ทรัพย์สินทางปัญญา

เบื่อ..ข้าวที่กินอยู่ทุกวันหรือเปล่า? ลองหาข้าวอร่อยๆ ดีต่อสุขภาพ กินกันดีกว่า!

ข้าว อาหารประจำชาติไทย ที่ต้องมีเป็นหลักสำคัญลำดับแรกในครัวไทย ส่วนกับข้าว...เดี๋ยวค่อยว่ากัน

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกข้าวมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และส่งออกข้าวอยู่ใน อันดับหนึ่ง ถึง อันดับสามของโลกตลอดมา ถ้าจะซื้อข้าวสารในซูเปอร์มาเก็ตในต่างประเทศ หากมีข้อความเขียนกำกับข้างถุงว่า Product of Thailand ก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้กินข้าวอร่อย

แต่คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศไทยเอง ที่กินข้าวในร้านข้าวแกง หรือร้านอาหารระดับกลางๆ ทั่วไป กลับต้องกินข้าวขัดสี สีขาวๆ แป้งล้วนๆ ยิ่งกิน ยิ่งอ้วน อีกทั้งไม่ใช่ข้าวคุณภาพ อย่างที่ควรจะได้กิน ในฐานะผู้ปลูกข้าวเลี้ยงชาวโลก

ข้าวคุณภาพ ในที่นี้หมายถึงข้าวที่มีรสชาติดี หอมนุ่ม และประกอบไปด้วยสารอาหารนานาชนิด

ใครที่สนใจเรื่องข้าว ไม่ว่าจะซื้อหามากินเอง หรือจะทำธุรกิจซื้อข้าวขายข้าว คุณภาพดีๆ ไม่ควรพลาดงานนี้ เพราะจะมีข้อมูลให้มากมาย นั่นคืองาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี – เทคโนโลยีชาวบ้าน 2012” โดยมีแนวคิดหลักของงานคือ “ข้าวของพ่อ วิถีพอเพียง” ระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค กรุงเทพมหานคร ที่จะมีข้าวสายพันธุ์ต่างๆ นำมาแสดงในงานเกือบ 100 สายพันธุ์

สำหรับวันนี้ “มติชนออนไลน์” มีเรื่องข้าวดีๆ ข้าวอร่อยๆ มาฝากกันก่อนที่จะถึงวันงาน

เริ่มจาก ข้าวไรซ์เบอรี่

ข้อมูลจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม ข้าวชนิดนี้ ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้านทานต่อโรคไหม้ได้เป็นอย่างดี เมื่อหุงแล้ว มีความนุ่มมาก

คุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอรี่ คือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน,แกมมาโอไรซานอล, วิตามินอี, แทนนิน, สังกะสี, โฟเลตสูง, มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าว ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดีเหมาะสำหรับใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารเชิงบำบัดอีกด้วย

ถัดมาเป็น ข้าวสินเหล็ก

ข้าวสินเหล็กได้จากผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวสีขาวที่มีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ตลอดทั้งปี มีความต้านทานต่อโรคไหม้ข้าวสินเหล็กในฐานะเป็นข้าวหอมนุ่มที่มี ดัชนีน้ำตาล ต่ำ-ปานกลาง

ข้าวสินเหล็ก เมื่อนำมาทดลองบริโภคในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าการบริโภคข้าวกล้องสินเหล็ก ช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ ทำให้สภาวะดื้อต่อ insulin ลดลงและการทำงานของตับอ่อนดีขึ้น รวมทั้งทำให้ค่าเฉลี่ยของ triglyceride ลดลง นอกจากนี้ข้าวสินเหล็กยังมีธาตุเหล็กในเมล็ดสูง ข้าวพันธุ์นี้ได้ผ่านการประเมินคุณสมบัติความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็ก ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและในมนุษย์ โดยพบว่าการส่งเสริมการบริโภคข้าวสินเหล็กในเด็กนักเรียนที่มีภาวะพร่องธาตุเหล็ก ทำให้ระดับ hemoglobin มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ข้าวปิ่นเกษตร

ข้าวปิ่นเกษตรเป็นลูกผสมระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวทนแล้ง เป็นข้าวขาว มีกลิ่นหอม นุ่มเหนียว ข้าวกล้องมีความนุ่มนวล มีเมล็ดยาวกว่า 8 มม.

ข้าวชนิดนี้ เมื่อทำเป็นข้าวกล้องจะได้ความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็กดี กล่าวคือเมื่อนำมาหุงสุกรวมกับข้าวพันธุ์อื่น จะช่วยให้ความเป็นประโยชน์ของธาตุเหล็กสูงขึ้นซึ่ง ให้ผลสอดคล้องกันทั้งการทดสอบในระดับเซลล์และในมนุษย์ด้วยคุณสมบัตินี้ข้าวปิ่นเกษตรจึงได้รับรางวัล ชนะเลิศอันดับ 3 จากการประกวดข้าวโลก (2nd World Rice Competition) เมื่อปี 2547

สนใจข้าวทั้งสามชนิดนี้ และข้าวอื่นๆ อีกเกือบร้อยสายพันธุ์ ไปชมได้ที่งานเกษตรมหัศจรรย์ฯ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือติดต่อซื้อได้ที่ คุณมัลลิการ์ แซ่หลิม กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) โทร.025800021 ต่อ 2341 หรือ 081-2973004

เล็งโปรโมตสินค้าจีไอคู่แหล่งท่องเที่ยว

“ศิริวัฒน์” เตรียมขอความร่วมมือ ททท.โปรโมตแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับสินค้าจีไอ ล่าสุดขอขึ้นทะเบียนจีไอแล้ว 85 คำขอ ใน 39 จังหวัด

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ เลขานุการ รมช.พาณิชย์ ไปดำเนินการจัดทำแผนงานส่งเสริมและโปรโมตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ของไทย เพื่อผลักดันให้สินค้าจีไอของไทยเป็นที่รู้จัก และช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าจีไอในจังหวัดต่างๆ ของประเทศมีรายได้และมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้เตรียมเสนอให้จัดทำความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยในการโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ จะขอให้ผนวกสินค้าจีไอของจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเข้าไปด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัด ได้รู้จักและซื้อหาสินค้าจีไอไปเป็นของฝาก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ไปจังหวัดนี้ต้องซื้อ กินสินค้านี้ ไม่งั้นไปไม่ถึง

นายภาคภูมิ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอทั้งหมด 85 คำขอ ใน 39 จังหวัด โดยรับขึ้นทะเบียนแล้ว 72 คำขอ อย่างไรก็ตาม จะพยายามผลักดันให้มีการจดทะเบียนสินค้าจีไอให้เพิ่มมากขึ้น เพราะสินค้าจีไอเป็นสินค้าที่มีวัฒนธรรมในตัวสินค้า สามารถสร้างความแตกต่างให้สินค้าได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอนั้นไม่ค่อยได้รับความสนใจเพราะผู้ว่าราชการจังหวัด, ผู้นำชุมชน, ผู้นำท้องถิ่น และชุมชนเองไม่สนใจและไม่ผลักดัน ดังนั้น จึงต้องหาทางชี้แจงและทำความเข้าใจ ให้มีการจดทะเบียนสินค้าจีไอ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการโปรโมตสินค้าท้องถิ่น สำหรับสินค้าใน 39 จังหวัดที่ควรผลักดัน เช่น หอยชักตีน จ.กระบี่, นิล จังหวัดกาญจนบุรี, กล้วยไข่ จ.กำแพงเพชร และ ผ้าไหมบ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ เป็นต้น

พณ.ชง​แผน​โปร​โมทสินค้าจี​ไอ

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่า​การกระทรวงพาณิชย์ ​เปิด​เผยว่า ​ได้มอบหมาย​ให้นายภาคภูมิ ​เดชสกุลฤทธิ์ ​เลขานุ​การรัฐมนตรีช่วยว่า​การกระทรวงพาณิชย์ ​ไปดำ​เนิน​การจัด​ทำ​แผนงานส่ง​เสริม​และ​โปร​โมทสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จี​ไอ) ของ​ไทย ​เพื่อผลักดัน​ให้สินค้า จี​ไอของ​ไทย​เป็นที่รู้จัก ​และช่วย​ให้​ผู้ผลิตสินค้าจี​ไอ​ในจังหวัดต่างๆ ของประ​เทศมีราย​ได้​และมีช่องทาง​ใน​การจำหน่ายสินค้า​เพิ่มขึ้น​ทั้ง​ในประ​เทศ​และต่างประ​เทศ

​ใน​เบื้องต้น​ได้​เตรียม​เสนอ​ให้จัด​ทำ​ความร่วมมือกับ​การท่อง​เที่ยว​แห่งประ​เทศ​ไทย (ททท.) กระทรวงท่อง​เที่ยว​และกีฬา ​โดย​ใน​การ​โปร​โมท​แหล่งท่อง​เที่ยวต่างๆ จะขอ​ให้ผนวกสินค้าจี​ไอของจังหวัดที่​เป็น​แหล่งท่อง​เที่ยว​เข้า​ไปด้วย ​เพื่อ​ให้นักท่อง​เที่ยวที่​เดินทางมาท่อง​เที่ยว​ในจังหวัด​ได้รู้จัก​และซื้อหาสินค้าจี​ไอ​ไป​เป็นของฝาก ​เพื่อ​เป็น​การสนับสนุนสินค้าจี​ไออีกทางหนึ่ง ​ซึ่งจะนำสินค้าจี​ไอของ​ไทย​ไปจัด​แสดง​ในงาน​แสดงสินค้า​ทั้งที่จัด​ใน​ไทย​และต่างประ​เทศ ​เพื่อ​ให้สินค้าจี​ไอ​เป็นที่รู้จัก​และยอมรับ​ในระดับสากล อันจะ​เป็น​การช่วย​เพิ่มยอด​การส่งออกด้วย

ด้านนายภาคภูมิ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญา​ได้รับคำขอขึ้นทะ​เบียนสินค้าจี​ไอ​ทั้งหมด 85 คำขอ ​โดยรับขึ้นทะ​เบียน​แล้ว 72 คำขอ ​โดยพบว่า​ในจำนวนคำขอ​ทั้งหมดนี้มี​ถึง 39 จังหวัด​ในประ​เทศ​ไทย รวม​ทั้งกรุง​เทพฯ ที่​ไม่มี​การยื่นขอจดทะ​เบียนสินค้าจี​ไอ ​ทั้งๆ ที่​ในจังหวัดมีสินค้าจี​ไอ​เป็นจำนวนมาก ​ซึ่งจะพยายามผลักดัน​ให้มี​การจดทะ​เบียนสินค้าจี​ไอ​ให้​เพิ่มมากขึ้น

'แม่โจ้ 2' ..ข้าวเหนียวหอม ผลจากปรับปรุงพันธุ์ด้วยโมเลกุล

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ข้าวเหนียว “แม่โจ้ 2” ในแปลงทดลอง.

ข้าวเหนียว...ที่เกษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบันได้แก่ พันธุ์ กข 6 ซึ่งเป็นข้าวเหนียวหอมต้นสูง ไวต่อ ช่วงแสง จึงปลูกได้เฉพาะในฤดูนาปี ส่วน สายพันธุ์ สันป่าตอง 1, กข 10 และ แพร่ 1 เป็นข้าวเหนียวไม่หอม ต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง ทำให้สามารถปลูกได้ทั้ง ฤดูนาปี และ นาปรัง

พันธุ์ข้าวเหนียว เหล่านี้...ส่วนใหญ่เกิดมาจาก วิธีปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventional plant breeding) โดยที่ ข้าวเหนียวต้นเตี้ยไม่ไวต่อช่วงแสงพันธุ์แพร่ 1 ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ตั้งแต่ผสมจนถึงการรับรองพันธุ์เป็น เวลานานถึง 19 ปี และ สันป่าตอง 1 ใช้เวลาประมาณ 16 ปี..!!

...ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ณ ปัจจุบันนักวิจัยได้นำเอา “..เทคโนโลยีทางเครื่องหมายโมเลกุล..” มาใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือในการ คัดเลือกร่วมกับการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม ทำให้การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวมีความแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และ ลดระยะเวลา

ในการปรับปรุงพันธุ์ลงได้...ทีมนักปรับปรุงพันธุ์ข้าว นำโดย ผศ.ดร.วราภรณ์ แสงทอง สาขาวิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า นอกจากการ ปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม แล้ว ยังมีการนำเอา ข้าวเจ้ามาฉายรังสีให้กลายเป็นข้าวเหนียว โดยเอา ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 1 มาฉายรังสี จนได้ข้าวเหนียวพันธุ์ กข 10 ที่ไม่มีความหอม ต้นเตี้ย และ ไม่ไวต่อช่วงแสง ส่วนข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 เกิดจากการนำเอาข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 มาฉายรังสี ซึ่งข้าวเหนียวทั้ง 2 สายพันธุ์ ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์ 12 ปี...

กระทั่งในปี พ.ศ.2547 ทีมงานปรับปรุงพันธุ์ข้าว ม.แม่โจ้ ได้เริ่ม คิดค้นวิธีการใหม่ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียว โดยนำ ข้าวเจ้าพันธุ์ดี คือ ปทุมธานี 1 มาปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นข้าวเหนียวด้วย “..วิธีการปรับปรุงพันธุ์แบบผสมกลับ โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยในการคัดเลือก..” (molecular marker-assisted backcrossing : MAB) ร่วมกับ การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม ใช้เวลาเพียง 6 ปี เท่านั้น จึงประสบผลสำเร็จ...!!

...กลายมาเป็นข้าวเหนียวสายพันธุ์ “แม่โจ้ 2” ซึ่งมีลักษณะต่างๆ เหมือนกับ ข้าวเจ้าพันธุ์ปทุมธานี 1 เดิม ต่างกันที่ “แม่โจ้ 2” เป็นข้าวเหนียว แต่ ปทุมธานี 1 เป็นข้าวเจ้า โดย ลักษณะเด่น ของ “แม่-โจ้ 2” คือ เป็น ข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม ต้นเตี้ย และ ไม่ไวต่อช่วงแสง จึงสามารถปลูกได้ทั้งใน ฤดูนาปี และ นาปรัง ให้ผลผลิตเฉลี่ยในแปลงนาทดลองของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำนวน 3 ฤดู ประมาณ 715 กิโลกรัมต่อไร่...

นอกจากนี้ ยัง ต้านทานต่อโรคไหม้ และ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ในระดับเดียวกันกับ ข้าวเจ้าปทุม-ธานี 1 อีกด้วย เนื่องจากพันธุ์ข้าวเหนียวหอมต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสงที่นิยมปลูกในประเทศไทยยังมีอยู่น้อย ดังนั้น ข้าวเหนียวหอมสายพันธุ์ “แม่โจ้ 2” น่าจะเป็น อีกทางเลือก สำหรับเกษตรกรผู้ต้องการปลูกข้าวเหนียวหอม...

โดยในขณะนี้ ข้าวเหนียว “แม่โจ้ 2” อยู่ระหว่าง การนำไป ปลูกทดสอบผลผลิตระหว่างสถานี และ แปลงของเกษตรกรในโครงการทดลอง เพื่อให้แน่ใจ ว่าได้ ข้าวเหนียวหอมพันธุ์ดี ก่อนจะเผยแพร่ให้แก่ ชาวนา ดังนั้น ณ วันนี้ ยังไม่มีเมล็ดพันธุ์จำหน่าย หรือ แจกจ่ายให้ใครแต่อย่างใด..!!

คุ้มครองสมุนไพรไทย หวั่นต่างชาติละเมิดภูมิปัญญา

น.พ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีที่มีการเตรียมขอจดสิทธิบัตร 'ขิง' ในประเทศอินเดีย ซึ่งส่งผลให้มีการคัดค้านในเรื่องดังกล่าวตามมา สำหรับประเทศไทยขณะนี้ มีพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 เพื่อคุ้มครองการแพทย์แผนไทยทั้งระบบ คือทั้งตำรับการแพทย์แผนไทย ตำราสมุนไพรไทย ส่วนผสมที่อยู่ในตำรับยาแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทยและแหล่งกำเนิด การครอบครอง ไม่ให้เกิดการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในพ.ร.บ.มีกรรมการโดยตำแหน่ง อาทิ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผอ.กองประกอบโรคศิลปะเป็นกรรมการ เพื่อไม่ให้เกิดการรุกล้ำทำลายสมุนไพรไทย และมีการกำหนดสมุนไพรควบคุมไว้

น.พ.สุพรรณกล่าวว่า ส่วนเรื่องการขึ้นทะเบียนหรือจดสิทธิบัตร ทำได้ในส่วนของการคิดค้นการวิจัยใหม่ แต่ส่วนผสมที่อยู่ในตำรับยาไทย เป็นภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีความพยายามในการคุ้มครองไว้ โดยเฝ้าระวังอยู่ตลอดและทำงานประสานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากมีการขอขึ้นทะเบียนก็มีสิทธคัดค้านได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมได้รวบ รวมข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเกี่ยวกับตำรายาแผนไทยและตำราการแพทย์แผนไทยทั่วราชอาณาจักร เพื่อจัดทำทะเบียน 89,866 รายการ แบ่งเป็นตำรายาแผนไทย 84,082 รายการ และตำราการแพทย์แผนไทย 5,784 รายการ

"ที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบแผนจัดการคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่อนุรักษ์ เพิ่มอีก 7 แห่ง ได้แก่ พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์กาญจนบุรี จ.กาญจน บุรี พื้นที่อุทยานแห่งชาติ (อช.) แม่วงก์ จ.กำแพงเพชร พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกาฯ จ.นครพนม พื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก อุทยานแห่งชาติทะเลบัน จ.สตูล อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว และอุทยานแห่งชาติ นายูง-น้ำโสม จ.อุดรธานี" น.พ.สุพรรณกล่าว

อียูยึกยักตีทะ​เบียนข้าวหอมมะลิ

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ​เปิด​เผย​ถึง​ความคืบหน้า​การจดทะ​เบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จี​ไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้อง​ไห้ ​ในสหภาพยุ​โรป (อียู) ว่า อียู​ได้มีคำถาม​เพิ่ม​เติมมายังกรมฯ ​ในฐานะหน่วยงานที่ยื่นจดจำนวน 3 คำถามว่า ​ทำ​ไม​ไทย​ถึงยังสงวนคำว่า "ข้าวหอมมะลิ" ​เอา​ไว้, สามารถประ​เมินกลิ่นหอมของข้าว​เป็น​เปอร์​เซ็นต์​ได้​หรือ​ไม่ ​และ​ทำ​ไมต้องบรรจุ​ในพื้นที่ที่​เป็น​แหล่งผลิต หลังจากที่ก่อนหน้านี้ 5 ประ​เทศ​ในอียู คือ อังกฤษ ฝรั่ง​เศส อิตาลี ​เบล​เยียม ​และ​เน​เธอร์​แลนด์ ​ได้​ทำ​การคัดค้าน​การจดทะ​เบียนจี​ไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้อง​ไห้มา​แล้ว ​โดย​ไม่ต้อง​การ​ให้​ไทยจำกัด​การ​ใช้ชื่อ "ข้าวหอมมะลิ" ​แต่​เพียง​ผู้​เดียว ​ให้จด​เฉพาะคำว่า "ทุ่งกุลาร้อง​ไห้" มา​แล้ว

​ทั้งนี้ กรมฯ ​ได้​ทำหนังสือยืนยัน​ไปยังอียูว่าจะยังคง​ใช้คำว่า "หอมมะลิ" ​ใน​การยื่นจดจี​ไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้อง​ไห้​เหมือน​เดิม ​เพราะ คำว่าหอมมะลิ​เป็นคำของ​ไทย ​ไม่​ใช่คำทั่ว​ไป​ไม่สามารถตัดออก​ได้ ส่วน​การวัด​เปอร์​เซ็นต์​ความหอมของข้าว ​เห็นว่า​ไม่ควรจะกำหนด​หรือระบุ​ไว้ ​เพราะสาร​ความหอม​ในข้าวสามารถระ​เหย​ได้ ​และอาจถูกนำมา​ใช้​เป็น​เครื่องมือกีดกัน​ได้ สำหรับ​การบรรจุยืนยันว่า​การบรรจุ​ใน​แหล่งผลิตต้องกำหนด​ไว้ ​เพื่อ​ให้​ได้ข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน​เป็น​ไปตามมาตรฐานของสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

อย่าง​ไร​ก็ตาม กรมฯ ยืนยันที่จะ​ไม่ตัดอะ​ไรออก​ไป​ใน​การจดทะ​เบียนจี​ไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้อง​ไห้​ในอียู ​เพราะมัน​เป็นชื่อของข้าวหอมของ​ไทย ถ้าตัดออก​ไปจะ​ไม่สามารถสื่อ​ถึง​การ​เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ​โดยยืนยันที่จะจดจี​ไออย่างที่​เคยยื่นขอจด​ไว้ ​และมั่น​ใจว่า​เมื่อตอบคำถามที่อียูสงสัย​ได้หมด​แล้ว ​ก็จะ​ได้รับ​การพิจารณารับจดต่อ​ไป

หาก​ไทยสามารถจดทะ​เบียนจี​ไอ​ได้สำ​เร็จจะช่วยคุ้มครองสิทธิ?ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้อง​ไห้​ใน 5 จังหวัด​ไทย ​ได้​แก่ ร้อย​เอ็ด ย​โสธร สุรินทร์ มหาสารคาม ​และศรีสะ​เกษ ​ซึ่งมี​เกษตรกรมาจดทะ​เบียนกับกรมฯ ​เป็น​ผู้ผลิตจี​ไอ​แล้วประมาณ 1,000 ราย พื้นที่ประมาณ 10,000 ​ไร่ ​และยังจะ​ทำ​ให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้อง​ไห้จาก​ไทย​ได้รับ​การรับรองว่า​เป็นสินค้าระดับพรี​เมียม

นอกจากนี้ กรมฯ กำลังติดตาม​การจดทะ​เบียนจี​ไอกา​แฟดอยตุง ​และกา​แฟดอยช้างของ​ไทยที่อยู่ระหว่าง​การยื่นขอจด ​โดยกรมฯ จะผลักดัน​ให้อียูมี​การรับจดทะ​เบียน ​และ​เร็วๆ นี้ ​เตรียมจะยื่นคำขอจดทะ​เบียนจี​ไอข้าวหอมมะลิสุรินทร์​ในอียูด้วย

'อียู' ไม่แฟร์เตะถ่วงจดจีไอข้าวหอมมะลิคุ้มครองสิทธิ์

พาณิชย์ เซ็ง! อียูเล่นไม่เลิก เตะถ่วงจดจีไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้คุ้มครองสิทธิ์ ตามคำเรียกร้องของสมาคมผู้ค้าข้าวในอียูกดดัน เพราะต้องใช้ชื่อทำตลาด...

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ในสหภาพยุโรป (อียู) หลังจากอียูคัดค้านการจดทะเบียน โดยอ้างไทยไม่ควรจำกัดการใช้สิทธิ์ชื่อ “ข้าวหอมมะลิ” แต่เพียงผู้เดียว และไทยได้อุทธรณ์ไปแล้ว ล่าสุดอียูมีคำถามมายังกรมว่า เหตุใดไทยยังจะใช้คำว่า “ข้าวหอมมะลิ” อีก ซึ่งกรมได้ทำหนังสือยืนยันจะยังคงใช้คำนี้เพราะเป็นคำไทย ไม่ใช่คำทั่วไป ไม่สามารถตัดออกได้ เพราะจะไม่สื่อถึงการเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

“หากไทยจดทะเบียนจีไอได้สำเร็จ จะช่วยคุ้มครองสิทธิ์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในอียู และยังได้รับการรับรองว่า เป็นสินค้าพรีเมี่ยม เพราะผลิตได้เฉพาะในท้องถิ่นนั้นๆ ท้องถิ่นอื่นจะผลิตสินค้าโดยใช้ชื่อเดียวกันไม่ได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่อียูคัดค้าน เพราะสมาคมผู้ค้าข้าวในอียูกดดันไม่ให้มีการรับจด เนื่องจากต้องการใช้ชื่อ “หอมมะลิ” ในการทำตลาดข้าวในอียู หากไทยได้รับการจดจีไอข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ผู้ค้าข้าวอียูจะไม่สามารถใช้คำว่าข้าวหอมมะลิได้อีกต่อไป

กรมทรัพย์ขอปลด​แอกขึ้น​แท่นองค์กรอิสระอ้าง​ทำงานง่าย

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สิน ทางปัญญา ​เปิด​เผยว่า กรม​ได้​เสนอ​แผน​การ​แยกกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกมา​เป็นองค์กรอิสระภาย​ใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ต่อปลัดกระทรวงพาณิชย์ อีก​ทั้งยังนำ​แผนดังกล่าว​เข้า​ไปอยู่​ใน​แผน 10 ปี กระทรวงพาณิชย์ด้วย อย่าง​ไร​ก็ตาม ​แผนนี้กรม​ได้ศึกษาตั้ง​แต่ปี 2551 ​โดย​แผนดังกล่าวอยู่ระหว่าง​การพิจารณา ของกระทรวงพาณิชย์ ​ซึ่งยัง​ไม่สามารถคาด​การณ์​ได้ว่าจะดำ​เนิน​การ​ได้จริง​หรือ​ไม่ ​เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์​เห็นว่า​แผนดังกล่าวยังมีปัญหา ​และต้องศึกษา​เพิ่ม​เติม ​เพราะกังวลว่าหากกรม​แยก​เป็นองค์กรอิสระ​แล้วจะ​ไม่สามารถหาราย​ได้​เลี้ยงดู ​และควบคุมกิจ​การต่างๆ ของกรม​ได้

ขณะที่บุคลากรของกรม​เองต่าง​ก็​ให้​การสนับสนุน​เนื่องจาก​เห็นว่า ​เมื่อกรม​เป็นองค์กรอิสระ ​แล้วจะดำ​เนินงาน​ได้ง่ายขึ้น อีก​ทั้ง​ในขณะนี้​ก็มี หลายประ​เทศที่กรมที่มีส่วน​เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา​ก็​เป็นองค์กรอิสระ อาทิ สิงค​โปร์ มา​เล​เซีย ฟิลิปปินส์ ​และทางอิน​โดนี​เซีย ขณะนี้​ก็กำลัง​เตรียมจะ​เป็นองค์กรอิสระ​เช่นกัน มี​เพียง​ไทย พม่า ลาว กัมพูชา ​ซึ่งยังคง​เป็นหน่วยงานที่สังกัดกระทรวง ส่วน​การดำ​เนินงานของกรม​ก็พร้อม​เดินหน้า กิจกรรม​และ​โครง​การต่างๆ กว่า 50 ​โครง​การ ​ใน ปี 2555 นี้​ทั้ง​โครง​การ​เกี่ยวกับ​เรื่อง​การ​แปลงสินทรัพย์​ให้​เป็นทุน ​โครง​การป้องกันปราบปราม​การละ​เมิดทรัพย์สินทางปัญญา ​การพัฒนา​การจดสิทธิบัตรผ่านระบบอิน​เตอร์​เนต ​การจดทะ​เบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จี​ไอ) พร้อม​การยกระดับสินค้าจี​ไอ​ให้สามารถ​แข่งขัน​ได้​ในตลาด ​การพัฒนา​การบริ​การต่างๆของกรม ​และ​การรณรงค์ ​หรือสร้าง​ความ​เข้า​ใจ​เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา​ให้กับประชาชนทั่ว​ไป

งบประมาณที่กรมจะดำ​เนิน​ใน​โครง​การ ​และกิจกรรมต่างๆ ของกรม ​ได้ของบประมาณ​ไว้ ​ทั้งสิ้น 500 ล้านบาท ​แต่​ได้รับ​การอนุมัติ 317 ล้านบาท ​ซึ่งคาดว่าจะ​ได้ภาย​ในปลาย​เดือนมกราคม 2555 ​และ​เมื่อ​ได้กรม​ก็จะ​เดินหน้า​โครง​การต่างๆ ของกรมทันที

สำหรับ​โครง​การที่กรม​เคยดำ​เนิน​การ​ไปก่อนหน้านี้​ก็จะยังคงสานงานต่อ​ทั้ง​เมืองต้น​แบบ ​และ​โครง​การ​เศรษฐกิจสร้างสรรค์​โดยงบประมาณ​ใน​การ​เดินหน้า​โครง​การ​เศรษฐกิจสร้างสรรค์ปี 2555 ​ทั้งสิ้น 50 ล้านบาท ​โดยจะ​เริ่มกิจกรรม​แรก คือ จัดมหกรรม ​เศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้น​ในวันที่ 26-27 มีนาคม 2555 ​เป้าหมาย​การจัดงาน​เพื่อต้อง​การ​ให้​ผู้ประกอบ​การ​ไทย ​ทั้งขนาดกลาง​และขนาดย่อม​เห็นช่องทาง​ใน​การ ดำ​เนินธุรกิจ

เร่งออกกม.สกัด ฉกภูมิปัญญาไทย

กรมทรัพย์สินทางปัญญาวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมรายชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยจัดทำเป็นฐานข้อมูลให้ชัดเจน หวั่นต่างชาติแห่ขโมยไปใช้ทำไทยเสียประโยชน์ จี้คนเอาไปใช้แบ่งผลประโยชน์ให้ด้วย เล็งยกร่างกฎหมายคุ้มครองเป็นการเฉพาะ

นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยว่า ปัจจุบันชาวต่างชาติมักนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น นำพันธุ์พืชสมุนไพรไทยไปเป็นส่วนประกอบในการผลิตยาแล้วนำออกขายทั่วโลก หรือลักลอบนำเอาสารพันธุกรรมพืชของไทยออกไปนอกประเทศเพื่อใช้ประโยชน์ หรือนำไปจดเป็นสิทธิบัตรในประเทศของตนโดยไม่แจ้งให้ไทยได้รับทราบก่อน หรือไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ ทำให้ไทยเสียประโยชน์มาก

ดังนั้น กรมจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมรายชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยและจัดทำเป็นฐานข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครอง เพราะจะทำให้ทราบได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยมีอะไรบ้าง หากมีผู้ใดนำไปใช้จะได้รับทราบได้ทันที และสามารถเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ได้ เพราะปัจจุบันฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยกระจัดกระจายอยู่ที่หน่วยงานต่างๆ มีความซ้ำซ้อน คาบเกี่ยว และอยู่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นเอกสารและเป็นคำบอกเล่าที่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ขณะเดียวกันผู้ที่จะนำไปใช้ประโยชน์จำเป็นต้องมาขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์ให้ประเทศที่เป็นเจ้าของด้วย

“ปัญหาของเราคือ แม้จะมีหลายหน่วยงานดูแลภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ก็ยังไม่มีการรวบรวมรายชื่อไว้อย่างชัดเจน เช่น พันธุ์สมุนไพรไทย ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ทำให้เวลามีคนเอาไปใช้ก็อาจอ้างได้ว่าเขาไม่ได้เอามาจากไทย แต่เอามาจากประเทศเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งก็มีสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน ก็ต้องพิสูจน์กันไปว่าใช่ของเราหรือไม่ แต่ถ้าเราเก็บรวบรวมทำเป็นฐานข้อมูลเผยแพร่อย่างชัดเจน เวลามีใครเอาไปใช้ เราก็จะรู้ว่าเป็นของเราทันที และเจรจาให้เขาแบ่งปันผลประโยชน์ได้ด้วย” นางปัจฉิมากล่าว

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ผลักดันการเจรจาจัดทำมาตรฐานระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นในเวทีต่างๆ เช่น องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ไวโป) เป็นต้น ซึ่งประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา ไวโปมีการดำเนินการดังกล่าวแล้ว แต่ต้องหยุดชะงักลงเพราะประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่ไม่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองไม่สนับสนุน โดยประเทศเหล่านี้มักนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศอื่นไปใช้ประโยชน์

พร้อมกันนั้นจะต้องมีการยกร่างกฎหมายภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย เพื่อให้ความคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยบางอย่างที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง และต้องมีหน่วยงานกลางที่ดูแลเป็นการเฉพาะด้วย เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยแบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ องค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น, การแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และทรัพยากรพันธุกรรม ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน เช่น กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฎหมายคุ้มครองพันธุ์สัตว์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พ.ศ.2542 ของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงงานศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่กระทรวงวัฒนธรรมดูแล กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

วธ.ยืนยันเขมรขึ้นทะเบียนท่ารำ-หนังใหญ่ไม่กระทบไทย

นางกุุสุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงการที่กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนท่ารำและหนังใหญ่ ว่า เป็นคนละเรื่องกับลิขสิทธิ์ ซึ่งการขึ้นทะเบียนเป็นเพียงการแจ้งให้ทราบว่า มีการสงวนการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่สามารจับต้องได้ภายในประเทศนั้นๆ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่เป็นการลิดรอนสิทธิ์และไม่ส่งผลกระทบกับไทย หากในอนาคตไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ เตรียมร่างกฎหมายเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้

สำหรับการทำภาคีอนุสัญญาดังกล่าวนั้น ต้องมีกำหนดกรอบภาคีและระยะเวลา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 โดยต้องส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ และคณะรัฐมนตรีจะส่งเรื่องต่อไปยังรัฐสภาเพื่อผ่านความเห็นชอบ

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าจะเชิญนักวิชาการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมเสวนาเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น