ฐานทรัพยากร

“ท่าเรือน้ำลึกปากบารา” จะทำอะไร? บอกความจริงชาวบ้านด้วย

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ยุทธศาสตร์ความมั่งคงทางทะเล บอกว่าไทยจำเป็นต้องมีทางออกสำหรับสินค้าและการขนส่งทางทะเลอันดามัน จะพึ่งพาแต่ฝั่งอ่าวไทยที่ท่าเรือมาบตาพุด แหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพฯ ไม่ได้

เพราะผลประโยชน์ชาติที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเลมีมากกว่า 6 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่มีความต้องการระหว่างประเทศที่จะแสวงหาเส้นทางขนส่งทางทะเลที่ประหยัดกว่าการเดินเรืออ้อมไปผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งมีความแออัดมากขึ้นทุกวัน

จึงมีความพยายามของรัฐในทุกยุคทุกสมัย ที่จะเชื่อมเส้นทางขนส่งทางทะเลระหว่างอ่าวไทย กับทะเลอันดามัน ตั้งแต่การขุดคลองกระ สะพานเศรษฐกิจที่ขนอมถึงกระบี่ หรือแม้แต่ท่าเรือระนอง และท่าเรือภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีท่าเรือขนาดเล็ก ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ท่าเรือตำมะลัง กันตัง จังหวัดตรัง ยิบซั่มที่กระบี่ ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นเพียงท่าเรือขนาดเล็ก กระจายสินค้าได้ไม่มากนัก ไม่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ปัญหาสำคัญของการขนส่งทางทะเลตามแนวชายฝั่งภาคใต้ เช่น ท่าเรือน้ำลึกสงขลา คือ ความไม่สมดุลระหว่างการขนสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ กับการนำสินค้าเข้ามา เนื่องจากที่ผ่านมาสินค้าที่นำเข้ามาท่าเรือน้ำลึกสงขลามีน้อยมาก ขณะที่มีความต้องการขนส่งยางพาราออกนอกประเทศเป็นอย่างมาก ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ภาระการนำตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเข้ามารับยางพารา และสินค้าส่งออกอื่นๆ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายการส่งออกสูงมากกว่าการนำสินค้าไปยังท่าเรือปีนัง ซึ่งมีปริมาณสินค้าเข้าและสินค้าออกมาก ค่าใช้จ่ายจึงถูกกว่า แต่ละปีจึงมีการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทย กับท่าเรือปีนังปีละมากกว่า 200,000 ตู้คอนเทนเนอร์

ทางแก้ที่ภาครัฐมองคือ การเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้า ข้ามมหาสมุทรจากยุโรป และตะวันออกกลาง ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย กับทางเอเชียตะวันออกทางฝั่งอ่าวไทย และมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งก็คือความพยายามที่จะทำให้มีท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งของภาคใต้ และเส้นทางการขนส่งทั้งทางรถไฟ ถนน และท่อส่งน้ำมันที่เชื่อมโยงทั้งสองฝั่งมหาสมุทรเข้าด้วยกัน และยังมองถึงผลประโยชน์จากการขนส่งทางทะเลของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมหาศาล

โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ จึงเกิดขึ้น และมีกระบวนการคัดเลือกพื้นที่ตลอดชายฝั่งอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนองมาจนถึงสตูล แต่ก็ถูกผลักดัน ขับไล่ การไม่ยอมรับจากคนในพื้นที่ต่างๆ ทั้งภูเก็ต พังงา กระบี่ ที่มองว่ายุทธศาสตร์ของพื้นที่คือการท่องเที่ยวทางทะเลที่สร้างรายได้ปีละหลายแสนล้านบาท ซึ่งไปด้วยกันไม่ได้กับการพัฒนาเส้นทางเดินเรือและอุตสาหกรรม ที่อาจส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรงต่อคุณภาพระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามัน

และวันนี้ที่ปากบารา คือที่มั่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่สำหรับการสร้างท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากยังเป็นพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัยไม่มาก และที่สำคัญมีกระแสการต่อต้านน้อยที่สุด

สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่ทันคิดคือ ตั้งแต่เขตแดนไทยมาเลเซียที่สตูล ไปจนถึงอ่าวพังงาเป็นแหล่งระบบนิเวศแบบเอสทูรี่ หาดเลน ป่าชายเลนขนาดใหญ่ เช่น ปากน้ำสตูล ปากบารา ปากน้ำกันตัง ปากน้ำปะเหลียน ปากน้ำสิเกา ศรีบ่อยา ปากน้ำกระบี่ และอ่าวพังงา เป็นแหล่งสะสมธาตุอาหารที่มาจากบนบกและในทะเล ส่งผลให้บริเวณนี้มีพืชและสัตว์ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ

สตูลในอนาคตมีศักยภาพพอที่จะรองรับการพัฒนาทางการเพาะเลี้ยงประมงชายฝั่งและการอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยวอีกมาก โดยเฉพาะก็มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีเกาะจำนวนมาก ป่าชายเลน แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล มีสวนผลไม้ ชายฝั่งทะเล ป่าเขาและน้ำตก และยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งที่สำคัญของประเทศ

รัฐพยายามบอกชาวบ้านว่า ที่ดินจะมีราคาสูงขึ้น ชาวบ้านจะมีงานทำ จะมีเงินหมุนเวียนในพื้นที่จำนวนมาก จะพาผู้นำชุมชนและผู้บริหารจังหวัดไปดูงานท่าเรือต่างจังหวัด และต่างประเทศ สร้างความหวังให้ชาวบ้านที่มีที่ดินอยู่บริเวณนั้นและบริเวณใกล้เคียง และกลายเป็นมวลชนจัดตั้งที่รัฐและผู้บริหารจังหวัด พร้อมจะพามาสนับสนุนในทุกเวทีการประชุม และเริ่มสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นระหว่างชุมชนในจังหวัด

แต่รัฐไม่ได้บอกชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงจับกุ้ง หอย ปู ปลา เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ทำสวนยาง สวนปาล์ม สวนผลไม้ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เจ้าของรีสอร์ท ร้านอาหารเลยว่าท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง จะมีกิจกรรมอะไรตามมาอีกบ้าง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเฉพาะท่าเรือน้ำลึกเพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าและการแปรรูปวัตถุดิบต่างๆจะตามมาเป็นจำนวนมาก

ไม่มีใครบอกเขาว่า การพัฒนาที่จะตามมานั้นจะมีการจ้างงานจริงๆ คนสตูลจะได้โอกาสทำงานอะไร จำนวนเท่าไร และจะมีแรงงานต่างถิ่นเข้ามาใช้แรงงานในพื้นที่กี่พันกี่หมื่นคน จะส่งผลกระทบทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของชาวมุสลิมอย่างไรไม่มีใครบอกเขาว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน จะพัดพาฝุ่นควันทั้งหลายเข้าสู่เมืองสตูล เมืองละงู ชุมชน และสวนยางตลอดแนวชายฝั่งทะเล

ไม่มีใครบอกเขาว่าลมฝนเหล่านี้จะละลายฝุ่นควันและสารพิษจากเขตอุตสาหกรรมต่างๆตกลงบนหลังคาบ้าน ในสวนยาง สวนผลไม้ ในบ่อเก็บน้ำ ในน้ำตกวังสายทอง ในแม่น้ำลำคลองที่หล่อเลี้ยงชีวิต

ไม่มีใครบอกว่าชายฝั่งอันดามันใต้ หรืออาจเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของช่องแคบมะละกาตั้งแต่อ่าวพังงาลงมา โดยเฉพาะตรังและสตูล เป็นพื้นที่รองรับการสะสมของตะกอนทั้งจากแผ่นดินและทะเล สารพิษทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น มันไม่ถูกพัดพาออกไปทะเลลึกแต่จะสะสมในชั้นดินตะกอนตลอดชายฝั่งทะเลที่เป็นโคลนปนทราย

ไม่มีใครบอกเขาว่า หากมีการรั่วไหลของน้ำมันหรือสารพิษต่างๆ มันจะสะสมอยู่ตลอดชายฝั่งทะเลจังหวัดสตูล เหตุการณ์ต่างๆจะร้ายแรงยิ่งกว่าที่มาบตาพุด ซึ่งมีกระแสน้ำพัดพาออกสู่ทะเลลึก

ไม่มีใครบอกว่าบริเวณทะเลหน้าหาดปากบาราที่มีความสมบูรณ์ของทรัพยากรทะเลกำลังจะกลายเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึก มีการถมทะเลยื่นออกไปนอกหาดยาวเป็นกิโล เพื่อให้เรือสินค้าขนาดใหญ่หลายสิบลำมารับส่งสินค้าปีละมากกว่า 200,000 ตู้ ถ้าโครงการมีการขยายตัวไปเรื่อยๆโดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะตามมา

ไม่มีใครบอกพวกเขาว่าจะมีกิจกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลตามมา สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นต่อมาก็คือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับกิจกรรมการขนส่งทางทะเล และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ แหล่งพลังงานที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเหล่านี้คืออะไร

ไม่มีใครบอกเขาว่า นอกจากท่าเรือน้ำลึกแล้วจะมีอุตสาหกรรมอะไรอื่นๆตามมาอีก ได้แต่บอกว่ากรอบการศึกษามีเฉพาะการสร้างท่าเรือน้ำลึกเท่านั้น โครงการอื่นๆต้องพิจารณาต่างหาก ไม่เกี่ยวกับการศึกษาครั้งนี้ถ้ามีใครถามเขาว่า ข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร เขาจะบอกให้ชาวบ้านไปอ่านเอาในเอกสารหนาปึกที่มีแต่ตัวเลขที่ชาวบ้านไม่เข้าใจ และต้องไปหามาอ่านเอาเอง และเขาก็จะโวยวายใส่ชาวบ้านว่าก็ทำรายงานให้อ่านแล้วไม่อ่านกันเอง หรือไม่ก็ให้ไปอ่านในอินเตอร์เน็ต ที่ชาวบ้านไม่มีวันเข้าถึง

สิ่งที่ชาวบ้านสังเกตก็คือห้าหกปีที่ผ่านมา มีคนมากว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านมาทราบทีหลังว่าดินหลายพันไร่ที่มีการเปลี่ยนมือไปแล้ว คือบริเวณที่อยู่ในแนวเส้นทางของท่าเรือน้ำลึก และพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

บริษัทเหล่านี้บอกชาวบ้านมาตลอดว่าพวกเขาทำถูกต้องตามกฎหมายของกรมเจ้าท่า ผ่านการพิจารณาของนักวิชาการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นมีสิทธิจะสร้างท่าเรือน้ำลึก แม้ว่ามันจะอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา รัฐก็สามารถเพิกถอนพื้นที่ออกจากการเป็นอุทยานฯ

แต่คุณอย่าลืมว่า ชาวบ้านก็มีสิทธิลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขา ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเช่นกัน หากท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นจริงแล้ว เขาหวั่นกลัวว่า

อากาศจะเป็นพิษ น้ำทะเลจะปนเปื้อนคราบน้ำมันและสารพิษที่สะสมตลอดชายฝั่ง กุ้ง หอย ปู ปลาจะหายไป อาหารทะเลจะปนเปื้อนสารพิษ น้ำตกและลำธารจะปนเปื้อนจากสารพิษ และนักท่องเที่ยวจะไม่กลับมา ฝนที่ตกลงมาจะมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น ชาวสวนจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง การแย่งชิงน้ำจืดที่ต้องใช้ในการเกษตรจะเกิดขึ้น เพราะต้องไปใช้ในเขตท่าเรือและเขตอุตสาหกรรม

ชาวสตูลคงไม่ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นหาดแม่รำพึงหรือมาบตาพุดแห่งที่สอง ที่ชาวบ้านต้องนอนรอความตายผ่อนส่งโดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้เลย ที่สำคัญลักษณะทางกายภาพของชายฝั่งทะเลที่นี่แตกต่างจากชายฝั่งบริเวณมาบตาพุด ปัญหามลพิษทุกอย่างจะสะสมอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลได้ง่ายกว่า

สิ้นปีผลกำไรจากการขนส่งทางทะเลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ส่วนหนึ่งมาจากการทำลายธรรมชาติ ทำลายสังคมวัฒนธรรมของชุมชนในพื้นที่ สร้างความแตกแยกให้กับคนในพื้นที่ ก็กลายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่มีทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานในพื้นที่ แต่นั่งห้องแอร์ดูตัวเลขขึ้นลงในตลาดหลักทรัพย์

รัฐบาลเข้ามาบริหารแล้วก็จากไป ผู้บริหารของจังหวัด ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดจนถึงนายอำเภอ มาทำงานไม่กี่ปีก็ย้ายไปที่อื่น นักลงทุนวันหนึ่งก็ถอนตัวออกไปลงทุนที่อื่นได้ แต่คนสตูลต้องอยู่กินบนผืนดินแห่งนี้ไปตลอดชีวิต รอรับผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมต่อไป
……………………..
ถ้าไม่สร้างท่าเรือน้ำลึกในหกจังหวัดอันดามัน แล้วจะไปสร้างที่ไหนดี

ไม่ต้องสร้างครับ เราก็อยู่ของเราไปแบบพอเพียง การขนส่งทางทะเลของภูมิภาค ใครจะเดือดร้อน ก็ปล่อยเขาไป เขาก็ไปเข้าคิวผ่านช่องแคบมะละกากันต่อไป สินค้าของไทยก็เข้าออกทางอ่าวไทยต่อไป

ปัญหาการขนส่งทางทะเลของบ้านเรา คือ เส้นทางเข้ามาอ่าวไทยถูกเพื่อนบ้านจับจองอาณาเขตทางทะเลไปจนหมดแล้ว แต่สิทธิการเดินเรือเสรีในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศอื่นๆตามกฎหมายทะเล (UNCLOS) ก็ยังคงทำได้อยู่ ยกเว้นจะมีกรณีพิพาทระหว่างประเทศ แต่ถ้าต้องการเส้นทางขนส่งทางทะเลข้ามมหาสมุทรทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มีทางเลือกที่สำคัญ คือ การใช้เส้นทางข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ เช่น ท่าเรือทวายที่พม่า เข้ามาทางตะวันตกสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ผ่านเส้นทางไหน จะแนวเดียวกับท่อก๊าซเดิมหรือไม่ค่อยว่ากันอีกทีหรือจะมีสินค้าทางรถด้วยหรือไม่ ต้องศึกษากันอีกที

ทางเลือกต่อมา คือ ปีนัง สงขลา ใช้กลไกทางภาษีและความร่วมมือระหว่างกัน เส้นทางนี้สำหรับการขนส่งสินค้า ท่อน้ำมัน จะมีหรือไม่ค่อยศึกษากันอีกที ทุกวันนี้รถคอนเทนเนอร์ ก็วิ่งกันพล่านอยู่แล้ว ที่ต้องปรับปรุงคือเส้นทางและกลไกการผ่านด่านตรวจระหว่างประเทศ ที่ด่านสะเดา ที่ต้องเจรจาร่วมกัน ส่วนเส้นทางการขนส่งเส้นอื่นๆทางมหาสมุทรแปซิฟิคที่ไม่ผ่านทางอ่าวไทย ที่เป็นไปได้คือการพัฒนาความร่วมมือเวียดนาม ลาว และภาคอีสานของไทย สินค้าเกษตรทางภาคอีสานก็ส่งออกทางถนนที่จะต้องพัฒนาร่วมกันเป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจเพื่อเชื่อมต่อไปยังท่าเรือของประเทศเวียดนาม

แล้วให้ไทยมีแค่ท่าเรือทางฝั่งทะเลอันดามันเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องใหญ่มาก ซึ่งมีแนวท่าเรือเดิมอยู่แล้ว เป็นท่าเรือและเส้นทางสำรองสำหรับขนส่งทางทะเล ใช้เมื่อมีปัญหาวิกฤตของประเทศเท่านั้น แต่ไม่ใช่การตั้งหน้าตั้งตาจะเปลี่ยนแปลงประเทศเปลี่ยนแปลงสังคมและวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อไปสนับสนุนการขนส่งทางทะเลของภูมิภาค เราแค่ต้องการส่งสินค้าออกทางทะเลให้ได้ก็พอแล้ว

ส่วนชายฝั่งทะเลอันดามัน ขอใช้ประโยชน์การท่องเที่ยวทางทะเลไปก่อน จนกว่าการท่องเที่ยวจะพัฒนาไปจนถึงจุดที่ทรัพยากรธรรมชาติพังพินาศหมด (ถ้าไม่ช่วยกันรักษา) ค่อยเอามาพัฒนาก็ยังได้ ทรัพยากรบ้านเราเก็บไว้ก่อน กิจกรรมอะไรที่เสี่ยงภัยก็ให้ไปอยู่ประเทศอื่นไปก่อน เมื่อไรวิกฤตจริงๆค่อยเอามาใช้ก็ได้

ที่สำคัญคือ รีบร้อนพัฒนาการขนส่งทางทะเล ในขณะที่กิจการพาณิชยนาวีและการเดินเรือของไทยเองยังไม่พร้อม อยู่ในมือคนต่างชาติเกือบ 90 เปอร์เซนต์ คิดเป็นมูลค่าการขนส่งสินค้าและการเดินเรือทางทะเล เกือบหกล้านล้านบาท ผลประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดขึ้นในธุรกรรมพาณิชยนาวีของไทยคือคนต่างชาติครับ

เผยโฉม10ยอดพันธุ์ข้าว งานเกษตรมหัศจรรย์ 2012

ข้าวเป็นสินค้าเกษตรที่เป็นพืชหลักของการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนสินค้าทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

การปรับปรุงและคงไว้ซึ่งสายพันธุ์ข้าว มีหลายหน่วยงานเห็นความสำคัญ คิดค้น ศึกษาและวิจัย รวมทั้งพัฒนาสายพันธุ์ข้าว และรักษาสายพันธุ์แท้ให้คงอยู่

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ในเครือบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เป็นแม่งานหลักในการจัดงาน "เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2012" วันที่ 22-26 ก.พ.2555 ที่ห้องเอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค

ประเด็นหลักของงานมุ่งไปที่ "ข้าวของพ่อ วิถีพอเพียง" ซึ่งนำสายพันธุ์ข้าวจำนวน 84 สายพันธุ์ที่หายากจัดแสดงให้ชม และเกือบทุกสายพันธุ์มีหุงให้ชิม

ขอยกตัวอย่าง 10 สุดยอดพันธุ์ข้าวที่นำมาจัดแสดงให้ชมและชิม เรียกน้ำย่อยก่อนถึงวันงาน

1.ข้าวสังข์หยด

เป็นข้าวที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศรับรองตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2549 ให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์พันธุ์แรกของประเทศไทย (จีไอ)

มีชื่อเต็มว่า "ข้าวสังข์หยด เมืองพัทลุง"

เป็นข้าวต้นสูง กอตั้ง แตกกอปานกลาง ใบสีเขียว มีขนบนแผ่นใบ ข้าวเปลือกสีฟาง ขนาดเมล็ด 9.35 มิลลิเมตร กว้าง 2.13 มิลลิเมตร หนา 1.75 มิลลิเมตร จัดเป็นข้าวเจ้านาสวน ถิ่นกำเนิดอยู่ในจังหวัดพัทลุง

มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ คือ มีกากใยอาหารสูง จึงมีประโยชน์ในการชะลอความแก่

นอกจากนี้ มีโปรตีน ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกันโรคความจำเสื่อม และยังมีสารแอนติออกซิแดนต์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง

ลักษณะเด่นคือ เมล็ดเล็ก เรียว ท้ายงอน เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีแดงถึงแดงเข้ม เมื่อหุงสุกแล้วเมล็ดข้าวจะนุ่ม และจับตัวกันคล้ายข้าวเหนียว

วิธีการหุง ให้ซาวข้าวเบาๆ โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุดเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของข้าว เติมน้ำให้ท่วมข้าว สูง 1 ข้อนิ้ว

เมื่อข้าวสุกทิ้งไว้ให้ข้าวระอุ ประมาณ 5-10 นาที หากต้องการให้ข้าวแข็งหรือนุ่ม ลดหรือเพิ่มน้ำได้ตามความชอบ

2.ข้าวลืมผัว

เป็นข้าวไร่ที่เป็นข้าวเหนียวนาปีของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง บ้านรวมไทยพัฒนาที่ 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 650 เมตร ก่อนพัฒนาและคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์โดยศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก สถาบันวิจัยข้าว และศูนย์วิจัยข้าวแพร่

ได้รับขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2552 ขณะนี้ อยู่ในโครงการนำร่องอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวเพื่อใช้ประโยชน์ ของสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

ข้าวลืมผัวมีต้นสูงประมาณ 137 เซนติเมตร มีสีเปลือกหุ้มเมล็ดเปลี่ยนไปตามระยะการเจริญเติบโตของเมล็ด เยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีม่วงดำ ที่เรียกว่า ข้าวเหนียวดำ หรือข้าวก่ำ เป็นข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนุบๆ

การบริโภค ทำได้ทั้งแบบข้าวเหนียวนึ่งกินกับอาหาร ผสมข้าวต้มทำให้มีสีม่วงอ่อนสวยงาม ทำเป็นขนมแบบข้าวเหนียวเปียก ทำเป็นชาข้าวคั่วแบบเพิร์ล บาร์เลย์ หรือเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์หรือปราศจากแอลกอฮอล์ จะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม

คุณค่าทางโภชนาการคือมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ป้องกันการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีกรดไขมันช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและช่วยความจำ มีโอเมก้า-6 ที่บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทองและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มี โอเมก้า-9 ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด

ท่าเรือสงขลา2ส่อล่ม หลังสิ่งแวดล้อมไม่ผ่าน

กรมเจ้าท่า เร่งหาที่ปรึกษาโครงการ “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา” ใหม่หลังคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชนเด้งกลับศึกษาสิ่งแวดล้อม

นายพงษ์วรรณ จารุเดชา รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ว่า ทางกรมฯ ต้องคัดเลือกที่ปรึกษาใหม่ หลังจากที่ที่ปรึกษาโครงการเดิมได้ส่งรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้กับคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านคมนาคมของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (คชก.) ได้พิจารณาแล้วไม่เห็นชอบราย
งานสิ่งแวดล้อมดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(ผส.) ยังเห็นว่าโครงการดังกล่าวนั้นเข้าข่ายเป็นโครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จึงต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อให้ คชก.พิจารณาอีกครั้ง ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในโครงการต่อไป

สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง (ท่าเรือน้ำลึกสงขลา แห่งที่ 2) จะรองรับการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง แทนการขยายท่าเรือสงขลาที่มีการใช้งานจนเกินขีดความสามารถ นอกจากนี้ยังจะช่วยรองรับการขนส่งสินค้า จากโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ซึ่งมีแผนที่จะก่อสร้างในอนาคต และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ

ตามหาสารออกฤทธิ์ใน “ต้นดอกครุย” พืชท้องถิ่นอีสาน

แม้แต่คนอีสานก็มีน้อยคนที่จะรู้จัก “ต้นดอกครุย” หรือ “ต้นบ๋าซาด” พืชประจำถิ่นที่พบได้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในฐานะที่มีเลือดอีสานเต็มเปี่ยม “ดร.ประไพรัตน์ สีพลไกร” อาจารย์เคมีจากมหาสารคามจึงพยายามค้นหาสารออกฤทธิ์ของพืชชนิดนี้ ซึ่งผสมกับสมุนไพรอื่นในยาดองแล้วช่วยบรรเทาไมเกรน ลดไข้ และต้านมะเร็ง

ดร.ประไพรัตน์ สีพลไกร อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บอกทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า งานของเธอคือการหาสารออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพรไทย และตอนนี้มีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เธอสนใจคือ “ต้นดอกครุย” หรือ “ต้นบ๋าซาด” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นในอีสาน แต่น้อยคนที่จะรู้จักพืชชนิดนี้

ตามตำราสมุนไพรเมื่อนำต้นดอกครุยนี้ไปใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ในรูปแบบของยาดองจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรน ลดไข้ รวมถึงรักษามะเร็ง ซึ่งจากการศึกษาของเธอเมื่อปี 2542 ดร.ประไพรัตน์บอกเราว่าการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการพบว่าเมื่อใช้พืชชนิดนี้ร่วมกับสมุนไพนอื่นๆ จะมีต้านเซลล์มะเร็งในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงได้จริง และได้ตีพิมพ์การศึกษาดังกล่าววงวารสารเจอร์นัลออฟเนชันนัลโปรดัคส์ (Journal of National Product)

นอกจากเป็นพืชที่มีคนรู้จักน้อยยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับต้นดอกครุยน้อยมาก หากไม่นับงานวิจัยของ ดร.ประไพรัตน์ ก่อนหน้าเธอมีผู้วิจัยพืชชนิดเพียง 1 ผลงานเท่านั้น

อย่างไรก็ดี อาจารย์เคมีซึ่งเป็นชาวมหาสารคามโดยกำเนิดได้หยุดงานวิจัยหาสารออกฤทธิ์จากต้นบ๋าซาดไปช่วงหนึ่งหลังจากตีพิมพ์ผลงานวิจัยดังกล่าว แต่ตอนนี้เธอได้กลับมาหาสารออกฤทธิ์ของพืชชนิดนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งรับทุนวิจัยจากรัฐบาลออสเตรเลียไปทำวิจัยระยะสั้น 6 เดือน ที่มหาวิทยาลัยวอลลองกอง (Wollongong University) ออสเตรเลีย

ดร.ประไพรัตน์เคยมีความร่วมมือกับนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอลลองกองหลังจากเคยได้รับทุนแลกเปลี่ยนอาจารย์ก่อนหน้านี้ และตอนนี้เธอได้เตรียมสารสกัดหยาบเพื่อนำไปศึกษาหาสารออกฤทธิ์ต่อที่ออสเตรเลีย ซึ่งมีความพร้อมทางด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์ให้เธอได้ใช้ศึกษาสารออกฤทธิ์ พร้อมทั้งหาโครงสร้างทางเคมีโดยใช้เครื่องแมสสเปกโตรสโคปี (Mass Spectroscopy) เครื่องสั่นพ้องแม่เหล็กนิวเคลียร์ (Nuclear magnetic resonance) หรือเอ็นเอ็มอาร์ (NMR) และเครื่องมือวิทยาศาสตร์อื่นๆ

“ทำที่ไทยก็ทำได้ แต่ถ้าไปที่ออสเตรเลียก็จะได้เปรียบในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ มีความพร้อมในการทำงานได้เร็วกว่า และไปที่ออสเตรเลียก็จะได้ลุยทำวิจัยกับเรื่องๆ เดียวได้เต็มที่” ดร.ประไพรัตน์กล่าว และบอกด้วยว่าการหาสารออกฤทธิ์เป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลานาน เมื่อได้สารออกฤทธิ์แล้วยังมีเส้นทางอีกยาวไกลกว่าจะถึงการพัฒนาสู่ยารักษาโรค

จับตามาตรการภาษีโลกร้อน สศก.เตือนเตรียมพร้อมรับมือ ต่างชาติเข้มปล่อยเรือนกระจก

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกได้ตระหนัก และให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และกว้างขวางในหลายๆ แห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม พายุหมุน และอุณหภูมิที่แปรปรวน ซึ่งรัฐบาลหลายๆ ประเทศได้ให้ความสำคัญและพยามหาแนวทาง/มาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ เครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้นำมาตรการทางภาษีมาใช้แล้ว เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ อังกฤษ

โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 ประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมายภาษีมลพิษ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยกำหนดให้บริษัทผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ประมาณ 500 แห่งในออสเตรเลีย เสียภาษีในอัตราตายตัวเริ่มต้นที่ 23 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเริ่มใช้แผนการค้าสิทธิ์การปล่อยมลพิษ (Emissions Trading Scheme) ด้วยอัตราภาษีลอยตัวตามตลาด โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดราคาพื้นฐาน พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนพลังงานสะอาด (Clean Energy Finance Corporation) วงเงิน 1 หมื่น ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนด้วย การออกมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2563 เทียบกับปี 2543 ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 1.5 ของโลก และยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่พึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน แต่ในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้กลไกทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามกระแสโลก ซึ่งจะต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยอมรับได้ของทุกฝ่าย

เครือข่ายแม่น้ำยมค้านครม.ออกพ.ร.ก.4ฉบับ

เครือข่ายแม่น้ำยมออกตัวค้าน พ.ร.ก.4 ฉบับเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจัดการน้ำ เชื่อเป็นการใช้วิกฤติหลังน้ำท่วม พร้อมเสนอจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

นายวุฒิชัย ศรีคำภา ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำยม ต.สะเอียบ จ.แพร่ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2554 ที่ผ่านมา ได้เป็นข้ออ้างให้ ครม.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออก พรก. 4 ฉบับ เพื่อกู้เงินในการนำมาใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน โดยหนึ่งในนั้นมี มติให้มีการเห็นชอบให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ และเขื่อนแม่วงศ์ จ.อุทัยธานี เครือข่ายลุ่มน้ำยมเห็นว่า มติ ครม.ดังกล่าวจะนำไปสู่การผลาญงบประมาณของแผ่นดิน เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า เรามีเขื่อนขนาดใหญ่กว่า 40 เขื่อน เขื่อนขนาดกลางและขนาดเล็กอีกมากกว่า 2,000 เขื่อน ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ หากมีการสร้าง 2 เขื่อนนี้จริง ในวงเงินกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะกักเก็บน้ำได้เพียง 2 พันล้านลูกบาศก์เมตร จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างไร

ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยต้องมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการฟื้นฟูป่าอย่างเป็นรูปธรรม, ให้มีการพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก ตามลำน้ำสาขา ของแม่น้ำยม ทั้ง 77 ลำน้ำสาขา ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นถึงสามเท่า พร้อมทั้งให้มีการสนับสนุน พัฒนาแหล่งน้ำ 1 ตำบล 1 แหล่งน้ำ, ฟื้นฟูและพัฒนาระบบเหมืองฝายซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านและชุมชนให้กลับมาใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ , ให้มีการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ชุมน้ำห้วย หนอง คลอง บึงเดิม ให้สามารถ ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำและมีการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและมีการสนับสนุนให้ชุมชน มีแหล่งน้ำให้พอใช้ทั้งการประปาและการเกษตร อย่างน้อยชุมชนละ 1แหล่งน้ำ ซึ่งจะป็นแนวทางการจัดการน้ำอย่างถูกทางมากกว่าการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

วช.หนุนจุฬาฯวิจัยการผลิต-รักษา หัวเชื้อแบคทีเรียบำบัดสิ่งแวดล้อม

ศ.นพ.สุทธิพร จิตรมิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า วช. ให้ความสำคัญมากต่อการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงได้สนับสนุนให้ทุนวิจัยเรื่อง "การพัฒนาวิธีผลิตและเก็บรักษาหัวเชื้อแบคทีเรียเพื่อใช้ในการสิ่งแวดล้อม" ซึ่งเป็นผลงานของ รศ.ดร.สุเทพ ธนียวัน และคณะจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยวิธีทางชีวภาพ คือ การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารพิษ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงและไม่มีผลกระทบข้างเคียง แต่ยังพบว่า มีข้อเสียคือเมื่อทำการเติมจุลินทรีย์ที่เตรียมสดลงในพื้นที่ปนเปื้อนโดยตรงมักจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากจุลลินทรีย์ดังกล่าวไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือเติบโตช้า

นอกจากนี้ การต่อเชื้อเพื่อรักษาสภาพจุลินทรีย์อาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์และหมดความสามารถในการย่อยสลายได้ในที่สุด จึงเริ่มทำการศึกษาวิจัยและค้นพบวิธีการเตรียมและรักษาให้แบคทีเรียมีประสิทธิภาพและยังคงมีชีวิตรอดเป็นเวลานาน โดยการเตรียมเป็นสูตรน้ำ การไลโอฟิไลเซซัน และการตรึงบนวัสดุสังเคราะห์ ซึ่งทั้ง 3 วิธีนี้ สามารถที่จะเก็บรักษากลุ่มแบคทีเรียต่างๆ และยังคงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับกลุ่มแบทีเรียที่เตรียมสดในการบำบัดสารพิษอีกด้วย รวมทั้งยังพบว่า แบคทีเรียสามารถที่จะย่อยสลายสารพิษที่ศึกษาในระบบจำลองสิ่งแวดล้อมจริงทั้งระบบจำลองดิน และระบบจำลองน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 4: สุรชัย ตรงงาม มองกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากร

สัมภาษณ์ สุรชัย ตรงงาม นักกฎหมายด้านคดีสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กับมุมมองต่อกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากร ภาพรวมในปี 2555 อนาคตอันก้าวหน้าของสิทธิชุมชนหรือโซ่ตรวนของคนจน ปัญหาความยุติธรรมและการจัดการความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อม

ภาพรวมของปีที่ผ่านมา ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมกับการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร?

สุรชัย: สถานการณ์โดยรวม ผมคิดว่าเรามีรัฐบาล 2 รัฐบาลในปีนี้ คือรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ กับรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย แต่ว่าสิ่งที่เราเห็นคือไม่มีความแตกต่างกันในเชิงนโยบายการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งเรื่องการที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายหรือการออกกติกาใดๆ ในการคุ้มครองสิทธิในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มในเรื่องนี้ที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะด้วยปัญหาทางการเมือง หรือปัญหาอุทกภัยใดๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่เราพบก็คือยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่จะผลักดันให้เกิดกฎหมายใหม่ๆ หรือมาตรการใดๆ ในการคุ้มครอง

ยกตัวอย่างเช่น การที่รัฐธรรมนูญได้รับรองในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาโครงการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เรายังไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติที่จะออกกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจนว่า ใครควรจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการเข้ามาร่วมให้ความเห็น และควรต้องมาร่วมรับรู้ข้อมูลแค่ไหน มีส่วนให้ความเห็นแค่ไหน ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ ผมคิดว่าหลักเกณฑ์เหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ แต่ยังไม่มีกฎหมายที่พูดถึงหลักการตรงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งมันส่งผลให้ลักษณะการรับฟังความคิดเห็นมีหลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจน และก่อให้เกิดข้อสงสัย ความไม่ไว้วางใจของชุมชน ชุมชนก็มันจะสะท้อนว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การที่รัฐบาลไม่พยายามที่จะออกกฎเกณฑ์หลักการในการรับฟังความคิดเห็นในการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการอื่นๆ อีกหลายๆ มาตรการ เช่น การผ่านร่างกฎหมายองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้จะมีการร่างมาและผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ได้รับรอง ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป นี่แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลเองยังไม่มีแผนนโยบายในการคำนึงถึงการมีสิทธิ การมีส่วนร่วม

อย่างไรก็ดี เราก็จะเห็นการเกิดขึ้นขององค์กรต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนการขับเคลื่อนของชุมชนด้านสิทธิ เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ก็ยังเป็นแค่เรื่องการก่อตั้ง การปฏิรูปกฎหมายตรงนี้อาจมีแนวโน้มให้มีการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายที่มันสอดคล้องกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ปรากฏการณ์เด่นๆ ซึ่งเป็นที่จดจำในช่วงเวลาที่ผ่านมาคืออะไร?

สุรชัย: ผมคิดว่ามันมีการขับเคลื่อนของชุมชนในหลายรูปแบบในปัจจุบัน นอกจากการตรวจสอบการดำเนินโครงการใดๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนของเขาในเฉพาะพื้นที่แล้ว ยังมีการรวมตัว รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายมากขึ้น เช่น เครือข่ายเหมืองแร่ หรือปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ต่อต้านแผนพัฒนาภาคใต้ หรือเครือข่ายปฏิรูปที่ดินซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่ดินที่เป็นธรรมและการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายเรื่องโลกร้อน

กรณีเหล่านี้ผมคิดว่า เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นว่าชาวบ้านชาวบ้านเริ่มมีการรวมตัวรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายมากขึ้นในการขับเคลื่อน และการขับเคลื่อนดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะไปสู่การขับเคลื่อนที่มากกว่าในพื้นที่ เช่น การตั้งคำถามต่อแผนพัฒนาภาคใต้ การตั้งคำถามต่อการจัดทำผังเมือง ซึ่งพวกนี้จะเป็นเรื่องที่มันกว้างกว่าพื้นที่ ตรงนี้เป็นรูปธรรมที่เห็นและมีแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ว่าในการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นเรื่องของการใช้สิทธิในการควบคุมตรวจสอบ แต่การรณรงค์เรื่องของการใช้สิทธิทางการฟ้องคดีนั้นยังมีอยู่ไม่มาก การขับเคลื่อนของชุมชนเราก็จะเห็นว่ายังไม่ได้ทำอย่างเป็นรูปแบบแต่เป็นไปตามสถานการณ์ทางธรรมชาติ

ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมคราวนี้เราก็จะเห็นว่าจะมีชุมชนย่อยๆ ออกมาตั้งคำถามกับการทำงานของรัฐในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทำไมน้ำท่วมที่นั่นแต่ไม่ท่วมที่นี่ ทำไมท่วมที่นี่มากกว่า ที่นี่มีลักษณะเป็นประชาชนชั้นสองน้อยกว่าที่อื่นหรือย่างไร ผมคิดว่ามันมีลักษณะเชิงสถานการณ์มากกว่าที่จะออกมาตั้งคำถามในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าในปีที่ผ่านมาจะมีลักษณะที่คล้ายกับปีก่อนๆ ก็คือว่าในเรื่องการขับเคลื่อนของชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม เราจะพบปรากฏการณ์ของการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อที่จะดำเนินคดีกับแกนนำ กับชาวบ้านที่ใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าชาวบ้านจะแสดงสิทธิในการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามกับโครงการก็อาจถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท หรือว่าชาวบ้านใช้สิทธิในการชุมนุมก็อาจถูกดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับการชุมนุมมั่วสุม ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ปรากฏการณ์การใช้กระบวนการทางกฎหมายเหล่านี้ ในหลายๆ ครั้งเราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ตัวรัฐ หรือทุน หรือผู้ประกอบการเองมีความประสงค์ต้องการจะขัดขวางการแสดงความคิดเห็นในการตรวจสอบของชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้เป็นแนวโน้มที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปีที่ผ่านมาก็มีลักษณะเช่นนั้นอยู่

คราวนี้ในลักษณะของกระบวนการยุติธรรมเอง กระบวนการยุติธรรมก็จะมีผลในคำพิพากษาคดีของคุณจินตนา แก้วขาว ที่พิพากษาให้จำคุก 4 เดือน ข้อหาบุกรุก จากการที่คุณหน่อย จินตนา แก้วขาว และคนในชุมชนเข้าไปร่วมคัดค้านโครงการถ่านหินเมื่อสิบปีที่แล้วโดยไม่รอลงอาญา ตัวคำพิพากษาเองก็ทำให้เห็นถึงว่ากระบวนการยุติธรรมเองยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถามมากขึ้นในปีที่ผ่านมา

หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2554 มีกรณีที่น่าสนใจคือเรื่องคดีคุณจินตนา?

สุรชัย: ครับ และก็หลายๆ คนที่ออกมาปกป้องทางสิทธิชุมชน ซึ่งผมคิดว่ามีหลายๆ ประเด็นที่ต้องมีความชัดเจนว่าความผิดทางอาญาที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในด้านสิ่งแวดล้อมมันควรมีเส้นแบ่ง หรือขอบเขตมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ซึ่งอันนี้ยังมีความไม่ชัดเจน ยังเป็นเรื่องคลุมเครือ และโดยคำพิพากษาเองก็ยังไม่ได้พูดในประเด็นนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมต้องมีการศึกษาและพูดคุยให้มากขึ้น

กระบวนการยุติธรรมเองก็มีการพยายามปรับตัว โดยการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลแพ่ง ตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครอง รวมถึงมีการออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินคดีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ตรงนี้ก็สะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมก็พยายามปรับตัว

ถ้าได้อ่านคำแนะนำของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดก็จะมีคำแนะนำหลายอย่างที่พยายามจะบอกถึงหลักเกณฑ์ว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่นะ เช่น เรื่องการใช้สิทธิในการฟ้องร้องคดีของประชาชนต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิชุมชนมากขึ้น หรือการพิจารณาคดี ศาลต้องมีการพิจารณาในเชิงรุกมากขึ้น ต้องสามารถสอบถามพยานเพิ่มเติมได้เองหรือออกไปเดินเผชิญสืบ และตัวคำพิพากษานั้นเองก็ต้องคำนึงถึงการใช้สิทธิของชุมชนกับถิ่นที่อยู่ ผลประโยชน์สาธารณะ

อีกทั้งมีความพยายามวางหลักการในลักษณะคล้ายกันทั้งศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดคือว่า ให้คำนึงถึงหลักการพัฒนาที่ยังยืนและสิทธิของชนรุ่นต่อไป ผมคิดว่าอันนี้เป็นแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ว่าในปีที่ผ่านมาก็ยังอาจยังไม่มีผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีในทางคดี

เราทำคดีอยู่บางเรื่อง เช่นคดีที่ชาวบ้านมีการขอร้องเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม กรณีเรื่องการฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งออกโดยไม่ชอบเพื่อนำไปก่อสร้างโรงถลุงเหล็กที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งบริษัทก็มีการฟ้องร้องทางกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ทีนี้ชาวบ้านในพื้นที่ก็มีส่วนในการคัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอดและก็เห็นว่าจะมีผลกระทบต่อชุมชนของตนในด้านสิ่งแวดล้อมและในหลายๆ ประเด็น จึงร้องสอดเข้ามา ขอเข้าเป็นคู่ความในศาล เพื่อนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง ในการพิจารณาคดีและมีคำพิพากษา แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงสั่งยกคำร้องขอร้องสอดนั้น

แต่เมื่ออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดก็ยืนยันหลักการตรงนี้ว่า สิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ถือว่ามีการโต้แย้งสิทธิ และควรมีที่จะนำเข้ามาพิจารณาคดี เพื่อให้ผลของคดีนี้ที่จะมีผลโดยตรงนี้สามารถเป็นไปตามหลักการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นแนวโน้มที่ดี อย่างน้อยก็คือเปิดช่องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและการแก้ไขปัญหาในหลากหลายเรื่องขึ้นมา เพียงแต่ว่าผลของการพิพากษา และการจัดตั้งแผนกคดีต่างๆ เพิ่งเริ่มต้น อาจจะต้องรอดูผลต่อไป

คาดว่าในอนาคตเรื่องสิทธิชุมชนจะถูกพูดถึงมากขึ้นในทางกฎหมายหรือเปล่า?

สุรชัย: ผมคิดว่าสิทธิชุมชนได้ถูกสถาปนาโดยรัฐธรรมนูญ และได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการพยายามที่จะตีความเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนมากขึ้น อย่างน้อยอย่างที่ผมยกตัวอย่างคือคำสั่งศาลปกครองที่ศาลรับคำร้องสอด มันก็เป็นตัวยืนยันประการหนึ่งว่า อย่างน้อยศาลปกครองรับรองสิทธิชุมชนในการที่จะเข้ามาปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของตนในคดีได้ แต่ว่าการรับรองต่างๆ ก็ยังอยู่แค่ว่าเขาเป็นผู้มีสิทธิเข้ามาในคดีได้ แต่ว่าเขาจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือไม่ ต้องไปพิสูจน์กันในการพิจารณาคดีและคำพิพากษาต่อไป

คิดเห็นอย่างไรกับการที่มีคำวินิจฉัยศาลระบุว่า กฎหมายป่าไม้ซึ่งมักถูกนำมาใช้จับกุมชาวบ้านที่อยู่กับป่าไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตรงนี้จะทำให้มีแนวโน้มการฟ้องคดีต่อชาวบ้านเพิ่มขึ้นหรือไม่?

สุรชัย: อันนี้น่าจะหมายถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องว่า พ.ร.บ.อุทยานฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้เราก็ต้องดูนะครับว่า คำฟ้องดังกล่าวถือเป็นคำฟ้องในบางประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อุทยานเท่านั้น ในรายละเอียดผมยังไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เห็นคำพิพากษา เราเห็นแต่ข่าวที่ออกมา ดังนั้นจึงไม่เห็นเหตุผลในรายละเอียดว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้เหตุผลอย่างไรจึงวินิจฉัยออกมาในทำนองนั้น แต่ในความเข้าใจของผม เบื้องต้นผมคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญพยายามจะบอกว่า แม้ว่าตัวกฎหมายอุทยานไม่ได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนจะประกาศเขตอุทยาน กรมอุทยานก็ผูกพันต้องบังคับใช้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ต้องรับรองสิทธิ์ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่ดี

กล่าวโดยง่ายๆ นั้นหมายความว่า ไม่ว่ากฎหมายอุทยานจะเขียนไม่เขียนกรมอุทยานก็ต้องปฏิบัติตารัฐธรรมนูญ คุณจะไปออกกฎเกณฑ์อะไร แค่ไหน อย่างไรเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น ก็เป็นเรื่องที่กรมอุทยานต้องทำเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่เราดูจากประเด็นเท่านั้นจะต้องไปดูในรายละเอียดของคำพิพากษาอีกที

แนวโน้มในอนาคตของกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากรจะเป็นอย่างไร?

สุรชัย: แนวโน้มในอนาคต ในปีหน้า (พ.ศ.2555) ผมคิดว่าการเคลื่อนของประชาชนจะเป็นการเคลื่อนในเชิงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องผังเมือง การกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะที่มันเป็นผังเมืองว่า เราควรกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนให้เป็นแบบไหน ให้เป็นเกษตรกรรม ให้ปลอดจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรืออยากให้เป็นท่องเที่ยว หรือในบางพื้นที่อาจอยากให้เป็นอุตสาหกรรมก็แล้วแต่ มันจะมีการขับเคลื่อน ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องผังเมืองและกฎหมายผังเมืองนี้มากขึ้น

เราอาจมีการพูดถึงเรื่องการกำหนดการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมปี 2535 มากขึ้น ผมคิดว่าการขับเคลื่อนนี้มันจะมีลักษณะนอกจากเป็นรายเฉพาะประเด็น เฉพาะพื้นที่ ก็จะมีการคุ้มครองที่เป็นลักษณะวงกว้างอย่างนี้มากขึ้น ผมคิดว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น

ส่วนการขับเคลื่อนกฎหมายใหม่ๆ ในปีหน้าก็น่าจะมีทั้ง พ.ร.บ.ผังเมืองเองที่ออกมาตั้งแต่ปี 2518 และปัจจุบันก็มีการร่างกฎหมายอยู่ทั้งโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และภาคประชาชนบางส่วนก็มี รวมทั้งยังมีกฎหมายอีกหลายเรื่อง องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นกฎหมายที่เราต้องผลักดันกันต่อไป เพราะว่ากฎหมายที่องค์กรภาคประชาชนพยายามเสนอคืออยากให้เป็นองค์กร แต่ภาครัฐบางส่วนอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรตรงนี้

รวมทั้งในปีหน้า ผมคิดว่าจะมีคำพิพากษาที่ออกมาเป็นบรรทัดฐานในอีกหลายเรื่อง คำพิพากษาสูงสุด เช่น คดีคลิตี้ เกี่ยวกับเรื่องการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ก็น่าจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับประเด็นเรื่องของหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ในการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนมลพิษมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าเรายังไม่มีการพูดเกี่ยวกับการเยียวยาในแง่ของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายไปจากการดำเนินกิจการ โครงการที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหลายตอนนี้เลย อย่างชัดเจนนะครับ คดีคลิตี้ก็อาจจะเป็นเคสแรกๆ ที่ชัดเจนขึ้น

นอกจากนั้น เราก็จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับคดีเรื่องการสลายการชุมนุมท่อก๊าซฯ ไทย-มาเลเซีย ที่มีการฟ้องร้องคดีกันมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นการวางหลักบางประการเกี่ยวกับเรื่องการใช้เสรีภาพในการชุมนุมของชุมชนในด้านต่างๆ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งอันนี้ก็เป็นแนวโน้มที่เราต้องติดตามกันต่อไปครับว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะวางบรรทัดฐานอะไร อย่างไร และจริงๆ แล้วภาคประชาชนหรือนักวิชาการจะเห็นพ้องต้องกันไหมหากจะต้องมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายใดต่อไป

ในแง่ของการใช้กระบวนการทางกฎหมายในการฟ้องร้องชาวบ้าน แนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

สุรชัย: คือลักษณะจะเป็นลักษณะร่วมโดยทั่วไป คือจะมีแนวโน้มมากขึ้นออยู่แล้ว ผมคิดว่าปีหน้าก็น่าจะต้องผลักดันให้มีการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมในหลายๆ ด้าน คงต้องมีการพูดถึงเรื่องการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมากขึ้นซึ่งก็มีอยู่นะ แต่ว่าในบางประเด็นก็ไม่มี พูดง่ายๆ ว่าไม่ทั่วถึงจริงจัง ก็อาจจะมีเฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน เฉพาะคดีสิ่งแวดล้อมซึ่งผมคิดว่าการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมมันไม่สามารถจะไปจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลต่างๆ ได้ เพราะว่ามันมีสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้มตรงนี้ ไม่ว่าสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม และมีการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกัน

ตรงนี้ทั้งฝ่ายภาคประชาชนและฝ่ายนักวิชาการเองก็ต้องพยายามผลักดันประเด็น และศาลเองก็วินิจฉัยข้อเท็จจริง หรือว่าข้อกฎหมายเหล่านี้ให้มีความชัดเจน เพราะผมคิดว่ามันจะทำให้การใช้สิทธิของชุมชน ของประชาชนในส่วนต่างๆ มีความชัดเจนขึ้น และตัวชุมชนเองก็จะได้มีการทบทวนว่าการใช้สิทธิของตนเองนั้นมีความเหมาะสมเพียงพอแล้วหรือไม่ แค่ไหน อย่างไรด้วย เพราะปัจจุบันที่มันยังไม่มีความชัดเจนก็ก่อให้เกิดกระบวนการที่อาจทำให้เกิดการกลั่นแกล้ง หรือว่าเพื่อไม่ให้ชุมชนมีปากมีเสียงหรือสามารถมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ควรจะมีลักษณะแบบนี้

สำหรับกรณีการระดมฟ้องร้องคดีน้ำท่วมต่อหน่วยงานรัฐ ถือเป็นกรณีที่ประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิทางกฎหมายมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร?

สุรชัย: ในการใช้สิทธิ์ หากมองเพียงการใช้สิทธิ์ก็อาจจะดูดี แต่คิดว่าลักษณะดังกล่าวมันอาจไม่ได้นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนจริง คือมันอาจจะช่วยเยียวยาได้ แต่ว่ามันมีความจำเป็นคือจะฟ้องเพื่อเยียวยาก็ว่ากันไป เป็นสิทธิของแต่ละคนที่เห็นว่ามีความเสียหายเฉพาะบุคคลก็สามารถที่จะเรียกร้อง แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ง่ายอะไรขนาดนั้น คือเราเห็นกลไกเรื่องการฟ้อง แต่ในความจริงแล้วเราต้องดูผลที่มันเกิดขึ้นด้วย ผมคิดว่าสิ่งที่มันมากไปกว่านั้น เราต้องคิดในเชิงสร้างกลไก สร้างมาตรการ คำพิพากษามันต้องสร้างกลไก สร้างมาตรการ และตัวกระบวนการการฟ้องจะต้องสร้างความเข้มแข็งด้วย

อันนี้ก็พูดตรงๆ คือผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการระดมฟ้องนี้ ถ้ามันไม่มีกระบวนการให้เขามีส่วนร่วม มันก็เหมือนกับการมอบอำนาจมอบชีวิตให้ทนายความไปทำคดีให้ ซึ่งผมคิดว่าอย่างนี้ผลมันก็ไม่น่าได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก

การฟ้องมันฮือฮาก็จริง แต่มันสร้างเป็นบรรทัดฐานอะไรหรือเปล่า คือคนเขามีวัตถุประสงค์อะไรหลายอย่างก็แล้วแต่ และตรงนี้ก็อาจจะสร้างคุณูปการบางอย่างทางสังคมในทางสังคมก็ได้ หรืออาจเป็นรูปการใหม่ในการฟ้องก็ได้ แต่คนไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องที่ตนฟ้องมากพอที่สร้างจิตสำนึกในบางเรื่องขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นเรื่องการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งก็โอเคก็เยียวยากันไป แล้วสุดท้ายปีหน้าก็มาว่ากันใหม่

บุคคลแห่งปีที่มีอิทธิพลในวงการด้านสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมาคือใคร เพราะอะไร

สุรชัย: บุคคลที่มีอิทธิพลต่อวงการด้านสิ่งแวดล้อมผมก็ต้องพูดถึงคุณหน่อย จินตนา และนักต่อสู่อีกหลายๆ คนที่ต่อสู้เพื่อชุมชนของเขา แต่ต้องถูกดำเนินคดีและจำคุกคุมขัง ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญมากในปีที่ผ่านมา เพราะว่าในการต่อสู้ของบุคคลดังกล่าวไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่สิ่งที่เขาทำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อประโยชน์ของชุมชน โดยคำนึงถึงสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของเขามันเป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมต้องคำนึงถึง และให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของชุมชนในการออกมาตรวจสอบ หรือการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมต้องมีที่ยืน และได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม

ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังละเลย และไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของชุมชนอย่างเพียงพอ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ และต้องวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้กลับมาคำนึงถึง และกระบวนการยุติธรรมตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะศาล แต่หมายถึงกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ รวมถึงทนายความและก็ศาลด้วย

ผมคิดว่าเราอาจจะต้องกลับมาทบทวนว่า เราจะสร้างความชัดเจนในการใช้สิทธิของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอย่างเพียงพอได้อย่างไร ไม่ใช่การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จะต้องได้รับโทษทางอาญา ต้องชดใช้ความเสียหายในทางแพ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่คนทำเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องได้รับผลที่ไม่เป็นธรรมอย่างนั้น

“ศรีสุวรรณ” กร้าวไม่ปล่อย ทส. สร้างกระเช้าภูกระดึง

“ศรีสุวรรณ” ไม่ปล่อย ทส. สร้างกระเช้าภูกระดึง ขู่ร้องศาลปกครองหากยังเดินหน้าต่อ ด้านมูลนิธิสืบชี้ถ้าแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นไม่ได้ไม่ควรสร้าง

วันนี้( 27 ธ.ค.) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เตรียมฟื้นโครงการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ว่า โครงการดังกล่าวไม่มีความจำเป็น เนื่องจากภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว และกำลังประสบปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชควรจะเดินหน้าจัดการการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ และการตัดสินใจดำเนินการตามโครงการนี้ขัดแย้งกับแนวคิดในการอนุรักษ์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของกรมอุทยานฯ ทั้งนี้หากมีการดำเนินการต่อไปสมาคมฯ จะเดินหน้าคัดค้านเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ และจะหาช่องทางฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ดำเนินให้ยุติโครงการดังกล่าวแน่นอน เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญของประเทศ

นายศศิน เฉลิมลาภ เลขานุการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า เป้าหมายของการสร้างกระเช้าลอยฟ้า เราจะต้องชัดเจนว่าสามารถตอบโจทย์การลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปค้างคืนได้หรือไม่ หากสามารถดำเนินการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวได้จริง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำข้อมูลมาพูดคุยกัน และนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. แต่นี้ถ้าดำเนินการเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและให้ค้างคืนได้เช่นเดิม ก็ไม่เห็นความจำเป็นในการดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ประเด็นนี้ต้องมีการนำรายละเอียดทั้งหมดมาพิจารณาก่อนและต้องมีการถกเถียงกันในวงกว้างต่อไป เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

แหล่งข่าวจากสำนักนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทส. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาโครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นอุทยานฯ ภูกระดึงนั้น เป็นการว่าจ้างเอกชนดำเนินการศึกษาผลกระทบทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2543 โดยเป็นแค่การศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมบนภูกระดึงเบื้องต้นเท่านั้นยังไม่ได้เป็นกระบวนการตามกฎหมาย และรายงานดังกล่าวยังไม่ได้ถือเป็นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ สผ. ทั้งนี้สำหรับการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าที่เช้าเสาสูงขนาดใหญ่ และสายเคเบิลนั้นจากรายะเอียดเบื้องต้นไม่ถือว่าเป็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่เข้าข่ายประเภทกิจการและโครงการรุนแรงที่ต้องทำอีไอเอและผ่านการอนุมัติ จาก สผ. แต่ให้เป็นการดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในอุทยานฯ ภูกระดึงของกรมอุทยานฯ เอง เรื่องนี้จึงเป็นการตัดสินใจของกรมอุทยานฯ เองว่าหากมีการก่อสร้างแล้วจะกระทบต่อระบบนิเวศทั้งพืช และสัตว์บนภูกระดึงหรือไม่ อย่างไรก็ตามต้องดูว่าเทคนิคการก่อสร้างกระเช้าเป็นรูปแบบใด เพราะที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่าชั้นหินบนภูกระดึงเป็นหินทรายซึ่งผุกร่อนง่าย ต้องดูว่าจะสามารถยึดโครงสร้างของกระเช้าไว้ได้หรือไม่เพราะเป็นเรื่องเสี่ยงหากเกิดการพังทลายของชั้นหินและดิน ซึ่งเรื่องก็ขึ้นอยู่กับเทคนิควิศวกรรมในการก่อสร้าง

เครือข่าย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ยื่นหนังสือนายกฯ ห่วงผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี

25 ธ.ค.54 ที่จังหวัดศรีสะเกษ เครือข่ายสภาชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.) ได้เข้ายื่นหนังสือกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นประเด็นสืบเนื่องจากการรณรงค์ที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประชุมของคณะรัฐมนตรีอาเซียน ที่เสียมเรียบ ประเทศเขมร และมีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไป และให้ประเทศญี่ปุ่นทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งยังไม่ชัดเจนในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในลุ่มน้ำโขง

เนื้อหาในหนังสือเรียกร้องให้ประชาชนในลุ่มน้ำโขงมีส่วนร่วมในการในการกำหนดกรอบในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี

00000

ที่ คสข.พิเศษ/๒๕๕๔ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.)

๒๗๔ หมู่ ๒ ตำบลบุ่งคล้า

อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ

วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔

เรื่อง ขอให้ยุติการสร้างเขื่อนไซยะบุรี

เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ในนามของเครือข่ายประชาชน ๘ จังหวัดลุ่มน้ำโขง อันประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ได้ทำงานติดตามกรณีเขื่อนไซยะบุรี บนแม่น้ำโขง ในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาว แม้ว่าเขื่อนจะตั้งอยู่ในสปป.ลาว แต่โครงการเขื่อนไซยะบุรีก็เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากมี บริษัท ช การช่าง (มหาชน) จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทย ๔ แห่งในการพัฒนาโครงการ ขณะที่ผู้รับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนดังกล่าว คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะแสดงเจตจำนงต่อพันธกรณีตามกฎหมายตามความตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.๒๕๓๘ ในการแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของประชาชนกว่า ๖๐ ล้านคนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งได้พึ่งพาอาศัยแม่น้ำโขงทั้งโดยตรง และโดยอ้อม

จากข้อค้นพบของการศึกษาต่างๆ จากนักวิชาการ ยังแสดงให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกโครงการนี้ โดยเฉพาะรายงานการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ของ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พบว่าเขื่อนไซยะบุรีจะส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตการอพยพของพันธุ์ปลา และอาจเป็นเหตุให้มีการสูญพันธุ์ของพันธุ์สัตว์น้ำกว่า ๔๑ ชนิดในแม่น้ำโขง รวมทั้งปลาบึกด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลได้ตระหนัก และดำเนินการในประเด็น ดังต่อไปนี้

๑. ควรให้ประชาชนในพื้นที่เครือข่ายลุ่มน้ำโขง ๘ จังหวัด ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเขื่อนไซยะบุรี และมีส่วนร่วมในการศึกษาผลกระทบดังกล่าวนี้ทุกขั้นตอนในกระบวนการศึกษา

๒. ควรมีการจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเขื่อนไซยะบุรีใหม่ ให้สอดคล้องกับความคาดหวังในระดับสากลที่มีต่อเขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างในแม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโครงการนี้

๓. เนื่องจากการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีข้อบกพร่อง และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะทราบก่อนกระบวนการรับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชน จึงถือได้ว่ากระบวนการเหล่านี้มีข้อบกพร่องอย่างฉกรรจ์ เมื่อจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจนเสร็จแล้ว ก็ควรนำผลการวิเคราะห์นั้นมาเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดให้มีการรับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนในสปป.ลาวและประเทศอื่นๆ อีกสามแห่งในแม่น้ำโขงตอนล่าง

๔. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอมีแนวโน้มทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรร่วมของประเทศต่าง ๆ และยังขัดกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สปป.ลาว ตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity)

๕. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอมีแนวโน้มทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อรัฐเพื่อนบ้าน ซึ่งขัดกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สปป.ลาว ในการป้องกันอันตรายข้ามพรมแดน

๖. การตัดสินใจให้สร้างเขื่อนไซยะบุรีตามโครงการที่เสนอขัดกับหลักการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากการตัดสินใจดังกล่าวไม่คำนึงความไม่แน่นอนและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อน และไม่แสดงให้เห็นว่าจะสามารถนำมาตรการลดผลกระทบเหล่านี้ไปปฏิบัติได้จริง

๗. ประเทศกัมพูชา ไทย และเวียดนามมีสิทธิและหน้าที่ในการป้องกันผลกระทบร้ายแรงจากเขื่อนไซยะบุรีที่มีต่อแม่น้ำโขง รัฐบาลประเทศเหล่านี้มีสิทธิได้รับการเยียวยาด้านการเงินเนื่องจากผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจของตน

๘. ให้รัฐบาลไทยยกเลิกแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ดังนั้น เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง (คสข.) หวังว่ารัฐบาลไทย จะไม่คำนึงถึงผลประโยชน์เชิงธุรกิจของคนส่วนน้อย แต่ทำลายวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงหลายล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ควรเคารพภูมินิเวศวัฒนธรรมชุมชน โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน เพื่อให้สังคมสุวรรณภูมิอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดเลย ตัวแทนจังหวัดหนองคาย

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ ตัวแทนจังหวัดนครพนม

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดมุกดาหาร ตัวแทนจังหวัดอำนาจเจริญ

(....................................................) (....................................................)

ตัวแทนจังหวัดอุบลราชธานี ตัวแทนจังหวัดเชียงราย