จับตาบรรษัท

นำเข้าแม่ไก่เสรีแก้ไข่แพงครม.อนุมัติเงินโบนัส ขรก.

ครม.อนุมัตินำเข้าพันธุ์แม่ไก่เสรีแก้ปัญหาไข่แพง "มาร์ค" ขู่! ยุบ "เอ้กบอร์ด" หลังพบไปลดโควตาจาก 4 แสน เหลือ 3.6 แสนตัว พร้อมตรึงราคาขายหน้าฟาร์มไว้ที่ 2.80 บาทต่อฟอง "ซีพี" ทำเสียงแข็งลั่นไม่กระทบยอดบริษัท เตือนนโยบายรัฐอาจส่งผลไข่ล้นตลาดปีหน้า "ขรก." เฮได้โบนัสปลายปี

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 13 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ราคาแพงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.รับทราบมาตรการที่ได้เดินไปแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุไก่ การส่งออก การจัดสรรลูกไก่ และเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการอยู่ รวมทั้งจะใช้กฎหมายสองฉบับช่วยดู ในเรื่องของการแข่งขันทางการค้ากับเรื่องของสินค้าและบริการ และจะมีการเชิญกรมปศุสัตว์มาทำความเข้าใจว่าขณะนี้ปัญหาคืออะไร

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากผลสรุป ครม.เห็นว่าความพยายามของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพเรื่องของธุรกิจ แต่มีความผิดพลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าพอตกลงกันในเรื่องของจำนวนไก่ 4 แสนกว่าตัว แต่ถึงเวลาจริงๆ มีการไปลดเพิ่มเติม แล้วปรากฏว่าคนพยายามนำเข้ามาก็นำเข้ามาไม่ได้ จึงมีผลทำให้เกิดความผันผวนด้วยในเรื่องของราคาและไม่สัมพันธ์กับต้นทุนที่ แท้จริง

"ฉะนั้น จึงเชิญกรมปศุสัตว์มาและพูดชัดเจนว่า มติของบอร์ดเป็นเพียงการขอความร่วมมือ แต่ต้องไม่ไปตัดสิทธิ์คนที่ต้องการที่จะนำเข้า ฉะนั้น ครม.ถือว่าขณะนี้ใครจะขออนุญาตนำเข้าในเรื่องของไก่ต้องทำได้อย่างเสรี ยกเว้นกรณีที่มีปัญหาเรื่องโรคระบาดเท่านั้น" นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าความผิดพลาดของเอ้กบอร์ดที่ผ่านมาจนเกิดความผันผวนเรื่องตลาดใคร จะรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องไปดูอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากในส่วนไหน เพราะความพยายามของเขา คือ การสร้างราคาหรือระบบที่มีเสถียรภาพ แต่ว่าสุดท้ายไม่ได้ทำตามเป้าแต่ทำเกินเป้าหรือน้อยกว่าเป้าก็แล้วแต่มุม มอง

ซักว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเป็นความจงใจผูกขาด เพื่อเอื้อประโยชน์ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องไปตรวจสอบ แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วการนำเข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะไปห้ามได้ ซึ่งคิดว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

"ส่วน 4 แสนกว่าตัวที่ระบุไว้ในวันนี้นั้น สถานะของมันปีนี้คงไม่มีปัญหา เพราะปีนี้ 6 เดือนผ่านไปจะเข้ามาแล้วกว่า 2 แสนตัว แต่ที่ชัดเจนคือปี 51 และ 52 มีการนำเข้าน้อยกว่าประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์" นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าหลังจากเปิดเสรีครั้งนี้แล้วคิดว่าจะส่งผลอะไรกับตลาดไข่ไก่ บ้าง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าพูดถึงในแง่ของตัวไข่จริงๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร แต่ว่าในทางจิตวิทยาและในเชิงระบบ ผมคิดว่าเราได้คลายปัญหาที่เป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นมาแล้ว

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ยังได้รับ ทราบรายงานของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับผลการแก้ไขปัญหาที่มีการดำเนินมาตรการ ต่างๆ หลายมาตรการ ทั้งด้านการผลิตที่ให้มีการตรึงราคาหน้าฟาร์มที่ 2.80 บาทต่อฟอง มาตรการบรรเทาภาระผู้บริโภคที่มีการจำหน่ายไข่ไก่ธงฟ้าตามห้างสรรพสินค้า ต่างๆ

มีรายงานว่าในที่ประชุม ครม. มีการหารือถึงการแก้ไขปัญหาราคาไข่แพงนานมาก โดยนายกฯ อยากให้ทบทวนบทบาทของเอ้กบอร์ด หากไม่สามารถแก้ไขเรื่องราคาไข่ไก่มีราคาแพง ได้ ซึ่ง ครม.เห็นชอบให้มีการเปิดโควตาการนำเข้าแม่ไก่เสรี รวมทั้งนายกฯ แสดงความเป็นห่วงว่าการนำเข้าลูกไก่ไข่เข้ามาตอนนี้จะไม่ทันต่อความต้องการ บริโภคไข่ไก่ของประชาชน เนื่องจากโตไม่ทันต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยง 7-8 เดือน

"นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมว่า ได้มีผู้ประกอบการหลายรายมาสะท้อนให้ฟังว่าไม่สามารถนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ได้ เนื่องจากมีการกำหนดโควตาและทำให้เกิดการเข้าใจว่าผู้ที่จะนำเข้าได้มีเพียง ผู้ประกอบการ 9 ราย กับอีก 1 สหกรณ์เท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วจะเป็นใครนำเข้าก็ได้ จนผู้ประกอบการบางรายเริ่มฟ้องร้อง แล้ว เพราะเอ้กบอร์ดไม่มีอำนาจไปกำหนดโควตารวมทั้งในช่วง 1-2 ปี หลังมีการ นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เพียงประมาณ 3.6 แสนตัว จากที่ตกลงปีละ 4 แสนตัว " แหล่งข่าวกล่าว

ด้านนายณรงค์ เจียมใจบรรจง คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ตัวแทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เรื่องของการเปิดเสรีไก่ไข่คงไม่มีผลกระทบอะไรกับการผลิตลูกไก่ในประเทศมาก นัก เพราะการผลิตลูกไก่ก็เพื่อป้อนให้กับลูกค้าซึ่งเราทำมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แต่บางบริษัทมีการผลิตลูกไก่ที่ไม่ได้มาตรฐานจึงส่งผลให้ปัจจุบันเหลือผู้ ประกอบการในธุรกิจเพียง 9 บริษัทเท่านั้น จากเดิมจะมีผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจสูงถึง 20 ราย

"นโยบายดังกล่าวน่าจะมีผลต่อเกษตรกรโดยรวม คือ จะทำให้ในอนาคตประเทศไทยจะมีแม่ไก่มากขึ้นโดยเฉพาะปีต่อไปเนื่องจากจะมีไข่ ไก่ล้นตลาด ซึ่งในส่วนของเอ้กบอร์ดตอนนี้พยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้ดีที่สุด แล้ว แต่เนื่องจากสิ่งมีชีวิตคอนโทรลยาก จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมได้" นายณรงค์กล่าว

กรรมการเอ้กบอร์ดซึ่งเป็นตัวแทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐหันกลับมามองว่าวันนี้ภาครัฐจะมีมาตรการอะไรมารองรับสิ่งที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตหากไข่ไก่ล้นตลาด ซึ่งในส่วนของซีพีเองหากดูเรื่องผลกระทบแล้วถือว่ากระทบน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับลูกค้าที่เรามีอยู่ในปัจจุบันหลายพันราย

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงมติอนุมัติการจัดสรรเงินรางวัลประจำปีให้กับข้าราชการ ว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติการจัดสรรเงินรางวัลให้ข้าราชการ แต่เนื่องจากปีนี้ไม่ได้มีการจัดงบประมาณไว้ ดังนั้นจะใช้วิธีรวบรวมเงิน เหลือจ่ายรวมจากโครงการในปีก่อนๆ เข้ามารวมกันและบวกกับอีกประมาณ 1,400 ล้านบาทที่ค้างอยู่ ซึ่งการจัดเงินตอบแทนพิเศษจะให้อยู่ในวงเงินนี้ โดยจะให้สำหรับส่วนราชการทุกหน่วยเพื่อจะไม่เกิดความเหลื่อมล้ำกัน โดยที่วง เงินจะลดลงจากเดิม และจะไม่ให้กับผู้บริหารแต่จะให้เฉพาะระดับผู้ปฏิบัติเท่านั้น

ม.เกษตรรับลูกปรับเอ้กบอร์ด

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยกรอบการศึกษาการปรับโครงสร้างเอ้กบอร์ด มั่นใจเสร็จทันภายใน 60 วัน ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานและกรอบวงเงินเพื่อพิจารณา ชงให้ "ธีระ วงศ์สมุทร" นำรายงานเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 13 ก.ค. ศกนี้ ย้ำผลที่ออกมาเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

รศ.ดร. สามัคคี บุณยะวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะศึกษาการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และ ผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาการปรับโครงสร้างฯขึ้นมาแล้วประกอบด้วยอาจารย์ และธนบดีที่เกี่ยวข้องร่วม 10 คน ในด้านต่างๆ อาทิ ด้านบริหารธุรกิจ ด้านสำนักกฎหมาย และสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ สัตว์ เป็นต้น เพื่อศึกษาปรับปรุงโครงสร้างเอ้กบอร์ดทั้งในส่วนของคณะกรรมการและภารกิจ ภายหลังจากที่ได้รับมอบหมายจาก รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้คณะทำงานได้นำเสนอขอบเขตการทำงานไป 2 เรื่อง ได้แก่ 1.วิเคราะห์โครงสร้างคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเหตุผลในการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา รวมถึงภาระหน้าที่ของบอร์ด โดยข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้มาจากกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขาของเอ้กบอร์ดจะเป็นหน่วยงานที่ส่งข้อมูลมาให้ศึกษาเพื่อทำรายงาน การวิจัย และข้อ 2 จะให้ทางสำนักงานวิจัยไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการเอกชนทั้ง 9 รายที่ได้รับสิทธิในการจัดสรรโควตาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ และเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไก่ไข่ เกษตรกร รวมทั้งกลุ่มที่ประสงค์ต้องการให้รื้อการจัดสรรโควตาใหม่ด้วย

หลังจากนั้นจะนำเหตุผลต่างๆ เหล่านั้นมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย แล้วนำข้อมูลทั้ง 2 ด้านที่ได้มาประมวลผลวิเคราะห์ จากการศึกษาโครงสร้างทั้งระบบว่ามีผลไปในทิศทางใด มั่นใจว่าภายใน 1 เดือนจะเห็นความคืบหน้าของคณะทำงาน ซึ่งทั้งสองส่วนนั้นสามารถเริ่มไปพร้อมๆ กันได้ คาดว่ารายงานผลจะเสร็จทันตามกำหนดภายใน 2 เดือน

สำหรับขอบเขตทั้ง 2 ข้อนั้นได้นำเสนออธิการบดีพิจารณาเห็นชอบแล้ว และจะเสนอผ่านกรมปศุสัตว์ เพื่อเสนอให้นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับความคืบหน้าทั้งหมดในวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 พร้อมทั้งเสนอของบประมาณคาดว่าไม่ถึง 1 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายการเดินทาง ในการไปหาผู้ที่สัมภาษณ์ เป็นต้น

"แรกๆ ที่ได้รับโจทย์มารู้สึกหนักใจ เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ค่อยมีความถนัดในเรื่องดังกล่าว แต่พอได้หารือกับผอ.สถาบันสุวรรณฯ (ศ.ชาญวิทย์ วัชรพุกก์)ซึ่งในอดีตเคยเป็นคณะกรรมการอยู่ในเอ้กบอร์ด จึงรู้สึกโล่งใจ และมั่นใจว่าจะทำให้การทำงานนั้นค่อนข้างเร็วและคล่องตัวมากขึ้น เพราะมีทีมงานที่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่แล้ว จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมั่นใจว่าทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะทำ ข้อมูลอย่างระมัดระวัง รอบคอบ และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย"

อนึ่ง คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2549 มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา การพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ รวมถึงกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้ง หมด องค์ประกอบคณะกรรมการมี 3 ส่วน คือ 1.ภาคราชการ 11 คน คัดเลือกจากภาคเอกชน 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นกรรมการและเลขานุการ ที่ประชุมเอ้กบอร์ดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาได้หารือการแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาแพง โดยมาตรการมีทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ซึ่งการแก้ปัญหาระยะกลางได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปศึกษาปรับ ปรุงโครงสร้างเอ้กบอร์ดให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

ครม.เปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่แก้ปัญหาไข่แพง

ครม.ไฟเขียวเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ลดการผูกขาด แก้ปัญหาไข่ไก่ราคาแพง พร้อมจี้คกก.ไข่ไก่ ดูแลโควตานำเข้าแม่พันธุ์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติอนุมัติให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่โดย เสรี เพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่มีราคาแพง โดยต่อจากนี้ผู้ที่ต้องการนำเข้าสามารถขออนุญาตจากกรมปศุสัตว์ได้ทุกราย เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด

ทั้งนี้ ครม.เห็นว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การบริหารงานของคณะกรรมการพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์(Egg Board) มีความผิดพลาด จากที่ได้มีการลดจำนวนการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่และจำกัดสิทธิผู้ที่นำเข้า ซึ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนในเรื่องราคา ซึ่งครม.ให้แนวทางไปว่า Egg Board จะต้องสร้างความมีเสถียรภาพและให้ความเป็นธรรมต่อเกษตรกรทุกฝ่าย

โดยที่ผ่านมาโควตาการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่จากเดิมกำหนดไว้ 4 แสนตัว มีการลดจำนวนลงทุกปี ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแม่พันธุ์ ดังนั้นจึงได้ให้ Egg Board ดูแล

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้แก้ปัญหาไปบางส่วน โดยให้สมาคมและบริษัทที่เกี่ยวกับการผลิตและเลี้ยงไก่ไข่ช่วยตรึงราคาไข่ไก่ คละที่หน้าฟาร์มไว้ที่ 2.80 บาท/ฟอง นอกจากนี้ ยังช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้ประชาชนด้วยการจัดโครงการไข่ไก่ธงฟ้า

นายกฯ สั่งให้เปิดนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้โดยเสรี

ทำเนียบฯ 13 ก.ค.- นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาแพง โดยที่ประชุมได้ใช้เวลาหารือเป็นเวลานาน และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดโควตานำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ของคณะกรรมการ ช่วยเหลือไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ จำนวน 400,000 ตัว ให้กับบริษัทเอกชน 9 ราย และ 1 สหกรณ์ แต่เห็นว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้าลดลงโดยตลอดร้อยละ 10 ต่อปี ทำให้ไม่ครบตามที่กำหนดไว้ และหากปล่อยไปเช่นนี้จะมีปัญหาราคาไก่ไข่แพงขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงเห็นว่าควรทบทวนบทบาทหน้าที่และโครงสร้างการทำงานของคณะ กรรมการชุดดังกล่าว เพราะอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้เป็นเพียงการขอความร่วมมือไม่ใช่การบังคับผู้ ประกอบการโดยตรง

ดังนั้น ที่ประชุม ครม.จึงสั่งให้เอกชนสามารถนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ได้โดยเสรี ด้วยการขออนุญาตจากกรมปศุสัตว์ เพื่อให้มีแม่ไก่ไข่ได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ ยอมรับว่าขั้นตอนการนำเข้าและกว่าแม่ไก่จะโตจนออกไข่ได้กินเวลา 10 เดือน จึงจะทำให้ปัญหาไข่แพงลดลงได้ โดยขณะนี้ในระยะสั้นได้ขอความร่วมมือสหกรณ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ให้ตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มไว้ที่ 2.80 บาทต่อฟอง ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าจัดโครงการธงฟ้าราคาถูก เพื่อบรรเทาปัญหาจนกว่าจะสามารถนำแม่พันธุ์มาเลี้ยงจนออกไข่ได้

เสี่ยเจริญลุยธุรกิจเกษตรไล่บี้ซีพีจัดสรร ที่ดิน5หมื่นไร่รุกตลาดปุ๋ย

"เสี่ยเจริญ" สั่งลุยธุรกิจการเกษตร ประเดิมที่ดิน 5 หมื่นไร่ทดลองหว่านพืชผล ดัน"ปุ๋ย ตรามงกุฎ" ปั้นเป็นเสาหลักไล่บี้ "เจียไต๋" เครือซีพี-หัววัวคันไถ ล่าสุดอัดแคมเปญแจกกระบะ รถไถ กระตุ้นยอดขาย หลังครึ่งปีแรกยอดพลาดเป้าตามพิษภัยแล้ง มั่นใจสิ้นปีดันทะลุ 3,800 ล้าน โตแบบพุ่งพรวด 500%

นายวุฒิพงษ์ หวังสันติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยตรามงกุฎในเครือทีซีซีกรุ๊ป เปิดเผยว่า การเข้ามาทำธุรกิจปุ๋ยตรามงกุฎอย่างจริงจังในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ปุ๋ยตรา มงกุฎเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งการที่บริษัทหันมาทำธุรกิจการเกษตรอย่างจริงจัง เนื่องจาก บริษัท ทีซีซีแลนด์ มีที่ดิน (แลนด์แบงก์) จำนวนมากถึง 2 แสนไร่และมีแผนนำที่ดินมาพัฒนาเป็นธุรกิจด้านการเกษตร โดย แบ่งที่ดิน 50,000 ไร่ มาทดลองทำธุรกิจการเกษตรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เครือบริษัท ซึ่งถือเป็น นโยบายการดำเนินธุรกิจของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานของเครือทีซีซีกรุ๊ป

สำหรับแผนธุรกิจนับจากนี้เน้นกิจกรรมการตลาดมากขึ้นเพื่อขยายฐานลูกค้าครอบ คลุมกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งภายหลังเปิดตัวแคมเปญ "ปุ๋ยขยัน ทำงานทุกเม็ด" ในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้รับผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจและสามารถขยายร้านค้าจำหน่ายปุ๋ยตรามงกุฎเพิ่ม เป็น 1,250 ราย จากเดิมมีเพียง 500 ราย ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาสแรกมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 50%

ล่าสุด บริษัทใช้งบ 5 ล้านบาท เปิดแคมเปญตรามงกุฎ สุดยอดปุ๋ย สุดยอดโชค เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงหน้าขายซึ่งตรงกับหน้าฝนนี้ ระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-15 ต.ค. เมื่อซื้อปุ๋ยตรามงกุฎสูตรใดก็ได้ 1 กระสอบ ลุ้นรถกระบะอีซุซุ รถไถเดินตามคูโบต้า รถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟ และรางวัลอื่นๆ คาดจบแคมเปญมียอดขายเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ส่งผลให้สิ้นปีมียอดขาย 3,800 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 500% และมีส่วนแบ่ง 8% จากตลาดรวมปุ๋ย 40,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน ผู้นำในตลาดปุ๋ย คือ บริษัท เจียไต๋ ผู้ผลิตปุ๋ยตรากระต่ายในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มีส่วนแบ่ง 25% และอันดับ 2 บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยตราหัววัวคันไถ

ส่วนผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกมีรายได้ 1,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 1,600-1,700 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาภัยแล้งส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายและยอดขายปุ๋ยลดลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศ สังเกตได้จากการสั่งซื้อปุ๋ยของ ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียสั่งซื้อปุ๋ยลดลงเหลือ 1 ล้านตันต่อปี จากปกติ 2 ล้านตันต่อปี

"ตลาดปุ๋ยปีนี้น่าจะเติบโตติดลบ 2.7% จากตลาดรวมปุ๋ย 40,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เพราะผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งซึ่งส่งผลให้กำลังผลิตปุ๋ยของบริษัทลดลงเล็ก น้อยจากเดิม 1.5 แสนตันต่อปี เหลือ 1.3 แสนตันต่อปี อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจปุ๋ยในอนาคตในปี 2554 บริษัทยังเดินหน้าสร้างโรงงานแห่งใหม่ใกล้เคียงโรงงานแห่งเดิมย่านนคร หลวง จ.พระนครศรีอยุธยา งบลงทุน 500 ล้านบาท" นายวุฒิพงษ์กล่าว

ด้านราคาปุ๋ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปีหรืออยู่ที่ 290 เหรียญ สหรัฐต่อตัน จากช่วงเดือน พ.ค.อยู่ที่ 280 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งลดลงจากช่วงต้นปีอยู่ที่ 340 เหรียญสหรัฐต่อตัน ถือเป็นการปรับขึ้นตามกลไกและความต้องการของตลาด

ชงครม.วันนี้สั่งกรมปศุสัตว์จัดสรรแม่พันธุ์ไก่ไข่แก้ปัญหาไข่แพง

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ (13 ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะนำปัญหาการขาดแคลนพันธุ์แม่ไก่ไข่ของเกษตรกรเข้าหารือ หลังจากได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ 113 ฟาร์มในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ขณะนี้กำลังประสบปัญหามาก แม้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) จะให้จัดสรรโควตากลาง 50,000 ตัวให้เกษตรกรไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการจัดสรรเลย

"ยอมรับว่า Egg Board แทบไม่มีอำนาจใดๆเลย จึงต้องให้ ครม.มีมติให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้ดำเนินการแทน เพราะมีหน้าที่ดูแลเรื่องกิจการปศุสัตว์โดยตรงอยู่แล้ว"นายกอร์ปศักดิ์กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายนรสีห์ ตระกูลช่าง ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระทั้ง 113 ฟาร์ม ปิดเผยภายหลังเข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากนายสัก กอแสงเรืองนายกสภาทนายความเมื่อ 12 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ต้องการให้สภาฯเข้ามาดูเรื่องข้อกฎหมายว่ามติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ดเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและขัดต่อกฎหมายการแข่งขันทาง การค้าหรือไม่ เนื่องจากมีการจำกัดโควตาแม่ไก่พันธุ์นำเข้าเฉพาะ 9 บริษัทรายใหญ่เสมือนเป็นการผูกขาดตลาด ซึ่งทำให้ฟาร์มอื่นได้รับความเสียหาย

นายนรสีห์ ยังได้กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยต้องการให้รัฐบาลจัดสรรโควต้าพันธุ์แม่ไก่ไข่เพิ่มเติม นอกเหนือจากโควต้าปัจจุบันจำนวนกว่า 4 แสนตัวที่ผูกขาดอยู่กับเอกชนรายใหญ่เพียง 9 รายเท่านั้น เพราะขณะนี้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันได้ และเข้มแข็งพอที่จะนำเข้าเอง โดยไม่ต้องผ่านบริษัทเอกชนรายใหญ่ เชื่อว่าจะส่งผลทำให้ราคาไข่ไก่ปรับลดลงได้ฟองละ 30 สตางค์

ผู้เลี้ยงไก่ไข่ร้องนายกฯ ขอโควตาเพิ่ม

กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ ไข่ร้องนายกฯ ขอโควตาพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ปีละ 50,000 ตัว

วันนี้ (12 ก.ค.) ที่ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้พาตัวแทนกลุ่มเกษตรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ ในภาคเหนือ และตะวันออก 113 ฟาร์ม ที่นำโดย นายนรสีห์ ตระกูลช่าง เข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพ ซึ่งใช้เวลาเข้าพบนานเกือบ 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ นายนรสีห์ กล่าวว่า การมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมครั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายไก่ไข่ และผลิตภัณฑ์ (เอ๊ก บอร์ด) มีมติกำหนดปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่นำเข้า และผลิตในประเทศทั้งหมด ประจำปี 2553 ไว้ที่จำนวน 405,721 ตัว และให้โควตาการผลิตเฉพาะบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ 9 ราย แต่กลับไม่อนุญาตให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระได้รับการจัดสรรจำนวน พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้มีการผูกขาด เป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อเกษตรกร และผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดสภาวการณ์การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

นายนรสีห์ กล่าวอีกว่า ทางกลุ่มฯ ขอเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทางภาคเหนือ และตะวันออก รวมถึงให้มีการมอบพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่แก่เกษตรกร จำนวน 50,000 ตัวต่อปี โดยจะเป็นการเพิ่มโควตา หรือการเกลี่ยโควตาก็ได้ ทั้งนี้ นายกฯ รับข้อเสนอดังกล่าว และระบุว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ แต่ถ้าในที่สุดทางกลุ่มฯ ไม่ได้รับผลตามที่เรียกร้องไป ก็เหลือเพียงการพึ่งกระบวนการของศาลปกครองในการฟ้องร้องต่อกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ซึ่งทางกลุ่มฯ ได้ร้องขอความเป็นธรรมจากกระทรวงพาณิชย์ และสภาทนายความด้วย ส่วนที่มีการอ้างว่า ถ้าปล่อยให้มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่โดยเสรี จะทำให้ไข่ไก่ล้นตลาดนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเชื่อว่าการที่จะทำให้ไข่ล้นตลาดนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากกว่าจะผลิตลูกไก่ได้ต้องใช้เวลานาน

สมาคมผู้ส่งออกไข่ไก่ หวั่นผลกระทบจากเปิดเสรีนำเข้า

นายมงคล พิพัฒนสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและผู้ส่งออกไข่ไก่ เปิดเผย “ ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้มีมติในวันที่ 13 ก.ค. 53 ให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่โดยเสรี เพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่มีราคาแพงนั้น สร้างความกังวลให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อย่างหนัก เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดเหมือนในอดีต จึงได้เชิญตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในภาคตะวันออกร่วมประชุมด่วนใน วันนี้ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า หากเปิดเสรีโดยอนุมัติให้นำเข้าแม่ไก่ไข่จำนวน 5 หมื่นตัวตามข้อเรียกร้องของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ คาดว่าจะทำให้มีลูกไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 5 ล้านตัวและมีไข่ไก่เพิ่มขึ้น 4 ล้านฟอง/วัน หากไม่มีมาตรการทางการตลาดรองรับที่ชัดเจน มั่นใจได้ว่าจะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำในอนาคตอย่างแน่นอน จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาผลกระทบจากกรณีปัญหาดังกล่าวด้วย

นายอาทร ช่วยณรงค์ ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับมาตรการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกรายมีสิทธิ์ได้รับพันธุ์สัตว์เข้าเลี้ยงในเล้าไก่ได้ อย่างอิสระ หากสามารถรวมตัวกัน 10-20 ฟาร์มในรูปสหกรณ์ ก็สามารถขอใช้สิทธิ์นำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ได้แล้ว และนำโควตาที่ได้ไปว่าจ้างเอกชนผู้ผลิตพันธุ์สัตว์ไก่เนื้อหรือไก่ไข่ผลิต ให้วิธีนี้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีพันธุ์สัตว์ต้นทุนต่ำใช้ได้ในอนาคต

แก้ปัญหา"ไข่อภิสิทธิ์"แพง เปิดเสรีนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ สลายการผูกขาด 9 บริษัทใหญ่ จับตาไข่ล้นตลาด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หยิบยกประเด็นเรื่องการขาดแคลนปัญหาพันธุ์แม่ไก่ไข่ขึ้นมาหารือในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม และเห็นว่าให้เปิดเสรีการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ส่วนการดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็ควรยุบทิ้ง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ครม.รับทราบมาตรการที่ได้ดำเนินการแล้ว ทั้งเรื่องของอายุไก่ การส่งออกไข่และการจัดสรรลูกไก่ นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานว่าจะใช้กฎหมาย 2 ฉบับ

เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการแข่งขันทางการค้า ราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งได้เชิญกรมปศุสัตว์ มารับฟังปัญหาและทำความเข้าใจปัญหา

" ครม.เห็นว่าความพยายามของเอ้กบอร์ด ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพเรื่องธุรกิจนั้นมีความผิดพลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อมีการตกลงกันเรื่องไก่ 4 แสนกว่าตัวนั้น พอเอาเข้าจริงๆ มีการไปลดเพิ่มเติมอีก และปรากฏว่า ผู้ที่พยายามนำเข้าไก่นั้นไม่สามารถนำเข้ามาได้ ทำให้เกิดความผันผวนเรื่องราคาและไม่สัมพันธ์กับต้นทุนที่แท้จริง จึงได้เชิญกรมปศุสัตว์มาชี้แจงซึ่งชัดเจนว่า มติของเอ้กบอร์ดเป็นเพียงการขอความร่วมมือ แต่ต้องไม่ไปตัดสิทธิคนที่จะไปนำเข้า ครม.จึงถือว่าขณะนี้ใครจะขออนุญาตที่จะนำเข้าไก่นั้นต้องทำได้อย่างเสรี " นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า จะไม่มีการควบคุมปริมาณแม่พันธุ์ไก่แล้ว นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า โดยกฎหมายไม่มีการควบคุมการนำเข้าไม่ได้ และหากเอ้กบอร์ดต้องการสร้างเสถียรภาพก็ต้องสามารถสร้างความเป็นเอกภาพกับ เกษตรกรทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดเสถียรภาพเท่านั้น และต้องระวังเรื่องผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งหลังจาก ครม.มีมติในสัปดาห์ก่อน เมื่อครบ 60 วันแล้วก็จะมีการสรุปอีกครั้งว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างไร

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้กรมปศุสัตว์มีการใช้กฎหมายกักกันการนำเข้าจนไม่สามารถนำเข้าได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้สอบถามทางกรมปศุสัตว์แล้ว พบว่าในทางปฏิบัติไม่มีใครขออนุญาตนำเข้าไก่ ผู้ที่จะมาขออนุญาตนั้นคิดว่าหากมาขออนุญาตก็คงจะไม่ได้ ครม.จึงมีความชัดเจนไปแล้วว่า ทุกคนมีสิทธิขอและกรมปศุสัตว์ก็ต้องอนุญาต ยกเว้นในช่วงที่มีโรคระบาด

"ส่วนระยะยาว ครม.ได้คุยกันว่าจะมีกลไกในการปรับแก้ไขปัญหาไข่ล้นตลาดในอนาคตได้ อาทิ การยืดอายุไก่ จาก 68 เป็น 72 สัปดาห์ ก็จะขอความร่วมมือจาก 72 สัปดาห์ให้ลงมาเหลือ 68 สัปดาห์หรือลดลงมาอีกก็ได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า เกษตรกรจะขอโควต้านำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ 5 หมื่นตัว สามารถทำได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องโควต้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้กับกรมปศุสัตว์และ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าเมื่อมีการพูดถึงโควต้าก็มีการอนุมัติ แต่ก็ไม่สามารถจัดสรรได้ทันกับความต้องการ แต่เมื่อมีความชัดเจนว่าไม่มีสิทธิห้ามการนำเข้าได้ สถานการณ์ก็จะค่อยๆ คลี่คลาย เมื่อถามว่าปี 2553 มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เพียง 405,721 ตัว จาก 9 บริษัท จะสร้างปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในปี 2553 ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะ 6 เดือนที่ผ่านมา ก็นำเข้ามาแล้วกว่า 200,000 ตัว แต่ที่ชัดเจนคือปี 2551 และปี 2552 ที่มีการนำเข้าน้อยกว่า เพียง 10%

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ในระหว่างการประชุม ครม.ครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกประเด็น เรื่องการขาดแคลนปัญหาพันธุ์แม่ไก่ไข่ขึ้นมาหารือ โดยระบุว่าการดูแลเรื่องนี้ควรต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ซึ่งนายกฯระบุว่าจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าในข้อเท็จจริงแล้วมติเอ้กบอร์ดใน เรื่องการกำหนดโควต้าการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ เป็นเพียงการขอความร่วมมือ ไม่ได้บังคับ เพราะฉะนั้นจึงควรแจ้งให้สาธารณชนได้รับทราบว่าการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ สามารถทำได้เสรี เพียงแต่มีขั้นตอนที่จำเป็นต้องขออนุญาตจากกรมปศุสัตว์ก่อนเท่านั้น ขณะที่การดำเนินงานของเอ้กบอร์ดควรต้องมีการศึกษาเรื่องโครงสร้างอำนาจ หน้าที่ให้ชัดเจน

หากการดำเนินงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะ นี้ได้ ก็ควรพิจารณาทบทวนการดำเนินงานของเอ้กบอร์ดอีกครั้ง

" บัญชานายกฯที่ออกมาครั้งนี้ พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า ในเรื่องการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่สามารถเปิดเสรีได้ ส่วนการดำเนินงานของเอ้กบอร์ด หากทำงานแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ควรยุบทิ้งไปซะ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประชุม ครม.เห็นด้วย และนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานเอ้กบอร์ด ที่นั่งร่วมประชุมอยู่ด้วยก็ไม่ได้มีความเห็นคัดค้านอะไร" นายวัชระกล่าว

นายวัชระกล่าวว่า เหตุผลที่นายกฯต้องหยิบยกปัญหาเรื่องการขาดแคลนพันธุ์แม่ไก่ไข่ขึ้นมาหารือ เพราะขณะนี้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไข่อภิสิทธิ์แพงมาก และมีการตั้งประเด็นว่า ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นจากการที่โควต้าการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่จำกัดวงอยู่ เพียงแค่บริษัทเอกชน 9 ราย กับอีก 1 สหกรณ์ ขณะที่มีเกษตรกรบางส่วนออกมาเรียกร้องให้มีการเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ ไข่ โดยปัจจุบันบริษัทเอกชนที่ได้รับการจัดสรรโควต้ามีจำนวนน้อยลงทุกปี นอกจากนี้ ราคาไข่ไก่และลูกไก่ไข่ที่ผ่านมาก็มีความผันผวนมาก อาจเกิดจากองค์ประกอบบางอย่างที่ส่งผลทำให้เป็นแบบนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นโยบายการเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ครั้งนี้จะใช้ถาวรหรือไม่ นายวัชระกล่าวว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อให้มีผลต่อจิตวิทยา ทำให้ราคาไข่ไก่ปรับลดลง และไม่น่าจะเกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด เพราะการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ใหม่ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7-8 เดือน ในการเพาะเลี้ยง ก่อนที่จะเติบโตและให้ผลผลิต

" ขณะนี้ยอดการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ของเอกชนมีอัตราลดน้อยลงถึง 10% จากปริมาณทั้งหมด 400,000 กว่าตัวต่อปี ซึ่งนายกฯระบุว่า หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ ปัญหาก็จะหนักขึ้นทุก

ปี"นายวัชระกล่าว

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.ครั้งนี้ได้เชิญตัวแทนจากกรมปศุสัตว์มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการ ขาดแคลนพันธุ์แม่ไก่ไข่ นายกฯได้สอบถามว่าหากจะให้มีการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่เพิ่มขึ้นจะทำได้หรือ ไม่ ตัวแทนจากกรมปศุสัตว์ตอบว่า คงต้องให้เอ้กบอร์ดเป็นผู้พิจารณาเพราะมีอำนาจดูแลเรื่องนี้ แต่นายกฯกล่าวว่า มติ ครม.ใหญ่กว่าเอ้กบอร์ดอยู่แล้ว ครม.จะสั่งให้ดำเนินการเรื่องนี้วันนี้เลยก็ย่อมได้ แต่หากมีมติไปแล้วกรมปศุสัตว์ต้องเข้าไปดูแลงานให้เป็นไปตามมีมติด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้นำเข้าแล้วไปกักไว้ที่ด่านตรวจสุวรรณภูมิ จนกระทั่งไข่ฟักเป็นตัวและตายไป ก่อนจะได้นำเข้ามา

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในระหว่างการพิจารณาไข่ไก่ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่แพงให้ที่ประชุมรับทราบ ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การสั่งตรึงราคาไข่หน้าฟาร์มให้อยู่ที่ใบละ 2.80 บาท และมีการจัดโครงการธงฟ้าเพื่อแทรกแซงราคาไข่ไก่บางพื้นที่ด้วย รวมถึงเตรียมนำกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดราคาแนะนำลูกไก่ และแม่พันธุ์ไก่ไข่ทั่วประเทศมาบังคับใช้ แต่นายกฯตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงพาณิชย์ควรจะพิจารณาว่าสามารถบังคับได้จริง หรือไม่ เพราะถ้าทำไปแล้ว อาจจะมีปัญหาถูกฟ้องร้องเรื่องการกีดกันทางการค้าในอนาคต

นายมงคล พิพัฒนสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและผู้ส่งออกไข่ไก่ เปิดเผย ว่า กรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้มีมติในวันที่ 13 ก.ค. 53 ให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่โดยเสรี เพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่มีราคาแพงนั้น สร้างความกังวลให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อย่างหนัก เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดเหมือนในอดีต จึงได้เชิญตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในภาคตะวันออกร่วมประชุมด่วนใน วันนี้ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า หากเปิดเสรีโดยอนุมัติให้นำเข้าแม่ไก่ไข่จำนวน 5 หมื่นตัวตามข้อเรียกร้องของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ คาดว่าจะทำให้มีลูกไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 5 ล้านตัวและมีไข่ไก่เพิ่มขึ้น 4 ล้านฟอง/วัน หากไม่มีมาตรการทางการตลาดรองรับที่ชัดเจน มั่นใจได้ว่าจะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำในอนาคตอย่างแน่นอน จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาผลกระทบจากกรณีปัญหาดังกล่าวด้วย

สิทธิบัตรรัฐในมือซีพี

เกษตรสร้างสรรค์ .. พอใจ สะพรั่งเนตร

เขียนเรื่องบ้องกัญชารมว.วิทย์ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าด้วยเรื่องเครื่องสกัดน้ำมันปาล์มแบบไม่ใช้ไอน้ำของสำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)ที่ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รมว.วิทยาศาสตร์จะนำไปเป็นเครื่องต้นแบบเมืองไบโอดีเซลที่จ.ชุมพรว่า ออกจะไม่ค่อยงาม เบื้องหลังของเครื่องจักรนี้ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรที่มีสัมพันธ์กับตัวรมว.วีรชัยอย่างแยกไม่ออก ทั้งอดีตกระทั่งปัจจุบัน

ระบุกันให้ชัดๆเลย หน่วยงานของสวทช. ที่รับผิดชอบวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรคือศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่ง ชาติ(MTEC) และบริษัทเอกชนคือเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

เอ็มเทค ทั้งชื่อชั้นและสังกัดแล้ว ต้องเดาว่า ต้องเป็นพระเอกในงานนี้ เอาเข้าจริงไม่ใช่ เผลออาจเป็นผู้ร้ายในสายตาสังคมไทยก็ได้

หมดทาง หมดปัญญาหรือไรไม่ทราบได้ พัฒนาเครื่องจักรที่ว่าดีเลิศประเสริฐศรี แล้วทำไมจดสิทธิบัตรแล้วในไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ผลประโยชน์ของรัฐกลับกระจิบจ้อย

ไม่รู้ว่าร่วมวิจัยพัฒนาท่าไหน ส่วนแบ่งผลประโยชน์สิทธิบัตรเครื่องจักรระหว่าง เอ็มเทคกับซีพี มีสัดส่วน 20:80 น่าตกใจไหม ทุกเครื่องที่ขายได้ นั่นหมายความว่า ซีพีรับไปเนื้อๆ 80 % เอ็มเทค รับเศษเนื้อ 20%ไปรับประทานแค่นั้น

วิจัยไปเพื่ออะไรครับ เอ็มเทคคือรัฐรับประโยชน์แต่น้อย ทำไปขายใครล่ะถ้าไม่ใช่เกษตรกร ตกลงนายทุนอย่างซีพีรับเละอยู่ฝ่ายเดียวจริงไหม?

สัญญาทาสนี้จะให้รมว.วีระชัยไปรื้อคงยาก ต้องขอแรงฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยช่วยตรวจสอบจะเหมาะกว่า

ในฐานะคนเฝ้ามอง ไม่เห็นว่าเอ็มเทคจะได้ประโยชน์อะไร เว้นแต่รับหน้าที่เป็นทนายหน้าหอ เป็นตรายางรับประกันให้กับซีพี คุ้มไหมครับ

มันก็แปลกดีสำหรับซีพี หลังจากหวิดม้วยมรณาจากโครงการกล้ายางมาแล้ว เดิมทีทำท่าจะรุกใหญ่ในวงการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ด้านหนึ่ง ทำท่าแข็งขันวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ปาล์ม สุดท้ายไปเทคโอเวอร์กิจการพันธุ์ปาล์มปักษ์ใต้ แล้วเอามาตั้งชื่อแซ่ดิบดี มีชื่อซีพีนำหน้า วันนี้กลับลบชื่อซีพีหายไปแล้วครับ เช่นเดียวกับเครื่องจักรสกัดน้ำมันปาล์มนี้แหละครับ เดิมทีคนซีพีออกโรงแถลงข่าวซะดิบดีจะยังงั้นยังงี้ วันนี้ไม่มีชื่อของซีพีแล้วเช่นกัน มันแปลกดีไหมล่ะ

เพราะฉะนั้น เอ็มเทคไม่เป็นตรายางให้ซีพี แล้วจะเป็นอะไรได้มากและดีไปกว่านี้ละครับ

ผมจะร้องเรียนหรือเขียนถึงกระทรวงวิทย์ก็ป่วยการ รมว.วีระชัยเป็นใคร? ผูกสัมพันธ์ตั้งแต่อดีจยันปัจจุบันกับซีพี ทั้งส่วนตัวส่วนงานกันอย่างไร? ใครๆก็พอรู้กัน

จะไปเรียกร้องข้าราชการ ทั้งสวทช.ที่เป็นร่มธงใหญ่ หรือเอ็มเทคให้กล้ารับผิดชอบ กล้าวิจารณ์ตัวเอง คงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นความกล้าหาญ และวิญญาณอิสระของนักวิชาการยุคนี้

ผมต้องเรียกร้องเอาที่บัญญัติ 9 ข้อของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โปรดทำเรื่องไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ผู้คนติฉินนินทาได้ว่า ท่านปล่อยปละละเลย เอาหูไปนา เอาตาไปไร่

ท่านยังไม่เชื่อก็โปรดฟัง และลองพิจารณา ถ้าข้ามเรื่องเล็กๆอย่างนี้ อีกทีเรื่องจะขยายใหญ่จนเอาฝ่ามือปิดไม่ได้ มันก็จะเหนื่อยหนักกว่าเขาแพงอีกนะครับ