ทรัพย์สินทางปัญญา

"ป่าไม้"เร่ง ยื่นสิทธิบัตรงานวิจัย คุ้มครองทรัพย์สิน-พันธุ์พืชไทย

แหล่งข่าวจากกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า นอกจากภารกิจหลักในการป้องกัน ดูแล รักษา และฟื้นฟูความสมบูรณ์ของป่าไม้แล้ว ภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งของกรมป่าไม้ คือ การวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ประชาชนที่สนใจนำไปประยุกต์ ต่อยอด และใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ล่าสุดจึงได้จัดการสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่องความรู้เบื้องต้นด้านทรัพย์ทางปัญญา และการคุ้มครองพันธุ์พืช สำหรับนักวิจัย ข้าราชการ และพนักงานกรมป่าไม้ขึ้น

ทั้งนี้เพื่อให้นักวิจัย ข้าราชการ และพนักงานกรมป่าไม้ ได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเทคนิค และวิธีการจดสิทธิบัตร การยื่นขอจดคุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักวิจัย ข้าราชการ และพนักงานกรมป่าไม้ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง และสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ด้านนายสมชาย จารุสัมพันธ์จิต ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมป่าไม้มีงานวิจัยเป็นจำนวนมาก และได้ดำเนินการยื่นขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ที่ได้จากงานวิจัยในนามของกรม ป่าไม้ จำนวน 8 สิ่งประดิษฐ์ ประกอบด้วย 1. การใช้ประโยชน์ตะไคร้เป็นแผ่นวัสดุแทนไม้ 2. ไม้พญาสัตบรรณอัดเรซินด้วยแรงอัด 3.แผ่นปาร์ติเคิลบอร์ด และแผ่นเอ็มดีเอฟ โดยไม่ใช้กาว 4.แผ่นอัดเพื่อก่อสร้างจากเศษไม้และเศษเหลือทิ้งทางการเกษตรที่ปรับปรุงด้วย ไอน้ำก่อนการผลิต 5.ถ่านชีวมวลสำหรับใช้ผสมอาหารสัตว์ 6.ถ่านกลิ่นหอม 7.ถ่านชีวมวลสำหรับทำวัสดุเพาะปลูก และ 8.การป่มไม้สักอายุน้อยและยางพาราด้วยความร้อนสูง นอกจากนี้ยังขอดำเนินการยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ได้แก่ ไม้ยูคาลิปตัสที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ จำนวน 6 สายพันธุ์ ทั้งนี้ นักวิชาการของกรมป่าไม้พร้อมที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสร้างสวนป่า หรือเพื่อการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของป่าไม้ต่อไป

พบข้าว2พันธุ์ใหม่สู้มะเร็ง-เบาหวาน

นักวิจัยข้าวเผยพัฒนาข้าวไทยพันธุ์ใหม่ "ไรซ์เบอรี่" มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งและความดันโลหิต ส่วนรำข้าวนำมาพัฒนาเป็น "ยาลูกกลอน" ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน พร้อมจดสิทธิบัตรแล้ว ส่วนข้าวพันธุ์ "สินเหล็ก" มีธาตุเหล็กสูง น้ำตาลต่ำ เหมาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยเรื่อง "นวัตกรรมผลงานวิจัย วช.สร้างมูลค่าเพิ่มข้าวไทยสู่อาหารเพื่อสุขภาพ" โดย ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กล่าวว่า วช.ได้สนับสนุนทุนการวิจัยเพื่อส่งเสริมและผลักดันการอนุรักษ์และปรับปรุง พัฒนาพันธุ์ข้าวไทย ให้คงคุณค่าและคุณประโยชน์ต่อวงการวิจัยและประเทศชาติ ทั้งการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าว การวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งการวิจัยด้านโภชนศาสตร์ของข้าวเพื่อให้มีคุณค่าทาง โภชนาการสูง เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย

ตัวอย่างงานวิจัยข้าวไทยพันธุ์ใหม่ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงคือ ข้าวกล้องพันธุ์ไรซ์เบอรี่ และข้าวหอมพันธุ์สินเหล็ก รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้พัฒนาปรับปรุงข้าวพันธุ์ใหม่ จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า ข้าวกล้องพันธุ์ไรซ์เบอรี่เป็นข้าวสีม่วงดำ รสชาติหอมหวานนุ่มนวล มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระมีปริมาณสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต และลดคอเลสเตอรอลในเลือด อีกทั้งยังได้คิดค้นวิธีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมา ก่อน โดยใช้ส่วนรำข้าวมาปั้นเป็นยาลูกกลอน ซึ่งขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"ข้าวกล้องพันธุ์ไรซ์เบอรี่เริ่มทดลองปลูกมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรมากนัก เพราะเหมาะสำหรับปลูกข้าวนาปีหรือปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น ทำให้พื้นที่การเพาะปลูก ยังไม่ขยายตัว สาเหตุจากวัฒนธรรมการปลูกข้าวของชาวนายังมุ่งเน้นปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตสูง ต้องการปริมาณข้าวเยอะๆ เท่านั้น แต่ยังไม่ตระหนักถึงสายพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและดีต่อผู้บริโภค ดังนั้น จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในภาคอีสานได้ทดลองปลูก เช่น ยโสธร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ เป็นต้น ส่วนภาคกลางและภาคเหนือไม่นิยมปลูก" รศ.ดร.อภิชาติกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญข้าวไทยระบุว่า สำหรับข้าวพันธุ์สินเหล็กเป็นข้าวหอมคล้ายข้าว ขาวดอกมะลิ แต่มีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า มักเรียกกันว่าข้าวต้านเบาหวาน มีจุดเด่นทางคุณค่าทางโภชนการคือ ธาตุเหล็กสูง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ข้าวมีลักษณะเหนียวนุ่ม ไม่แฉะ รสชาติอร่อย สำหรับข้าวกล้องพันธุ์ไรซ์เบอรี่กับข้าวพันธุ์สินเหล็กได้พัฒนามาควบคู่กัน และผ่านการทดสอบคุณค่าทางโภชนาการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ผู้รับประทานสามารถนำข้าวทั้งสองชนิดนี้มาหุงผสมกันได้

ดัน 'กล้วยหิน' สู่สินค้าพืชGI

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จ.สงขลา ประสานความร่วมมือกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และจังหวัดยะลา เร่งศึกษารายละเอียดและเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกล้วยหินซึ่งเป็น พืชเฉพาะถิ่นของจังหวัดยะลา เพื่อยื่นจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อพัฒนาระบบความคุ้มครองกล้วยหินช่วยป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างชื่อ ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นเสริมสร้างและรักษาภาพลักษณ์ สินค้ากล้วยหิน พร้อมสนับสนุนและพัฒนาระบบการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านการค้าในอนาคต

“กล้วยหินมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณ สองฝั่งแม่น้ำปัตตานีในพื้นที่ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา อดีตเป็นกล้วยป่าธรรมดาซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีลักษณะทั่วไป คือ ลำต้นสูง 3.5-5 เมตร โคนต้นวัดโดยรอบประมาณ 70 เซนติเมตร กาบด้านนอกสีเขียวนวล ก้านใบค่อนข้างสั้น ร่องใบเปิด ปลีคล้ายดอกบัวตูม เครือหนึ่งจะมี 7-10 หวี หนึ่งหวีมีประมาณ 10-15 ผล ซึ่งผล กล้วยหินเป็นรูปห้าเหลี่ยม มีเปลือกหนาทนต่อการกระแทก ทำให้เก็บรักษาได้นาน ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อสีขาวอมเหลือง มี รสชาติอร่อยทั้งเหนียวนุ่มและหวานหอม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด”อธิบดีกล่าว

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกหวั่นเปิดเสรี ยุโรปตีตลาดเนื้อไทย เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นสูญ

รตินันท์ เหล่าอารักษ์พิบูล
โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน

เวทีฟังความเห็นการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตัวแทน ก.พาณิชย์ เกรงเกษตรกรถูกฟ้องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพราะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เสนออียูคุ้มครองความหลากหลายชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเกรงยุโรปตีตลาดเนื้อไทย เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านสูญ ด้านทีดีอาร์ไอมองต่างมุมได้ประโยชน์มหาศาลจากการขยายตลาดสู่โลก แนะเกษตรกรไทยเร่งพัฒนาคุณภาพ เพื่อเพิ่มราคาผลผลิต

เมื่อวานนี้(13 มิ.ย. 53) ภาคประชาสังคมจัดสัมมนารับฟังความ เห็น “การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป” ที่โรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค เพื่อรวบรวมเป็นข้อเสนอต่อกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ก่อนยกร่างนำเข้า ครม. นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ประธานคณะอนุกรรมการภาคประชาสังคม กล่าวถึงความเป็นมาว่ารัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและสหภาพยุโรป(อียู) ประกาศเจรจาความตกลงดังกล่าวตั้งแต่ 4 พ.ค.50 โดยมีคณะกรรมการร่วมจัดทำความตกลงฯ ทำหน้าที่ควบคุมการเจรจาในภาพรวม ซึ่งมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นต่าง เช่น อาเซียนยื่นข้อเสนอให้อียู พิจารณากำหนดการเปิดตลาดสินค้าเพียงร้อยละ 75-80 ขณะที่อียูต้องการร้อยละ 90

นางสาวกรรณิการ์ กล่าวว่า การประชุมร่วมครั้งล่าสุดที่มาเลเซีย มี.ค.53 อียูมีปัญหานโยบายระหว่างประเทศที่ไม่ยอมให้พม่าเข้าร่วม และส่งสัญญาณว่าจะไม่เจรจาภายใต้กรอบภูมิภาคต่อไป โดยเสนอเจรจาทวิภาคีกับ 3 ประเทศอาเซียน ซึ่งเจรจากับสิงคโปร์ เวียดนามไปแล้วในปี 2552 และสนใจจะเจรจากับไทย แต่ไทยมีนโยบายชัดเจนว่าต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยมติ ครม.วันที่ 12 ม.ค.53 ให้กระทรวงพาณิชย์ตั้ง “คณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดทำความตกลง การค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป” ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณา

“เมื่อเร็วๆนี้ เกาหลีเพิ่งลงนามความตกลงดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญเปิดตลาดสินค้าเกษตรของอียูสู่ตลาดเกาหลีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปศุสัตว์ประเภทเนื้อหมู ซึ่งเป็นผลดีเนื่องจากเกาหลีมีเกษตรกรน้อยมาก และยังมีประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคมและแรงงาน รวมอยู่ในตัวบทเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้หลายฝ่ายกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวการจัดทำความตกลงของไทย” นางสาวกรรณิการ์ กล่าว

นางสาวอรุณี พูลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงบริบทในการจัดทำความตกลงของไทยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตว่า ขอบเขตการเจรจาคือการลดภาษีสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม ประมง พืชและสัตว์ สุขอนามัย ซึ่งอาจถูกเรียกร้องให้พัฒนาคุณภาพการผลิตและทรัพย์สินทางปัญญา โดยฝ่ายไทยคาดว่าจะมีการเปิดตลาดและมีสินค้าครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ตลอดจนความสมดุลระหว่างสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม

“แต่อียูคาดหวังผูกขาดข้อมูลการทดลองยาที่บริษัทยายื่นต่อ อย. เพื่อขึ้นทะเบียนตำรับยา ป้องกันการถูกนำไปใช้เชิงพาณิช โดยให้ไทยเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาทรัพย์สินทางปัญญาและสนธิสัญญาบูดาเปสว่า ด้วยการรับฝากเก็บจุลชีพ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอนาคตอาจทำให้เกษตรกรถูก ฟ้องร้องจากการใช้จุลินทรีย์ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรไทยหันมาใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพที่ทำเองตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง”

นายศิริพันธ์ วัชราภัย ผู้แทนกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งต้องการให้สหภาพยุโรปคุ้มครองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้อียูยังต้องการให้ไทยขยายความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์จาก 50 ปี เป็น 70 ปีหลังผู้สร้างสรรค์ตาย

ดร.วิศาล บุปผเวส ที่ปรึกษาฝ่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวว่า หากกลัวจะเสียเปรียบจากการทำความตกลงดังกล่าว จะยิ่งทำให้เสียโอกาสทางการค้าที่ควรจะได้รับอย่างมหาศาลจากการขยายตลาด

“ประเทศเล็กเมื่อเปิดเสรีกับประเทศใหญ่ได้ประโยชน์สูงมาก เช่น สินค้าชนิดหนึ่งเรามีภาษีที่จำกัดการนำเข้า เขาก็มีเหมือนกัน เราลดภาษี 1% แต่จะได้ขยายตลาดมากมายกว่าที่เขาลดให้ 1% และรายได้ของเราแค่นี้จะกินอะไรที่เขาส่งมาได้เพิ่มขึ้นอีกไม่เท่าไหรหรอก แต่ยิ่งตลาดใหญ่ขึ้นจะขายผลผลิตได้มากขึ้น”

ดร.วิศาล ยังเปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนว่า เกษตรกรไทยต้องเร่งพัฒนาผลผลิต เพราะอนาคตผู้บริโภคในตลาดโลกจะเรียกร้องคุณภาพมากขึ้น หากทำได้จะทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ถ้ามาตราฐานสินค้าดีก็เป็นประโยชน์ในการขายตลาดภายในประเทศด้วย เพราะคนไทยก็หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เปิดเผยกับโต๊ะข่าวเพื่อชุมชนว่าคัดค้านการเปิดเสรีเนื้อวัว เนื้อหมู เนื่องจากยุโรปสามารถผลิตได้มาก หากนำเข้าเสรีจะตีตลาดเกษตรกรไทย และคัดค้านการเปิดเสรีเมล็ดพันธุ์พืช เพราะจะทำให้พันธุ์พืชท้องถิ่นหมดไปในที่สุด

“สินค้าประเภทเนื้อและผลิตภัณฑ์เนื้อจะทำลายการผลิตภายใน ขณะที่ยุโรปมีบริษัทลงทุนเมล็ดพันธุ์ใหญ่มาก ถ้ากฎหมายเราเปิดช่องให้เขาลงทุน จะนำไปสู่การผูกขาดทำให้เกษตรกรขึ้นกับบริษัท เหมือนที่ตกอยู่ในวงจรซีพีตอนนี้”

องค์กรด้านเกษตรยังมองว่าการจดสิทธิบัตรด้านจุลินทรีย์หรือสนธิสัญญาบูดาเปส จะทำให้เกษตรกรไทยเดือดร้อนหนัก ทำให้ความมั่นคงทางอาหารหมดไป ส่วนองค์กรผู้บริโภคเสนอว่าควรมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย เช่น การสุ่มตรวจและออกฉลากรับรอง ด้านองค์กรงดเหล้าเรียกร้องไม่ให้การเจรจานำเรื่องเหล้าเข้าหารือ เพราะการเปิดตลาดจะทำให้เหล้าซึ่งเป็นสินค้าอันตรายราคาถูกลงมีการนำเข้ามาก ขึ้น ส่วนองค์กรด้านแรงงานเรียกร้องให้พัฒนามาตรฐานสวัสดิการแรงงานไทย

พ่อค้าจีนแสบปนข้าวหอมมะลิ

นางสมจินต์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการอาวุโสและเจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยที่เป็นบริษัทจีนและเกาหลีในสหรัฐนิยมนำ เข้าข้าวปทุมธานีจากไทยในสัดส่วนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แทนการนำเข้าข้าวหอมมะลิทั้งหมด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิมาก แต่ยังมีป้ายสำแดงบนถุงบรรจุหีบห่อว่าเป็นข้าวหอมมะลิแท้ และข้าวดังกล่าวจะนิยมขายไปยังศูนย์บริการอาหาร(Food Ser- vice) เช่น ร้านอาหาร ร้านของชำในย่านที่ผู้บริโภคมีรายได้ไม่สูง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดถึงคุณภาพข้าว ดังนั้นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิแท้จึงต้องการให้รัฐบาลไทยแก้ปัญหาข้าวหอมมะลิ ปลอมปน หากผู้นำเข้าที่ต้องการข้าวราคาถูกที่ผสมข้าวปทุมธานี ควรจะมีมาตรการบังคับให้แจ้งบนถุงว่ามีสัดส่วนของข้าวหอมมะลิเท่าใดและข้าว ปทุมธานีเท่าใด และตรวจเข้มงวดและมีมาตรการลงโทษที่เด็ดขาด โดยเฉพาะห้ามมิให้ใช้ชื่อว่า "ข้าวหอมมะลิ Thai Jasmine Rice" หากสัดส่วนของข้าวหอมมะลิไม่ถึงตามที่กำหนด

"หากยังไม่มีมาตรการที่ เข้มงวดเรื่องคุณภาพในอนาคตจะทำให้ชื่อเสียงของข้าวหอมมะลิต้องถูกทำลายไป และผู้บริโภคไม่มีความเชื่อถือในการบริโภคข้าวหอมมะลิที่เป็นสินค้าระดับ เยี่ยม เนื่องจากไม่รู้ว่าอันไหนเป็นของจริงของปลอม ยกเว้นบริษัทที่มียี่ห้อของตัวเองติดตลาดแล้วว่าเป็นของแท้เท่านั้นที่จะ อยู่ได้"นางสมจินต์ กล่าว

ส่วนความคืบหน้าการผลิตข้าว Jazzman Rice ขึ้นมาทดแทนข้าวหอมมะลิไทยพบว่าขณะนี้เริ่มพัฒนาและวางจำหน่ายในสหรัฐอย่าง แพร่หลาย คาดปีนี้จะเก็บเกี่ยวได้ 1.2 หมื่นตัน และ 6.3 หมื่นตันในปี "54 หรือเทียบเท่ากับ 18% ของปริมาณการนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยในปี "51 และมีราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิจากไทยซึ่งจะกลายเป็นคู่แข่งข้าวไทยได้

สจล.วิจัยพันธุ์ข้าวไร่สู้อากาศ ร้อน-ชาข้าวต้านโรค

กานต์ดา บุญเถื่อน

พันธุ์ข้าวพื้นเมืองชุมพร ผ่านเทคโนโลยีปรับปรุงสายพันธุ์ กลายเป็นพันธุ์ข้าวลูกผสมที่ทนสภาพอากาศร้อน และพันธุ์ข้าวออแกนิค ให้ราคาดีผลผลิตสูง

ดร.ร่วมจิตร นกเขา สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วิทยาเขตชุมพร และคณะ ประสบความสำเร็จในการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวไร่พื้นเมืองชุมพรที่ดีสุดสำหรับแปรรูปเป็นใบ ชา

ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากการวิจัยเก็บรวบรวมสายพันธุ์ข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ จังหวัดชุมพร เริ่มตั้งแต่ปี 2551 เก็บรวบรวมได้ถึง 9 สายพันธุ์ แบ่งเป็น ข้าวเจ้า 7 สายพันธุ์ ข้าวเหนียว 2 สายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนต่อสภาพแวดล้อมและพันธุ์ข้าวออร์ แกนิค

"จาก 9 สายพันธุ์ที่รวบรวมได้ในชุมพร เราคัดเลือกให้เหลือเพียง 1 สายพันธุ์ และนำมาปลูกให้มีอายุ 21-25 วัน ตัดเฉพาะยอดอ่อนคั่วแห้งชงดื่ม จากการส่งตรวจคุณค่าทางโภชนาการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่ามีคลอโรฟิลเอ คลอโรฟิลบี โททอลโปรตีน โททอลฟิโนลิก แคโรทีนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง เหมาะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตข้าว" ดร.ร่วมจิตรกล่าว

โครงการวิจัยเพิ่มมูลค่าข้าวไร่ท้องถิ่นด้วยการนำมาผลิต เป็นชาชงดื่ม ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการผลิต ที่ช่วยให้ใบชาสามารถคงสภาพทั้งสีและกลิ่นได้นานกว่า 1 เดือน เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรชาวนาในพื้นที่มีอาชีพเสริม

ส่วนโครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่รวบรวมได้นั้น เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงทนต่อสภาพแวดล้อม สำหรับส่งคืนให้เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อลดโอกาสการสูญพันธุ์ของข้าวไร่ท้องถิ่นในอนาคต พร้อมทั้งขยายผลเก็บพันธุ์ข้าวไร่เพิ่มเติมจากพื้นที่ จ.สงขลาและพัทลุง ได้อีกกว่า 20 สายพันธุ์ เพื่อการวิจัยในลักษณะเดียวกัน

"เราศึกษาสายพันธุ์ข้าวทั้ง 9 สายพันธุ์ และปรับปรุงจนมีคุณภาพสูง จากนั้นนำกลับไปแจกจ่ายให้เกษตรกรปลูกขยายพันธุ์ในพื้นที่ ต.ชุมโค อ.ปะทิว ต.หินแก้ว อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ แต่ยังพบปัญหาเรื่องอากาศร้อน ทำให้ข้าวพันธุ์ผสมไม่ติดรวง ไม่ได้ผลผลิตในรุ่นแรกๆ จึงนำมาสู่การวิจัยโครงการต่อมา คือ การปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวทนร้อน และพันธุ์ข้าวออร์แกนิคที่ปลูกโดยไม่ใช้เคมีทางการเกษตร"

คณะวิจัยตั้งเป้าหมายที่จะปรับปรุงข้าวพันธุ์ทนร้อนให้ได้ 4 สายพันธุ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยและน่าจะแล้วเสร็จในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ส่วนการปรับปรุงข้าวไร่สายพันธุ์ออร์แกนิค ตั้งเป้าให้ได้ 9 สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันวิจัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว

"โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในสถาบัน นักศึกษาปริญญาตรี และเกษตรกรในพื้นที่ อาศัยองค์ความรู้ท้องถิ่นประยุกต์กับองค์ความรู้ของทีมวิจัย

แต่อุปสรรคสำคัญในการวิจัยตอนนี้ คือ การขาดทุนวิจัยและเครื่องมือสนับสนุนการศึกษาวิจัย ทำให้การทำงานวิจัยเดินหน้าได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น สิ่งที่น่าน้อยใจอีกอย่างสำหรับวงการวิจัยไทย คือ การขอทุนวิจัยไทยทำได้ยากสำหรับนักวิจัยหน้าใหม่ทำให้งานวิจัยเดินได้ช้า หรือบางคนอาจท้อและล้มเลิกความคิดที่จะทำต่อได้" นักวิจัยกล่าว

จดจีไอข้าวทุ่งกุลาร้องไห้คืบ ยื่นกาแฟให้อียูพิจารณาอีก

จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ในอียูใกล้สำเร็จ คาดม.ค.ปีหน้ารู้ผล พร้อมยื่นจดต่ออีก 2 รายการ กาแฟดอยช้างและดอยตุง

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการแปลคำขอ โดยคาดว่าหากไม่มีคำคัดค้านใดๆ ก็จะสามารถจดทะเบียนได้ภายในเดือนม.ค.2554 นี้ ซึ่งทางอียูเองได้แจ้งว่าจะให้ความสำคัญกับการดำเนินการเรื่องนี้เป็นอย่าง มาก เพราะทราบดีว่าข้าวเป็นสินค้าที่มีความสำคัญมากสำหรับไทย ส่วนการจดทะเบียนไหม ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทยอีกรายการหนึ่ง อียูแจ้งว่าการจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของอียูจะต้องเป็นสินค้าที่บริโภค ได้เท่านั้น แต่ก็มีข้อยกเว้น โดยปัจจุบันยังไม่รวมถึงไหม จึงไม่สามารถจดไหมเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้

ขณะเดียวกัน ไทยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจีไอในอียูเพิ่มเติมอีก 2 ราย คือ กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง ซึ่งทางอียูได้รับคำขอไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการ

นอกจากนี้ กรมฯ จะให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย มีการยื่นขอจดทะเบียนจีไอให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งแก้ไขปัญหาการแอบอ้างนำสินค้าจีไอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วไปใช้ เช่น ล่าสุดมีการแอบอ้างสินค้าสับปะรดภูแล จ.เชียงราย ไปใช้ โดยนำมาขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดสด และร้านค้าทั่วไปซึ่งถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของกลุ่มที่ได้ขึ้น ทะเบียนเอาไว้ ซึ่งกรมฯ จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

คาดม.ค.รู้ผลจดทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในอียู

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในอียูใกล้ สำเร็จ คาดม.ค.ปีหน้ารู้ผล พร้อมยื่นจดต่ออีก 2 รายการ คือ กาแฟดอยช้าง และดอยตุง

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในสหภาพยุโรป (อียู) ว่า ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนของการแปลคำขอจดทะเบียน จากนั้นจะประกาศโฆษณา หากไม่มีคำคัดค้านใดๆ ก็จะสามารถจดทะเบียนได้ภายในเดือนม.ค.54 นอกจากนี้ กรมได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจีไออีก 2 สินค้าคือ กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง ซึ่งอียูรับคำขอไว้พิจารณาแล้ว คาดจะใช้เวลา 2 ปีจึงจะสามารถจดทะเบียนได้

หาก สินค้าได้สามารถจดทะเบียนจีไอในอียู และได้รับเครื่องหมายรับรองสินค้าจีไอของอียู จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าไทย และทำให้เข้าสู่ตลาดอียูได้มากขึ้น” นางปัจฉิมา กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทขายสินค้าเกษตรรายใหญ่ของไทย เพื่อให้นำสินค้าจีไอไปขายในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทดังกล่าวสนใจมาก และคาดว่า น่าจะมีโอกาสทำตลาดได้ดี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เพราะหลายประเทศตื่นตัวกับสินค้าจีไอมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่พิเศษสำหรับท้องถิ่นที่ผลิต ไม่มีสินค้าจากท้องถิ่นอื่นลอกเลียนแบบได้ อีกทั้ง ในการผลิตจะต้องมีการควบคุมการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานสินค้าจีไอ เช่น มีการบรรจุถุงที่แหล่งผลิต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิได้เป็นอย่างดี

เร่งยกเครื่อง 'หอมมะลิ'

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง โดยปี 2552 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งออกข้าวหอมมะลิ รวมกว่า 2.63 ล้านตันข้าวสาร คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 68,577.7 ล้านบาท และปี 2553 นี้ ได้ส่งออกไปแล้วทั้งสิ้น 2.10 แสนตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,776.8 ล้านบาท ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อการแข่งขันทางการค้า เช่น สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่เรียกว่า “แจสแมน” (JAZZMAN) ซึ่งมีคุณสมบัติและมีกลิ่นหอมใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย และยังให้ผลผลิตสูงกว่าถึง 3 เท่า จึงอาจเป็นคู่แข่งสำคัญที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทย โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ อาทิ ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ และสาธารณรัฐเบนิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวหอมมะลิไทยเอาไว้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิแหล่งใหญ่ของประเทศ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยให้แข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกที่มีแนวโน้มการแข่งขันรุนแรง ขึ้น

"มะกัน" เตรียมเปิดศึกแย่งตลาดข้าวหอมมะลิไทย ส่งพันธุ์JAZZMAN ชิง

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้คิดค้นข้าวพันธุ์ JAZZMAN ซึ่งคิค้นโดยคณะวิจัยเกษตรของมหาวิทยาลัย Louisiana State University (LSU) ประเทศสหรัรัฐอเมริกา เพื่อมาตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เผยเมื่อวันที่ 16 มีนาคมว่า ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้คิดค้นข้าวพันธุ์ JAZZMAN ซึ่งมีกลิ่นหอมใหม่ คิดค้นโดยคณะวิจัยเกษตรของมหาวิทยาลัย Louisiana State University (LSU) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อมาตีตลาดข้าวหอมมะลิไทย โดยปัจจุบัน มี 2 แบรนด์ที่จำหน่ายข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ในประเทศสหรัฐฯ คือ บริษัท Falcon Rice Mill, Inc และ บริษัท Jazzmen Rice, LLC ซึ่งได้นำมาออกจำหน่ายตั้งแต่ช่วงประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งทางบริษัท Jazzmen Rice มีการจำหน่ายทางออนไลน์ผ่ายเวปไซด์ของบริษัท www.jazzmenrice.com เพียงช่องทางเดียวยังไม่มีการวางจำหน่ายทางร้านค้าปลีกทั่วไป โดยมีจำหน่าย 2 ขนาด คือ ถุงขนาด 28 ออนซ์ ราคา 2.99 เหรียญสหรัฐฯ และถุงขนาด 25 ปอนด์ ราคา 17.5 เหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย ถุงขนาด 25 ปอนด์ มีราคาประมาณอยู่ที่ 18.5-19 เหรียญสหรัฐฯ

ข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ภายใต้แบรนด์ Jazzmen Rice นี้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิของไทยมากด้านความนุ่ม แต่ยังมีความแตกต่างในด้านของกลิ่นหอมที่ยังแพ้ข้าวหอมมะลิของไทยอยู่ และมีความเหนียวคล้ายกับข้าว Suchi ของญี่ปุ่น ขนาดของเมล็ดข้าวหลังการสีจะมีขนาดสั้นและมีความป้อมกว่าข้าวหอมมะลิของ ไทยอย่างเห็นได้ชัด

"ส่งเสริมการส่งออก ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ ชิคาโก จัดส่งตัวอย่างข้าวสายพันธุ์ JAZZMAN ของบริษัท Jazzmen Rice ปริมาณ 794 กรัม ให้กับทางหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยเพื่อศึกษาอย่าง ละเอียด และเตรียมที่จะผลักดันการบริโภคข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคชาวสหรัฐอเมริกาฯ ได้เข้าใจถึงข้อดีของข้าวหอมมะลิไทยที่มีความโดดเด่นในด้านความหอม ตลอดจนการให้ความรู้เกี่วกับข้าวหอมมะลิไทยเพื่อดึงผู้บริโภคชาวอเมริกาให้ หันมาบริโภคข้าวมหอมมะลิไทยเพิ่มมากขึ้น" นางศรีรัตน์ กล่าว

ปัจจุบันไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่ง ในช่วงเดือนมกราคม 2553 มีมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิสูงถึง 1,006.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2553 สหรัฐฯ จะมีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 คิดเป็นปริมาณรวม 269.7 ล้าน cwt (1 cwt เท่ากับ 100 ปอนด์ หรือ 0.0453 ตัน) โดยเป็นข้าวที่ผลิตเองในสหรัฐฯ 218.2 ล้าน cwt และเป็นข้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศถึง 21.0 ล้าน cwt