จับตาบรรษัท

การเมืองว่าด้วยเรื่อง"ไข่ไก่"

โครงสร้างการบริหารจัดการปัญหาไข่ไก่ของรัฐบาลนั้น ในยุคที่ อาจารย์ใหญ่ แห่งพรรคภูมิใจไทย เข้ามาดูแลภาคเกษตร ได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายไข่ไก่แห่งชาติ” ที่แต่งตั้งโดย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 100/2547

ต่อมามีการออก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2549 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2549 กำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์” หรือที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า บอร์ดไข่ (Egg Board) เพื่อพิจารณาการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรค เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในทางปฏิบัติบอร์ดไข่จะมารับผิดชอบแทนคณะกรรมการนโยบายไข่ไก่แห่งชาติโดย ปริยาย

องค์ประกอบของบอร์ดไข่ มี 3 ส่วน คือ ภาคราชการ 11 คน เอกชน 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน โดยมี รมว.เกษตรฯ ในฐานะตัวแทนภาคราชการทำหน้าที่ ประธานบอร์ดไข่ นอกจากนี้ระเบียบสำนักนายกฯ ดังกล่าวยังกำหนดให้มี คณะกรรมการที่ปรึกษา โดย รมว.เกษตรฯ แต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือบอร์ดไข่ ซึ่งมี อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธาน รวมทั้งมีตัวแทนภาคเอกชน ผู้ค้า ผู้เลี้ยง เป็นต้น

มาตรการพยุงราคาไข่ไก่กับความต้องการแท้จริงของเกษตรกร

พิมพิดา โยธาสมุทร เรียบเรียง
ศิริวรรณ ดำปรีดา บรรณาธิการ

จากปัญหาไข่ไก่ราคาสูงขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลมีการชี้แจงว่าเกิดจากสภาวะอากาศที่ร้อนแห้งแล้งทำให้ แม่ไก่ไม่ออกไข่... กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางขึ้น เมื่อมีเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ออกมาร้องเรียนว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้มาจากปัญหาสภาวะอากาศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัญหาการขาดตลาดของแม่พันธุ์ไก่ไข่

กระทั่งเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ และผลิตภัณฑ์ โดยนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้สรุปมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่เป็น 3 ระยะ คือ มาตรการระยะสั้น มาตรการระยะกลาง และมาตรการระยะยาว

มาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย

1. การยืดอายุไก่ไข่สาว โดยแจ้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการและเกษตรกรขยายเวลาไก่ยืนกรงจำนวน 2 ล้านตัวต่อไปอีกประมาณ 4 สัปดาห์ หรือจนกว่าสถานการณ์ตลาดจะเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อทำให้ปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 1.2 ล้านฟอง/วัน

2. เพิ่มปริมาณไข่ไก่ภายในประเทศ โดยขอความร่วมมือผู้ส่งออกไข่ไก่ให้ชะลอการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว กรณีที่ยังไม่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์การส่งออกไข่ไก่ในปัจจุบันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถึง เดือนพฤษภาคมมีการส่งออกไข่ไก่แล้ว 86 ล้านฟอง

3. จัดลูกไข่ไก่กองกลาง 50,000 ตัว/เดือน โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้บริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรายเล็ก รายย่อยที่ขาดแคลนลูกไก่ไข่

4. ให้กรมปศุสัตว์ติดตามภาวะราคาลูกไก่ไข่และไก่สาวโดยต่อเนื่อง และปรับลดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและข้อตกลงเดิมที่ได้เคยกำหนดส่วน ต่างราคาต้นทุนลูกไก่ไข่และไก่สาว ไม่ให้เกินร้อยละ 20 ซึ่งผู้ประกอบการแจ้งว่าได้ปรับลดราคาจำหน่ายลูกไข่ไก่และไก่สาวลงแล้ว โดยขณะนี้ราคาลูกไข่ไก่อยู่ที่ตัวละ 30 บาท ปรับลงจากเดิม 2 บาท และราคาไก่สาวปรับเหลือตัวละ 149 บาทจากเดิม 154 บาท

5. ให้กรมปศุสัตว์สรุปข้อมูลความคืบหน้าผลการดำเนินงานทั้งหมดมารายงานต่อที่ ประชุมอีกครั้งเพื่อประเมินสถานการณ์การแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใน 30 วัน

มาตรการระยะกลาง ซึ่งเป็นข้อกังวลของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ภารกิจ โครงสร้างและผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ใน การแก้ไขปัญหาการผลิตไข่ไก่ทั้งระบบ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ประสานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาปรับปรุงโครงสร้าง Egg Board ให้แล้วเสร็จใน 60 วัน

มาตรการระยะยาว ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดปริมาณไก่ไข่พันธุ์เป็นโควตากลางในปี 2554 เพื่อให้กรมปศุสัตว์บริหารจัดการแก้ไขปัญหาไก่ไข่ให้เกษตรกรที่รวมตัวเป็น สหกรณ์หรือสมาคม โดยเกษตรกรต้องเสนอความพร้อมทั้งแผนการผลิตและตลาดประกอบการพิจารณาด้วยเช่น กัน ซึ่งในส่วนของโควตากลางที่ประชุมยังไม่มีกำหนดปริมาณที่ชัดเจนว่ารัฐจะเข้า ไปดำเนินการนำเข้าเองเท่าไหร่อย่างไร

ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าของบริษัท เอกชนที่ได้รับการจัดสรรโควตาการนำเข้าทั้งสิ้น 9 ราย จำนวนไก่ไข่พันธุ์ 400,921 ตัว ว่าเป็นไปตามจำนวนที่ได้รับการจัดสรร และกระจายแม่พันธุ์ไปยังเกษตรกรตามข้อกำหนดหรือไม่ โดยหากไม่เป็นไปตามข้อกำหนด กรมปศุสัตว์ก็มีอำนาจที่จะตัดลดจำนวนการนำเข้าที่ไม่ถึงโควตามาจัดสรรเป็น โควตากลางได้ ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดให้กรมปศุสัตว์รวบรวมข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้คณะ กรรมการฯ พิจารณารายละเอียดของเรื่องดังกล่าวอีกครั้งภายใน 30 วัน

แนวทางที่ต้องการจากรัฐบาล

จากมาตรการข้างต้นนั้น หากย้อนมองถึงความต้องการของเกษตรกรจะพบข้อร้องเรียนสำคัญๆ 2 ประการ ที่มองว่ารัฐบาลยังไม่มีการนำไปใช้อย่างชัดเจนในแนวทางข้างต้น กล่าวคือ

1) รัฐบาลควรเปิดเสรีการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่แค่เอกชนไม่กี่ราย ส่งผลทำให้เกิดการผูกขาด นายปัญญา โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริษัทสหฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีปัญหาการผูกขาดเกิดขึ้นเพราะแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่นำเข้ามา 400,000 ตัว และมีเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรจริงเพียงร้อยละ 5 หรือ 20,000 ตัว เท่านั้น ที่เหลือเป็นของผู้เลี้ยงที่ไม่ใช่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งการแก้ไขปัญหาควรสอดคล้องกับเกณฑ์องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่ระบุว่า การค้าต้องไม่เกิดระบบผูกขาด

2) การปรับลดราคาลูกไก่ และแม่ไก่ลง มีการมองว่าไม่ช่วยอะไรมาก เพราะราคาขายปัจจุบันยังอยู่ที่ตัวละ 28 กว่าบาท ที่ถือว่าสูงมาก ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และต้องผลักภาระไปให้ผู้บริโภคเมื่อผลผลิตออกก็ยังส่งผลให้มีราคาสูงอยู่ดี เนื่องจากราคาต้นทุนสูง

ข้อวิพากษ์

อย่างไรก็ตามจากมาตรการทั้งหมดนี้ มีการมองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง อย่างการใช้โครงการธงฟ้าในการแทรกแซงนั้น ถือเป็นการดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การคุมราคาสินค้าทั้งหมด เช่น หากสินค้าเกษตรราคาแพง รัฐบาลก็ไม่ควรเข้าไปคุมราคามากจนเกินไป เพราะสินค้าเกษตรราคามักมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักร เช่น ราคาแพงเพราะผลผลิตน้อย แต่หากราคาที่สูงขึ้นก็จะจูงใจให้เกษตรกรผลิตเพิ่ม ทำให้ปริมาณสินค้าในตลาดเพิ่ม ผู้ประกอบการกับผู้บริโภคที่กินน้อยลง ก็จะเป็นกลไกที่ทำให้ราคาถูกลงมาเอง

ทั้งนี้ ต้องพิจารณาปัญหาที่ทางเกษตรกรร้องเรียนว่าเหตุที่ผลผลิตน้อยเนื่องจากการ ถูกจำกัดแม่พันธุ์หรือไม่ ซึ่งการที่รัฐบาลมีการลดปริมาณการส่งออกลงเพื่อเพิ่มผลผลิตการขายในประเทศ ก็เป็นทางออกในระยะสั้นเช่นกัน เพราะผู้ส่งออกมีตลาดอยู่แล้วหากระงับไม่ให้ส่งออกจะส่งผลกระทบในอนาคตที่ ลูกค้าไม่กล้าซื้อไข่ไก่จากไทยอีก อีกทั้งแนวโน้มประชากรที่เพิ่มขึ้นในอนาคตความต้องการอาหารและผลผลิตทางการ เกษตรย่อมสูงขึ้น การหามาตรการรองรับด้านผลผลิตจึงเป็นแนวทางที่สำคัญกว่าในระยะยาว

ดังนั้นหากรัฐบาลไม่มีการพัฒนาระบบการค้า และเป็นวงจรที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างนี้ทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหากลไกทางการตลาดได้

บี้ห้างลดต้นทุนกดราคาไข่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงปัญหาไข่ไก่ราคาแพง ว่า ครม.รับทราบการประชุมของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ซึ่งมีการกำหนดมาตรการ 3 ระยะ โดยระยะเฉพาะหน้ามีเป้าหมายที่จะให้ราคาไข่ลดลงมาโดยเร็วที่สุด ก็จะมีการยืดอายุแม่ไก่และเรื่องของการงดการส่งออก เรื่องของการกระจายลูกไก่ไข่ให้กับเกษตรกร ส่วนระยะกลางให้เวลา 60 วัน ให้ผู้ทรงคุณวุฒิไปทบทวนโครงสร้างต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานในเรื่องนี้ ส่วนมาตรการที่จะใช้เวลานานที่สุดคือมาตรการที่เกี่ยวกับเรื่องของแม่พันธุ์

นายมารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในครม. นายอภิสิทธิ์สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดูแลมาตรการให้รอบคอบ เพราะห่วงว่าจะมีการฟ้องร้องต่อมาตรการ Egg Board ที่มีมติในการแก้ปัญหาไข่ราคาแพง และมาตรการที่กำหนดขึ้นอาจมีการยกเรื่องร้องเรียนเป็นการกีดกันด้านการค้า และอาจกระทบการค้าระหว่างประเทศ

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบราคาไข่ไก่ที่จำหน่ายในตลาดสดกับห้างพบว่าไข่ภายในห้างขาย แพงกว่า เนื่องจากมีการบวกเพิ่มต้นทุนค่าภาชนะบรรจุถาดพลาสติกด้วย เช่น ถาดบรรจุขนาด 10 ฟอง มีต้นทุนค่าถาด 3-5 บาท ทำให้ต้นทุนไข่ไก่เพิ่มขึ้นฟองละ 27 สตางค์ รวมทั้งส่วนใหญ่มีการจำหน่ายแบบแพ็ก ทำให้ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถแบ่งซื้อได้ โดยสัปดาห์นี้จะเชิญห้างสรรพสินค้าและผู้ผลิตผู้จำหน่ายไข่ไก่มาหารือ เพื่อขอให้ปรับวิธีการจำหน่าย เพื่อลดต้นทุน และราคาจำหน่ายลง นอกจากนี้ ยังจะประสานกับผู้ผลิตให้จัดส่งไข่เข้าโครงการไข่ธงฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนฟอง/วัน คือจากเดิมวันละ 4 แสนฟอง เป็น 5 แสนฟองด้วย

กรีนพีซปูดชื่อบริษัทหนุนทำลายป่า

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกรีนพีซแฉรายชื่อบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง เช่น วอลมาร์ท, คาร์ฟูร์ และเทสโก ส่งเสริมการแผ้วถางป่าไม้และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในป่าดิบชื้นของ อินโดนีเซีย ผ่านการสนับสนุนธุรกิจการเกษตรของบริษัทสินาร์มาส ผู้ผลิตกระดาษและปาล์มน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งแดนอิเหนา

กรีนพีซเรียกร้อง ผ่านคำแถลงให้บริษัททั้งหลายแหล่ยุติการซื้อสินค้าของบริษัทดังกล่าวด้วย โดยยกตัวอย่างว่ามีบริษัทผลิตอาหารหลายบริษัท เช่น ยูนิลิเวอร์, คราฟต์ และเนสท์เล่ รับปากแล้วว่าจะเลิกซื้อน้ำมันปาล์มขอสินาร์มาสหลังจากที่กรีนพีซเคยเปิดโปง ก่อนหน้านี้ว่าบริษัท พีทีสมาร์ต บริษัทลูกของสินาร์มาสทำลายป่าฝนบริสุทธิ์และป่าพรุ

คำแถลงกล่าวว่า บริษัทเอเชียพัลพ์แอนด์เปเปอร์ (เอพีพี) บริษัทลูกของสินาร์มาส "กำลังบดขยี้ป่าฝนอย่างไร้ความปรานี" และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดพันธุ์ สูญพันธุ์ไปจากดินแดนนี้

รายงานเรื่อง "สินาร์มาสกำลังบดขยี้โลกใบนี้อย่างไร" ซึ่งกรีนพีซเผยแพร่เมื่อวันอังคาร ระบุว่า กลุ่มมีเอกสารลับของเอพีพีที่บ่งชี้ว่าบริษัทนี้ไม่มีเจตนาจะปฏิบัติตามคำ มั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าบริษัทจะผลิตกระดาษโดยใช้ไม้จากป่าปลูกเพียงอย่าง เดียวหลังจากปี 2551 เป็นต้นไป "รายงานเปิดโปงข้อมูลการวิเคราะห์ของรัฐบาลอินโดนีเซียกับแผนที่และข้อมูล ลับของสินาร์มาส รวมถึงการสอบสวนภาคพื้นดิน ว่าเอพีพียังเข้าไปทำลายป่าดิบชื้นและป่าพรุอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ป้อนโรง งานกระดาษ 2 โรงของตนบนเกาะสุมาตรา"

บริษัทที่รายงานไล่เรียงว่าเป็น ลูกค้าของสินาร์มาส ประกอบด้วย คาร์ฟูร์และโอชอง เชนซูเปอร์มาร์เก็ตจากฝรั่งเศส, วอลมาร์ท ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ, ห้างเทสโกจากอังกฤษ, ห้างค้าปลีกดับเบิลยูเอฟ สมิธ จากอังกฤษ, ฮิวเล็ตแพกการ์ดจากสหรัฐ, เชนฟาสต์ฟู้ดเคเอฟซีสัญชาติอเมริกัน, บริษัทอุปกรณ์สำนักงานคอร์ปอเรตเอ็กซ์เพรสส์ของดัตช์ และเปเปอร์ลิงซ์ ซัพพลายเออร์กระดาษระดับโลกจากออสเตรเลีย

นิตยสารชั้นนำหลายฉบับก็ใช้ กระดาษของบริษัทนี้ด้วย เช่น เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก, ซีเอ็นเอ็นแทรเวลเลอร์, คอสโมเกิร์ล, แอล, เอสไควร์ และแมรีแคลร์

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์จากไม้ และกระดาษแล้ว รายงานกล่าวว่า สินาร์มาสยังใช้วิธีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเปิดทางสำหรับการปลูกพืชปาล์ม น้ำมัน ที่เป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพของอินโดนีเซีย รายงานอ้างผลการศึกษาที่ป่าบูกิตติกาปูลูห์ ถิ่นที่อยู่ของเสือสุมาตราและลิงอุรังอุตัง กับป่าเครูมูตันที่มีป่าพรุซึ่งทำหน้าที่เก็บกักก๊าซคาร์บอน ว่าเป็นเหยื่อของการตัดไม้และแผ้วถางป่า
บริษัทที่ซื้อผลิตภัณฑ์ปาล์ม น้ำมันของสินาร์มาส มีเช่น บริษัทค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ คาร์กิลล์จากสหรัฐและวิลมาร์ของสิงคโปร์ จนถึงผู้ผลิตเครื่องสำอางชิเซโดจากญี่ปุ่น และบริษัทอาหารจากสหรัฐ เช่นแคมป์เบลล์ซุป เบอร์เกอร์คิง ดังกินโดนัทและพิซซ่าฮัท

"กรีนพี ซเรียกร้องบริษัททุกแห่งที่ยังคงทำธุรกิจกับเอพีพี พึงยุติการทำธุรกิจดังกล่าว ด้วยการทำเช่นนี้บริษัททั้งหลายได้ช่วยยุติการทำลายป่าและป่าพรุใน อินโดนีเซีย" บุสตาร์ ไมตาร นักรณรงค์ด้านป่าไม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของกรีนพีซ กล่าว
ด้าน บริษัทสมาร์ท โดยดาอุด ธาร์โซโน ประธานอำนวยการ ชี้แจงว่า บริษัทยึดคำมั่นที่ว่าจะไม่ปลูกปาล์มน้ำมันบนพื้นที่ป่าพรุ, ป่าดั้งเดิมหรือผืนดินแปรสภาพที่มีคุณค่าในเชิงอนุรักษ์สูง และขอให้ลูกค้ารอผลการสอบสวนขององค์กรอาร์เอสพีโอที่ประกอบด้วยตัวแทนจาก เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม, ผู้ซื้อและกลุ่มอนุรักษ์ ต่อคำกล่าวหาของกรีนพีซซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน ก.ค.

แฉ2กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ทำไข่แพง

เบื้องลึกราคาไข่ไก่แพงหูฉี่ สองกลุ่มผลประโยชน์เปิดศึกซัดกันนัว 9 บริษัทนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ออกโรงแฉกลับผู้เลี้ยงไก่รายใหญ่รวมหัวโรงงานอาหาร สัตว์ ปั่นกระแสลูกไก่ขาดตลาด หวังบีบเปิดทางรายใหม่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์แชร์ส่วนแบ่ง พ่วงไส้ในหวังรวยจากขายอาหารสัตว์เพิ่ม ยันเปล่าผูกขาด-ฮั้วราคา ด้านรายย่อยได้ทีกระทุ้งเปิดเสรีนำเข้า ขณะปศุสัตว์ขู่ยึดโควตาคืนบริษัทกั๊กลูกไก่

จากกระแสไข่ไก่ราคาแพงผิดปกติ กระทั่งนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ลงมาล้วงลูกมอบให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และ ผลิตภัณฑ์ หรือเอ้ก
บอร์ด เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาได้ข้อสรุปมาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และระยะกลางหลายมาตรการ อย่างไรก็ดีหนึ่งในประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุสำคัญที่มีผลทำ ให้ไข่ไก่มีราคาแพงคือการผูกขาดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อผลิตลูกไก่จำหน่ายแก่เกษตรกร ที่ปัจจุบันจำกัดสิทธิ์ไว้เพียง 9 ราย ซึ่งมีผลต่อภาระต้นทุนของเกษตรกร และราคาไข่ไก่ในตลาด

ผู้นำเข้าแจงต้นทุน-กำไร

แหล่งข่าวจาก 1 ใน 9 บริษัทผู้ได้รับสิทธิ์โควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อผลิตลูกไก่จำหน่าย เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ทุกบริษัทขายลูกไก่ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยราคาขายลูกไก่ในแต่ละสัปดาห์จะผันแปรขึ้นลงไม่เท่ากัน ขึ้นกับความต้องการลูกไก่ของผู้เลี้ยง รวมถึงผลตอบแทนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้รับ สำหรับสัปดาห์นี้ราคาขายลูกไก่เฉลี่ยอยู่ที่ 27 บาท/ตัว จากต้นทุนการผลิตแต่ละรายไม่เท่ากันแต่เฉลี่ยอยู่ที่ 19.50-21.50 บาท/ตัว มีกำไร 5.50-7.50 บาท/ตัว จาก 2 สัปดาห์ก่อนราคาลูกไก่ที่ผู้ผลิตขายได้อยู่ที่ตัวละ 29 บาท โดยต้นทุนสำคัญของผู้ผลิตลูกไก่มาจากค่าพ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้าจากต่าง ประเทศ และค่าอาหารสัตว์ตั้งแต่เป็นพ่อแม่พันธุ์จนถึงฟักลูกไก่ออกมาเป็นตัว

"เราไม่ได้มีกำไรอย่างนี้ตลอด แต่ช่วง 6 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2547-2552 ราคาลูกไก่ที่ขายได้สูงสุด กับราคาที่ขายได้ต่ำสุดในแต่ละช่วง เฉลี่ยออกมาทั้งปีแล้วขาดทุน ซึ่งสอดคล้องกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่ขาดทุนสะสมมา 6 ปีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้พอจะมีกำไรตามราคาไข่ไก่ในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น"

แฉวาระซ่อนเร้นรายใหม่นำเข้า

แหล่งข่าวกล่าวถึงปริมาณลูกไก่ไข่ว่า ขณะนี้ผลผลิตลูกไก่ไข่ของผู้ผลิตทั้ง 9 รายมีเพียงพอกับความต้องการ แต่ที่เป็นข่าวว่าไม่เพียงพอนั้นเพราะมีความต้องการเทียมเกิดขึ้น กล่าวคือ ผู้เลี้ยงเมื่อเห็นไข่ไก่มีราคาดีจึงมีความต้องการลูกไก่เพิ่มขึ้นจากปกติ ในส่วนนี้ถือว่าไม่เพียงพอกับความต้องการ อย่างไรก็ดี กรณีที่มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรรายย่อยร้องเรียนว่ามีการผูกขาดการนำเข้าพ่อแม่ พันธุ์ไก่ไข่โดย 9 บริษัท รวมถึงมีการฮั้วราคาขายลูกไก่ในราคาแพง ส่งผลถึงต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกรสูงทำให้ไข่ไก่มีราคาแพง จึงอยากให้เอ้กบอร์ด มีการทบทวนการเปิดเสรีเพื่อเปิดโอกาสให้รายใหม่ได้สิทธิ์การนำเข้าเพื่อทำ ให้ราคาลูกไก่และราคาไข่ถูกลงนั้น เรื่องดังกล่าวเกิดจากกลุ่มคนที่ร้องเรียนบางกลุ่มมีประโยชน์แอบแฝงและบิด เบือนข้อเท็จจริง คือ กลุ่มผู้เลี้ยงไก่รายใหญ่ดึงผู้เลี้ยงรายย่อยเข้าเป็นแนวร่วม กับอีกกลุ่มซึ่งเป็นผู้เลี้ยงไก่รายใหญ่ และมีหุ้นอยู่ในโรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ในปี 2550 ที่โลกเกิดวิกฤติพลังงานได้มีผลกำไรจากการขายอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นสูงมาก ดังนั้นเมื่อเห็นทั้ง 9 บริษัทผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่มีผลกำไรจากการขายลูกไก่จึงต้องการเข้ามา มีส่วนร่วมแชร์ผลประโยชน์ รวมถึงเมื่อเกษตรกรมีการเลี้ยงไก่ไข่เพิ่มขึ้นจากราคาที่จูงใจก็จะสามารถขาย อาหารสัตว์ได้เพิ่มขึ้นด้วย

ปฏิเสธไม่มีผูกขาด-ฮั้วราคา

สอดคล้องกับนายชัยยง ศรีไตรราศี ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี 1 ใน 9 รายที่ได้สิทธิ์โควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ได้ย้ำว่า ทั้ง 9 รายไม่มีการผูกขาดหรือฮั้วราคากันอย่างแน่นอน เพราะถ้าย้อนอดีตจะเห็นว่ามีบริษัทที่ได้สิทธิ์นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ถึง 14 ราย แต่ได้เลิกกิจการไปแล้ว 5 ราย ด้วยเหตุผลขาดทุน และด้วยเหตุผลอื่นๆ ในปัจจุบันจึงเหลือเพียง 9 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาก็ขาดทุนสะสมกันมาโดยตลอด และราคาขายลูกไก่ก็ขายตามต้นทุนในแต่ละช่วงและขึ้น-ลงตามหลักดี มานด์-ซัพพลาย

แจงแบ่งโควตา9รายปี53

นายชัยยง กล่าวอีกว่า ในอดีตทั้ง 14 รายได้โควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่รวมกันกว่า 500,000 ตัว แต่ปัจจุบันได้ปรับลดลงตามภาวะราคาไข่ไก่ในประเทศที่ปรับตัวลดลงในแต่ละช่วง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการลูกไก่ของเกษตรกร และราคาไข่ไก่ ซึ่งล่าสุดในปี 2553 ทางเอ้กบอร์ดได้จัดสรรโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้กับ 9 รายที่เหลือรวมทั้งสิ้น 405,721 ตัว แบ่งเป็นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 164,160 ตัว บริษัท อาหารเบทเทอร์ จำกัด(บจก.) ในเครือเบทาโกร 60,480 ตัว บจก.แหลมทองฟาร์ม 57,809 ตัว บจก.ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ 33,120 ตัว บจก.ฟาร์มกรุงไทย 27,872 ตัว บจก. ยูไนเต็ดฟิดดิ้ง 21,000 ตัว บจก.ยู่สูงอาหารสัตว์ 12,000 ตัว ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัยฟาร์ม 3,360 ตัว และบจก.สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี 21,120 ตัว และโควตาในส่วนของกรมปศุสัตว์อีก 4,800 ตัว ซึ่งโควตานำเข้าของแต่ละบริษัททางเอ้กบอร์ดจะพิจารณาจัดสรรตามสัดส่วนการนำ เข้าในอดีต

ชี้ผิดกฎหมายการแข่งขัน

นายนรสีงห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการบริษัท เอ.เอฟ.อี จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ไก่ทางภาคเหนือและตะวันออกจำนวน 113 ฟาร์ม ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เพื่อมาใช้ในฟาร์มของสมาชิกได้ จำนวน 50,000 แม่ต่อปี จะได้ลูกไก่ไข่ประมาณ 5 ล้านตัว โดยยื่นตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2552 ถึงขณะนี้ เอ้กบอร์ดยังไม่พิจารณา การกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญ ในแง่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแข่งขันทางการค้าที่จำกัดสิทธิ์เฉพาะรายใหญ่ 9 บริษัทเท่านั้น แต่คุมธุรกิจไข่ไก่ทั้งประเทศ ทั้งนี้ หากได้รับอนุญาตเกษตรกรทั้ง 113 ราย จะร่วมลงทุนโรงเรือน ตู้ฟัก อาหารสัตว์ ร่วม 200 ล้านบาท สถานที่ใช้ที่จังหวัดชลบุรี

"ปัญหาวันนี้หากยังปล่อยให้เพียง 9 รายนำเข้า เกษตรกรจะไม่มีหลักประกันว่าจะมีลูกไก่ หรือไก่สาวเข้ามาเลี้ยงในฟาร์ม สุดท้ายอาจทำให้เกษตรกรหลายรายที่ยึดอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่มานับสิบปี ต้องเลิกเลี้ยงไปหรือเปลี่ยนอาชีพไปประกอบธุรกิจอื่น"

ไม่ค้านเปิดรายใหม่นำเข้า

ด้านน.สพ.นพพร วายุโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการพัฒนาธุรกิจเครือเบทาโกร กล่าวว่า ราคาไข่ไก่ที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ส่วนตัวมองว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากความต้องการบริโภคไข่ในช่วงเปิดเทอมที่ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในช่วงเวลานี้ของทุกปีราคาไข่ไก่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในปีนี้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ราคาสูงขึ้น ต่อเมื่อเข้าช่วงฤดูฝนอากาศเย็นไก่ออกไข่มากขึ้นคาคปรับตัวลดลง ส่วนกรณีที่มีผู้ต้องการเป็นผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่รายใหม่ ส่วนตัวไม่คัดค้าน แต่ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาถึงผลกระทบระยะยาวที่ตามมารวมถึงแผน รองรับผลผลิตไข่ไก่ที่เพิ่มขึ้นด้วย

ขู่ไม่ให้ลูกไก่ยึดโควตาคืน

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึง กรณีเกษตรกรร้องเรียนว่าบริษัทที่ได้รับสิทธิ์โควตาพ่อแม่พันธุ์ไม่ยอมขาย ลูกไก่นั้น กรมปศุสัตว์จะจัดสรรโควตาลูกไก่กองกลางเดือนละ 50,000 ตัว ให้สหกรณ์นำไปจัดสรรให้สมาชิกนั้น เกษตรกรสามารถมาลงทะเบียนที่กรมปศุสัตว์เพื่อแจ้งจำนวนลูกไก่ไข่ที่ต้องการ จะนำไปเลี้ยงที่ไหน เดิมเป็นลูกค้าบริษัทอะไร หลังจากนั้นทางกรมปศุสัตว์จะนำเจรจากับบริษัทนั้นๆ ถ้ายังไม่สำเร็จ จะมีมาตรการในระยะยาวคือ จะยึดโควตาคืน และดึงโควตาดังกล่าวให้เป็นโควตากลางในปี 2554

ส่วนมาตรการระยะสั้นให้ทางกรมปศุสัตว์เฝ้าระวังลูกไก่ไข่และไก่ไข่สาวไม่ให้ ราคาสูงจนเกินไป เพราะราคาต้นทุน บวกกำไรไม่เกิน 20% เช่น ต้นทุนลูกไก่ไข่ ตัวละ 21.50 บาท ราคาไม่ควรเกิน 25 บาท ส่วนไก่ไข่สาว ต้นทุนประมาณ 137 บาท ราคาไม่ควรเกิน 144 บาท เป็นต้น

ราคาไข่แนวโน้มลด-ไม่ขาด

นายมงคล พิพัฒน์สัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า ภายหลังจากเอ้กบอร์ดมีมติให้ยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงจาก 78 เป็น 82 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่ 1.2 ล้านฟองต่อวัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาไข่คละหน้าฟาร์ม ส่วนราคาขายส่งนั้นกำหนดโดยสมาคมที่จะบวกเพิ่ม 10 สตางค์ หรือถ้าในกรณีลด จะลดแค่ 10 สตางค์เช่นกัน

ส่วนนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า หลังจากนี้คาดว่าจะมีไข่ไก่เพิ่มในตลาด 1.2 ล้านฟองต่อวัน อย่างไรก็ตาม จำนวนไข่ที่เพิ่มขึ้นคงไม่สามารถเพิ่มขึ้นแบบทันที ต้องรอเป็นเดือน แต่จะมีผลทางด้านจิตวิทยาทำให้ราคาขายปลีกลดลงได้

"นับจากวันนี้ที่มีมาตรการออกมาจากทางเอ้กบอร์ดและกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาช่วยกัน เชื่อว่าไม่เกิน 2 เดือนนับจากนี้ ไข่จะล้นตลาดอีกระลอก ทางแก้คือต้องปลดแม่ไก่ยืนกรงให้เร็วขึ้น เหลือ 72-75 สัปดาห์ แต่ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ก็คงต้องพึ่งรัฐบาล"

เปิด “มาตรการแก้ไข่แพง” เพิ่มวันละ 1 ล้านฟองทันที แฉห้างบวกค่าแพกเกจสูง

เจาะลึกรายละเอียด “มาตรการแก้ปัญหาไข่แพง” ของเอ้กบอร์ด ยืดอายุไก่ยืนกรง 1 เดือนเพิ่มไข่ไก่เข้าระบบทันที 1 ล้านฟองต่อวัน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการชะลอส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว ด้านกรมปศุสัตว์เตรียมสำรองลูกไก่ไข่กองกลาง 50,000 ตัวต่อเดือน ไว้จัดสรรให้ผู้เลี้ยงรายย่อยที่หาลูกไก่ไข่ไม่ได้ ด้านกระทรวงพาณิชย์ขอเพิ่ม “ไข่ไก่ธงฟ้า” ขายผ่านห้างค้าปลีก 1 แสนฟอง และให้ลดต้นทุนโดยเปลี่ยนแผงไข่พลาสติกเป็นใส่ถุงแทน “พาณิชย์” แฉห้างขายแพงผิดปกติเพราะบวกราคาแพกเกจสูงเกินจริง

การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์( Egg Board) มี 3 มาตรการ คือ การยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปอีก 1 เดือน, การขอให้งดส่งออกไข่ไก่, และการกระจายลูกไก่ไข่ให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีการดำเนินโครงการไข่ไก่ธงฟ้าขายไข่ไก่ราคาถูกผ่าน ร้านสะดวกซื้อ และห้างค้าปลีก รวมไปถึงการขอให้ผู้ผลิตไข่ไก่ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ไข่ไก่ที่เป็นถาดพลาสติก และบรรจุใส่ถุงพลาสติกแทน เพราะการใช้ถาดพลาสติกมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงถาดละ 3-10 บาท ทำให้ต้นทุน ไข่ไก่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยฟองละ 0.33-0.58 สตางค์

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานเอ้กบอร์ด กล่าวในรายการ “คมชัดลึก” เนชั่นแชนแนลว่า มาตรการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง จะให้ผู้เลี้ยงไก่ปลดระวางแม่ไก่ช้าลง จากเดิมที่ปลดระวางเมื่อแม่ไก่อายุเกิน 78 สัปดาห์ (1 ปี 6 เดือนครึ่ง) ถึงแม้ว่าแม่ไก่จะให้ไข่ได้จนถึงอายุ 90 สัปดาห์ แต่ไข่ไก่ที่ได้ก็จะลดลง ขนาดเล็กลงทำให้ไม่คุ้มทุน นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่าจะมีการขยายเวลาปลดระวางแม่ไก่ยืนกรงออกไปเป็น 82 สัปดาห์ (1 ปี 7 เดือนครึ่ง)

นายยุคลกล่าวว่า โดยปกติในทุกๆเดือนจะมีการปลดระวางแม่ไก่เดือนละ 1.4-2.0 ล้านตัว หากยืดอายุการปลดระวางแม่ไก่ออกไปจะทำให้มีไข่ไก่เพิ่มขึ้นเดือนละ 1.0-1.2 ล้านฟอง สำหรับมาตรการขอให้งดส่งออกไข่ไก่ นายยุคลกล่าวว่าขณะนี้การส่งออกลดลงจากเดือนละ 20 ล้านฟองเหลือ 8 ล้านฟอง เนื่องจากราคาขายในประเทศดีกว่าผู้ส่งออกจึงหันมาขายในประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยผลิตไข่ไก่ได้รวม 10,000 ล้านฟองต่อปี คิดเป็นเพียง 1% ของการผลิตไข่ไก่ทั้งโลก ตั้งเป้าการส่งออกไว้ 350 ล้านฟองต่อปี แต่ก็ไม่ได้เน้นการส่งออกจริงจัง เพราะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

สำหรับมาตรการกระจายลูกไก่ไข่ให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง ทางเอ้กบอร์ดได้ขอให้ผู้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ 9 ราย ดูแลลูกค้าตนเองให้ดี จัดส่งลูกไก่ไข่ให้เมื่อเกษตรกรต้องการ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการจัดสรรไม่ทั่วถึงทางกรมปศุสัตว์จะมีการจัดลูกไก่ไข่กองกลางไว้จำนวน 50,000 ตัวต่อเดือน โดยดึงมาจากทั้ง 9 บริษัท เพื่อสำรองไว้จัดสรรให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายเดิมที่ไม่สามารถหาลูกไก่ ได้

นายยุคลชี้แจงกรณีที่มีประเด็นการขายลูกไก่ไข่พ่วงการขายอาหารสัตว์ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่ามีอยู่จริง แต่ถ้าผู้เลี้ยงไก่ที่ได้รับความเดือดร้อนก็มาร้องเรียนได้ นายยุคลอธิบายว่าปกติผู้นำเข้า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะมีการศึกษาความเหมาะสมของอาหารสำหรับไก่แต่ละพันธุ์ ทั้งชนิด ประเภท และส่วนผสม เนื่องจากแต่ละสายพันธุ์มีความต้องการอาหารแตกต่างกัน ดังนั้นจึงทำให้ผู้เลี้ยงไก่จะคุ้นเคยกับอาหารไก่ที่มากับการขายลูกไก่ไข่มา ด้วย อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรรายใดรู้สึกได้รับความเดือดร้อนก็มาร้องเรียนได้

นายยุคลกล่าวถึงบทบาทของเอ๊กบอร์ดว่าจะมีการประชุมหารือกันเพื่อ กำหนดจำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่จะนำเข้าโดยผู้นำเข้าทั้ง 9 ราย ให้มีปริมาณเพียงพอและสอดคล้องกับการผลิตไข่ไก่ตามความต้อง การไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่ได้มีการจัดสรรโควตาการนำเข้า แต่เป็นการหารือกันว่าผู้นำเข้าแต่ละรายว่ามีลูกค้าอยู่เป็นสัดส่วนเท่าไรก็ กำหนดไปตามสัดส่วนลูกค้าของแต่ละราย อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ประกอบการรายใหม่ต้องการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ก็สามารถทำได้ แต่ทางเอ้กบอร์ดขอให้มีแผนการตลาด แผนการผลิตที่ชัดเจน

ในอดีตเคยมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ถึง 5 แสนตัวต่อปี แต่เมื่อราคาไก่ตกต่ำในปี 49 ก็มีการตั้งเอ๊กบอร์ดขึ้นมากำหนดจำนวนพ่อแม่พันธ์ให้เหมาะสม ปัจจุบันกำหนดว่าจะมีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ 405,000 ตัวต่อปี ซึ่งจะผลิตลูกไก่ไข่ได้ 36 ล้านตัว คาดว่าในเดือน ก.ค.นี้สถานการณ์น่าจะเริ่มนิ่งขึ้น จะมีไก่ยืนกรง 36-37 ล้านตัว ซึ่งผลิตไข่ไก่ได้วันละ 26-27 ล้านฟอง

นายมาโนชกล่าวถึงการผลิตไข่ไก่ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการผลิตไข่ ไก่ คือ ภูมิอากาศ ถ้าอากาศร้อน แล้ง ปริมาณการผลิตจะลดลง และขนาดของไข่ไก่ก็ลดลง แต่ถ้าอากาศดี อากาศเหมาะสมก็ จะทำให้ผลิตไข่ไก่ได้มากและขนาดฟองใหญ่ขึ้น อย่างช่วงอากาศร้อนแล้งที่ผ่านมาสัดส่วนไข่ไก่เบอร์ 0 อยู่ที่ 3-5% ของไข่ไก่ที่ผลิตได้ แต่เมื่ออากาศเย็นลงในช่วงนี้สัดส่วนของไข่ไก่เบอร์ 0 ก็จะเพิ่มเป็น 7-10% โดยไข่ไก่ที่มีสัดส่วนมากที่สุด 60-70% เป็นไข่ไก่ที่บริโภคกันโดยทั่วไป คือ ไข่ไก่เบอร์ 2 และเบอร์ 3

นายวรวิทย์ สิริพลวัฒน์ คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ให้ความเห็นว่าอยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยมีการรวมตัวกันเป็น สหกรณ์ และบริหารจัดการลูกไก่ไข่กอง กลางเพื่อไว้จัดสรรให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยกันเอง เนื่องจากจะต้องช่วยกันดูแลให้เกษตรกรรายย่อยให้อยู่รอดได้ เพราะการเลี้ยงไก่ไข่มีความเสี่ยงสูง ไก่ไข่มีความอ่อนไหวมากทั้งต่อการเปลี่ยนแปลงของอาหาร น้ำ อากาศ สภาพแวดล้อมล้วนมีผลต่อการออกไข่ เขาเสนอว่าอยากให้ผู้ผลิตไก่รายใหญ่กำหนดส่วนการตลาดให้เหมาะสมโดยคำนึงถึง เกษตรรายกลางรายย่อยให้สามารถอยู่ได้ด้วย

นายมาโนชแสดงความเห็นว่า น่าจะมีการกำหนดสัดส่วนการผลิตไข่ในประเทศระหว่างรายใหญ่รายย่อยให้เหมาะสม อย่าให้รายกลางและรายย่อยอยู่ไม่ได้และเลิกไปในที่สุด ปัจจุบันรายกลางและรายย่อยยังมีปัญหาการผลิต ยังขาดองค์ความรู้ทางการผลิตอย่างให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้ด้วย

อนึ่ง สำหรับการดำเนินการแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ ทางกระทรวงพาณิชย์เตรียมขอความร่วมมือผู้ผลิตไข่ไก่เพิ่มโควตา “ไข่ไก่ธงฟ้า” ที่จะขายในห้างค้าปลีกทั่วประเทศ จากวันละ 400,000 ฟอง เป็นวันละ 500,000 ฟอง นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือผู้ผลิตไข่ไก่ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ไข่ไก่ที่เป็นถาดพลาสติก เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงถาดละ 3-10 บาท ทำให้ต้นทุนไข่ไก่เพิ่มขึ้น เฉลี่ยฟองละ 0.33-0.58 สตางค์ โดยขนาดถาดพลาสติก 10 ฟอง ต้นทุนเพิ่ม 3-5 บาท ขนาดถาด 12 ฟอง ราคา 4-7 บาท และขนาดถาด 30 ฟอง ราคา 8-10 บาท ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ จึงขอความร่วมมือให้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นถุงพลาสติก เพื่อลดราคาขายปลีก ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดจุดจำหน่ายไข่ไก่ธงฟ้าในห้างค้าปลีกทั่ว ประเทศ และตลาดสด รวมถึงจุดจำหน่าย ของแต่ละจังหวัดรวม 506 แห่ง

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังออกสำรวจภาวะราคาไข่ไก่ที่ตลาดเทเวศร์ กทม.วานนี้ โดยยืนยันว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้มงวดในการออกตรวจสอบราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้น ซึ่งการสำรวจพบว่า สถานการณ์ราคายังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะยังมีการจำหน่ายไข่ไก่ราคาสูง แม้ราคาไข่ไก่จะทรงตัวมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว ส่วนในเชิงปริมาณพบว่า ค่อนข้างตึงตัว มีการส่งไข่ไก่จากบริษัทและผู้ผลิตถึงผู้ค้าล่าช้ากว่าเดิม 1 วัน

ทั้งนี้ พบว่า ราคาไข่ไก่ ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 ในเขต กทม.เบอร์ 0 อยู่ที่ฟองละ 3.50 บาท เบอร์ 1 ฟองละ 3.30 บาท เบอร์ 2 ฟองละ 3.20 บาท เบอร์ 3 ฟองละ 3.10 บาท เบอร์ 4 ฟองละ 3 บาท และเบอร์ 5 ฟองละ 2.80 บาท

อย่างไรก็ตาม พบว่า ราคาไข่ไก่ในตลาดสดทั่วไป ยังไม่มีปัญหาการจำหน่ายเกินราคาแนะนำที่กรมการค้าภายในกำหนดไว้ที่ฟองละไม่ เกิน 3.60 บาท แต่ในห้างสรรพสินค้า พบว่า ราคาแพงกว่าตลาดสดทั่วไป เพราะทางห้างบรรจุไข่ไก่ขายเป็นแพก ทำให้ประชาชนมองว่าแพงกว่าปกติ

“ทางห้างมีการบวกต้นทุนของหีบห่อ หรือภาชนะที่บรรจุไข่ไก่ด้วย โดยขนาดบรรจุ 10 ฟอง มีต้นทุนภาชนะ 3-5 บาท ก็บวกต้นทุนเข้าไปในราคาไข่ไก่เพิ่มอีกฟองละ 27 สตางค์ ขนาดบรรจุ 12 ฟอง มีต้นทุนภาชนะ 4-7 บาท บวกเพิ่ม 33-58 สตางค์ และขนาดบรรจุ 30 ฟอง มีต้นทุนภาชนะ 8-10 บาท ก็บวกเพิ่มอีก 27-33 สตางค์”

ในสัปดาห์นี้ กรมการค้าภายในจะเรียกตัวแทนห้างฯ มาหารือ เพื่อขอให้ช่วยลดภาระผู้บริโภค ด้วยการให้เลิกขายไข่ไก่แบบบรรจุแพ็กเกจ โดยจะเริ่มทำในไข่ไก่เบอร์ 2-3 ที่ประชาชนนิยมบริโภคก่อน ส่วนไข่ไก่ของผู้ผลิตบางรายที่บรรจุแพกอยู่แล้วทางกรมฯ จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

แหกตา!ลดราคาไข่ไก่เอาหน้า “อภิสิทธิ์”เกี้ยเซียะอุ้มทุนอำมหิต

การที่คณะรัฐมนตรี มีมติรับรองผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงยิ่งกว่าจับได้แบบคาหนังคาเขาว่า

คณะกรรมการชุดนี้ได้กระทำการเกินบทบาทอำนาจหน้าที่ มีการละเมิดกฎหมาย แปรสภาพส่วนราชการไปเป็นเจ้ามือฮั้วให้กับเอกชนรวยปีละเป็นหมื่นล้านบาท จากการควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์และผูกขาดโควต้าให้กับทุนเกษตร 9 ราย จนเกษตรกรรายย่อยและขนาดกลางกำลังจะสิ้นอาชีพ

แทนที่ ครม.จะทักท้วง คัดค้าน หยุดการกระทำขัดต่อกฎหมายของ Egg Board แล้วสร้างแนวทางที่ถูกต้องเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ กลับกระโดดลงไปในหลุมที่ Egg Board ขุดเอาไว้อย่างน่าสงสัยยิ่ง

เพียงแค่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องราคาไข่ไก่แพงให้ได้ผลภายใน หนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้เลยว่า หากไม่มีการแก้ปัญหาที่สาเหตุคือ “การผูกขาด”ควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์จนอยู่ในสภาพต่ำกว่าความต้องการของผู้ บริโภคซึ่งเป็นต้นตอที่ส่งผลให้ราคาไข่ไก่สูงแล้ว จะมีอะไรมาเป็นหลักประกันว่า ในวันหน้าไข่ไก่จะไม่ราคาแพงเกินความเป็นจริง จนรัฐต้องคว้าเอาธงฟ้าไปปักหักราคาตลาดสดอีก

แน่นอน แก้ปัญหาวันนี้ จะต้องเจอปัญหาที่หนักหน่วงกว่าในอนาคต

เป็นการตัดสินใจแบบนักเลือกตั้งโดยแท้ เพราะนักเลือกตั้งจะคิดถึงคะแนนเสียงเฉพาะหน้า แต่นักการเมืองต้องคิดถึงการวางระบบแก้ปัญหาระยะยาวให้กับส่วนรวม

รัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อาจคิดว่าตัวเองสร้างผลงานจากการทำให้ราคาไข่ลดลง แต่เบื้องหลังการถ่ายทำมันลดลงเพราะฝีมือของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายไปร่วมประชุม Egg Board

หรือเป็นเพราะมีการเกี้ยเซี๊ยะกันเรียบร้อยเพื่อให้รัฐได้หน้า เอกชนไม่เสียประโยชน์ ด้วยความเมตตาที่ “ซีพี”จัดให้ ส่วนเกษตรกรไก่ไข่จะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน

การประชุม Egg Board ซึ่ง ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันจันทร์ที่5ก.ค. บทบาทการควบคุมทิศทางการลงมติที่ประชุมตกอยุ่ในมือของนอมินีนายทุนที่แฝงตัว อยู่ใน Egg Board โดยมีภาคราชการคอยให้การหนุนหลัง

แถมห้าเตี้ยแห่งเมืองสุพรรณยังส่ง นิกร จำนง ซึ่งไม่ได้เป็นกรรมการไปนั่งเสือกออกความเห็นในที่ประชุมด้วย

ส่วน กอร์ปศักดิ์ แทบจะไม่ได้ชี้นำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในเชิงระบบ นอกจากมีคำตักเตือนช่วงแรกว่า การทำหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ

แต่ความหนาของหน้าที่ซีเมนต์ยังเรียกพ่อ ทำให้ Egg Board ไม่นำพาต่อคำเตือนนั้น และดันทุรังกำหนดโควต้าพันธุ์สัตว์ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้กำหนดไว้ให้ กับ 9 ราย จนถึงสิ้นปี แม้จะมีความพยายามของคณะกรรมการบางคนที่เห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงในเชิง ระบบเพื่อปรับโครงสร้างให้เกิดความเป็นธรรม และจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

คือ ต้องยกเลิกการควบคุมพันธุ์สัตว์ เพราะคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่คนเหล่านั้นกลับถูกรุมยำ และให้ร้ายว่าเป็นเพราะต้องการเข้าไปมีส่วนแบ่งกำไรจากการค้าพันธุ์สัตว์

ทั้งที่ข้อเท็จจริง หากจะมีการกำหนดโควต้าเพื่อควบคุมไม่ให้ปริมาณมากจนเกินไป ก็ควรจะเป็นโควต้ากลางของเกษตรกรทั้งประเทศ ไม่ใช่โควต้าที่แบ่งสันกันเสร็จสรรพภายใน 9 รายอย่างที่เป็นอยู่ จนทำให้อำนาจต่อรองของผู้ซื้อพันธุ์สัตว์ลดลง เพราะไม่มีทางเลือกแถมยังถูกบีบบังคับจำยอมซื้อลูกไก่ไข่พ่วงอาหารสัตว์ ขณะที่ผู้นำเข้าพันธุ์สัตว์ 9 รายรับทรัพย์รวยเละปิดประตูเจ๊ง

นี่คือความอยุติธรรมที่ Egg Board ยัดเยียดให้กับเกษตรกรที่ไม่มีพันธุ์สัตว์ในมือ คนเหล่านี้เคยมารับผิดชอบอะไรไหมกับความยากลำบากของเกษตรกรไก่ไข่ ซึ่งอยู่ในภาวะจะหาลูกไก่ไข่มาเลี้ยงต้องจองกันข้ามปี ขนาดจองไปแล้วก็ยังต้องลุ้นว่าจะได้รับความเมตตาจากทุนใหญ่จัดสรรลูกไก่ไข่ มายืนกรงในโรงเรือนไหม เพราะบริษัทที่มีสิทธินำเข้าพันธุ์สัตว์ก็กำลังเร่งขยายฟาร์มของตัวเองกัน ขนานใหญ่

หากยังปล่อยให้ระบบเป็นเช่นนี้ บริษัทเหล่านี้ก็จะไม่กระจายพันธุ์สัตว์ไปยังเกษตรกร แต่จะเก็บไว้เลี้ยงเองในฟาร์มทำกำไรแบบครบวงจร ตั้งแต่นำเข้าพันธุ์สัตว์ ขายอาหารสัตว์ ไปจนถึงเลี้ยงไก่ไข่ผลิตไข่ขายหน้าฟาร์ม

แล้วเกษตรกรรายย่อยและขนาดกลางจะยืนอยู่ได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเกษตรกรไก่ไข่ไม่มีความสุขกับราคาไข่ไก่ที่สูงขึ้นในขณะนี้ ก็เพราะพวกเขารู้ดีว่ากำไรที่ได้มันไม่ยั่งยืน ตรงกันข้ามพวกเขากำลังอยู่บนปากเหวแห่งการหมดอาชีพที่ทุนใหญ่ถีบให้ตกไปอยู่ ก้นเหวได้ทุกเมื่อ

มติของ Egg Board ที่ อภิสิทธิ์ มั่นใจนักหนา ว่าจะทำให้ราคาไข่ไก่ลดลงได้อย่างรวดเร็วจากการต่ออายุไก่ยืนกรงจาก 78 สัปดาห์เป็น 82 สัปดาห์ และชะลอการส่งออกออกไปก่อน ซึ่งจะทำให่มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดมากขึ้นทำให้ราคาถูกลงนั้น

เป็นเพียงแค่ปาหี่ที่ ซีพีและพวกจัดให้เท่านั้น โดยยอมเฉือนกำไรเล็กน้อยเพื่อรักษาขุมทรัพย์ใหญ่เรื่องพันธุ์สัตว์เอาไว้ ไม่ให้รัฐบาลเข้าไปแตะต้อง

สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่น้ำตาของเกษตรกรไก่ไข่ไม่มีใครเอื้อมมือไปซับ

การให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปร่วมกับกรมปศุสัตว์ศึกษาโครงสร้าง Egg Board ในส่วนของกรรมการที่ปรึกษาและโครงสร้างการบริหารโควต้านำเข้าพันธุ์สัตว์ ภายในเวลา 60 วัน แม้จะทำให้พอมีความหวังอยู่บ้างว่า อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาทั้งระบบ แต่ความหวังนั้นก็ดูจะลางเลือนเต็มที

เพราะข้อเท็จจริงมันชัดเจนอยู่แล้วว่า Egg Board แทบไม่มีการประชุมใด ๆ เลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถิติหลังสุดคือ 6 เดือนมาประชุมครั้งหนึ่ง นอกนั้นให้เป็นหน้าที่คณะกรรมการที่ปรึกษาประชุมออกมติส่งให้ Egg Board ประทับรับรอง

โดยที่องค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาก็เต็มไปด้วยตัวแทนของ 9 บริษัทที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์ทั้งสิ้น มันกระจ่างชัดถึงผลประโยชน์ทับซ้อนขนาดนี้แล้วยังต้องศึกษาอะไรอีก

การที่ อภิสิทธิ์ สั่งใน ครม. ให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูว่า Egg Board มีการกระทำในลักษณะกีดกันทางการค้าหรือไม่ เพราะถือว่าผิดกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์นั้น ก็ต้องถามกลับไปว่า อภิสิทธิ์ เชื่อจริง ๆ หรือว่า กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่นี้อย่างตรงไปตรงมา

ในเมื่อ อธิบดีกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์เองก็เป็นหนึ่งใน Egg Board แต่ไม่เคยมีบทบาทใด ๆ ในการทักท้วงการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายดังกล่าว ตรงกันข้ามเข้าด้วยช่วยเหลือร่วมออกมติที่ผิดกฎหมายเสียด้วยซ้ำ

ความจริงควรมีการส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่าทั้ง รมว.เกษตรฯที่นั่งหัวโต๊ะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไปเป็นไม้ประดับให้การฮั้ว เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์นั้น จงใจทำผิดกฎหมายหรือไม่

ถ้าใช่ ต้องมีคนเข้าคุก จึงจะเป็นธรรมต่อเกษตรกรที่กำลังมองโรงเรือนซึ่งมีไก่ยืนกรงไม่เต็มด้วยสาย ตาอันเจ็บปวด เพราะวันข้างหน้าพวกเขาอาจไม่มี แม้กระทั่งไก่มายืนกรงในโรงเรือนของตัวเอง

แต่เสียงร่ำไห้ของเกษตรกรไก่ไข่ มันคงไม่ดังเท่ากับเสียงเงินฟาดหัวนักการเมือง ข้าราชการของทุนการเกษตรยักษ์ใหญ่

นี่คือความเป็นธรรมที่รัฐบาลประชาธิปไตยหยิบยื่นให้เกษตรกร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างนั้นหรือ?

อนุฯสินค้าเกษตรสภาฯยันรัฐแก้ปัญหาไข่แพงได้

อนุฯสินค้าเกษตรสภาฯ ยันรัฐบาลแก้ปัญหาไข่แพงได้ จี้บอร์ดไข่นำเข้าไข่ไก่เป็นกฎหมาย เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยได้ก่อน

นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ในฐานะประธานอนุกรรมมาธิการสินค้าและการเกษตรสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าวันนี้อนุกมธ.ได้เชิญนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงปัญหาไข่ที่มีราคาสูง

โดยนายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลกำหนด คือ การยืดอายุไก่เพื่อให้มีระยะเวลามากขึ้น ทั้งนี้เป็นการเพิ่มจำนวนไข่ และจะมีการระงับการส่งออกไข่ไก่ รวมทั้งมีการกำหนดราคาลูกไก่จากเดิม 30 บาทเหลือ 28 บาท

นอกจากนี้ กรมปศุศัตว์จะนำเข้าแม่ไก่เองเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ราคาไข่มีจำนวนสูงขึ้นประการหนึ่งมาจากแพ็คเก็ตจิ้ง ที่สวยงามและคุณภาพที่มีโอไมกาสูง

นายสาธิต กล่าวอีกว่า อนุกมธ.เห็นว่าบอร์ดไข่ ควรให้บริษัทนำเข้าแม่ไก่ทำเป็นกฎหมายโดยให้เกษตรกรรายย่อยก่อนที่เหลือค่อย นำไปให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ อีกทั้งยังอยากให้กรมปศุสัตว์นำเข้าแม่ไก่เอง โดยมีหน้าที่จำหน่ายแม่ไก่ไปส่งเกษตรกรทั่วประเทศ

ทั้งนี้ อนุกมธ.ยังเสนอนายกอร์ปศักดิ์ ว่าให้มีการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ในท้องถิ่นเพื่อขายในหมู่บ้านของตัวเอง เพื่อให้มีการแข่งขันกันเองในพื้นที่ อย่างไรก็ตามอนุกมธ.เชื่อมั่นในรัฐบาลว่าจะแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ให้เข้าสู่ราคาปกติได้ภาย ใน 1 เดือน

ชงครม.3มาตรการแก้ไข่แพง-ปลดแม่ไก่ช้าลง

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังหารือร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ถึงมาตรการแก้ปัญหาไข่ราคาแพง ว่า ได้ให้กรมปศุสัตว์ไปหารือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อศึกษาการปรับโครงสร้างของ Egg Board ทั้งระบบ ซึ่งเมื่อได้ผลการศึกษาอีก 60 วัน ก็ต้องดูรายละเอียดของโครงสร้างที่ขณะนี้มองว่า โครงสร้าง Egg Board มีความไม่เป็นธรรมอยู่มาก ซึ่งจะนำไปสู่การรื้อโครงสร้างหรือไม่ต้องมาหารือกันอีกครั้ง

นายธี ระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เตรียมรายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาราคาไข่แพง ทั้งนี้ ในที่ประชุมมี 3 มาตรการแก้ปัญหาไข่ราคาแพง คือ มาตรการระยะสั้น คือ 1.จะเพิ่มปริมาณไข่ในตลาดโดยยืดอายุไก่ไข่ออกไป จากเดิมที่จะปลดระวางแม่ไก่ที่อายุ 78 สัปดาห์ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 82 สัปดาห์ จะช่วยให้มีปริมาณไข่ไก่ในตลาดเพิ่มขึ้นวันละ 1.2 ล้านฟอง 2.ชะลอการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว 3.กรมปศุสัตว์จัดสรรโควตาลูกไก่กองกลางเดือนละ 50,000 ตัว จัดสรรให้เกษตรกรรายย่อย หรือสหกรณ์เท่านั้น และ 4.เอกชนลดราคาลูกไก่ลง 2 บาทจากราคาตัวละ 30 บาท เหลือ 28 บาท ขณะที่ราคาแม่ไก่สาว เอกชนยอมปรับราคาจำหน่ายลงตัวละ 5 บาท เหลือตัวละ 149 บาท มาตรการระยะกลาง จะแก้ปัญหาโดยให้กรมปศุสัตว์จัดสรรโควตาลูกไก่กองกลางเดือนละ 50,000 ตัว และให้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ภายใน 60 วัน และมาตรการระยะยาว กำหนดปริมาณไก่ไข่พันธุ์ เป็นโควตากลางในปี"54 เพื่อให้กรมปศุสัตว์นำไปใช้แก้ปัญหาทั้งระบบ

นาง พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่เกรงว่าไข่ไก่และน้ำตาลทรายที่มีราคาแพงอาจส่งผลกระทบต่อ ราคาจำหน่ายอาหารสำเร็จ รูปให้ปรับเพิ่มสูงขึ้น ว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเชิญสมาคมภัตตาคารไทยมาหารือในวันที่ 8 ก.ค. เพื่อขอความร่วมมือให้จัดเมนู ธงฟ้าราคาประหยัด จำหน่ายในร้านค้าของสมาชิกทั่วประเทศ

ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาราคาน้ำตาลทรายแพงนั้นในสัปดาห์นี้ รมว.พาณิชย์ จะประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาอนุมัติมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำตาลทรายราคาแพง

Egg Boardมีมติแก้ปัญหาไข่แพง 3 ระยะ

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ปรับสูงขึ้นออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะสั้น ให้มีการยืดอายุไก่ไข่สาว ด้วยการขยายระยะเวลาไก่ยืนกรงต่อไปจาก 78 สัปดาห์ เป็น 82 สัปดาห์ จนกว่าสถานการณ์ตลาดจะเข้าสู่ภาวะปกติ และให้มีการชะลอการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว สำหรับกรณีที่ไม่มีสัญญาผูกพัน เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่ในประเทศ ขณะเดียวกันให้กรมปศุสัตว์จัดลูกไก่ไข่กองกลาง 50,000 ตัวต่อเดือน ให้แก่เกษตรกรรายเล็ก รายย่อยที่ขาดแคลนลูกไก่ ทั้งนี้ จะมีการติดตามภาวะราคาลูกไก่ไข่และไก่สาวอย่างต่อเนื่อง และปรับลดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตหรือข้อตกลงเดิม โดยให้มีการนำข้อสรุปทั้งหมดมารายงานต่อที่ประชุมภายใน 30 วัน

นายธีระ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะกลาง ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการ Egg Board ทั้งหมดภายใน 60 วัน ขณะที่ระยะยาวได้กำหนดปริมาณไก่ไข่พันธุ์ (P,S,) เป็นโควตากลางในปี 2554 เพื่อให้กรมปศุสัตว์บริหารจัดการแก้ไขปัญหาไก่ไข่ให้เกษตรกร โดยรวมตัวเป็นสหกรณ์หรือสมาคม ซึ่งเกษตรกรต้องเสนอแผนการผลิตและตลาด ให้กรมปศุสัตว์ดูข้อเท็จจริงร่วมกับผู้ผลิตไก่ไข่พันธุ์ด้วย