปัญหาการรุกที่ดินวังน้ำเขียว ให้แล้วเสร็จในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า โดยจะไม่สร้างปัญหาตามมาในอนาคต ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาดังกล่าว จะกลายเป็น "วังน้ำเขียวโมเดล" ที่จะนำไปใช้การแก้ปัญหากรณีรุกที่ดินของรัฐทั่วประเทศต่อไป”

ขณะที่นายภูมิสิทธิ์ วังคีรี นายอำเภอวังน้ำเขียว กล่าวถึงปัญหาพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาว่า ประกอบด้วย 1.พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ทับซ้อนที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินของประชาชน โดยรัฐบาลได้มีพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2524 ประกาศกำหนดให้ที่ดินป่าวังน้ำเขียว ตำบลสะแกราช และต.วังน้ำเขียว อำเภอปักธงชัย (ปัจจุบันเป็น ต.อุดมทรัพย์ ต.วังน้ำเขียว และ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว) เป็นเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ขณะเดียวกันก็ได้มีการประกาศจัดตั้งหมู่บ้าน ตำบล ของกระทรวงมหาดไทย ที่ได้จัดตั้งบ้านบุไทร บ้านไทยสามัคคี ตำบลไทยสามัคคี ตั้งแต่ปี 2520

2.พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง (พื้นที่ป่าอนุรักษ์โซน C ) ทับซ้อนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชน ใน ต.วังน้ำเขียว และ ต.วังหมี รวม 18 หมู่บ้าน ขณะเดียวกันการกำหนดพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์บางส่วนยังอยู่ในพื้นที่ดำเนินการของ สปก. และ 3.การใช้ประโยชน์ที่ดิน สปก. ที่ขัดต่อระเบียบ จำนวน 2,125 ราย เช่น การนำที่ดินไปใช้สร้างที่พัก รีสอร์ท สถานประกอบการอื่นๆ เนื่องจากได้ผลตอบแทนมากกว่าการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดิน สปก. เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย บ้านพักตากอากาศ

นายอำเภอวังน้ำเขียว กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวเขตที่ไม่ชัดเจน ซึ่งหากจะโทษว่า ใครเป็นคนผิด ก็ต้องโทษ ทั้งภาครัฐและประชาชน เพราะต้องยอมรับว่า มีประชาชนบางส่วนเข้ามาอย่างไม่ถูกระเบียบ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ ก็ไม่มีความต่อเนื่องในการแก้ปัญหา เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยนตาม

ด้านนายธาวิน อินทรจำนง ผู้อำนวยการสอบสวนสำนัก 3 กล่าวถึงความชัดเจนในเรื่องของการจัดทำแผนที่ว่า ต้องดูจากภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อจะได้ระบุได้ว่า พื้นที่ใดเป็นพื้นที่ทับซ้อน จากนั้นนำมาพิจารณาประกอบกับข้อมูลการอยู่อาศัยของประชาชน เพื่อความชัดเจนว่า บุคคลใดเป็นผู้บุกรุก

“แผนที่ที่จัดทำขึ้น ต้องนำมาสู่พื้นดินให้ได้ เพื่อจะได้นำไปสู่การแก้ปัญหา ทั้งนี้ การแก้ปัญหาดังกล่าว จะต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ ในส่วนของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เกิดการทับซ้อน ไม่ว่าจะกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ สปก. ต้องมีการหารือร่วมกัน ไม่ใช่ผลักภาระไปที่ประชาชน”

นายธาวิน กล่าวด้วยว่า กรณีที่ดินวังน้ำเขียวนั้น ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะถือเป็นตัวอย่างที่จะนำไปใช้ในการพิจารณาข้อพิพาทกรณีรุกที่ดินของรัฐทั่วประเทศ

จากนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อสำรวจพื้นที่ในบริเวณดังกล่าว ระหว่างนั้น นายสุเทพ เฉลานอก อายุ 34 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 7 ต.ไทยสามัคคี ซึ่งมีปัญหาที่ดินทำกิน ออกโดย สปก ทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าว ถึงความกังวลว่าพื้นที่ที่อยู่อาศัยนั้น จะมีการถูกเพิกถอนหรือไม่อย่างไรเพราะไม่มีความรู้และเข้าใจในเรื่องข้อกฎหมายมากนัก อีกทั้งอยากรับทราบแนวทางของทางภาครัฐในการบริหารจัดการ เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินพื้นที่เดียวของครอบครัวที่ใช้ทำการเกษตร ร่วมกับพี่น้องอีก 8 คน แต่อย่างไรก็ตามยืนยันว่า แต่เห็นพ่อแม่ทำกินในพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

เกษตรฯ ​เผย มีรุกที่ดิน ส.ป.ก.วังน้ำ​เขียว 112 ​แห่ง ระบุ ภาย​ใน ม.ค.นี้ ​เตรียมยื่นฟ้อง 3 รีสอร์ท

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่า​การกระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์ ​เปิด​เผย​ถึง​ความคืบหน้า ผล​การดำ​เนินงานตรวจสอบสิทธิ​และ​การ​ใช้ประ​โยชน์​ในที่ดิน​ใน​เขตปฏิรูปที่ดิน อำ​เภอวังน้ำ​เขียว จังหวัดนครราชสีมา ปี 2554 ​และ​การดำ​เนิน​การต่อ​เนื่อง ปี 2555 ว่า ตามที่กระทรวง​เกษตรฯ ​ได้มอบหมาย​ให้สำนักงาน​การปฏิรูปที่ดิน​เพื่อ​เกษตรกรรม ​หรือ ส.ป.ก.​เร่งตรวจสอบ​และติดตาม​การ​ใช้ประ​โยชน์ที่ดิน​ใน​เขตปฏิรูปที่ดิน ​หรือมี​การซื้อขายที่ดิน​ทั้ง​ในที่ดินที่จัด​แล้ว​และยัง​ไม่จัด ​ไป​ใช้ประกอบกิจกรรมอื่นที่​ไม่​ใช่​การ​เกษตรกรรม ​โดยผล​การดำ​เนิน​การตรวจสอบ​ในปัจจุบันพบว่า มี​การนำที่ดิน ส.ป.ก.​ไปประกอบกิจกรรมอื่นที่​ไม่​เป็น​ไปตามวัตถุประสงค์ รวม​ทั้งสิ้น 112 ​แห่ง ​แบ่ง​เป็น ร้านอาหาร 8 ​แห่ง บ้านพัก 9 ​แห่ง รีสอร์ท​และ​แปลง​เกษตรกรรม 6 ​แห่ง ​โฮมส​เตย์ 3 ​แห่ง ​โรง​แรม 3 ​แห่ง ​และกิจ​การอื่นๆ ​เช่น ​โรงผสมคอนกรีต ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ปั๊มน้ำมัน 6 ​แห่ง รวม​ถึงรีสอร์ทที่มี​การตรวจสอบพบ​เพิ่ม​เติมอีก 56 ​แห่ง จากที่​ได้ตรวจสอบ​ไว้​เดิม 21 ​แห่ง รวม​เป็น​ทั้งสิ้น จำนวน 77 ​แห่ง

"​ในส่วน​ความคืบหน้า​การดำ​เนิน​การทางคดีกับรีสอร์ท​ทั้ง 21 ​แห่ง​แรก ที่ ส.ป.ก.นครราชสีมา ​ได้ดำ​เนิน​การตามระ​เบียบที่กำหนด คือ ​ได้มีหนังสือ​แจ้ง​ผู้ประกอบ​การรีสอร์ท​ทั้ง 21 ​แห่ง ​ให้มาชี้​แจง ​หรือนำหลักฐานมายืนยันกับ​เจ้าหน้าที่ ​และ​เมื่อครบกำหนด ส.ป.ก.จะดำ​เนิน​การออกตรวจสอบอีกครั้ง หาก​ไม่ปฏิบัติตามคำ​เตือน จะดำ​เนิน​การ​แจ้งสั่ง​ให้รื้อถอน ดำ​เนินคดีอาญา​และคดี​แพ่งตามลำดับนั้น ขณะนี้ ส.ป.ก.กำลังรวบรวมรายละ​เอียดหลักฐาน​ทั้งหมด ​และ​เริ่มทยอยฟ้อง​ผู้กระ​ทำผิด​ในรายที่มีข้อมูล​และหลักฐานครบถ้วน ​เพื่อส่ง​ให้พนักงานอัย​การต่อ​ไป ​ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 3 ราย ที่ข้อมูลมี​ความพร้อมที่จะดำ​เนินคดี​ใน​เดือนมกราคม นี้ ​ทั้งนี้ จาก​การตรวจสอบหลักฐาน​เบื้องต้นพบว่า ​ในจำนวนรีสอร์ท​ทั้ง 21 ​แห่ง มีตำ​แหน่งที่ดินอยู่​ใน​เขตพื้นที่ ส.ป.ก.​ถึง 11 ​แห่ง ริม​เขต ส.ป.ก. 3 ​แห่ง ​เป็นพื้นที่คาบ​เกี่ยวอีก 5 ​แห่ง ​และ​ไม่ปรากฏชัด​เจนอีก 2 ​แหง ส่วนสิ่งก่อสร้าง​และ​การประกอบกิจกรรมอื่นที่พบ​เพิ่ม​เติม ส.ป.ก.​ก็จะดำ​เนิน​การ​ไปตามขั้นตอน​เช่น​เดียวกัน" นายธีระ กล่าว

​ทั้งนี้ นายธีระ กล่าว​เพิ่ม​เติมอีกว่า นอกจากนี้ ส.ป.ก.ยัง​ได้​ทำ​การตรวจสอบสิทธิ​และ​การ​ใช้ประ​โยชน์​ในที่ดิน ที่​ได้รับ​การจัดที่ดิน​ไป​แล้ว จำนวน 6,217 ราย 7,616 ​แปลง พื้นที่ 133,520 ​ไร่ พบว่า มี​การ​ใช้ที่ดินถูกต้องตามระ​เบียบ จำนวน 4,092 ราย 5,173 ​แปลง พื้นที่ 88,470 ​ไร่ คิด​เป็นสัดส่วน 65.82 % ขณะที่มีจำนวน​ผู้ถือครองอีก 2,125 ราย ​ในจำนวน 2,443 ​แปลง พื้นที่ 45,049 ​ไร่ คิด​เป็น 34.18 % ​ได้นำที่ดิน​ไป​ใช้ผิดระ​เบียบ

​โดย​ในส่วนของ​การดำ​เนิน​การกับ​ผู้กระ​ทำผิดระ​เบียบนั้น ทาง ส.ป.ก.​ได้ส่งหนังสือ​เตือน​ให้ประกอบอาชีพ​เกษตรกรรมด้วยตน​เอง ​ในที่ดิน​ในรายที่ผิดระ​เบียบ​แล้ว ​แต่หากครบระยะ​เวลาที่กำหนด คือ 60 วัน ​ในรายที่ผิดระ​เบียบ หาก​ไม่มา​ให้ข้อมูล​หรือมา​ให้ข้อมูล ​แต่พบว่าผิดจริง ​ให้มีหนังสือ​เตือนอีกครั้งตามระยะ​เวลากำหนด ​และหาก​ไม่ปฏิบัติตามนำ​เสนอคณะกรรม​การปฏิรูปที่ดินจังหวัด​เพิกถอนสิทธิ สำหรับรายที่​เข้ามา​ใช้ประ​โยชน์​ในที่ดิน​โดยมิชอบ จะมีหนังสือ​แจ้งข้อ​เท็จจริง ตามที่กฎหมายกำหนด ​และ​เมื่อครบกำหนดตามหนังสือ​เตือนออกตรวจสอบ​ใหม่อีกครั้ง หาก​ไม่ปฏิบัติตามนำ​เสนอคณะกรรม​การปฏิรูปที่ดินจังหวัด​เพิกถอนสิทธิ ตามลำดับ สำหรับพื้นที่คงค้าง​การจัดที่ดินนั้น ทาง ส.ป.ก.จะ​ได้ตรวจสอบจาก​แผนที่​และพื้นที่จริงว่าสามารถดำ​เนิน​การจัดที่ดิน​ได้​หรือ​ไม่ หากจัด​ได้​ก็จะดำ​เนิน​การตามขั้นตอนต่อ​ไป ส่วนที่ทาง​ผู้ประกอบ​การ​เสนอทางออกร่วม ​โดยขอที่จะคืนพื้นที่ ​และ​เช่าต่อนั้น ยืนยันว่า คง​ทำ​ไม่​ได้ ​เพราะหากมา​ทำผิด​แล้วมาขอกันภายหลัง​แล้ว จะ​ทำ​ให้​เกิด​การ​เอาอย่าง ​และจะ​เกิดปัญหาระยะยาว ส่งผล​ให้มี​การรุกที่มากขึ้นด้วย

ขณะที่ นายวีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ ​เลขาฯ สปก.กล่าวว่า ​ในส่วนรายชื่อที่จะมี​การยื่นฟ้อง 3 ราย​แรก ​โดยมี​การ​เตรียมพร้อมข้อมูล ที่ส่ง​ให้พนักงานอัย​การ 3 ราย ที่มีหลักฐาน​แน่หนา คือ ​เพชรภูหมอก ถือครอง​โดย นางสาว อรทัย ทองบู่ , มะฮอกกานีฮิลล์ ถือครอง​ในนาม นางชุติกานต์ ศรี​เค้า ​และ บ้าน​ไร่ภูศิริ ถือครอง​ในนาม นาย​เริงฤทธิ อินพา​แสง ส่วนรายอื่นๆ ที่​เหลืออยู่ระหว่าง​การ​เตรียมขู้อมูล​เพื่อยื่นฟ้องต่อ​ไป

กษ.จ่อฟ้องรุกที่ สปก.วังน้ำเขียว ม.ค.นี้ ปฏิเสธคำขอเช่าทำธุรกิจ

ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน

“ธีระ” แถลงความคืบหน้าจัดการปัญหารุกที่ดิน สปก.วังน้ำเขียว โคราช ล่าสุดรวม 112 แห่ง ภายใน ม.ค.จ่อฟ้องศาล 3 ราย ปฏิเสธข้อเสนอผู้ประกอบการขอเช่าที่เพราะผิดกฏหมาย

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสิทธิและการใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ว่าสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รายงานว่ามีการนำที่ดิน ส.ป.ก.ไปประกอบกิจกรรมอื่นที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อทำการเกษตรกรรม 112 แห่ง แบ่งเป็น ร้านอาหาร 8 แห่ง บ้านพัก 9 แห่ง รีสอร์ท 6 แห่ง โฮมสเตย์ 3 แห่ง โรงแรม 3 แห่ง และกิจการอื่นๆ เช่น โรงผสมคอนกรีต ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ปั๊มน้ำมัน 6 แห่ง รวมถึงรีสอร์ทที่มีการตรวจสอบพบเพิ่มเติมอีก 56 แห่ง จากที่พบ 21 แห่ง รวมเป็น 77 แห่ง

นายธีระ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการทางคดีกับรีสอร์ททั้ง 21 แห่งแรกที่ ส.ป.ก.นครราชสีมา เคยออกหนังสือแจ้งผู้ประกอบการให้มาชี้แจง หากไม่ปฏิบัติตาม จะดำเนินการรื้อถอน ดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งตามลำดับนั้น กำลังรวบรวมหลักฐานและเริ่มทยอยฟ้องผู้กระทำผิดในรายที่มีข้อมูลและหลักฐานครบถ้วน เพื่อส่งให้พนักงานอัยการต่อไป ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 3 รายที่ข้อมูลมีความพร้อมจะดำเนินคดีภายใน ม.ค.55 นี้

“จากหลักฐานเบื้องต้นรีสอร์ท 21 แห่ง อยู่ในเขต ส.ป.ก ถึง 11 แห่ง ริมเขต ส.ป.ก. 3 แห่ง เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวอีก 5 แห่ง และไม่ปรากฏชัดเจนอีก 2 แห่ง ส่วนสิ่งก่อสร้างและการประกอบกิจกรรมอื่นที่พบเพิ่มเติม ก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอนเช่นเดียวกัน และไม่สามารถสนองความต้องการขอเช่าที่ดิน สปก. ของผู้ประกอบการรุกพื้นที่วังน้ำเขียวได้ เพราะต้องทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์”

นายธีระ ยังกล่าวว่า ส.ป.ก. ยังตรวจสอบสิทธิและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่รับการจัดสรรแล้ว 6,217 ราย 7,616 แปลง 133,520 ไร่ พบว่า มีการใช้ที่ดินถูกต้องตามระเบียบ 4,092 ราย 5,173 แปลง 88,470 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 65.82 % ขณะที่มีจำนวนผู้ถือครองอีก 2,125 ราย 2,443 แปลง 45,049 ไร่ คิดเป็น 34.18 % นำที่ดินไปใช้ผิดระเบียบ

ซึ่งทางส.ป.ก.ได้ส่งหนังสือเตือนให้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยตนเองในที่ดินรายที่ผิดระเบียบ หากครบกำหนด 60 วันไม่มาให้ข้อมูล และพบว่าผิดจริง จะมีหนังสือเตือนอีกครั้ง ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตาม จะให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพิกถอนสิทธิ

“สำหรับพื้นที่คงค้างการจัดที่ดินนั้น ทางส.ป.ก.จะตรวจสอบจากแผนที่และพื้นที่จริงว่าสามารถดำเนินการจัดที่ดินได้หรือไม่ หากจัดได้ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” รมว.กษ. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ครอบคลุม 5 ตำบล ได้แก่ ต.อุดมทรัพย์ วังน้ำเขียว วังหมี ระเริง และไทยสามัคคี อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง อุทยานแห่งชาติทับลาน และป่าสงวนแห่งชาติโซนเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐประกาศเขต สปก. ปี 36 โดยกรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ที่ประกาศเขตให้ สปก.อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เพื่อจัดสรรให้ประชาชนเข้าพักอาศัยและจัดเป็นพื้นที่ทำกินเกษตรกรรม

แต่ภายหลังเกิดปัญหาการซื้อขายเปลี่ยนการถือครองที่ดินจากเกษตรกรสู่นายทุน ซึ่งผิดระเบียบ ส.ป.ก. แต่หน่วยงานรัฐกลับรับการชำระภาษีบำรุงท้องที่(ภบท.5) และออกใบอนุญาตก่อสร้าง ออกบ้านเลขที่และทะเบียนบ้าน จึงเกิดเป็นปัญหาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มีการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้บุกรุก