ทรัพย์สินทางปัญญา

จดจีไอข้าวทุ่งกุลาร้องไห้คืบ ยื่นกาแฟให้อียูพิจารณาอีก

จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ในอียูใกล้สำเร็จ คาดม.ค.ปีหน้ารู้ผล พร้อมยื่นจดต่ออีก 2 รายการ กาแฟดอยช้างและดอยตุง

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการแปลคำขอ โดยคาดว่าหากไม่มีคำคัดค้านใดๆ ก็จะสามารถจดทะเบียนได้ภายในเดือนม.ค.2554 นี้ ซึ่งทางอียูเองได้แจ้งว่าจะให้ความสำคัญกับการดำเนินการเรื่องนี้เป็นอย่าง มาก เพราะทราบดีว่าข้าวเป็นสินค้าที่มีความสำคัญมากสำหรับไทย ส่วนการจดทะเบียนไหม ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทยอีกรายการหนึ่ง อียูแจ้งว่าการจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของอียูจะต้องเป็นสินค้าที่บริโภค ได้เท่านั้น แต่ก็มีข้อยกเว้น โดยปัจจุบันยังไม่รวมถึงไหม จึงไม่สามารถจดไหมเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้

ขณะเดียวกัน ไทยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจีไอในอียูเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือ กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง ซึ่งทางอียูได้รับคำขอไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการ

นอกจากนี้ กรมฯ จะให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย มีการยื่นขอจดทะเบียนจีไอให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งแก้ไขปัญหาการแอบอ้างนำสินค้าจีไอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วไปใช้ เช่น ล่าสุดมีการแอบอ้างสินค้าสับปะรดภูแล จ.เชียงราย ไปใช้ โดยนำมาขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดสด และร้านค้าทั่วไปซึ่งถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของกลุ่มที่ได้ขึ้น ทะเบียนเอาไว้ ซึ่งกรมฯ จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

คาดม.ค.รู้ผลจดทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในอียู

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในอียูใกล้ สำเร็จ คาดม.ค.ปีหน้ารู้ผล พร้อมยื่นจดต่ออีก 2 รายการ คือ กาแฟดอยช้าง และดอยตุง

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนของการแปลคำขอจดทะเบียน จากนั้นจะประกาศโฆษณา หากไม่มีคำคัดค้านใดๆ ก็จะสามารถจดทะเบียนได้ภายในเดือนม.ค.54 นอกจากนี้ กรมได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจีไออีก 2 สินค้าคือ กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง ซึ่งอียูรับคำขอไว้พิจารณาแล้ว คาดจะใช้เวลา 2 ปีจึงจะสามารถจดทะเบียนได้

หาก สินค้าได้สามารถจดทะเบียนจีไอในอียู และได้รับเครื่องหมายรับรองสินค้าจีไอของอียู จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าไทย และทำให้เข้าสู่ตลาดอียูได้มากขึ้น” นางปัจฉิมา กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทขายสินค้าเกษตรรายใหญ่ของไทย เพื่อให้นำสินค้าจีไอไปขายในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทดังกล่าวสนใจมาก และคาดว่า น่าจะมีโอกาสทำตลาดได้ดี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เพราะหลายประเทศตื่นตัวกับสินค้าจีไอมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่พิเศษสำหรับท้องถิ่นที่ผลิต ไม่มีสินค้าจากท้องถิ่นอื่นลอกเลียนแบบได้ อีกทั้ง ในการผลิตจะต้องมีการควบคุมการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานสินค้าจีไอ เช่น มีการบรรจุถุงที่แหล่งผลิต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิได้เป็นอย่างดี

เร่งยกเครื่อง 'หอมมะลิ'

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง โดยปี 2552 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งออกข้าวหอมมะลิ รวมกว่า 2.63 ล้านตันข้าวสาร คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 68,577.7 ล้านบาท และปี 2553 นี้ ได้ส่งออกไปแล้วทั้งสิ้น 2.10 แสนตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,776.8 ล้านบาท ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อการแข่งขันทางการค้า เช่น สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่เรียกว่า “แจสแมน” (JAZZMAN) ซึ่งมีคุณสมบัติและมีกลิ่นหอมใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย และยังให้ผลผลิตสูงกว่าถึง 3 เท่า จึงอาจเป็นคู่แข่งสำคัญที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทย โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ อาทิ ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ และสาธารณรัฐเบนิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวหอมมะลิไทยเอาไว้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิแหล่งใหญ่ของประเทศ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยให้แข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกที่มีแนวโน้มการแข่งขันรุนแรง ขึ้น

"มะกัน" เตรียมเปิดศึกแย่งตลาดข้าวหอมมะลิไทย ส่งพันธุ์JAZZMAN ชิง

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้คิดค้นข้าวพันธุ์ JAZZMAN ซึ่งคิค้นโดยคณะวิจัยเกษตรของมหาวิทยาลัย Louisiana State University (LSU) ประเทศสหรัรัฐอเมริกา เพื่อมาตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เผยเมื่อวันที่ 16 มีนาคมว่า ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้คิดค้นข้าวพันธุ์ JAZZMAN ซึ่งมีกลิ่นหอมใหม่ คิดค้นโดยคณะวิจัยเกษตรของมหาวิทยาลัย Louisiana State University (LSU) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อมาตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย โดยปัจจุบัน มี 2 แบรนด์ที่จำหน่ายข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ในประเทศสหรัฐฯ คือ บริษัท Falcon Rice Mill, Inc และ บริษัท Jazzmen Rice, LLC ซึ่งได้นำมาออกจำหน่ายตั้งแต่ช่วงประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งทางบริษัท Jazzmen Rice มีการจำหน่ายทางออนไลน์ผ่ายเวปไซด์ของบริษัท www.jazzmenrice.com เพียงช่องทางเดียวยังไม่มีการวางจำหน่ายทางร้านค้าปลีกทั่วไป โดยมีจำหน่าย 2 ขนาด คือ ถุงขนาด 28 ออนซ์ ราคา 2.99 เหรียญสหรัฐฯ และถุงขนาด 25 ปอนด์ ราคา 17.5 เหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย ถุงขนาด 25 ปอนด์ มีราคาประมาณอยู่ที่ 18.5-19 เหรียญสหรัฐฯ

ข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ภายใต้แบรนด์ Jazzmen Rice นี้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิของไทยมากด้านความนุ่ม แต่ยังมีความแตกต่างในด้านของกลิ่นหอมที่ยังแพ้ข้าวหอมมะลิของไทยอยู่ และมีความเหนียวคล้ายกับข้าว Suchi ของญี่ปุ่น ขนาดของเมล็ดข้าวหลังการสีจะมีขนาดสั้นและมีความป้อมกว่าข้าวหอมมะลิของ ไทยอย่างเห็นได้ชัด

"ส่งเสริมการส่งออก ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ ชิคาโก จัดส่งตัวอย่างข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ของบริษัท Jazzmen Rice ปริมาณ 794 กรัม ให้กับทางหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยเพื่อศึกษาอย่าง ละเอียด และเตรียมที่จะผลักดันการบริโภคข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคชาวสหรัฐอเมริกาฯ ได้เข้าใจถึงข้อดีของข้าวหอมมะลิไทยที่มีความโดดเด่นในด้านความหอม ตลอดจนการให้ความรู้เกี่วกับข้าวหอมมะลิไทยเพื่อดึงผู้บริโภคชาวอเมริกาให้ หันมาบริโภคข้าวมหอมมะลิไทยเพิ่มมากขึ้น" นางศรีรัตน์ กล่าว

ปัจจุบันไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่ง ในช่วงเดือนมกราคม 2553 มีมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิสูงถึง 1,006.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2553 สหรัฐฯ จะมีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 คิดเป็นปริมาณรวม 269.7 ล้าน cwt (1 cwt เท่ากับ 100 ปอนด์ หรือ 0.0453 ตัน) โดยเป็นข้าวที่ผลิตเองในสหรัฐฯ 218.2 ล้าน cwt และเป็นข้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศถึง 21.0 ล้าน cwt

มะกันแย่งตลาดหอมมะลิ

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศสหรัฐได้คิดค้นข้าวพันธุ์ JAZZMAN ซึ่งมีกลิ่นหอมใหม่ คิดค้นโดยคณะวิจัยเกษตรของมหาวิทยาลัย Louisiana State University (LSU) สหรัฐ เพื่อมาตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย โดยปัจจุบัน มี 2 แบรนด์ที่จำหน่ายข้าวดังกล่าว คือ บริษัท Falcon Rice Mill, Inc และ บริษัท Jazzmen Rice, LLC มีจำหน่าย 2 ขนาด คือ ถุงขนาด 28 ออนซ์ ราคา 2.99 เหรียญสหรัฐ และถุงขนาด 25 ปอนด์ ราคา 17.5 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย ถุงขนาด 25 ปอนด์ มีราคาประมาณ 18.5-19 เหรียญสหรัฐ ซึ่งในเรื่องนี้ ทางกรมไม่ได้นิ่งนอนใจ มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ ชิคาโก จัดส่งตัวอย่างข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ของบริษัท Jazzmen Rice ปริมาณ 794 กรัม ให้กับหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยเพื่อศึกษาอย่างละเอียด และเตรียมที่จะผลักดันการบริโภคข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐเพิ่มมากขึ้น

ไทยส่งออกข้าวมากที่สุดแต่งบวิจัยข้าวไม่กระเตื้อง ระวังจะเสียแชมป์

นักวิชาการชี้ไทยส่งออกข้าวมากที่สุด แต่งบลงทุนวิจัยข้าวของไทยต่ำกว่าประเทศอื่น และหดลงจากหลายปีก่อน อาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงจนเสียแชมป์ส่งออกข้าวให้ประเทศคู่แข่ง ด้านรองอธิบดีกรมการข้าวเสนอดันงานวิจัยข้าวให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ พร้อมตั้งกรรมการกลางบริหารจัดการ ขับเคลื่อนงานวิจัยข้าวแบบบูรณาการ

ในระหว่างการสัมมนาพิเศษเรื่องข้าว "งานวิจัยข้าวไทย : วิกฤตและโอกาส" เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 53 ที่จัดโดยมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก และราคาข้าวในอนาคตจะยิ่งมีราคาแพงขึ้น เพราะความต้องการบริโภคข้าวเพิ่มมากยิ่งขึ้นในแต่ละปี แต่กำลังการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นไม่เพียงพอ ฉะนั้นประเทศไทยจึงควรมีการเตรียมการรับมือ เพราะข้าวเป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ เป็นพืชอาหาร และเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน

"เวียดนามคือคู่แข่งสำคัญของไทยในการส่งออกข้าว ซึ่งขณะนี้เวียดนามสามารถผลิตข้าวเพื่อการส่งออกได้เพิ่มขึ้น ขณะ ที่ผลผลิตข้าวส่งออกของไทยมีแนวโน้มลดลง อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะการลงทุนวิจัยข้าวของไทยไม่ดีพอเมื่อเทียบกับปริมาณการ ส่งออกข้าวของเรา และงบวิจัยข้าวของไทยยังลดลงมากจากช่วงปี 2530-2545" รศ.สมพร เผย

ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนวิจัยด้านข้าวเพียง 0.25% ของจีดีพี (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ: GDP) หรือ 2 บาทต่อไร่ หรือประมาณ 0.88% ของมูลค่าการส่งออกข้าว เทียบกับเกาหลีใต้ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนนี้ไม่ต่างจากไทยมาก แต่ปัจจุบันให้ความสำคัญแก่การวิจัยข้าวสูงมาก โดยลงทุนวิจัยมากถึง 2.64% จีดีพี

ด้านนายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวมีความสำคัญต่อประเทศไทยและคนไทยอย่างยิ่ง เพราะหมายถึง ความมั่นคงทางอาหารทั้งของไทยและของโลก มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศ อีกทั้งยังเป็นอาชีพหลักของคนไทย ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนประกอบอาชีพทำนากว่า 17 ล้านคน หรือ 3.7 ล้านครัวเรือน

"ประเทศไทยผลิตข้าวได้เฉลี่ย 453 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าในหลายๆ ประเทศ โดยเราใช้บริโภคภายในประเทศเพียง 1 ใน 3 ที่เหลือส่งออก แต่ปัญหาของโลกในปัจจุบันคือผลผลิตข้าวลดลง และน้อยกว่าความต้องการของประชากรทั่วโลก และเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต กรมการ ข้าวได้กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาข้าว ปี พ.ศ.2552-2554 โดยมุ่งสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อพัฒนาผลผลิตข้าว ลดการสูญเสียและรักษาเสถียรภาพผลผลิต การเพิ่มมูลค่าข้าว สร้างความสามารถในการผลิตข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนพัฒนาความสามารถของชาวนาและสถาบันชาวนา" นายชัยฤทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมการข้าวเผยว่า แม้จะมียุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาข้าวที่ดี แต่ ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถทำให้บรรลุผลตามเป้า หมายของยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ได้ ทั้งความขาดแคลนด้านงบประมาณ ทรัพยากรบุคคล เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมทั้งสภาพปัญหาในปัจจุบัน ทั้งราคาข้าวผันผวน การเปิดเสรีทางการค้า การจัดสรรน้ำ ปัญหาโรคและแมลงระบาด และปัญหาความยากจนของชาวนา

รองอธิบดีกรมการข้าวเสนอว่า การวิจัยและพัฒนาข้าวควรกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ และควรมีคณะกรรมการกลางที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการจัดทำแผนการวิจัยในระยะยาว และเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และลดช่องว่างระหว่างการวิจัยข้าวและการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

ส่วนมุมมองของนักวิจัยข้าวอย่าง รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวและหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีความเห็นว่า ปัจจุบันโอกาสในการวิจัยข้าวของไทยมีมากขึ้น เพราะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี มีการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ แต่อาจยังไม่เพียงพอหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อสหรัฐฯ พัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีความหอมใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิของไทย ก็สร้างความสั่นสะเทือนต่อวงการข้าวไทย ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนเรื่องนี้กันอีกครั้ง

รศ.ดร.อภิชาติ บอกว่า ปัญหาของการวิจัยข้าวในประเทศไทยมีอยู่ในแทบทุกปัจจัยของการทำวิจัย ตั้งแต่โจทย์วิจัยที่มีมากมาย ทำให้เกิดความสับสน ขาดการจัดลำดับความสำคัญ และขาดการเชื่องโยง ทำให้เกิดปัญหาการวิจัยซ้ำซ้อน และการที่มีโจทย์วิจัยมากเกินไป ยังส่งผลต่องบประมาณและจำนวนนักวิจัยที่มีอย่างจำกัด

"ปริมาณ ทุนวิจัยข้าวรวมทั้งประเทศยังถือว่าน้อย คาดว่าไม่น่าเกิน 300 ล้านบาท ระยะเวลาการให้ทุนส่วนใหญ่สั้น แต่ความคาดหวังสูง และปัญหาการให้ทุนวิจัยกระจัดกระจาย ทำให้สุดท้ายแล้วไม่ได้งานวิจัยที่มีผลกระทบสูง อีกทั้งยังขาดความร่วมมือกับต่างประเทศ ทำให้การวิจัยแก้ปัญหาข้าวบางกรณีเป็นไปได้ช้า เช่น ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งถือเป็นวิกฤตอย่างหนึ่งของชาวนาไทย หรือปัญหาข้าวไม่ทนน้ำท่วม ซึ่งในข้าวพื้นเมืองของไทยไม่มีพันธุกรรมต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหรือ ว่ายีนทนน้ำท่วมเลย" รศ.ดร.อภิชาติ เผยถึงปัญหาการวิจัยข้าวในไทยในระหว่างการสัมมนา ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ เข้าร่วมฟังด้วย

นอกจากนั้นยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะนักวิจัยต้นน้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวฯ มองว่าที่จริงในแต่ละปีก็มีบัณฑิตที่จบการศึกษาในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ข้าวอยู่พอสมควร แต่หน่วยงานภาครัฐขาดการจัดสรรตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้บัณฑิตเหล่านั้นไม่มีโอกาสเข้าทำงานวิจัยด้านข้าว ขณะที่นักวิจัยที่มีอยู่เดิมก็เริ่มลดน้อยลงไป เป็นผลให้ขาดแคลนนักวิจัยในที่สุด

"ถ้าจะขับเคลื่อนงานวิจัยให้สำเร็จ ต้องไม่มีข้อจำกัดของปัจจัยในการทำวิจัย และมีการบริหารจัดการกำกับที่ดี ทั้งในด้านการบริหารบุคลากร การเงิน เวลา การประเมินผลงานวิจัย การให้รางวัลเพื่อเป็นการจูงใจ และบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดในการวิจัย" รศ.ดร.อภิชาติ กล่าวในที่สุด

มะขามเพชรบูรณ์ใช้ตราจีไอขายทั่วโลก

เพชรบูรณ์ - นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เผยว่า ขณะนี้จังหวัดเพชรบูรณ์พัฒนายกระดับรักษามาตรฐานคุณภาพมะขามหวานผลไม้ที่ รู้จักแพร่หลายแล้วกระทั่งในตลาดโลก ด้วยการส่งเสริมให้ชาวสวนและผู้ค้ามะขามใช้เครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์หรือที่รู้จักทั่วไปคือ เครื่องหมาย Geographic Indication GI (จีไอ) สำหรับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นระบบการให้ความรับรองพืชพันธุ์ หรือสิ่งอันเกิดขึ้นจากลักษณะเฉพาะของภูมิศาสตร์และธรรมชาติของพื้นที่นั้นๆ ระบบนี้เป็นข้อตกลงและเป็นข้อกฎหมายที่ได้ให้กันไว้สำหรับประเทศสมาชิกทั่ว โลกแล้ว โดยผลิตภัณฑ์ใดที่ผ่านการตรวจสอบร่วมกันระหว่างภาคราชการและเอกชน อันเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ระบบได้กำหนดไว้ ทางราชการในประเทศนั้นๆ ก็จะขึ้นทะเบียนและออกหนังสือสำคัญเพื่อรับรองให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้ค้า สำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ

ขณะนี้มะขามหวานเพชรบูรณ์ได�รับการขึ้น ทะเบียนบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ไว้แล้ว หลังจากผ่านการตรวจสอบเกณฑ์ร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยและประเทศ ฝรั่งเศส

นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า แต่งตั้งคณะทำงานทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาคราชการ เอกชน และเกษตรกรให้เข้ามาขยายผลการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มะขามหวาน ให้ครอบคลุมไปยังชาวสวนและผู้ค้ามะขามหวานทั้งจังหวัด ที่ได้ผ่านการตรวจสอบขบวนการผลิตตั้งแต่การเพาะปลูก การบำรุงรักษา เก็บเกี่ยว การแปรรูป การบรรจุภัณฑ์ ขนส่ง ไปจนถึงการวางจำหน่ายยังผู้บริโภค

หอมมะลิเจอดีซาอุฯตีทะเบียน

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ขณะนี้ตั้งคณะทำงานกำหนดยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาข้าวไทยแล้ว ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มากในต่างประเทศ ทำให้ผู้บริโภคสับสนว่าเป็นข้าวชนิดเดียวกับไทย เช่นกรณีข้าว JAZZMAN ของสหัฐที่ได้พัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา โดยขณะนี้พยายามยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญหาเพื่อขอรับความคุ้มครองสาย พันธุ์ในสหรัฐ และในอีกหลายประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าซาอุดีอาระเบียยังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าข้าวหอมมะลิ ด้วย แต่ไทยยังไม่ได้ดำเนินการอะไร เนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศดังกล่าว ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีแผนสร้างความรู้จักข้าวหอมมะลิของไทยกับทั่วโลก

จดลิขสิทธิ์'แมวโคราช'ทำพิธี12มี.ค.ยืนยันแมวไทย-เพิ่มมูลค่า

เร่งจดลิขสิทธิ์แมวโคราชนำร่อง เพื่อยืนยันว่าเป็นของประเทศไทย ก่อนที่จะจดลิขสิทธิ์แมวไทยพันธุ์อื่น ทั้งวิเชียรมาศ ศุภลักษณ์ คาดช่วยเพิ่มมูลค่าอีกมหาศาล

ที่รัฐสภา วันที่ 4 มีนาคมนี้ นายประพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ เวลา 13.00 น. คณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญญา นำโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานจดลิขสิทธิ์แมวโคราช หรือแมวสีสวาด ซึ่งเป็นของสมาคมสายพันธุ์แมวโคราช พิมาย เป็นแมวตัวแรกของไทยที่นำร่องจดลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง เพื่อยืนยันว่าสายพันธุ์แมวดังกล่าวเป็นของประเทศไทย นอกจากนี้ยังจะเป็นประโยชน์ในทางธุรกิจในการเพิ่มมูลค่าแมวสายพันธุ์ไทยมาก ขึ้น

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญญาจะพิจารณาจดลิขสิทธิ์แมวไทยสายพันธุ์อื่นๆ เช่น แมววิเชียรมาศ แมวศุภลักษณ์ ต่อไป

แมวโคราช หรือแมวสีสวาด หรือแมวมาเลศ ต้นกำเนิดพบที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หรือที่รู้จักกันในนามว่าโคราช มีหลักฐานบันทึกเกี่ยวกับแมวโคราชในสมุดข่อยที่เขียนขึ้นในระหว่างปี ค.ศ.1350-1767 หรือประมาณ พ.ศ.1893-2310 ในบันทึกได้กล่าวถึงแมวที่ให้โชคลาภที่ดี 17 ตัวของประเทศไทย รวมถึงแมวโคราชด้วย ปัจจุบันสมุดข่อยนี้ถูกเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

แมวโคราช เป็นแมวขนาดกลาง ขนสั้น สีเหมือนกับลูกสวาด เรียกว่า Silver Blue ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้ามีสีอื่นปนจะไม่ถือว่าเป็นแมวพันธุ์แท้ ศีรษะเมื่อมองจากด้านหน้าจะเป็นรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่และแบน คางและกรามแข็งแรง หูใหญ่ตั้งเด่น นัยน์ตาใหญ่สีเขียวสดใส เป็นสีเหลืองอำพันเมื่อโตเต็มที่

แมวเพศผู้มีสีเหมือนดอกเลา จึงเรียกแมวสีดอกเลา โดยจะต้องมีขนเรียบ ที่โคนขนจะมีสีขุ่นๆ เทา ในขณะที่ส่วนปลายมีสีเงินเป็นประกายคล้ายหยดน้ำค้างบนใบบัว หรือเหมือนคนผมหงอก ชื่อแมวโคราช เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยใช้แหล่งกำเนิดของแมวเป็นชื่อเรียกพันธุ์แมว

มีเรื่องเล่ามากมาย หรือเป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับแมวโคราช รวมถึงตำนานพื้นบ้าน ที่กล่าวถึงว่าการที่แมวโคราชมีหางหงิกงอมากเท่าไหร่ จะมีโชคลาภมากเท่านั้น (แม้ว่าลักษณะหางหงิกงอไม่ใช่มาตรฐานพันธุ์ตามหลักของ CFA ก็ตาม) แต่คนไทยบางกลุ่มจะเรียกแมวโคราชว่า แมวสีสวาด

ปัจจุบันได้มีการผลักดันให้แมวโคราชขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ประจำชาติไทยในปี พ.ศ.2552

ครัวไทยสู่ครัวโลก: ความจริงหรือขายฝัน

ความเฟื่องฟูด้านทรัพยากรอาหารของไทยเป็นที่เลื่องลือระบือไกลมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล แม้แต่ในบันทึกของชาวต่างชาติทั้งพ่อค้าวาณิชและหมอสอนศาสนา ผู้เคยย่างเหยียบผืนแผ่นดินแห่งนี้ ก็ยังพรรณนาถึงความมั่งคั่งเหล่านี้ไว้ บนดินแดนกว่า 5 แสนตารางกิโลเมตรของสยามประเทศ มีดินปากแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ ห่างไกลจากธรรมชาติวิปโยค และเกษตรกรรมก็เปรียบเสมือนชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คน ปัจจัยเหล่านี้เอื้ออำนวยให้พืชพรรณธัญญาหารกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยมาทุกยุคสมัย โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือมากกว่าสองร้อยปีมาแล้ว

หลังรอดพ้นเงื้อมมือมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม ไทยก็เบนเข็มสู่การพัฒนาประเทศตามแบบอย่างชาติตะวันตก โดยประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2504 โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การปฏิรูปการเกษตร ซึ่งเป็นการพลิกโฉมวงการเกษตรของประเทศครั้งใหญ่ ทั้งด้านการชลประทาน วิทยาศาสตร์การเกษตร การผลิตและการแปรรูปอาหาร เช่น การปลูกข้าวพันธุ์ปรับปรุง การเกษตรเชิงเดี่ยว (Mono Cropping) การใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช รวมไปถึงการเร่งรัดกิจการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และการปศุสัตว์

ความสำเร็จของการปฏิรูปเกษตรในครั้งนั้น ส่งผลให้ไทยเพิ่มผลผลิตได้มหาศาลจนกลายมาเป็นผู้ส่งออกอาหารชั้นแนวหน้าของโลก นำเงินตราเข้าประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ปัจจุบันไทยคือผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกด้วยปริมาณปีละร่วม 10 ล้านตัน ทั้งยังเป็นผู้ส่งออกกุ้งและเนื้อไก่อันดับหนึ่งและห้าของโลกตามลำดับ ยังไม่รวมถึงผักผลไม้นานาชนิดที่ไทยส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นส่งผลให้รัฐบาลในยุคหนึ่งถึงกับเสนอนโยบาย "ครัวไทยสู่ครัวโลก" และกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่ง ประกอบกับวิกฤติอาหารโลกที่อุบัติขึ้นในช่วงกลางปี 2551
ได้กลายเป็นโอกาสที่ไทยอาจสวมบทพระเอกขี่ม้าขาวเพื่อช่วยบรรเทาวิกฤติ และฉกฉวยความมั่งคั่งมาสู่ประเทศชาติได้

ทุกอย่างฟังดูสวยหรูและง่ายดายเช่นนั้นเชียวหรือ

ผลพวงของการเร่งรัดพัฒนาประเทศในยุคที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับเอากระบวนการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมจากตะวันตกมาใช้ หรือที่เรียกว่าการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ได้ฝากบาดแผลไว้บนดินแดนแห่งนี้มากมาย แม้ว่าในระยะแรกจะสร้างความฮือฮาให้กับวงการเกษตร เช่น ผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ก่อนจะค่อยๆ ถึงจุดอิ่มตัวและลดลงในหลายพื้นที่ เนื่องจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรอย่างดินและน้ำ)

ทว่าการปฏิวัติเขียวกลับกลายเป็นเป้าโจมตีของบรรดาผู้ต่อต้านถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น อาทิ สารเคมีที่ตกค้างในผลผลิต ระดับน้ำใต้ดินที่ลดฮวบฮาบ หนี้สินพะรุงพะรัง และการเสพติดเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรชนิดถอนตัวไม่ขึ้นของเกษตรกรไทย (เห็นได้จากตัวเลขการบริโภคเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรที่พุ่งทะยาน
เทียบกับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นแต่เพียงช่วงแรกเท่านั้น) นอกจากนี้ โรคและแมลงศัตรูพืชยังมีแนวโน้มระบาดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อดุลย์ เราะหมุด ผู้รับจ้างพ่นยาฆ่าแมลงในย่านบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทราเล่าให้ผมฟังว่า
"ยาสมัยนี้ดีจริงๆ นะครับ เชื่อไหมว่าวันก่อนตอนผมกำลังฉีดยา มีนกโฉบมากินข้าว นกตายต่อหน้าต่อตาผมเลย แต่คนไม่ยักเป็นอะไร" อดุลย์เล่า

ขณะยาเคมีสีน้ำเงินเข้มฟองฟอดล้นออกมาจากถัง แม้ว่าวันนี้ยาฆ่าแมลงยังทำอันตรายอดุลย์ไม่ได้
แต่รายงานของกรมอนามัยเมื่อปี พ.ศ. 2541 กลับพบว่า มีเกษตรกรที่ผลการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงต่อการเกิดโรคจากสารพิษถึง 77,789 ราย จากเกษตรกรที่เข้ารับการตรวจเลือด 369,573 ราย ขณะเดียวกันสารเคมีทางการเกษตรได้กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ถึงกับขนานนามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "แผ่นดินอาบยาพิษ"

ในเวลาเดียวกับที่ความหิวโหย กำลังโจมตีมนุษยชาติอยู่นั้น วิกฤติพลังงานได้เข้ามาซ้ำเติมราวกับผีซ้ำด้ำพลอย เมื่อพืชน้ำมัน (fuel crop) เปิดศึกแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูกกับพืชอาหาร ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดอย่างหนึ่งคงไม่พ้นปาล์มน้ำมัน ซึ่งกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจยอดนิยมทางภาคใต้ของไทย ได้เข้ามาสอดแทรกแย่งชิงพื้นที่ปลูกข้าวแต่ดั้งเดิม ด้วยคุณสมบัติทนทายาด เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่องและขายได้ราคาขายดี เพียงเท่านี้ก็พอที่จะทำให้เกษตรกรละทิ้งไร่นาและหันมาจับเหล็กแทงทะลายปาล์มแทน

ยังไม่นับนโยบายยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของทางการซึ่งมีแนวคิดเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานชนิดนี้อีกกว่า 3.97 ล้านไร่ สร้างความวิตกกังวลให้กับบรรดานักอนุรักษ์ว่า พื้นที่เหล่านั้นอาจรุกเข้าไปในแหล่งป่าไม้ธรรมชาติและพื้นที่ปลูกพืชอาหาร จนอาจซ้ำรอยวิกฤติอาหารอีกครั้ง

ชอง ซีกเลอร์ ผู้ตรวจการด้านสิทธิทางอาหารของสหประชาชาติเคยออกมาเตือนอย่างเผ็ดร้อนว่า
"การเปลี่ยนที่ดินเกษตรกรรมเพื่อนำไปปลูกพืชที่จะเอาไปเผาสำหรับน้ำมัน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"

อย่างไรก็ตาม แสงสว่างที่ปลายทางอุโมงค์ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนพืชอาหารและพืชพลังงาน อาจอยู่ที่วิทยาการสมัยใหม่ที่พร้อมเข้ามาจัดการเพิ่มผลผลิตโดยไม่ต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก
สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า นอกจากการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นแล้ว ในอนาคตข้างหน้าเกษตรกรจะต้องเลือกพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตตรงตามวัตถุประสงค์การปลูก
(เช่น มันสำปะหลังเพื่อเป็นพืชอาหาร หรือเพื่อนำไปผลิตเอทานอล เป็นต้น) เพราะพืชเหล่านั้นจะได้รับการปรับปรุงพันธุ์จนได้สายพันธุ์เฉพาะทาง

ทว่าในเมืองเกษตรอย่างไทย ประเด็นที่ถกเถียงกันได้อย่างเผ็ดร้อนที่สุดคงไม่พ้นพันธุวิศวกรรม
(genetic engineering) และพืชดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะนักวิจัยและภาครัฐมองว่า จะเป็นความหวังใหม่ในการช่วยเพิ่มผลผลิตอาหารได้เท่าตัว ลดการใช้เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร
และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคง (และมั่งคั่ง) ด้านอาหาร

แต่สำหรับบรรดานักอนุรักษ์แล้ว พวกเขากลับมองว่าจีเอ็มโออาจซ้ำรอยความล้มเหลวของการปฏิวัติเขียว
พวกเขาโจมตีพืชจีเอ็มโอว่าผูกติดกับธุรกิจเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะยากำจัดวัชพืช ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอเช่นกัน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังวิตกกับการเพิ่มขึ้นของประชากร และความหิวโหยที่อาจซ้ำเติมผู้คนมากกว่าพันล้านคนในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า นักคิดบางฝ่ายกลับเชื่อว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นเพียงมายาคติที่ระบบทุนสร้างขึ้นเพื่อครอบงำฐานการผลิตอาหารอย่างเบ็ดเสร็จ

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี บอกว่า ขณะนี้อาหารที่โลกผลิตได้เกินความต้องการมากกว่าร้อยละ 50 มีแต่ปัญหาการบริโภคล้นเกินของผู้มีอันจะกินและการเข้าไม่ถึงอาหารของคนยากจนมากกว่า

การตั้งเป้าเป็น "ครัวของโลก" ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าเร่งผลิตอาหารเพื่อป้อนโลก ซึ่งมีความต้องการอย่างไร้ที่สิ้นสุด แม้ว่านั่นอาจเป็นการทำลายฐานทรัพยากรเดิมอย่างน่าวิตก

ผลกระทบจากการปฏิวัติเขียวในยุคที่ผ่านมา เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาประเทศในรูปแบบที่ไม่คำนึงถึงความสมดุลทางทรัพยากรเดิม คืออันตรายและเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเองอย่างไม่รู้ตัว ขณะที่ความนิยมด้านพืชพลังงานและเทคโนโลยีใหม่อย่าง พันธุวิศวกรรมก็กำลังเข้ามาท้าทายความคิดของแต่ละฝ่าย ทั้งผู้กุมอำนาจบริหารประเทศและผู้ที่เฝ้าจับตามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ทางออกหนึ่งที่เริ่มมีคนพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การปรับกระบวนทัศน์ด้านการผลิตอาหารมาสู่พึ่งพาตนเอง ทั้งทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาดั้งเดิม และการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การพึ่งพาตนเองโดยกระจายฐานการผลิตให้หลากหลาย ดูจะเป็นคำตอบสุดท้ายของความมั่นคงทางด้านอาหารในอนาคต
มากกว่าการผูกขาดฐานการผลิตอยู่ที่กลุ่มทุนใหญ่ๆ แค่ไม่กี่ราย

ซึ่งแม้แต่นโยบายของรัฐบาลในยุคหลังๆ เองก็คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งการพึ่งพาตนเองและการคำนึงถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อม

อย่างน้อยก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น