จับตาบรรษัท

มหากาพย์สงครามไข่ไก่ เปิดเสรีพันธุ์สัตว์ใครเจ๊ง?

มีคำขู่ตามมามากมายหลังจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผลักดันจน ครม.มีมติให้เปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์ (พ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่) จากเดิมที่ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ และผลิตตภัณฑ์ หรือ Egg Board ตั้งโต๊ะใช้อำนาจเถื่อนจัดฮั้วผูกขาดให้กับทุน 9 ราย จนมีอิทธิพลเหนือระบบตลาดไข่ไก่ กดขี่เกษตรกรอิสระให้ตกอยู่ในสภาพเป็นลูกไก่ในกำมือทุนใหญ่มานานกว่า 2 ปี

โดยพยายามปั่นกระแสว่า “เสรี” เท่ากับ “เจ๊ง”

สร้างภาพลวงตาให้สังคมเกิดความกังวลว่า การเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์เป็นนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราคาไข่ไก่ล้นตลาดจนส่งผลให้ราคาตกต่ำในที่ สุด

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างที่กลุ่มผู้เสียประโยชน์ออกมาตีฆ้อง ร้องป่าวหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าจะนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน

เริ่มจากการเจาะดูรายละเอียดของทุน 9 ราย ที่ได้รับการผูกขาดการนำเข้าพันธุ์สัตว์มาตั้งแต่ปี 2551 ว่าทุนเหล่านี้มีพัฒนาการในการประกอบธุรกิจที่ทำร้ายเกษตรกรอิสระไร้สังกัด อย่างไร

เหตุผลที่ Egg Board อนุมัติให้ 9 รายนี้ ได้รับการจัดสรรโควต้า คือ เป็นรายเดิมที่มีการนำเข้าพันธุ์สัตว์มาก่อน และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ Egg Board ใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันรายใหม่ นอกเหนือจากเหตุผลเรื่องการลดกำลังผลิตจากการควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์

หากบริษัทที่ได้รับโควต้ามีการกระจายพันธุ์สัตว์อย่างเป็นธรรม ไม่คิดเอาเปรียบเกษตรกรอิสระปัญหาคงไม่หนักหน่วงเช่นที่เกิดขึ้นในเวลานี้ แต่เป็นเพราะการไปควบคุมปริมาณทำให้จำนวนลูกไก่ไข่น้อยกว่าความต้องการของ ตลาด ทำให้ราคาลูกไก่ไข่พุ่งสูงขึ้น กระทั่งทุนผูกขาดได้รับกำไรกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ และเล็งเห็นถึงการควบคุมทิศทางของระบบไข่ไก่ไว้ในมือจากการผูกขาดดังกล่าว ทำให้มีการขยายกำลังการผลิตไก่ไข่ของแต่ละบริษัทออกไปอย่างมโหฬาร

ตัวอย่างเช่น การขยายกำลังผลิตไก่ไข่ของบริษัทแหลมทองสหการ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับโควต้าการผลิตลูกไก่ไข่ โดยมีการสร้างฟาร์มขนาดใหญ่สามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้มากกว่า 1 ล้านตัว จาก เดิมมีการเลี้ยงไก่ไข่เองเพียง 200,000 - 300,000 ตัว ซึ่งหากพิจารณาจากสัดส่วนโควต้าที่บริษัทได้รับการจัดสรรจาก Egg Board คือ 57,809 ตัว จะผลิตลูกไก่ไข่ได้ประมาณ 5 ล้านตัวต่อปี การขยายปริมาณเลี้ยงดังกล่าวจะทำให้ในอนาคตลูกไก่ไข่ที่ผลิตได้จะถูกกระจาย ไปยังเกษตรกรรายย่อยลดลง เพื่อนำเข้าเลี้ยงในฟาร์มของตัวเอง โดยมีการวางแผนล่วงหน้าถึงขนาดสั่งเครื่องคัดไข่ที่มีศักยภาพคัดไข่ได้ถึง เกือบสองแสนฟองต่อชั่วโมงมารองรับไว้แล้วด้วย

ยังมีอีกหลายบริษัท ที่มีการขยายฟาร์มในลักษณะเดียวกัน เช่น บริษัทนาดี พันธุ์ดี

อาจจะสงสัยว่า บริษัทนี้เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร เพราะไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อของทุน 9 รายที่ได้รับการจัดสรรโควต้า

บริษัท นาดี พันธุ์ดี ใช้ชื่อ สหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรีบังหน้าในการขอนำเข้าพันธุ์สัตว์ โดยได้รับการจัดสรรโควต้าจำนวน 21,120 ตัว ซึ่งหากทำอย่างตรงไปตรงมา ผู้นำเข้าพันธุ์สัตว์จะต้องเป็นสหกรณ์ฯจึงจะถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติผู้นำเข้ากลับเป็น บริษัทนาดี พันธุ์ดี แถมรายได้จากการผลิตลูกไก่ไข่ซึ่งควรจะตกเป็นของสมาชิกสหกรณ์ก็ถูกผันไปอยู่ ในกระเป๋าผู้บริหารสหกรณ์ซึ่งถือหุ้นส่วนอยู่ใน บ.นาดี พันธุ์ดี แทน

ในเอกสารประชาสัมพันธ์ของ บ.นาดี พันธุ์ดี มีการระบุว่า เป็นผู้ได้รับโควต้านำเข้าพันธุ์สัตว์ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและ Egg Board ก็ไม่เคยทำการตรวจสอบว่าโควต้าจากสหกรณ์ถูกเล่นแร่แปรธาตุไปเป็นของ บ.นาดี พันธุ์ดีได้อย่างไร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ Egg Board และ กรมปศุสัตว์จะไม่รู้เรื่อง เนื่องจากนำเข้าพันธุ์สัตว์จะต้องมีหลักฐานปรากฏว่าบริษัทใดเป็นผู้นำเข้า ขณะที่ผลการดำเนินงานของสหกรณ์เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรีปี 2551-2552 ไม่มีการระบุถึงการนำเข้าพันธุ์สัตว์แต่อย่างใด แถมกำไรที่ได้ในปี 2551 ยังมีเพียงแค่ สองแสนกว่าบาท ส่วนปี 2552 ก็อยูที่ตัวเลข 1 ล้านกว่าบาทเท่านั้น

คำถาม คือ ถ้า บ.นาดี พันธุ์ดี รับหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตลูกไก่ไข่ให้กับสหกรณ์ฯที่อาจไม่มีศักยภาพ เพียงพอจึงนำโควต้าที่ได้ไปให้บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตแทน ก็ต้องมีหลักฐานการจ้างผลิต และผลผลิตที่กลับมาจะต้องเป็นของสหกรณ์ฯ จึงเป็นไปไม่ได้ที่สหกรณ์จะมีกำไรในแต่ละปีต่ำขนาดนั้น เพราะหากพิจารณาตัวเลขพันธุ์สัตว์ที่ได้รับการจัดสรรโควต้า จะสามารถผลิตลูกไก่ไข่ได้ไม่ต่ำกว่า 1,900,000 ตัว ลองเอาราคาลูกไก่ไข่ในปัจจุบันคือ 30 บาทคูณเข้าไปก็จะเห็นตัวเลขว่ารายได้จากการขายลูกไก่ไข่ว่ามหาศาลขนาดไหน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีปรากฏในรายงานของ สหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าพันธุ์สัตว์แม้แต่น้อย

ผลประโยชน์จากกำไรดังกล่าว จึงตกอยู่กับหุ้นส่วนนาดี พันธุ์ดี ทั้งสิ้น

มาดูกันหน่อยว่า บริษัทนี้มีใครถือหุ้นอยู่บ้าง และแต่ละคนมีบทบาทต่อระบบตลาดไข่ไก่ในปัจจุบันอย่างไร

จากรายชื่อข้างต้นจะเห็นได้ว่าไม่มีสหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรีร่วมเป็นหุ้น ส่วนด้วย มีแต่เอกชนที่จับมือกันตั้งบริษัทสวมรอยสหกรณ์ ที่สามารถทำได้ก็เป็นเพราะหนึ่งในหุ้นส่วนนี้ คือ บุญยงค์ ศรีไตรราศรี ประธานสหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรี

คงถึงบางอ้อแล้วว่า สหกรณ์ฯถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ให้กับผู้บริหาร หาใช่การสร้างกำไรเพื่อสมาชิกสหกรณ์ตามที่ควรจะเป็น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปัญหาที่สลับซับซ้อนมากกว่าแค่การดึงผลประโยชน์สหกรณ์ไปเป็นของตนและ พวกพ้อง นั่นก็คือหุ้นส่วนทั้งหมดของ นาดี พันธุ์ดี ล้วนแต่ทำฟาร์มไก่ไข่ทั้งสิ้น โดยในแต่ละปีต้องใช้ลูกไก่ไข่ป้อนในฟาร์มของนาดี พันธุ์ดี ถึง 3,182,920 ตัว มากกว่าโควต้าที่ผลิตได้เกือบหนึ่งเท่าตัว

อย่างนี้จะเอาลูกไก่ไข่ที่ไหนไปให้กับสมาชิกสหกรณ์หรือเกษตรกรราย ย่อยคนอื่น เพราะลำพังที่ผลิตได้ก็ไม่เพียงพอจนต้องซื้อจากบ.เบทราโกเพิ่มเติมอยู่ทุกปี

ที่สำคัญคือผิดเงื่อนไขที่กำหนดว่า สหกรณ์ที่ได้รับโควต้าจะต้องจำหน่ายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายกลาง รายเล็ก และรายย่อย แต่การกระจายพันธุ์สัตว์อย่างเป็นธรรมดังกล่าวกลับไม่เกิดขึ้น มีเพียงพรรคพวกกูเท่านั้นที่ได้รับการจัดสรรลูกไก่ไข่

ขณะที่ทุนใหญ่รายอื่นไม่เพียงมีทั้งฟาร์มของตัวเอง ยังมี Contract Farming และกำลังขยายฟาร์มของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขของสองบริษัทยักษ์ใหญ่คือ ซีพี กับเบทราโกร ได้เตรียมขยายฟาร์มที่สามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้อยู่ในระหว่างตัวเลข 3-5 ล้านตัว

คงจะได้คำตอบแล้วว่า ทำไมในช่วงสองปีที่ผ่านมาลูกไก่ไข่จึงขาดตลาดไม่ถึงมือเกษตรกรรายย่อย หรือแม้แต่รายใหญ่บางรายก็ยังมีไก่ไข่ไปยืนกรงไม่เต็มโรงเรือน ก็มาจากเหตุผลที่บริษัทเหล่านี้ชงเอง กินเอง กำหนดราคาเอง จนเกษตรกรไก่ไข่จำนวนไม่น้อยต้องเลิกกิจการไปเพราะไม่มีไก่ไข่จะเลี้ยง

หาก ครม. ไม่มีมติเปิดเสรีพันธุ์สัตว์ เกษตรกรอิสระก็จะถูกบีบให้ตายไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีไก่ไข่ไปเลี้ยงในฟาร์มของตัวเอง ขณะที่ บริษัทที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์ก็จะกลายเป็นผู้ครอบครองตลาดอย่างถาวร เนื่องจากไม่เหลือฟาร์มใดมีชีวิตรอดมาเป็นคู่แข่งได้อีก เป็นการทำลายอาชีพเกษตรกรอย่างเลือดเย็นที่สุด ส่วนประชาชนผู้บริโภคก็จะต้องกินไข่ราคาแพงตลอดไป จากการควบคุมปริมาณที่ต่ำกว่าความต้องการอยู่ตลอดเวลา

การเปิดเสรีตามมติ ครม. จึงเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรอิสระที่ไร้ทางสู้มานาน ทำให้กลไกตลาดไม่ถูกบิดเบือนจนเกิดภาวะผันผวนอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งกระทบกับผู้บริโภคไข่ไก่โดยตรง มติครม.ดังกล่าว ไม่ใช่นโยบายผิดพลาดของ อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะทำให้เกษตรกรไก่ไข่ล่มสลายเหมือนที่ มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทย หนึ่งในหุ้นส่วนนาดี พันธุ์ดี ออกมาขู่ ตรงกันข้าม เกษตรกรที่แปรสภาพเป็นนายทุนกับทุนใหญ่ที่คิดกินยาวที่รวมหัวกันกดขี่ เกษตรกรอิสระต่างหากที่กำลังได้รับบทเรียนว่า

ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน นั้นเป็นสุภาษิตที่ใช้ได้จริงในทุกยุคทุกสมัย

จวกรัฐไฟเขียวนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เกาไม่ถูกที่คัน

เดินหน้าถล่ม “มาร์ค” ทั้งที่ปรึกษารมว.เกษตรและสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ หลังรัฐไฟเขียวเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เชื่อจะทำให้เกษตรกรรรายย่อยตายเรียบ ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่รวยขึ้น สงสัยนายกเกาไม่ตรงจุดที่คัน มั่นใจแก้ปัญหาไข่แพงไม่ได้ แนะ ก.พาณิชย์ต้องกำหนดราคาเองถึงจะแก้ปัญหาได้ ขณะที่รมว.เกษตรผวาปีหน้าไก่กับไข่ไก่ล้นตลาดแน่ ยอมรับบอร์ดไข่ทำงานผิดพลาดแต่ไม่ทั้งหมด

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว. เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เพื่อรับทราบมติ ครม. ที่อนุมัติให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพันธุ์แม่ไก่ว่า ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ เร่งรัดดำเนินการตามมติ ครม. ที่ให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ อย่างเสรี เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่มีเรื่องโควตา 450,000 ตัวอีกแล้ว ใครต้องการนำเข้าเท่าไหร่ให้ไปแจ้งต่อกรมปศุสัตว์ตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 แต่ในเมื่อบอร์ด มีหน้าที่สร้างเอกภาพในผู้ประกอบการจะเรียก 9 บริษัทรายใหญ่ที่ได้โควตาไปมาหารือโดยเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้

นายธีระเปิดเผยต่อว่า หากทั้ง 9 บริษัท ไม่ยอมปรับลดจำนวนนำเข้า เพื่อที่จะมาเกลี่ยให้กับรายใหม่คงจะจบ ส่วนจะไปขอความร่วมมือกับรายใหม่ หรือห้ามไม่ให้นำเข้าคงไม่ได้ แต่ถ้าบริษัท 9 รายไม่ยอมเกลี่ย เป็นเรื่องที่รายใหม่จะไปขอนำเข้าจำนวนที่ต้องการ เพราะปล่อยเสรีแล้วคงห้ามไม่ได้ ซึ่งบอร์ดพยายามทำในเรื่องการขอความร่วมมือมากกว่า แต่คุยกันไม่รู้เรื่องเป็นเรื่องเสรี ที่ใครจะนำเข้าเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งผลจากนำเข้าเท่าไหร่ก็ได้ มันจะไปปรากฏปัญหาอีก 13-14 เดือนข้างหน้า ที่ไก่จะให้ผลผลิตจะเกิดปัญหาลูกไก่และไข่ล้นตลาด

รมว.เกษตรฯกล่าวอีกว่า ยอมรับว่าบอร์ดไข่มีความผิดพลาดในการทำงาน ตามที่นายกรัฐมนตรีท้วงติงจริง แต่ไม่ได้ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ การทำงานมีทั้งถูกทั้งผิดตามสถานการณ์ เรื่องเกิดจากความผิดพลาดของ บอร์ดคือในปี 52 ที่ให้มีการนำเข้า 400,000 กว่าตัว แต่ทั้งปีมีการนำเข้า 360,000 ตัว ทำให้มีปัญหาจำนวนลูกไก่ที่ออกสู่ตลาด การนำ เข้าในขณะนั้นมีการนำเข้าจากต่างประเทศ 220,000 ตัว ที่เหลือเป็นผลผลิตจากไก่ปู่ย่าพันธุ์ที่เอกชนมีอยู่ในมือ ขณะเดียวกันในช่วงต้นปี 53 มีปัญหาราคาไข่ตกต่ำ กระทรวง พาณิชย์ขอความร่วมมือในการลดแม่ไก่ยืนกรงเอกชนจึงมาลดการผลิตพ่อแม่พันธุ์ลง จนมากระทบทำให้เกิดการขาดแคลนลูกไก่ ยอมรับว่ามีจุดผิดพลาดในเรื่องนี้

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับการ คงอยู่ของบอร์ดไข่ จะมีต่อไปหรือไม่รอให้ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาก่อน บอร์ดได้กำหนดให้ในเรื่อง 1. ศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของบอร์ด ต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ทั้งประเทศ และต่อผู้บริโภคไข่ไก่ที่ผ่านมา 2.ศึกษาผลกระทบการทำงานของบอร์ดไข่ต่ออุตสาห กรรมการเลี้ยงไก่ไข่ทั้งประเทศ ระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ และต่อผู้บริโภคไก่ไข่ รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดจากผลกระทบดังกล่าวให้ข้อเสนอ แนะปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่การดำเนินงานของบอร์ดไข่ ซึ่งรวมถึงการศึกษาอุปสรรคปัญหาของการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และปัญหาระบบการจัดจำหน่าย การส่งออกไก่ไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้นทุนการผลิตไข่ไก่ โครงสร้างการตลาด ซึ่งถ้าผลออกมาอย่างไรกระทรวงเกษตรฯพร้อมปฏิบัติตามผลการศึกษานั้น

ด้านนายโอภาส ทองยงค์ ผู้อำนวย การสำนักถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตการเลี้ยงไก่ไข่ กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาความเดือดร้อนเรื่องลูกไก่ขาดแคลน ขณะนี้ได้มีเอกชนยื่นขอโควตามา 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงเชียงใหม่ 400,000 ตัว ซึ่งกรมได้ลงไปตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล และได้ทยอยส่งแล้ว ขณะที่กลุ่มชลบุรีได้ยื่นขอมา 1,900,000 ตัว แต่กรมได้ลงไปตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่พบเกษตรกรที่ขอเข้าร่วมโครงการตามจำนวนยอดที่ขอมา ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ นายนิกร จำนง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า การเปิดเสรีนำเข้า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ไม่ได้แก้ปัญหาราคาไข่แพงในท้องตลาด เป็นการแก้ที่ไม่ตรงจุดเพราะราคาไข่ยังแพงอยู่ในระบบตลาด กระทรวงพาณิชย์ ควรจะทำหน้าที่กำหนดราคา แนะนำในแต่ละวันออกมาให้ชัดว่าจะเป็นราคาเท่าไหร่ ที่สมเหตุผลจะทำให้ในระบบทั้งหมดต้องปรับตัวตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ทันที

สำหรับนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าสมาคมจะเรียกประชุมเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศในวันที่ 17-18 ก.ค.นี้ เพื่อ กำหนดมาตรการรับมือผลกระทบจากนโยบายเปิดเสรีนำเข้าไก่พันธุ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเกษตรกรรายย่อย จะล้มหายตายจากไปอีกมาก หากไม่มีการ จำกัดโควตาการนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ อยากถามนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่ ที่ผลประโยชน์จะไปตกกับบริษัทยักษ์ใหญ่มากขึ้น ทำให้รายใหญ่สามารถนำเข้าได้อย่างไม่จำกัด ฝากไปถามนายอภิสิทธิ์ด้วยว่า ทำไมคิดแก้ไขปัญหาได้ง่าย ๆ แบบนี้โดยไม่ได้มองผลกระทบให้ รอบด้านก่อน ว่าผลสุดท้ายใครได้ประโยชน์กันแน่ ต่อไปนี้ขอให้เกษตรกรรายย่อย เตรียมใจกับการขาดทุนและอาชีพนี้จะไม่มั่นคงกับเกษตรกรอีกต่อไป อีก 8 เดือนข้างหน้านายกรัฐมนตรีเตรียมแก้ไขปัญหาราคาไข่ตกต่ำไว้ได้เลย

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ชาดา ไทยเศรษฐ์ ประธานกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาไข่ไก่ราคาแพง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นนายชาดาให้สัมภาษณ์ว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอผลสรุปของคณะอนุกรรมการที่ศึกษาปัญหาไข่ไก่ต่อนายกรัฐมนตรี โดยเสนอให้ยกเลิกคณะกรรมการพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และหากยังมีคณะกรรมการฯเอ้กบอร์ดอยู่ต้องปรับโครงสร้างโดยให้ทุกฝ่ายเข้ามา ร่วมเป็นกรรมการ มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเอาเปรียบทางการค้า

นายชาดาเปิดเผยอีกว่า แต่ถ้ายกเลิกคณะกรรมการฯเอ้กบอร์ด จะทำให้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้อย่างเสรี ซึ่งจะไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีขึ้น และในอนาคตจะลดการ นำเข้าแม่พันธุ์จากต่างประเทศได้ รวมทั้งทำให้กลไกตลาดเดินไปได้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพราะเป็นข้อมูลมาจากเกษตรกรรายย่อย ซึ่งพร้อมเข้าสู่การแข่งขันเสรี นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังเห็นว่า คณะกรรมการ เอ้กบอร์ดไม่น่ามีอำนาจที่จะบังคับหรือจำกัดจำนวนการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพราะเป็นเพียงกรรมการร่วมเท่านั้น

ล้างไพ่จัดสรรโควตานำเข้าใหม่

ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการ บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด ได้เสนอแนวทางในการจัดสรรโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างเป็นธรรม โดยแบ่งโควตาเป็น 2 โควตา คือโควตาการเลี้ยงไก่ไข่ กับโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ดังต่อไปนี้

1) โควตาการเลี้ยงไก่ไข่ กำหนดให้โควตาการผลิตลูกไก่ไข่ให้เป็นของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เท่านั้น ไม่ใช่เป็นโควตาของผู้ผลิตลูกไก่ไข่รายใดรายหนึ่ง การได้มาซึ่งโควตา ให้เกษตรกรไปยื่นขอรับโควตา ณ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นท

ี่ ตามความสามารถที่เกษตรกรเลี้ยงได้จริง ภายใต้การตรวจสอบของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ โดยข้อมูลการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรผู้ขอรับโควตาต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ขณะที่ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) มีหน้าที่กำหนดนโยบายการผลิตลูกไก่ไข่ในภาพรวมของ ทั้งประเทศ โควตาลูกไก่ไข่ที่เกษตรกรแต่ละรายพึงได้รับในแต่ละปี คิดตามสัดส่วนระหว่างปริมาณลูกไก่ไข่ตามนโยบายของ Egg Board กับปริมาณโควตาการเลี้ยงไก่ไข่รวมทั้งประเทศ

2) โควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มีสิทธิที่จะนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพื่อผลิต ลูกไก่ไข่เองโดยชอบธรรม หรือจะเลือกผู้ผลิตลูกไก่ไข่ รายใดรายหนึ่ง หรือเกษตรกรรายอื่นที่มีความสามารถในการผลิตให้ผลิตลูกไก่ไข่ ให้แทน โดยมอบหมายให้ผลิตลูกไก่ไข่ตามโควตาที่ตัวเองมีสิทธิได้รับปีต่อปี การยื่น ขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ของผู้ผลิตลูกไก่ไข่แต่ละราย ต้องยื่นจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ที่จะขอนำเข้าพร้อมบัญชีรายชื่อเกษตรกรที่มอบ โควตาให้กับผู้ผลิตรายนั้น ๆ ตามสัดส่วนที่เกษตรกรแต่ละรายพึงจะได้รับภายใต้นโยบายของ Egg Board หาก ความต้องการบริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ "สูงกว่า" โควตารวมที่มีอยู่เดิม และมี ความจำเป็นต้องจัดสรรโควตาเพิ่มให้ Egg Board ประกาศจำนวนโควตาที่ ต้องการเพิ่มทั่วประเทศ โดยพิจารณา ให้กับเกษตรกรรายใหม่ที่เป็นรายย่อย ก่อน (ฟาร์มที่มีไก่ไข่ยืนกรงไม่เกิน 5,000 ตัว) เพื่อส่งเสริมการกระจาย พันธุ์สัตว์สู่ท้องถิ่น หากมีโควตาเหลือ อีกจึงจัดสรรให้กับเกษตรกรที่มีโควตาเดิมทีหลัง

ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ขอพึ่งศาลล้างจัดสรรโควตาไก่ไข่

หลังจากที่บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด โดย ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการ ได้ตัดสินใจฟ้องกรมปศุสัตว์-อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ต่อศาลปกครองกลาง ในข้อกล่าวหาที่ว่า จำเลย ทั้ง 3 มีการกระทำอันเป็นการกีดกันการกระจายพันธุ์สัตว์ (พ่อแม่พันธุ์ ไก่ไข่ หรือ P.S.) โดยอาศัยมติ Egg Board ห้ามไม่ให้บริษัท เอ เอฟ อี นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ จำนวน 58,100 ตัว ถือเป็น การขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 43 ซึ่งบุคคล ย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือ การแข่งขันอย่างเป็นธรรมนั้น

ล่าสุดในวงการค้าไข่ไก่ ดร.นรสีห์และบริษัท เอ เอฟ อี ได้ถูกโจมตีอย่างหนักถึงการดำเนินการข้างต้น โดยกล่าวหาว่า บริษัท เอ เอฟ อี สร้างสถานการณ์ทำให้ระบบการค้าไข่ไก่ปั่นป่วน ก่อให้เกิดการขาดแคลน และไข่มีราคาแพง "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ถึงการดำเนินการดังกล่าว

- ทำไมบริษัทต้องฟ้องศาลปกครอง

ก่อน อื่นต้องเข้าใจก่อนว่า บริษัท เอ เอฟ อี เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นจากการ รวมตัวของเกษตรกรตั้งแต่ปี 2526 เรามีผู้ถือหุ้นเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ถึง59 ฟาร์ม และยังเป็นตัวแทนของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระในภาคตะวันออกและภาค เหนือ จำนวน 113 ฟาร์มซึ่งเกษตรกรเหล่านี้เป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่ มานานกว่า 10 ปี มีจำนวนไก่ยืนกรง 4.5 ล้านตัว

ที่ผ่านมา เกิดการขาดแคลนลูกไก่ไข่อย่างหนัก เกษตรกรอิสระไม่สามารถหา ซื้อลูกไก่ไข่ เพราะลูกไก่ไข่ตกอยู่ในมือ ของบริษัทที่ได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพียง 9 บริษัท เกษตรกร ที่บริษัทเราดูแลอยู่ทั้ง 113 ฟาร์มหาลูกไก่ มาเลี้ยง ไม่ได้ ถึงหามาได้ก็ถูกบังคับเงื่อนไขให้ซื้ออาหารสัตว์จากบริษัทผู้ขายลูกไก่ไข่ ด้วย ซึ่งเขาทำไม่ได้ เพราะต้นทุนในการผลิตลูกไก่ไข่สูง เป็นการค้าระบบผูกขาด ไม่เสรี

ผมจึงยื่นเรื่องขอโควตานำเข้าพ่อแม่ พันธุ์ไก่ไข่ จำนวน 58,100 ตัว กับทาง Egg Board เมื่อ 11 เดือนที่แล้ว ตอนนั้น คุณยุคล (ลิ้มแหลมทอง) ยังเป็นอธิบดี กรมปศุสัตว์อยู่ เราขอนำเข้าเพื่อนำมาใช้ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้ง 113 ฟาร์ม และไม่ได้ขอเพิ่มโควตารวมด้วย ปรากฏว่า แทนที่จะมีการพิจารณาคำขอของบริษัทผมใน Egg Board กลับนัดให้ผมไปคุยกับผู้นำเข้าที่ได้รับการจัดสรรทั้ง 9 ราย แน่นอน ใครเขาจะยอมแบ่งโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ให้ผม โดยเขาอ้างว่า ให้ผมนำเข้าแล้วจะเป็นการสร้างปัญหา ทำให้ลูกไก่ล้นตลาด และบ่ายเบี่ยงประเด็น โดยระบุในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหาร Egg Board ว่า ไม่อนุมัติโควตาให้บริษัท เอ เอฟ อี ผู้ผลิตอาหารสัตว์นำเข้า ทั้ง ๆ ที่ความจริง เราดำเนินงานในฐานะตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 113 ฟาร์ม และไม่ได้ขอให้เพิ่มโควตารวมที่จัดสรรไว้ 405,721 ตัวด้วย

ผม ก็เรียนชี้แจงไปว่า การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ของบริษัทจะไม่ทำให้ ไข่ล้นตลาด เพราะจำนวนพันธุ์สัตว์ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ที่เราร้องขอนำเข้า ก็เพราะ 1) เกิดปัญหาขาดแคลนพันธุ์สัตว์ (ลูกไก่ไข่) ทำให้เกษตรกรไม่มีพันธุ์สัตว์ ไปเลี้ยง หมดอาชีพ ขาดแคลนรายได้เลี้ยงครอบครัว ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรที่เราดูแล แต่เกิดกับ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระทั้งประเทศที่ ไม่ยอมเข้าระบบ Contract Farming กับบริษัทผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ 2) ลูกไก่มีราคาแพงมาก (ประมาณ 30 บาท/ตัว) 3) การเกิดบังคับขายลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์อีก หากเกษตรกรรายใดไม่ซื้ออาหาร ก็จะไม่สามารถซื้อลูกไก่จากบริษัทนั้นได้ ซึ่ง การกระทำดังกล่าว ผมขอเรียนว่า เป็นการผลักภาระมาให้เกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูง โดยไข่ 1 ฟองจะมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40 ส.ต. ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้อาหารสัตว์ของบริษัทไหน

- การตัดสินใน Egg Board ทำกันอย่างไร

คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ประกอบด้วยกรรมการ 20 คน เป็นตัวแทนข้าราชการ 11 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน ตัวแทนสหกรณ์/สมาคมการค้าฯ เอกชนที่ผลิตพันธุ์ไก่ไข่ 9 รายได้คัดเลือกตัวแทนเข้ามาร่วมประชุม 1 คน คณะกรรมการ Egg Board มีเวลาการประชุมแค่ 2 ชั่วโมง จึงมีบทบาทแค่ตัดสินว่าจะอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ แต่การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ จะกระทำกันในรูปของ คณะกรรมการที่ปรึกษาก่อน เมื่อได้ข้อสรุป จึงส่งเรื่องเข้าพิจารณาต่อ ใน ระดับอนุกรรมการ Egg Board และกรรมการบริหาร Egg Board ตามลำดับ

ที่ ผ่านมา ไม่ใช่แต่บริษัท เอ เอฟ อี เท่านั้นที่ขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ แต่มีเอกชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่หลายรายยื่นขอนำเข้ากับคณะกรรมการ บริหาร Egg Board แต่เรื่องก็มักจะไปติดขัด ไม่ได้รับความเห็นชอบในชุดคณะกรรมการที่ปรึกษา เนื่องจากกรรมการชุดนี้ (คณะกรรมการที่ปรึกษา) มาจากกลุ่ม ผู้นำเข้าและผลิตพันธุ์ไก่ไข่ทั้ง 9 รายนั่งพิจารณากันอยู่ครบนั่นเอง

- ภาพรวมธุรกิจไก่ไข่

ขณะ นี้แบ่งกลุ่มเกษตรกรในธุรกิจไข่ไก่ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือเกษตรกรผู้เลี้ยงอิสระที่ไม่มีสังกัด กับเกษตรกรลูกเล้าในระบบ Contract Farming ของบริษัทเอกชน กลุ่มหลังนี้จะได้รับการสนับสนุน ในเรื่องพันธุ์สัตว์ (ลูกไก่) และอาหารสัตว์อย่างเต็มที่ แต่ข้อเสียก็คือเกษตรกรกลุ่มนี้จะไม่ศึกษา ไม่พัฒนาตัวเอง ฟาร์มที่มี ขนาดใหญ่ก็เป็นเถ้าแก่จ้างแรงงานมาดูแลเลี้ยงไก่ให้ออกไข่อย่างเดียว เกษตรกรกลุ่มนี้ การันตีได้ว่า จะมีลูกไก่ครบทุกเล้า มีตลาดรับซื้อในราคาประกันล่วงหน้า มีผลกำไรตามสัดส่วนที่เอกชนกำหนด แต่มีต้นทุนการผลิตสูง อยู่ที่ 2.45 บาท/ฟอง มีกำไรขั้นต้นเหลือ 30-45 ส.ต.

ขณะที่เกษตรกรอิสระที่ไม่มีสังกัด มีต้นทุนผลิตไข่ต่ำกว่าฟองละ 30-40 ส.ต.เช่นกัน เพราะเขามีทางเลือก สามารถผสมอาหารสัตว์เลี้ยงเองได้ หากราคาไข่หน้าฟาร์มอยู่ที่ 2.80 บาท/ฟอง เกษตรกรก็พอใจแล้ว เพราะเกษตรกร กลุ่มนี้มีต้นทุนผลิต 1.95 บาท/ฟอง แต่ปัญหา ก็คือพวกเขาไม่มีลูกไก่จะเลี้ยง เพราะบริษัทที่ได้รับการจัดสรรโควตาไม่ยอมปล่อยลูกไก่ให้ วิธีนี้เท่ากับฆ่าคนอื่น ให้ตายหมดให้เหลือแต่กิจการของ เอกชนรายใหญ่

- หากเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์ในอนาคต

ราคาไข่ไก่ในอนาคตจะปรับตัว ลดลงตามกลไกตลาด ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ประเทศเสรีมันจะต้องเป็นอย่างนั้น ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ ทุกคนมีสิทธิ์ประกอบอาชีพตามหลักเสรี ทุนคนพร้อมที่จะต่อสู้ หากสามารถรักษาต้นทุนการผลิตได้ต่ำกว่าแต่ระบบโควตาปัจจุบันบังคับไม่ให้มี การผลิตสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ ผู้นำเข้า ทั้ง 9 รายกำหนด จริง ๆ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขจัดสรรที่ 405,721 ตัวมันถูกต้อง หรือไม่ เพราะไม่มีการเช็กสต๊อก

ครม.ปลด ล็อกนำเข้าแม่ไก่เสรี "ธีระ"พลิ้วล้างไพ่จัดโควตาใหม่

ครม.มีมติให้เปิดเสรี การนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ "อภิสิทธิ์" พูดชัดระบบเดิมมีการผูกขาดการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ก่อให้เกิดปัญหาไข่ไก่มี ราคาแพง พร้อมคาดโทษ "Egg Board" หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาไข่แพงได้ เตรียมโละทิ้งทั้งบอร์ด ด้านผู้เลี้ยงรายอิสระเฮลั่น ช่วยปลดล็อกการกระจายพันธุ์สัตว์ ขณะที่ผู้เลี้ยงลูกเล้ายักษ์ใหญ่ปศุสัตว์ขู่ระวังไข่ไก่ล้นตลาด จับตาท่าที "ธีระ" พลิกแพลงมติ ครม.ขอจำกัดเพดานการนำเข้าแม่ไก่ไว้ที่ 405,721 ตัวเหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ "อนุมัติ" ให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) โดยเสรี ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาไข่ไก่มีราคาแพง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการผูกขาดการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เฉพาะบางบริษัท โดยต่อจากนี้ไปผู้ที่ต้องการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่สามารถขออนุญาตจากกรมปศุ สัตว์ได้ทุกราย

ทั้งนี้ ครม.เห็นว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาการบริหารงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ยังมีความผิดพลาด จากการลดจำนวนการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่และจำกัดสิทธิผู้ที่จะนำเข้า ส่งผลให้เกิดความผันผวนในเรื่องราคา โดย ครม.ให้ความเห็นไปว่า Egg Board จะต้องสร้างความมีเสถียรภาพและให้ความเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุก ฝ่าย ส่วนกรณีที่หลังจากเปิดเสรีแล้วจะมีปัญหาทำให้ไข่ไก่ล้นตลาดนั้น รัฐบาลยืนยันว่า ได้มีการวางกลไกแก้ปัญหาแล้ว

อย่างไรก็ตามในระหว่าง การประชุม ครม.เรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตกับที่ประชุม ครม.ว่า การนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไข่จากเดิมที่ทำการจัดสรรโควตารวมทั้งหมด 405,721 ตัว ให้กับบริษัทผู้นำเข้าเพียง 9 ราย พบว่ามีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่น้อยกว่าโควตาที่ได้รับจัดสรรลงทุกปีอย่าง เป็นระบบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ Egg Board กลับไปดูแลในส่วนนี้

"นายก รัฐมนตรียังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ราคาไข่และลูกไก่มีความผันผวนมากอย่างที่ไม่มีเหตุผลรองรับ โดยนายกฯย้ำว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย คืออำนาจของ Egg Board ไม่ใช่มติบังคับ แต่เป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งต้องชี้แจงให้สาธารณะรับทราบและตระหนักถึงมติดังกล่าว หมายความว่า การนำเข้าแม่ไก่หรือลูกไก่พันธุ์ต่าง ๆ สามารถนำเข้าได้ด้วยการขออนุญาตจากกรมปศุสัตว์อย่างเสรี ส่วนโครงสร้างการทำงานของ Egg Board หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาไข่ไก่ราคาแพงได้อย่างมีผลเป็นรูปธรรม อาจจะต้องทบทวนการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้"

ด้านนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงมติ ครม.ที่เปิดให้มีการนำเข้าเสรีแม่พันธุ์ไก่ไข่เพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่มีราคาแพง นั้น ทาง กระทรวงเกษตรฯเตรียมจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณา "ทบทวน" การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ใหม่ทั้งระบบ โดยกำหนดเพดานการนำเข้าไว้ไม่เกิน 405,721 ตัว ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่า เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับกำลังการบริโภคไข่ไก่ในประเทศและจะไม่ก่อให้เกิด ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดในอนาคต

นายธีระ กล่าวต่อไปว่าการเปิดเสรีนำเข้าไข่ไก่ในอนาคตจะเปิดกว้างให้กับเอกชนและสหกรณ์ ที่มีศักยภาพเข้ายื่นใช้สิทธิ นำเข้าได้กับกรมปศุสัตว์ โดยแต่ละรายจะต้องมีแผนการผลิตและการตลาดที่ชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณา ยื่นขออนุญาต ทั้งนี้โดยส่วนตัวอยากสนับสนุนให้สหกรณ์หรือสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพเข้า มายื่นขอสิทธิการนำเข้าดังกล่าว เพราะองค์กร/สถาบันเหล่านี้จะได้ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ไข่ในอนาคตอีกทางหนึ่ง

"ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงเรื่อง ปัญหาพันธุ์สัตว์ (ลูกไก่) ที่มีราคาแพงนั้น ทางกรมปศุสัตว์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมเรียกประชุมเอกชนผู้ค้าพันธุ์ไก่ไข่ทั้ง 9 ราย ในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ เพื่อขอให้ภาคเอกชนพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะปรับลดราคาลูกไก่ลงให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ปัจจุบัน" นายธีระกล่าว

แหล่งข่าวในวงการค้าไข่ไก่ได้ ตั้งข้อสังเกตกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงคำว่า "เปิดเสรี" ในความหมายของนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คืออะไรกันแน่ เนื่องจากคำว่าเสรีของ รมต.เกษตรฯดูเหมือนว่ายังมีการจำกัดเพดานการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ไว้ที่ จำนวน 405,721 ตัวเท่านั้น เพียงแต่เปิดให้มีการจัดสรรโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์กันใหม่ จากเดิมที่ผูกขาดอยู่เฉพาะกับบริษัทเพียง 9 ราย

"ถ้าคำว่าเสรีในความ หมายของ รมต.เกษตรฯผมมองว่า เท่ากับเป็นการล้างไพ่ใหม่ ไม่ใช่เสรีจริง เพราะสุดท้ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ไว้ว่าจะมาในนามสถาบันหรือสหกรณ์ยังต้อง ขออนุญาตนำเข้าจากกรมปศุสัตว์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเงื่อนไขเปลี่ยนไป อาจจะมีการผูกขาดมากกว่า 9 ราย มีรายที่ 10-11-12 เกิดขึ้น ส่วนแบ่งที่ทั้ง 9 รายเดิมได้รับการจัดสรรอาจจะลดน้อยลง ตรงนี้เป็นไปได้ทั้งนั้นเพราะผมเชื่อว่าทั้ง 9 รายไม่มีรายใดยอมคายโควตาที่ตัวเองเคยได้รับเพื่อผูกขาดไว้ง่าย ๆอย่างดีอาจจะแบ่งให้กับผู้นำเข้ารายใหม่ ความจริงดีที่สุดก็คือ ต้องล้ม Egg Board ลงเสียเลยเพราะมีแต่ตัวแทนของผู้นำเข้า ทั้ง 9 รายนั่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการ ที่ปรึกษาที่คอยชงเรื่องขึ้นมาทั้งสิ้น" แหล่งข่าวกล่าว

ด้าน ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการ บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด ผู้ฟ้อง Egg Board ต่อศาลปกครองกลาง กล่าวว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่นายกรัฐมนตรีลงมาให้ ความสำคัญกับปัญหาการผูกขาดและนำมาซึ่งการเปิดเสรีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ในช่วงต้นอาจจะมีปัญหาเรื่องไข่ไก่ล้นตลาดบ้าง แต่เชื่อว่าจะบริหารจัดการได้ดีกว่าปล่อยให้ระบบผูกขาดการขายลูกไก่พ่วง อาหารสัตว์ดำเนินอยู่ต่อไป ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยเลย

"ส่วน คำกล่าวของ รมต.ธีระที่ว่า จะจำกัดเพดานการนำเข้าไว้ที่ 405,721 ตัวนั้น หากเป็นอย่างนั้นจริงก็จะขัดกับมติ ครม. ขัดกับเจตนารมณ์ เท่ากับยังก่อให้เกิดการผูกขาดต่อไปอีก โดยเปลี่ยนวิธีการจัดสรรเสียใหม่ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ส่วนการฟ้อง ศาลปกครองนั้น ผมยังดำเนินการต่อไป ล่าสุดได้ยื่นหนังสือถึง รมว.พาณิชย์ ขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ทั้ง 9 ราย ว่าเข้าข่ายผูกขาดเป็นการดำเนินการค้าที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 หรือไม่ด้วย" ดร.นรสีห์กล่าว

นาย อาทร ช่วยณรงค์ ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับมาตรการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกรายมีสิทธิได้รับพันธุ์สัตว์เข้าเลี้ยงในเล้าไก่ได้อย่าง อิสระ หากสามารถรวมตัวกัน 10-20 ฟาร์มในรูปสหกรณ์ ก็สามารถขอใช้สิทธินำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ได้แล้ว และนำโควตาที่ได้ไปว่าจ้างเอกชนผู้ผลิตพันธุ์สัตว์ไก่เนื้อหรือไก่ไข่ผลิต ให้ วิธีนี้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีพันธุ์สัตว์ต้นทุนต่ำใช้ได้ในอนาคต

ขณะ ที่นายมงคล พิพัฒนสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและผู้ส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า การเปิดเสรีให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้สร้างความกังวลให้แก่เกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่ไข่อย่างหนัก เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดเหมือนในอดีต จึงได้เชิญตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในภาคตะวันออกร่วมประชุมด่วนใน วันนี้ (13 กรกฎาคม) ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า หากเปิดเสรีโดยอนุมัติให้นำเข้าแม่ไก่ไข่จำนวน 50,000 ตัว ตามข้อเรียกร้องของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ คาดว่าจะทำให้มีลูกไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 5 ล้านตัว และมีไข่ไก่เพิ่มขึ้น 4 ล้านฟอง/วัน

นายมงคลยังกล่าวด้วยว่าหากไม่มีมาตรการทางการตลาด รองรับที่ชัดเจน มั่นใจได้ว่าจะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำในอนาคตอย่างแน่นอน จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาผลกระทบจากกรณีปัญหาดังกล่าวด้วย

กมธ.เกษตรเสนอนายกฯยกเลิก Egg Board

กมธ.เกษตรณเสนอนายกฯยกเลิก Egg Board แก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่สูง แนะต้องพิจารณารอบคอบ หวั่นเปิดเสรีอาจส่งผลไข่ไก่ล้นตลาด

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังเดินทางเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า คณะกรรมการเห็นด้วยกับแนวทางการเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติวานนี้ (13ก.ค.)

ขณะเดียวกัน ได้เสนอ 2 แนวทาง ในการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่แพง โดยเสนอให้ยกเลิกคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) หรือ ปรับโครงสร้างใหม่ให้เป็นรูปแบบที่มีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งหากมีการยกเลิก Egg Board ก็จะทำให้มีการพิจารณาพันธุ์ไก่ และสามารถลดต้นทุนการนำเข้าพันธุ์ไก่ในอนาคตได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

แต่ทุกฝ่ายต้องยอมรับการแข่งขันโดยเสรี เพราะผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ คือ ผู้บริโภค ซึ่งนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่คงต้องให้พิจารณาทั้ง 2 ด้านว่า หากมีการยกเลิกแล้ว จะส่งผลกระทบทำให้ไข่ล้นตลาดหรือไม่ เพราะหากมีการยกเลิก Egg Board แต่ขั้นตอนของการเลี้ยงไก่ไข่ ไปจนถึงการเข้าสู่ตลาดนั้น ต้องใช้ระยะเวลาถึง 2 เดือน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ต้องพิจารณาในเรื่องของการชะลอการส่งออกด้วย

นอกจากนี้ นายชาดา ยังยอมรับด้วยว่า คณะกรรมการ Egg Board ทั้ง 9 ราย ที่เป็นตัวแทนของบริษัทเอกชนนั้น มีส่วนทำให้ไข่ไก่ มีราคาที่แพงขึ้น

เกษตรกรขู่รวมตัว รัฐแก้ปัญหาไข่ไม่ตรงจุด

เกษตรกรผู้ผลิตไข่ไก่ ขู่รวมตัวกดดันรัฐบาล ทบทวนมติ ครม. นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรี หวั่นเดือดร้อนระยะยาว ด้านนายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ มองเป็นแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม...

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ กล่าวไม่ค่อยเห็นด้วยกับมติคณะรัฐมนตรี ที่อนุมัติให้สามารถนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้เสรี ว่า หากต่อไปสินค้าล้นตลาดแล้ว จะมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะที่ผ่านมาได้มีการต่อสู้เรื่องพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาตลอด โดยได้พยายามที่จะควบคุมการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด ทั้งนี้มองว่ามติดังกล่าวไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม โดยที่่ผ่านมาได้มีการแก้ปัญหาเรื่องราคาไข่ไก่ไปแล้ว ด้วยการยืดอายุไก่ ชะลอการส่งออก และจัดกิจกรรมธงฟ้า อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า วันนี้ประชาชนไม่ได้เดือดร้อนเรื่องราคาไข่ ซึ่งหากมีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่เสรี ปัญหาจะตกไปเป็นของเกษตรกรในระยะต่อไป ซึ่งมองว่ามันไม่ยุติธรรมกับเกษตรกริ โดยเฉพาะรายเล็กๆ ที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง และไม่สามารถแบกรับปัญหาได้ ทั้งนี้เห็นว่า การนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรีนั้น ก็ยังเป็นไปได้ แต่จำเป็นจะต้องจำกัดการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ และควบคุมปริมาณด้วย

นอก จากนี้ นายมงคล ยังกล่าวอีกว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าวออกมา เกษตรกรทั่วประเทศต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่า จะมีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติดังกล่าว โดยเกษตรกรจะเข้าไปชี้แจงกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ยังติดอยู่ภายใต้การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เกษตรกรยังรอดูท่าทีก่อนดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกส่วนเห็นใจเกษตรกรผู้ผลิตไข่ ที่มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ นายมงคลยังมั่นนใจว่า ไข่ไม่ได้ราคาแพงอย่างที่คิด เมื่อเทียบกับอาหารโปรตีนชนิดอื่นๆ

พ่อค้าไข่วอนรัฐทบทวนนำเข้าแม่ไก่เสรี

"สมาคมผู้ผลิตฯไข่ไก่"วอนรัฐบาลทบทวน มตินำเข้าแม่ไก่ไข่เสรี เตือนจะเกิดปัญหาไข่ล้นตลาด ระบุ ไม่ค้านมติแต่อยากให้มีการคุมจำนวน เพื่อสกัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ย้ำชัดหกากรัฐจริงใจต้องการช่วยเกษตรกร ต้องทบทวนมติครม.ที่ออกมา ย้ำราคาไข่ที่จำ หน่ายเวลานี้มีราคาที่เหมาะสม และเกษตรกรอยู่ได้

(14ก.ค.) นายมงคล พิพัฒน์สัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ กล่าวผ่านรายการเก็บตกจากเนชั่นถึงมติคณะรัฐ มนตรีที่อนุมัติให้สามารถนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้เสรี ว่า ส่วนตัวเห็นว่าการเปิดเสรีให้มีการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่จริง ตนคงจะต้องถามกลับไปว่าการเปิดเสรีดังกล่าวดังกล่าวจะมีการจำกัดจำนวนการนำ เข้าหรือไม่ เพราะหากไม่มีการจำกัดจำนวนการนำเข้า และหากเกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดจะทำอย่างไรในอนาคต และที่สำคัยเกษตรกรจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งความเป็นจริงเกษตรกรรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ นั้น เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวด้วยการเลี้ยงไก่ไข่ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาที่ตนได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว เกษตรกรรายย่อยดังกล่าาวจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งต่างๆเหล่านี้ตนจึงอยากจะฝากถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่าได้มีการคิดหา ทางออกให้กับเกษตรรายย่อยไว้แล้วหรือยัง

" ปัญหาที่ผมได้ตั้งคำถามเอาไว้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะหากเราไม่มีการควบคุมปริมาณการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เรื่องนี้เราอย่าลืมว่าสินค้าทางการเกษตรนั้นราคาอยู่ที่ดีมาร์น และซัพพลาย ดังนั้นหากไม่มีการควบคุมปริมาณ และอยู่ปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นมาแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อไป เราอย่าลมืว่าวงจรชีวิตของไก่ไข่นั้น มีวงจรชีวิตตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์มาจนถึงเป็นไข่ไก่นั้น มีวงจรชีวิตบวกกันสองรุ่นจะกินระยะเวลานานถึง 3 ปี ซึ่งหากเกิดปัญหาเกิดขึ้นแล้วต้องใช้เวลาถึง 3 ปีถึงจะแก้ไขปัญหาได้ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้หมดไป เพราะยังมีปัญหาปลีกย่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในเรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่มีอันตรายมากที่สุด เรื่องนี้ผมเห็นว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นการเพิ่มปัญหาไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหามากกว่า " นายมงคล กล่าว

นายมงคล กล่าวต่อว่า สำหรับตน และกลุ่มเกษตรกรที่ทำอาชีพเลี้ยงไก่ไข่แล้ว พวกเรามีความเป็นห่วงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งในระยะสั้นแล้วตนเชื่อว่าคงจะไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน ส่วนราคาไข่ไก่ที่มีราคาจำหน่ายสูงอย่างทุกวันนี้ ตนเห็นว่าก็ไม่มีราคาสูงมากไปกว่านี้แล้ว และที่เห็นว่ามีราคาสูงขึ้นนั้น เพราะมีคนพยายามปั่นกระแสกันอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ตนยังมองไม่ออกว่าหากมีการปล่อยให้นำเข้าแม่พันธุ์และ พ่ออย่างเสรีแล้ว หากเกิดปัญหาเกิดขึ้นเราจะทำอย่างไรกันต่อไป ในทุกวันนี้พื้นที่การเลี้ยงไก่ไข่เรามีพื้นที่ที่เกินอยู่ประมาณ 30 % ซึ่งหากให้มีการเลี้ยงพื้นที่ 30 % ดังกล่าวแล้วจะมีแม่ไก่ไข่เพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านตัว และเราจะได้ผลิตไข่ไก่เพิ่มอีกวันละ 8 ล้านฟอง ปีหนึ่งจะมีปริมาณไข่ไก่เพิ่ม 2,500 ล้านฟอง ซึ่งเราจะจัดการกับปริมาณไข่ไก่ที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ได้อย่างไร โดยปัญหาตรงนี้ตนยังนึกไม่เช่นกัน

"ส่วนตัวผมมีความเห็นด้วยกับการเปิดเสรีการนำเข้าแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์ ไก่ แต่จะต้องมีการควบคุมปริมาณการนำเข้า ซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่เลี้ยงไก่ไข่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นหากมีการนำเข้ามาไม่ให้เกินจำนวน 405,720 ตัวน่าจะเป็นปริมาณที่มีความเหมาะสม เพราะในวันนี้เรามีแม่พันธุ์ที่ให้ไข่ออกมาสู่ตลาดประมาณ 3.5 - 3.6 แสนตัว โดยตัวเลขนี้ผมเห็นว่ากำลังเป็นตัวเลขที่มีภาวะสมดุลย์ แม้จะมีความตรึงตัวไปหน่อยก็ตาม แต่ราคาไข่ไก่ที่มีการจำหน่ายอยู่ในเวลานี้ ผมยืนยันว่าไม่ได้มีราคาที่สูง หากมีการเปรียบกับต้นทุนที่เกษตรกรแบกรับอยู่ในเวลานี้แต่อย่างใด สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าราคาจำหน่ายสินค้าเกษตรของผู้บริโภคนั้นมีความเคย ชินกับราคาถูกตลอดเวลา จึงทำให้คิดว่าวันนี้มีราคาแพง ซึ่งราคาที่จำหน่ายในวันนี้ถือว่าเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ เมื่อวานที่ผ่านมาทางกลุ่มเกษตรกผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้รับทราบมติครม.ที่ออกมา ก็ได้ติตต่อมายังผมว่าจะเดินทางชุมนุมกันที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ด้วยติดประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผมจึงขอให้หยุดเอาไว้ก่อนในช่วงนี้ ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องไปยังนายกฯ คือ อยากจะให้นายกฯนำมติครม.ดังกล่าวนี้กลับไปทบทวนใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะการจะมีการนำเข้าเสรีจริงจะต้องมีการจำกัดจำนวน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมากับเกษตรกร ดังนั้นหากรัฐบาลมีความต้องการจะช่วยเหลือเกษตรกรจริง ผมเห็นจะต้องนำเรื่องนี้ไปทบทวนใหม่อีกครั้ง " นายมงคลกล่าว

นำเข้าแม่พันธุ์ไก่แก้ไข่แพง

มาร์คชี้เอ้กบอร์ดบริหารงานพลาด

แก้ปัญหา"ไข่มาร์ค"แพง ครม.ไฟเขียว นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรี ซัดเอ้กบอร์ดผิดพลาด ให้ ม.เกษตร เร่งตรวจสอบอุดรูโหว่"ธีระ"เหน็บ หากไข่ล้นตลาด จัดทำ“ไข่โรงเรียน” กองทุนอ้อยฯ ทุ่ม 1,700 ล้าน ประมูลน้ำตาลโควตา ค. คืน 7.4 หมื่นตัน กระจายผู้บริโภค ครม.อนุมัติโบนัสให้ขรก. ฝ่ายปฏิบัติ ยกเว้นระดับผู้บริหาร

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 13 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาการให้โบนัสแก่ข้าราชการ ว่าเป็นไปตามมติเดิม เนื่องจาก ปี 2553 ไม่ได้มีการจัดงบประมาณไว้ จึงจะใช้การรวบรวมเงินเหลือจ่าย รวมกับเงินเหลือจ่ายจากโครงการในปีก่อน ๆ อีก 1,400 ล้านบาท เข้ามารวมกันในรูปของเงินตอบแทนพิเศษให้กับส่วนราชการทุกหน่วย อย่างไรก็ตาม จากการเงินที่ลดลงจากเดิมจึงมีมติไม่ให้ผู้บริหาร แต่จะให้เฉพาะข้าราชการระดับปฏิบัติการ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ว่าที่ประชุม ครม.รับทราบมาตรการที่ได้เดินไปแล้วทั้งเรื่องของอายุไก่ การส่งออกไข่และการจัดสรรเรื่องลูกไก่ และกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานว่าจะใช้กฎหมาย 2 ฉบับ เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการแข่งขันทางการค้า ราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งได้เชิญกรมปศุสัตว์ มารับฟังปัญหาและทำความเข้าใจว่าขณะนี้ปัญหาคืออะไร โดย ครม.มีความเห็นว่า ความพยายามของคณะกรรมการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้ก บอร์ด) ที่ตั้งขึ้นมานั้น เพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพเรื่องธุรกิจนั้น มีความผิดพลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อมีการตกลงกันเรื่องไก่ 4 แสนกว่าตัวนั้น แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับไปลดลงอีก และปรากฏว่าผู้ที่พยายามนำเข้าไก่นั้นไม่สามารถนำเข้ามาได้ จึงทำให้เกิดความผันผวนเรื่องราคาและไม่สัมพันธ์กับต้นทุนที่แท้จริง จึงได้เชิญกรมปศุสัตว์มา ซึ่งชี้แจงชัดเจนว่ามติของเอ้กบอร์ดเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ครม.จึงถือว่าขณะนี้ ใครจะขออนุญาตนำเข้าไก่ต้องทำได้อย่างเสรี

เมื่อถามว่าจะไม่มีการควบคุมปริมาณแม่พันธุ์ไก่นั้นไม่มีแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยกฎหมายนั้นไม่มีการควบคุมการนำเข้าไม่ได้ และหากเอ้กบอร์ดต้องการสร้างเสถียร ภาพ ก็ต้องสามารถสร้างความเป็นเอกภาพกับเกษตรกรทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ เท่านั้น และต้องระมัดระวังเรื่องผลกระทบต่อผู้บริโภค เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้กรมปศุสัตว์ได้ใช้กฎหมายไปกักกันการนำเข้าจนไม่ สามารถนำเข้าได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าได้สอบถามกรมปศุสัตว์แล้วพบว่าในทางปฏิบัตินั้น ไม่มีใครขออนุญาตนำเข้าไก่ไข่ ครม. จึงมีความชัดเจนไปแล้วว่าทุกคนมีสิทธิขอ และกรมปศุสัตว์ก็ต้องอนุญาต ยกเว้นในช่วงที่มีโรคระบาด “ผมคิดว่าเราได้คลายปัญหาซึ่งเป็นข้อจำกัดแล้ว ส่วนระยะยาวนั้น ครม. ก็ได้คุยกันว่าจะมีกลไกในการปรับแก้ไขปัญหาไข่ล้นตลาดในอนาคตได้ อาทิ การยืดอายุไก่ จาก 68 เป็น 72 สัปดาห์นั้นก็ขอความร่วมมือจาก 72 สัปดาห์ให้ลงมาเหลือ 68 สัปดาห์หรือลดลงมาอีกก็ได้”

เมื่อถามว่า ใครจะรับผิดชอบในความ ผิดพลาดที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กำลังไปดูอยู่ว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากส่วนไหน อย่างไร เพราะความพยายามของ เอ้กบอร์ดนั้นคือการสร้างราคาและระบบที่มีเสถียรภาพ แต่สุดท้ายไม่ได้ทำตามเป้า โดยขณะนี้ได้ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปพิจารณาบทบาทของเอ้กบอร์ดเป็นเวลา 2 เดือน นับจากมติครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กำลังดูแลอยู่

ด้าน นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตร และสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้นำเข้าแม่พันธุ์พ่อพันธุ์ไก่ไข่เสรีว่า คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิต ภัณฑ์ หรือ เอ้กบอร์ด จะเชิญ 9 บริษัทที่ได้โควตานำเข้าแม่ไก่พันธุ์จากบอร์ด 405,721 ตัว มาประชุมเพื่อหารือในเรื่องโควตาดังกล่าวว่าจะสามารถเกลี่ยสัดส่วนให้กับ กลุ่มเกษตรกรที่ร้องขอนำเข้าแม่ไก่พันธุ์เพราะเดือดร้อนไม่มีลูกไก่เลี้ยง ได้เท่าไหร่ เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาราคาไข่ไก่ล้นตลาดทำให้ต้องมีการลดจำนวนนำเข้าแม่ ไก่พันธุ์จนมา ได้ข้อสรุปในที่ประชุมว่าควรจะมีการจำกัดการนำเข้าอยู่ที่ 4 แสน 5 พันกว่าตัว จะทำให้เกิดความสมดุลของตลาดและราคาไม่ตกต่ำ

“บอร์ดไข่ ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดกฎ หมาย แข่งขันทางการค้า เพราะบอร์ดไม่ มีอำนาจในการห้ามนำเข้า แต่เป็นการขอความร่วมมือในกลุ่มผู้เลี้ยงซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนหน้านี้มีมากกว่า 9 บริษัทแต่ไม่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงแม่ไก่พันธุ์ต้องล้มหายตายจากไปหลาย ราย สุดท้ายเหลือเพียง 9 บริษัทที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยง ซึ่งในเรื่องนี้หากผู้ที่ต้องการนำเข้าแม่ไก่พันธุ์สามารถไปยื่นขอโควตา จากกรมปศุสัตว์ได้ ซึ่งเป็นอำนาจของกรมปศุสัตว์ที่จะพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ แต่ปัญหาขณะนี้แต่ละรายที่ยื่นมาขอนำเข้าแม่ไก่พันธุ์ ยังไม่ สามารถตอบคำถามได้ว่าตลาดอยู่ที่ไหน สุดท้ายจะทำให้ปัญหาไก่ไข่ และราคาไข่ตกต่ำ ย้อนรอยวงจรเดิมที่ต้องเอาลูกไก่ และไข่ ไปทิ้งทะเล หากปัญหากลับมาอีกผมจะไปเสนอนายกรัฐมนตรี ให้ทำโครงการไข่โรงเรียนเหมือนกับนมโรงเรียน ซึ่งอาจจะแจกไข่ให้เด็กคนละใบแก้ปัญหาราคาไข่ตก ต่ำ” นายธีระกล่าวและว่า ก่อนหน้าที่จะมีเอ้กบอร์ด ก็มีการนำเข้าเสรีจนราคาไข่ตกเพราะผู้เลี้ยงไม่มีเอกภาพ เมื่อบอร์ดเข้ามาทำงานร่วมกันสามสี่ปีที่ผ่านมาก็ทำให้เริ่มมีเอกภาพมากขึ้น จนเกษตรกรที่ขาดทุนมาหลายปีลืมตาอ้าปากได้ไม่กี่เดือนมานี้เอง เพราะฉะนั้นหากทุกฝ่ายเห็นว่าบอร์ดไม่จำเป็นต้องมีก็ไม่เป็นไร ขณะนี้ก็ขอเวลาอีก 60 วันที่ให้ ม.เกษตรศาสตร์ ไปศึกษาทบทวนโครงสร้างบอร์ด ถ้าผลออกมาว่าไม่จำเป็นต้องมีก็พร้อมยกเลิก

วันเดียวกัน นายประเสริฐ ตปนียาง กูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ในฐานะประธาน คณะทำงานจัดซื้อคืนน้ำตาลทรายโควตา ค. (ส่งออก) 1 แสนตัน หรือ 1 ล้านกระสอบว่า ขณะนี้ได้ประมูลซื้อคืนน้ำตาลทรายจากผู้ค้าส่งออก (เทรดเดอร์) แล้ว 3 ราย ในราคาต่ำสุดเฉลี่ย 23 บาท ต่อ กก. หรือราคา 705 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน 74,350 ตัน โดยจะใช้เงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย วงเงิน 1,700 ล้านบาท ในการนำน้ำตาลทรายเข้าไปป้อนสู่ตลาดเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์การตึงตัวใน ประเทศ

ทั้งนี้กองทุนจะขายน้ำตาลทรายที่ประมูลได้ไปจำหน่ายประชาชนทั่วไป โดยน้ำตาลทรายขาวธรรมดาอยู่ที่ 19 บาทและขาวบริสุทธิ์ 20 บาทต่อ กก. จึงทำให้กองทุนฯรับภาระขาดทุนเฉลี่ย กก. ละ 3-4 บาท หรือคิดเป็นเงิน 223-297 ล้านบาท เบื้องต้นนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ต้องการกระจายน้ำตาลทรายให้ถึงมือประชาชน รายย่อยมากที่สุด ส่วนน้ำตาลที่เหลืออีก 2,000 กว่าตัน จากเดิมที่กำหนดซื้อคืนมา 1 แสนตันนั้น คงจะต้องรอดูสถานการณ์น้ำตาล ภายในประเทศด้วย หากพบว่าภาวะน้ำตาลตึงตัวก็อาจจะจัดประมูลซื้อเพิ่มได้อีก ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ ถือว่ากองทุนฯ ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือประชาชนในการดูแลปริมาณน้ำตาลอย่างเพียงพอ

สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อส่งมอบน้ำตาลทรายประกอบด้วย บริษัทออร์กัส ทอฟเฟอร์ จากเยอรมนี, บริษัท บุงกี้ จากสหรัฐอเมริกา และ บริษัทหลุยส์ เดอร์ฟัส สวิตเซอร์แลนด์ โดยจะส่งมอบในเดือน ก.ค.-ก.ย. 53 ราคา ณ ส่งมอบอาจเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามภาวะอัตราแลกเปลี่ยน“แนวทางทั้งหมดได้ผ่าน การเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาล ทรายแล้วโดยราคาทั้งหมดได้มีการต่อรองกันเพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำสุด ซึ่งการเปิดประมูลในสัปดาห์นี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะสามารถประหยัดเงินไปได้ 15-25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากราคาน้ำตาลในสัปดาห์ก่อน เนื่องจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวลดลง”

นายชัยวุฒิ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า มอบหมายให้สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทรายพิจารณาการจัดสรรน้ำตาลทรายโควตา ก. ให้ปีหน้าให้รอบคอบ โดยไม่ควรใช้วิธีการประเมินสถานการณ์แต่ควรนำข้อมูลที่แท้จริงของการใช้ใน กลุ่มต่าง ๆ ทั้งรายย่อย และภาคอุตสาหกรรมมาคำนวณ เพราะจะสามารถจัดสรรน้ำตาลได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากสุด เพราะหากใช้วิธีการประเมินแบบเก่าก็อาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตาลขึ้นอีก

ก่อนหน้านั้น ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 54 สภาผู้แทนราษฎร โดยการพิจารณาได้ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ กมธ. ได้ให้ สบน. กลับไปรวบรวมยอดหนี้สาธารณะทั้งหมดกลับมารายงานอีกครั้ง โดยนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้รายงานว่า ปัจจุบันยอดหนี้สาธารณะมีทั้งสิ้นรวม 2.7 ล้านล้านบาท ยึดฐานการชำระหนี้ 32 ปี ทั้งนี้ กมธ.พรรคเพื่อไทยได้ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากในการทำประชา นิยม อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ อภิปรายว่า จากการคำนวณยอดหนี้ทั้งหมดตามหลักแล้วจะต้องคืนเงินต้นปีละ 3.7 หมื่นล้านบาทจึงจะสามารถใช้หนี้ได้หมดภายใน 32 ปี แต่เหตุใด สบน. จึงตั้งงบประมาณคืนเงินต้นชำระหนี้เงินกู้ปีแรกเพียง 1 หมื่นล้านบาทเศษ เท่ากับเป็นการผลักภาระไปให้รัฐบาลหน้าและคนรุ่นหลัง จึงอยากทราบว่าใครเป็นผู้สั่งให้เปลี่ยนโครงสร้างการชำระหนี้สาธารณะ ดังนั้นขอตัดงบประมาณของ สบน. ลง 20%

ด้านนายจักรกฤศฏิ์ ชี้แจงว่า ขอความเห็นใจอย่าตัดงบประมาณในส่วนนี้เนื่องจาก สบน. ต้องใช้งบในการบริหารงาน 87 ล้านบาทในการบริหารหนี้ทั้งหมด ยอมรับว่าขณะนี้อัตราดอกเบี้ยต่างประเทศทั่วโลกเริ่มขยับตัวสูงขึ้นนำมาซึ่ง ต้นทุนของไทย หากรัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้เหล่านี้ได้ก็จะต้องใช้วิธีออกพันธบัตร รัฐบาล หรือรีไฟแนนซ์ ขณะนี้นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจึงพยายามลดพวกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงให้ปรับ เข้าสู่ภาวะปกติให้ได้ เช่น การปรับปรุงมาตรการภาษีที่ดิน ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระของภาครัฐเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม ขึ้น

นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวอีกว่า ยอดหนี้รวม 2.7 ล้านล้านบาท ระยะเวลาชำระหนี้คืน 32 ปีแบบไม่มีการกู้ใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ยาก เนื่องจากยอดหนี้เพิ่มตลาดตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งจะต้องก่อหนี้ได้ไม่เกินร้อยละ 60 ของจีดีพี ภาระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายต้องไม่เกินร้อยละ 15 สำหรับประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านการบริหารตลาดพันธบัตร เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไม่ผันผวน จึงสามารถกู้เงินภายในประเทศได้ สำหรับการชำระหนี้มีข้อจำกัดด้านการจัดทำงบประมาณ รัฐบาลที่ผ่านมาจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อนำงบมาใช้ในการลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายประจำ จึงทำให้เหลือเงินมาใช้ชำระหนี้น้อย หากรัฐบาลสามารถทำงบประมาณแบบสมดุลได้เมื่อใด ก็จะสามารถนำเงินไปชำระหนี้ได้มากขึ้น

มาร์คหักเอ้กบอร์ด-เปิดเสรีนำเข้าไก่ อ้างทำงานพลาด-เกษตรกรโวยรายย่อยเจ๊งแน่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ถึงมาตรการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่แพง ว่า ครม.รับทราบมาตรการที่ได้เดินไปแล้ว และเห็นว่าความพยายามของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพเรื่องของธุรกิจมันมีความผิดพลาดใน ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อตกลงกันในเรื่องจำนวนไก่ 4 แสนกว่าตัว เอาเข้าจริงๆ มีการไปลดเพิ่มเติม ปรากฏว่าคนพยายามนำเข้ามาก็นำเข้ามาไม่ได้ ทำให้เกิดความผันผวนในเรื่องของราคาและไม่สัมพันธ์กับต้นทุนที่แท้จริง จึงเชิญกรมปศุสัตว์มาและพูดชัดเจนว่ามติของคณะกรรมการเป็นเพียงการขอความ ร่วมมือ แต่ต้องไม่ไปตัดสิทธิ์คนที่ต้องการ นำเข้า ฉะนั้น ครม. ถือว่าขณะนี้ใครจะขออนุญาตนำเข้าไก่ต้องทำได้อย่างเสรี

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. นายอภิสิทธิ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เปิดนำเข้าแม่ไก่ไข่เสรี หากมีใครต้องการนำเข้าให้เปิดนำเข้าโดยไม่ต้องขอโควตาเอ�บอร์ด ซึ่งที่ผ่านมาเอ�บอร์ดได้กำหนดการนำเข้าไว้ แต่เมื่อดูการนำเข้าจริงย้อนหลัง 2 ปี มีการนำเข้ามาไม่เต็มโควตา โดยยอดนำเข้าลดลง 10% ทุกปี น่าจะเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้ราคาไข่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนายกฯ ยังพูดถึงบทบาทของเอ�บอร์ด ที่ต้องมีการตรวจสอบการทำงาน หากพบว่าอำนาจหน้าที่และการทำงานที่ผ่านมาส่งผลให้ราคาไข่แพง ก็ต้องมีการทบทวนหรืออาจต้องยุบเอ�บอร์ด

ด้านนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สัปดาห์นี้เอ�บอร์ด จะหารือร่วมกับ 9 บริษัทที่ได้รับโควตาการนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อหาแนวทางร่วมกันว่าจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการนำเข้าให้เป็นไปตามกฎหมาย การเปิดเขตการค้าเสรี ตามนโยบายของนายกฯ ได้อย่างไร หลังจากนั้นจะหารือกับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้าทั้งหมด แต่การปรับนโยบายการนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเสี่ยงต่อสถานการณ์ไข่ล้นตลาด

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากการเปิดการค้าเสรีแล้วจะต้องให้บริษัทรายใหญ่ที่นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ ไข่ทั้งหมดส่งต้นทุนการผลิต รายละเอียดการนำเข้าทั้งหมดมาให้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาว่ามีการจำหน่ายลูกไก่ในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนหรือไม่

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันของผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคตะวันออก ถึงนโยบายเปิดเสรีการนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ ทุกฟาร์มมีความเห็นตรงกันว่าจะส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยใน ประเทศเจ๊ง ที่เหลือจะเป็นผู้เลี้ยงรายใหญ่ไม่กี่รายเท่านั้นที่อยู่รอดได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่ออกมาเรียกร้องเพราะต้องการนำเข้า พ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่เพิ่ม การกระทำแบบนี้ถือว่าไม่ยุติธรรมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้งประเทศ