จับตาบรรษัท

บริษัท เอเอฟอี คือใคร?

บริษัท เอเอฟอี จำกัด ผู้ยื่นฟ้องกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมี คำสั่งให้บริษัทนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ ไก่ไข่ (P.S.) จำนวน 58,100 ตัว จดทะเบียนตั้งบริษัท ในเดือนธันวาคม 2526 ด้วยทุน จดทะเบียน 50 ล้านบาท มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี ผู้ก่อการตั้งบริษัทเป็นกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชลบุรี-ฉะเชิงเทรา

กรรมการ ของบริษัทมี 13 คน ได้แก่นายนรสีห์ ตระกูลช่าง, นายชลิต ไชยยากุลวัฒน์, นายอาทร จิตตชโลธร, นายสุเทพ พูลสมบัติ, นายฑิฆัมพร พิศาบดินทร์, นายนิกร จันธรรมาพิทักษ์, นายชัย อินทนุรังษี, นายสันติ ธนกิจสัมพันธ์, นายสุพัฒน์ ธนะพิงค์พงศ์, นายพงษ์ศักดิ์ พูลสมบัติ, นายละออ เสร็จกิจ, นายสุรัตน์ อิฐโสภณพันธ์ และ นางจิระภา ทรัพย์นภาพร มีวัตถุประสงค์ ในการประกอบกิจการค้าอาหารสัตว์ อาหารเสริมในการเลี้ยงสัตว์ ยารักษาป้องกันโรค และประกอบกิจการตั้งฟาร์ม ผู้ถือหุ้นบริษัทมีทั้งหมด 58 คน

ผลประกอบการล่าสุดของบริษัท สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ปรากฏว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,438,426.66 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 2,176,150.13 บาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.87 บาท และ 4.35 บาท ตามลำดับ

ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการ บริษัท เอเอฟอี กล่าวถึงชื่อบริษัท มาจากคำว่า Animal Farmer Enterprise เป็นกิจการร่วมทุนของกลุ่มเกษตรกรจำนวน 59 ฟาร์มจากทั่วประเทศ โดยบริษัทเปรียบเสมือน "กันชน" ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกษตรกรรายย่อยถูกยักษ์ใหญ่ปศุสัตว์กลืน บริษัทมีสินค้าหลากหลายชนิด หากบริษัทไม่ขายอาหารไก่ไข่ ก็มีตลาดอาหารสัตว์อื่น ๆ รองรับ

เป้าหมายของบริษัทไม่ได้มุ่งเน้น ให้เกษตรกรมาเป็นลูกค้าซื้ออาหารสัตว์ของบริษัทแต่เพียงอย่างเดียว จุดยืนของบริษัท หากพบว่าฟาร์มขนาดใหญ่ หรือสหกรณ์ รายใดมีศักยภาพในการผลิตอาหารสัตว์ใช้เอง บริษัทก็จะเข้าไปส่งเสริม โดยการจัดหาสูตรอาหารสัตว์ให้ โดยบริษัทจะมี รายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์และ พรีมิกซ์เข้ามาทดแทน ส่วนอาหารสัตว์สำหรับรูปของบริษัท จะมุ่งจำหน่ายให้กับฟาร์มขนาดเล็กที่ไม่มีศักยภาพในการผสมอาหารสัตว์ใช้เอง

บริษัท ใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาผลิตอาหารสัตว์คุณภาพดี แต่มีราคาถูกกว่าอาหารสัตว์ของ บริษัทปศุสัตว์ครบวงจร ยกตัวอย่างอาหารไก่ มีราคาถูกกว่า ก.ก.ละ 1.50 บาท หรือตันละ 1,500 บาท ปัจจุบัน บริษัท เอเอฟอีมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ กำลังผลิต 6,000 ตัน/เดือน ส่วนในอนาคต บริษัทจะมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งใหม่บนพื้นที่ 36 ไร่ ที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี กำลังผลิต18,000 ตัน/เดือน ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 200 ล้านบาท

"ข้อ แตกต่างของบริษัทเรากับบริษัท ยักษ์ใหญ่ปศุสัตว์ครบวงจรก็คือบริษัท เอเอฟอี ก่อตั้งมาจากกลุ่มเกษตรกร จำนวน 59 ราย ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการจำนวน 13 คน เพื่อเข้ามาบริหารกิจการของบริษัท เอเอฟอี ไม่ได้มุ่งขายสินค้าผูกขาดราคาแพง เพื่อสร้างผลกำไร แต่ไปทำร้ายเกษตรกร กำไรทั้งหมดที่บริษัทได้รับจะถูกส่งกลับไปยังเกษตรกรที่เข้ามาร่วมทุน"

อนที่ จะมีการตั้งคณะกรรมการ นโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ขึ้นมาควบคุมปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) ในระบบการจัดสรรโควตานำเข้าให้กับ ผู้นำเข้าเพียง 9 รายนั้น ในระหว่างปี 2545-2546 ได้เกิดวิกฤตการณ์ไข่ไก่ล้นตลาด จากการเทขาย (Dump) ไข่ไก่ของบริษัทรายใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศประสบภาวะล้มละลายจนรัฐบาลในขณะ นั้นต้องเข้ามายื่นมือช่วยเหลือ

ด้วยการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเป็น 2 ระยะ คือระยะสั้น ประกอบไปด้วย 1) การปลดแม่ไก่ไข่ 2) เก็บไข่ไก่ส่วนเกินเข้าห้องเย็น 3) การส่งออกไข่ไก่ส่วนเกินไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ 4) ให้บริษัทรายใหญ่ระงับการ Dump ราคาไข่ไก่ 5) ให้รัฐบาลรับซื้อไข่ไก่จากเกษตรกร 6) ลดราคาลูกไก่ไข่-ไก่สาว 7) ควบคุมราคาขายปลีกไข่ไก่ และ 8) ชะลอการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่

ส่วน มาตรการระยะกลางในขณะนั้น ได้กำหนดให้ 1) ป้องกันการ Dump ราคาไข่ไก่ 2) ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่จาก 132 ฟอง/คน/ปี เพิ่มมาเป็น 200 ฟอง/คน/ปี 3) กำหนดราคากลางไข่ไก่ 4) ตั้งคณะอนุกรรมการกำกับราคาลูกไก่/ไข่ไก่/ไก่สาว 5)ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ 6) ควบคุมการผลิต ไข่ไก่ทั้งระบบ 7) จดทะเบียนผู้เลี้ยงไก่ไข่และ ผู้ผลิตพ่อแม่พันธุ์ 8) ขอความร่วมมือเกษตรกรหยุดขยายการผลิตไข่ไก่ในช่วง 2-3 ปี 9) ควบคุมและจัดระเบียบการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ 10) ขึ้นทะเบียนมาตรฐานฟาร์ม 11) สนับสนุนเงินอุดหนุนการส่งออกไข่ 12) จัดตั้งโครงการไข่โรงเรียน

ในอนาคต "วงจร" ไข่ไก่ล้นตลาดกำลังกลับมา หากไม่มีการบริหารการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างมีประสิทธิภาพวิธีจัดการ กับปัญหาของรัฐบาลก็ยังคงวนเวียนกับมาตรการเดิม ๆ ข้างต้น ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตผู้ค้าปศุสัตว์ในอดีตกลับพัฒนาไปไกลจนเข้าสู่ระบบครบ วงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ด้วยการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ

จ้างมก.ศึกษายุบเอ้กบอร์ด

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุม ว่าที่ประชุมรับทราบผลการปฏิบัติตามมติครม. เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ โดยให้เพิ่มปริมาณไข่ด้วยการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปจาก 78 สัปดาห์เป็น 82 สัปดาห์ ส่งผลให้ปริมาณไข่ในตลาดเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 1 ล้านฟอง ขณะนี้มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดอยู่ที่วันละ 27-28 ล้านฟอง ใกล้เคียงกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้ราคาไข่ไก่ขายปลีกในต่างจังหวัดเริ่มปรับราคาลงแล้ว โดยเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ให้ศึกษาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเอ้กบอร์ดกำหนดระยะเวลา 50 วัน ระหว่างศึกษาให้ทำงานไปตามปกติ

สหฟาร์มชิมลางขายไข่หลังเปิดเสรี ครม.จับตาต้นทุนลูกไก่ อุตฯชี้ราคาน้ำตาลลด

"สหฟาร์ม" เตรียมลุยตลาดไข่ไก่ ขานรับนโยบายนำเข้าแม่พันธุ์ไก่โดยเสรี ระบุตลาดมีโอกาสขยายตัวสูง เชื่ออนาคตต้นทุนเหลือแค่ฟองละ 2.20 บาทเท่านั้น ครม.รับทราบราคาไข่ต่างจังหวัดลด 0.10-0.20 บ.ต่อฟอง อุตฯ เร่งระบายน้ำตาลลงตลาด

นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานคณะบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ
มีแผนจะเข้าทำตลาดไข่ไก่ใน ประเทศหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ได้เสรี ทั้งนี้ ตลาดไข่ไก่ในประเทศมีปริมาณความต้องการเฉลี่ย 1.85 หมื่นล้านฟองต่อปี แต่ปัจจุบันผลิตได้เฉลี่ยปีละ 8 พันล้านฟองต่อปี ทำให้ตลาดยังขาดซับพลายเข้าตลาดอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านฟองต่อปี ทำให้บริษัทสนใจที่จะเข้ามาผลิตไข่ไก่เพื่อป้อนความต้องการที่ยังขาดอยู่ ได้

อย่างไรก็ตาม คาดการบริโภคไข่ไก่ที่ 1.8 หมื่นล้านฟองต่อปีอยู่บนเงื่อนไข การบริโภคไข่ไก่ของคนไทยเฉลี่ยคนละ 1 ฟองต่อวัน ซึ่งต้องมีการรณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่ให้มากขึ้น และการเปิดเสรีไข่ไก่จะทำให้มีผู้เล่นเข้ามาในตลาดไม่เพียงเฉพาะ บริษัท สหฟาร์ม เท่านั้น แต่จะมีรายอื่นๆ รวมถึงเกษตรกรรายย่อยสามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้ในสัดส่วนต้นทุนที่ต่ำลง ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะมีโปรตีนราคาถูกไว้เป็นทางเลือก

นางมนูญศรี กล่าวว่า นอกจากการบริโภคไข่ไก่โดยตรงแล้ว ความต้องการตลาดยังมีการนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าอื่นตามมาด้วย จึงเชื่อ ว่าตลาดไข่ไก่จากนี้จะมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่องรวมถึงตลาดการส่งออกไข่ ไก่ ทั้งนี้ แนวทางการเข้าทำตลาด ในส่วนบริษัทฯ จะเน้นการส่งเสริมบริโภคไข่ไก่ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

"เชื่อว่าเมื่อการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่โดยเสรีและมีผู้เข้ามาทำตลาดมากขึ้นจะ ทำให้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่อยู่ที่ฟองละ 2.20 บาท จากเฉลี่ยปัจจุบันฟองละเกือบ 3 บาท โดยต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่อยู่ที่อาหารสัตว์และแม่พันธุ์" นางมนูญศรีกล่าว

ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสถานการณ์ราคาสินค้า โดยกระทรวงพาณิชย์รายงาน สถานการณ์ราคาขายปลีกไข่ไก่ว่า ราคาลดลงในต่างจังหวัดประมาณฟองละ 0.10-0.20 บาท โดยเฉพาะใน จ.พระนครอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท อุตรดิตถ์ และขอนแก่น ส่วนในกรุงเทพฯ ราคายังคงทรงตัวแต่มีแนวโน้มจะลดลง เนื่องจากมีโครงการแทรกแซงตลาดและโครงการไข่ไก่ธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ คือ การเพิ่มรายการสินค้าที่ต้องต้องติดตามอีก 2 รายการ ได้แก่ ลูกไก่ไข่ และไก่รุ่น พร้อมทั้งมีการตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ต้นทุนและราคาจำหน่ายที่เหมาะสม ส่งผลให้รายการสินค้าที่ต้องติดตามเพิ่มเป็น 204 รายการ จากเดิม 202 รายการ

นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะทำงานเพื่อจัดซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค. (ส่งออก) ได้ดำเนินการซื้อน้ำตาลทรายจากผู้ส่งออก (เทรดเดอร์) คืนมา 7.43 แสนกระสอบ เพื่อแก้ไขภาวะตึงตัวของตลาดบริโภคในประเทศ ล่าสุดน้ำตาลล็อตแรกจำนวน 2.6 แสนกระสอบ จะมีการส่งมอบในเดือนนี้และคาดว่าจะป้อนเข้าสู่ตลาดในประเทศเพื่อให้ถึงมือ ผู้บริโภคได้ในต้นเดือน ส.ค.นี้ ส่วนช่องทางการจำหน่ายว่าจะวิธีใดจะถึงมือผู้บริโภคมากสุดคาดว่าจะ สรุปได้เร็วๆ นี้ ซึ่งน้ำตาลดังกล่าวจะจำหน่ายในราคาควบคุมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือราคาแนะนำในต่างจังหวัด ทั้งนี้ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกเฉลี่ยขณะนี้ปรับ ลดลง 1.50-2 บาทต่อกิโลกรัม

ผู้บริโภคยิ้มออกไข่เพิ่มทำราคานิ่ง

ผู้บริโภคยิ้มออกแต่ผู้เลี้ยงทำใจหลัง "ไข่มาร์ค"ปรับตัวลดลง เผยผลจากภาวะอากาศเย็นลงไก่ให้ผลผลิตไข่เพิ่มขึ้น ไม่เกี่ยวเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพราะจะมีผลผลิตเข้าตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ทั้งภาครัฐ-เอกชน รวมถึงเอ้กบอร์ดเตรียมปรับบทบาทรับมือเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้ อุตสาหกรรมทั้งระบบเกิดความสมดุล

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เปิดเผยภาวะราคาไข่ไก่ ในเวทีเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ แก้ปัญหาไข่แพงได้จริงหรือ? จัดโดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ศกนี้ราคาไข่ไก่จะเริ่มอ่อนตัวลง เหตุที่ราคาไข่ไก่แพงช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาลูกไก่ล้นตลาดและราคาไข่ไก่ตกต่ำช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) มีมติร่วมกันให้ลดปริมาณไก่ไข่ลง ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 กระทรวงพาณิชย์ยังได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ลดปริมาณไก่ไข่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาไข่ไก่ตกต่ำต้องใช้เวลาดำเนินการขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนิน การอยู่

อย่างไรก็ดีมาตรการลดปริมาณไก่ไข่ มาประจวบเหมาะกับปีนี้เกิดภาวะแล้งและอากาศร้อนจัดมาก การลดปริมาณไก่ไข่และภาวะอากาศที่ทำให้ไก่ออกไข่น้อย ส่งผลให้ปริมาณไข่ตึงตัวและปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าปลายเดือนกรกฎาคม ศกนี้ หลังจากที่อากาศเย็นลงแล้วไก่ให้ผลผลิตไข่เพิ่มขึ้น ดีมานด์ ซัพพลายจะเกิดการสมดุล คือทั้งประเทศจะมีไก่ยืนกรงอยู่ประมาณ 36-37 ล้านตัว ไข่ไก่ 29-30 ล้านฟองต่อวัน ทั้งยังมีความเป็นห่วงด้วยซ้ำไปว่า เดือนกันยายนซึ่งเป็นเทศกาลกินเจราคาไข่จะตกลงอีก

"มติครม.13 กรกฎาคม 2553 ให้เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ยังไม่ส่งผลต่อซัพพลายไข่ในช่วงนี้จะมีผลอีก 3 ปีข้างหน้า ช่วงนี้ราคาไข่อ่อนตัวลง จึงไม่ใช่ผลจากการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ แต่เกิดจากการควบคุมปริมาณลูกไก่ ที่จะให้ไข่ที่เอ้กบอร์ดได้ดำเนินการมาเป็นระยะ ๆ และภาวะอากาศที่เย็นลง"

นายกฤษดา ฤทธิชัยดำรงกุล ผู้จัดการฝ่ายบริการวิชาการ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวในทิศทางที่สอดคล้องว่า ราคาไข่จะปรับตัวลดลงจากภาวะอากาศที่เย็นลง ส่วนราคาไข่ที่แพงเกิดจากต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง สิ่งปลูกสร้างโรงเรือนมากกว่า โดยเฉพาะต้นทุนอาหารสัตว์สูงถึง 60% ขณะที่ต้นทุนลูกไก่ประมาณ 3-4% เท่านั้น การนำเข้าเสรีพ่อแม่ไก่พันธุ์จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาไข่แพง แต่เป็นการช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนลูกไก่ไข่มากกว่า ช่วยให้เกษตรกรหรือบริษัทที่ยังไม่มีพันธุ์ไก่ ได้มีพันธุ์ไก่ไข่เป็นของตัวเอง ลดต้นทุนการผลิตได้เล็กน้อย เพราะต้นทุนผลิตไข่ไก่ 60%อยู่ที่อาหารสัตว์ แต่ต้นทุนลูกไก่ประมาณ 3-4% เท่านั้น ขณะที่ระยะยาวหลังจากที่แม่ไก่ที่นำเข้ามาให้ผลผลิตไข่แล้วจะทำให้ผลผลิตล้น ตลาดเกินความต้องการราคาจะตก

ปัญหาที่จะตามมาในอนาคตคือ ราคาไข่ไก่ไม่มีเสถียรภาพ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ขาดทุน เพราะต้นทุนการผลิตไม่ได้ลดลง ผู้เลี้ยงเป็นหนี้ธนาคาร ถูกยึดทรัพย์สิน สุดท้ายปลาใหญ่กินปลาเล็ก เกษตรกรรายย่อยล้มหายตายจาก
ด้านดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการบริษัทเอ.เอฟ.อี จำกัด ในนามกลุ่มเกษตรกร 113 ฟาร์ม กล่าวว่า เกษตรกรขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ตั้งแต่ปี 2546 แต่ได้รับการปฏิเสธจากกรมปศุสัตว์เพราะจะมีการควบคุมปริมาณพ่อแม่พันธุ์ แม้หลังจากมีเอ้กบอร์ดแล้วได้รับการปฏิเสธอีก โดยแจ้งว่า เหตุที่ 9 บริษัทให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ เพราะเคยผลิตลูกไก่มาแล้ว พอมีการจำกัดพ่อแม่พันธุ์ลูกไก่ราคาแพงตามมาด้วยลักษณะเชิงผูกขาด คือบังคับขายลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์ เป็นปัญหาที่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนมาเป็นระยะ ๆ เกษตรกรภาคเหนือและภาคตะวันออกจึงต้องการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์เองเพื่อให้มี ลูกไก่เลี้ยง

"ไม่ต้องการถึงขั้นให้เปิดเสรี หากแต่ต้องการได้สิทธิ์นำเข้าพ่อแม่พันธุ์เข้ามา เพื่อความเป็นธรรมกับเกษตรกรเท่านั้น อย่างไรก็ดีการเปิดเสรีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคือ คนไทยได้กินไข่ราคาถูก เกษตรกรได้รับอิสระในการประกอบอาชีพ กระจายรายได้สู่ชนบท แข่งขันตลาดต่างประเทศได้ ส่วนข้อเสียช่วงแรก ๆ หลังจากที่พ่อแม่พันธุ์ไก่เสรีชุดแรกเข้ามาและให้ไข่ อาจเกิดปัญหาไข่ล้นตลาด แต่จะรุนแรงเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับธรรมาภิบาลของรายใหญ่"
นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ไข่แพงเพราะทุกอย่างแพงหมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือต้นทุนอื่น ๆ กลางปี 2551 ราคาน้ำมันดีเซลแตะใกล้ 2 ลิตร 100 บาท มีแต่ตายกับตายอาหารสัตว์ขึ้นหมด มองแล้วไม่เห็นอนาคตแต่ราคาไข่ไก่ไม่ขึ้น แสดงให้เห็นว่าราคาไข่ไม่สะท้อนต้นทุนเลย เกษตรกรขายหน้าฟาร์มขาดทุนแล้ว เพราะมีพ่อค้ากดราคา นี่คือผลกระทบที่เกษตรกรเจอในพื้นที่ ซึ่งผู้บริโภคจะไม่เข้าใจว่าต้นทุนเกษตรกรขึ้นแต่ราคาขายไม่ขึ้น เอ้กบอร์ดยังมีความจำเป็นอยู่เพราะเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรมาถ่ายทอดความต้อง การ อย่างไรก็ดีเร็ว ๆ นี้ราคาไข่น่าจะอ่อนตัวลง เพราะหลักดีมานด์ซัพพลายเป็นตัวกำหนดอย่างแท้จริง

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในเป็นหน่วยงานที่ดูแลปลายทาง ได้รับการร้องเรียนว่าไข่หาย ไข่แพง คนแย่งซื้อหน้าฟาร์ม จากการที่ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาหารือ พบว่ามีหลายปัจจัย อาทิ เกิดจากอากาศร้อน ความต้องการเพิ่ม โดยอากาศร้อนแหล่งน้ำธรรมชาติหายไป ชาวบ้านที่เคยหาปูหาปลากินหาไม่ได้ แล้วต้องหันมากินไข่ ทำให้ดีมานด์เพิ่มขึ้น เหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเราคนก็แห่ตุนไข่ กรมการค้าภายในดูแลให้ความเป็นธรรมทุกกลุ่ม ระยะสั้นได้แก่ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน คือ ตรึงราคาหน้าฟาร์ม 2.80 บาทต่อฟอง ราคาให้เป็นธรรม ปลายทางไข่เบอร์สองฟองละ 3 บาท ขายปลีก 3.30 บาท การดำเนินการสามารถแก้ปัญหาได้คือ ราคาไข่ทรงตัว แต่หลังจากนั้นตั้งแต่รากหญ้าจนถึงผู้บริหารประเทศ หันมาพูดถึงปัญหาราคาไข่กันอีก ราคาจึงขยับขึ้นอีกครั้ง จึงได้จัดไข่ธงฟ้าผ่านโมเดิร์นเทรด ผ่านสำนักงานการค้าภายในจังหวัด วันนี้ราคาตลาดลง 10-20 สตางค์ต่อฟอง

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็เกิดปัญหาไข่ต่อเนื่อง เพราะรายย่อยมีมาก ไม่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดปัญหาไม่สมดุลของอุตสาหกรรม เอ้กบอร์ดสามารถเข้ามาจัดการได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีบางปัญหาของกลุ่มเกษตรกร สามารถร้องเรียนที่กรมการค้าภายในได้ เพราะมีกฎหมายหลายฉบับดูแลให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม เพราะกรมการค้าภายในมีบทบาทดูแลเกษตรกรรายย่อยด้วย

ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาโต๊ะกลมมีความเห็นตรงกันว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่แล้วนั้น ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนมีความจำเป็นต้องปรับตัว รวมถึงเอ้กบอร์ดด้วย ต้องปรับบทบาทหน้าที่ให้เกิดความสมดุลของอุตสาหกรรมไก่ไข่ทั้งระบบ โดยเฉพาะการเปิดตลาดเพื่อรองรับซัพพลายไข่ไก่ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 3 ปีข้างหน้า

ทีดีอาร์ไอระบุปัญหาไข่ไก่สะท้อนความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทย

กรุงเทพฯ 20 ก.ค. - นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ตามที่ ครม.มีมติให้ยกเลิกระบบโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ก็มีคำถามที่น่าสนใจคือ เรื่องเช่นนี้ทำไมต้องให้ ครม. ตัดสินใจ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ทำไมจึงไม่ดำเนินการใดๆ แม้ปัญหาการผูกขาดพ่อแม่พันธุ์ไก่ ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการบังคับขายพ่วงไก่กับอาหารไก่ ซึ่งทำให้เกษตรกรเลี้ยงไก่จำนวนมากต้องได้รับความเดือดร้อนนั้น มีการร้องเรียนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และคำถามอีกคำถามคือ หากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นตัวแทน หรือมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ถูกร้องเรียน ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ หรือเกษตรกรยังคงต้องก้มหน้าก้มตารับสภาพความไม่เป็นธรรมดังที่เป็นมาในอดีต

ปัญหาที่เรื้อรังของอุตสาหกรรมนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทย ที่ทุนขนาดใหญ่สามารถครอบงำกลไกของภาครัฐได้ การที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจที่มีเส้นสายทางการเมือง ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยยิ่งนับวันยิ่งถ่างมากขึ้น ปัญหาในลักษณะดังกล่าวมีอยู่ทั่วทุกมุมของเศรษฐกิจไทย กรณี “ไข่ไก่” เป็นประเด็นขึ้นมาเพียงเพราะประเทศไทยมีลักษณะพิเศษที่มีการวัดขีดความ สามารถของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจด้วย “ราคาไข่ไก่” ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเกษตรไก่ไข่ ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยอีกจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจาก พฤติกรรมทางการค้าที่ส่อความไม่เป็นธรรมในหลายสาขาธุรกิจ

การผูกขาดตลาดพ่อแม่พันธุ์ไก่ ส่งผลให้ราคาไก่สาวในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้การที่เกษตรกรรายย่อยต้องพึ่งพาทั้งพ่อแม่พันธุ์ไก่ อาหารไก่ จากผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดไข่ไก่ด้วย จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งในการถูก “บีบ” ออกจากตลาด โดยผู้ประกอบการรายใหญ่อาจขึ้นราคาไก่สาว หรือ ราคาอาหารไก่ที่ขายพ่วง (ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายสามารถควบคุมราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ใช้ในการ ผลิตอาหารสัตว์) ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทุ่มราคาไข่ไก่ที่ตนผลิตได้ ทำให้รายได้จากการขายไข่ไก่ของเกษตรกรหดหายไป ในขณะที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกษตรกรต้องประสบภาวะการขาดทุน

ลดราคาแม่ไก่แก้ไข่แพง

เอกชนยอมหั่นราคาลูกไก่ แม่ไก่สาว 5 บาท ช่วยลดต้นทุนผลิตไข่ไก่ แต่ไม่รับปากคุมปริมาณนำเข้า อ้างต้องปกป้องผลประโยชน์บริษัท

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือผู้นำเข้าพันธุ์ไก่ไข่รายใหญ่ 9 บริษัท นานกว่า 3 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า เอกชนยอมลดราคาลูกไก่ 5 บาท จากตัวละ 30 บาท เหลือ 25 บาท ราคาแม่ไก่สาวลด 5 บาทเช่นกัน จากตัวละ 149 บาท เหลือ 144 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไข่ไก่

ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ แม้เอกชนพร้อมทำตามนโยบายรัฐบาล แต่การกำหนดสัดส่วนนำเข้า เอกชนชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่คุยได้ยาก เนื่องจากแต่ละรายมีความต้องการตามกิจการของตนเองแตกต่างกัน

“ผมถามว่าเมื่อเปิดเสรีแล้วการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ 4 แสนตัว จะยังช่วยกันดูให้เกิดสมดุลได้หรือไม่ เพราะยังขาดอีก 4 หมื่นกว่าตัว ถึงจะครบยอดเดิมที่เคยเลี้ยง 5 แสนตัว แต่เอกชนทั้ง 9 รายเห็นตรงกันว่าคุยกันไม่ได้ เมื่อเปิดเสรีแล้วเขาเองก็ไม่รู้ว่าแต่ละรายใครจะนำเข้าเท่าไร เขาต้องรักษาธุรกิจของเขา”

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เกษตรกรที่เคยจองลูกไก่ไข่ไว้กับบริษัทรายใหญ่ เริ่มมีการโทรศัพท์มาขอยกเลิกยอดจอง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิตกว่าจะเกิดการชะลอการผลิต เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีกี่รายต้องการนำเข้า

นายศิริวัฒน์ อินทรมงคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า มีเอกชน 3 รายยื่นเรื่องขอนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ เป็นเอกชนที่แยกตัวมาจากสหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรี คือ สหกรณ์ไก่ไข่ชลบุรี บริษัท นาดี และบริษัท 111 ขอนำเข้าแห่งละ 1 หมื่นตัว ทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานฟาร์มก่อน

กรณีที่มีการเสนอให้คุมฟาร์มแทนการคุมการนำเข้านั้น ยืนยันว่าทำไม่ได้ เพราะไม่ได้มีกฎหมายรองรับ แต่ทุกฟาร์มต้องผ่านมาตรฐานโรคระบาดสัตว์ ของกรมปศุสัตว์

ปัจจุบันประเทศมีผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ 42,671 ราย แบ่งเป็นผู้เลี้ยงรายเล็กเลี้ยงน้อยกว่า 100 ตัว 40,058 คน หรือ 93.88% เลี้ยงมากกว่า 1 แสนตัว 53 ราย หรือ 0.12%

กรณีไข่แพง กับ ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

เป็นที่น่ายินดีว่า ครม.ได้มีมติให้ยกเลิกระบบโควต้าการนำเข้าพ่อแม่พันธ์ไก่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่คำถามก็คือ เรื่องเช่นนี้ทำไมต้องให้ ครม.ตัดสินใจ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ทำไมไม่ดำเนินการใดๆ แม้ปัญหาการผูกขาดพ่อแม่พันธ์ไก่ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการบังคับขายพ่วงไก่กับ อาหารไก่ซึ่งทำให้เกษตรกรเลี้ยงไก่จำนวนมากต้องได้รับความเดือดร้อนนั้น มีการร้องเรียนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และคำถามอีกคำถามคือ หากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นตัวแทนหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ถูกร้องเรียน ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ หรือเกษตรกรยังคงต้องก้มหน้าก้มตารับสภาพความไม่เป็นธรรมดังที่เป็นมาในอดีต

ปัญหาที่เรื้อรังของอุตสาหกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมใน ระบบเศรษฐกิจไทย ที่ทุนขนาดใหญ่สามารถครอบงำกลไกของภาครัฐได้ การที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจที่มีเส้นสายทางการเมือง ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยยิ่งนับวันยิ่งถ่างมากขึ้น ปัญหาในลักษณะดังกล่าวมีอยู่ทั่วทุกมุมของเศรษฐกิจไทย กรณี “ไข่ไก่” เป็นประเด็นขึ้นมาเพียงเพราะประเทศไทยมีลักษณะพิเศษที่มีการวัดขีดความ สามารถของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจด้วย “ราคาไข่ไก่” ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเกษตรไก่ไข่ ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยอีกจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจาก พฤติกรรมทางการค้าที่ส่อความไม่เป็นธรรมในหลายสาขาธุรกิจที่รัฐไม่เคยให้การ เหลียวแล

แม้การยกเลิกโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธ์ไก่ไข่ครั้งนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการผูกขาดพ่อแม่พันธ์ไก่ในตลาดได้ แต่ก็จะสร้างปัญหาไข่ล้นตลาดและการทุ่มตลาดไข่ไก่ของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาเดิมก่อนที่จะมีการนำระบบโควต้ามาใช้เพื่อจำกัดปริมาณพ่อแม่ พันธ์ไก่ในปี พ.ศ.2545 ทั้งนี้ ได้มีการร้องเรียนปัญหาดังกล่าวต่อสำนักแข่งขันทางการค้าตั้งแต่ในปี พ.ศ.2544 [1] หากแต่ในขณะนั้นมิได้มีตรวจสอบว่ามีการทุ่มตลาดจริงหรือไม่อย่างจริงจัง แต่กลับมีข้อเสนอแนะให้จำกัดปริมาณพ่อแม่พันธ์ไก่ที่นำเข้าโดยการสร้างระบบ โควต้า เพื่อจำกัดจำนวนไก่สาวและปริมาณไข่ไก่ในตลาด โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ฯ ได้กำหนดให้มีผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเพียง 9 ราย ในปี พ.ศ.2548 บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในตลาด ได้รับการจัดสรรโควต้าถึงร้อยละ 41 ของจำนวนพ่อแม่พันธ์ไก่ที่สามารถนำเข้าได้ในแต่ละปี สัดส่วนดังกล่าวยังคงเหมือนเดิมในปี 2553 [2] การจำกัดการนำเข้าดังกล่าวยิ่งเป็นการเอื้อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ยิ่งมี อำนาจผูกขาดมากขึ้นไปอีก

การผูกขาดตลาดพ่อแม่พันธุ์ไก่ส่งผลให้ราคาไก่สาวในตลาดเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว [3] การที่เกษตรกรรายย่อยต้องพึ่งพาทั้งพ่อแม่พันธุ์ไก่ อาหารไก่ จากผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดไข่ไก่ด้วย จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งในการถูก “บีบ” ออกจากตลาด โดยผู้ประกอบการรายใหญ่อาจขึ้นราคาไก่สาว หรือ ราคาอาหารไก่ที่ขายพ่วง (ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายสามารถควบคุมราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ใช้ในการ ผลิตอาหารสัตว์) ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นและในขณะเดียวกันก็ทุ่มราคาไข่ไก่ ที่ตนผลิตได้ ทำให้รายได้จากการขายไข่ไก่ของเกษตรกรหดหายไปในขณะที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นส่ง ผลให้เกษตรกรต้องประสบภาวะการขาดทุน ทั้งนี้ คุณ ธนเดช แสงวัฒนกุล ผู้จัดการ หจก. อุดมชัยฟาร์ม ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่า เกษตรกรจำนวนมากต้องเลิกธุรกิจเพราะขาดทุนจากพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมดัง กล่าว ข้อมูลดังกล่าวตรงกับข้อมูลที่ผู้เขียนเคยรวบรวมจากกรมปศุสัตว์ว่า จำนวนผู้ประกอบการไก่ไข่เชิงพาณิชย์ลดลงโดยตลาด จาก 7,459 รายในปี พ.ศ.2543 เหลือ 3,279 รายในปี พ.ศ.2547

วิบากกรรมของเกษตรกรเลี้ยงไก่คงไม่มีทางจะหมดสิ้นไป ตราบใดที่กลไกของรัฐยังคงเข้าข้างผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่าพวกเขา แม้วันนี้ปัญหาการผูกขาดพ่อแม่พันธุ์ไก่จะสิ้นสุดลง แต่ปัญหาการผูกขาดวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ เช่น ปลาป่น หรือ กากถั่วเหลือง ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบโควต้าเช่นกัน หรือ ปัญหาการทุ่มตลาดราคาไข่ไก่ ก็ยังคงอยู่ และอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น

การที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ไก่จำนวน 113 ฟาร์ม ในนาม บริษัท เอเอฟอี จำกัด ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ฯ ต่อศาลปกครองนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะแสดงถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ของกลุ่มผู้ที่ถูกเอาเปรียบเพื่อให้เขาได้ รับความเป็นธรรม นอกจากนี้แล้ว กรณีนี้น่าจะเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับปัญหาการมีส่วนได้เสียของกรรมการในคณะ กรรมการของภาครัฐหลายแห่งที่มีส่วนได้เสียกับธุรกิจที่ตนเองกำกับ แม้ มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้ห้ามกรรมการที่มีส่วนได้เสียพิจารณาทางปกครองดังนี้

มาตรา 16 ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 [4] เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่ มีอำนาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณา ทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้

ผู้เขียนมี ความเห็นว่าคณะกรรมการของรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ได้จงใจละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะแก้ไขปัญหาความเดือด ร้อนของเกษตรกรแม้จะได้รับเรื่องร้องเรียนมาเป็นเวลานานนับปีก็ควรที่จะต้อง ถูกตรวจสอบในลักษณะเดียวกันเช่นกัน ภายใต้กลไกของรัฐที่ถูกครอบงำโดยทุนขนาดใหญ่ ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยคงจะต้องยอมรับว่าตนเท่านั้นที่สามารถเป็นที่พึ่งแห่ง ตน
........................................

[1] สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2544) โครงการสร้าง แนวร่วมในการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า นำเสนอต่อ ธนาคารโลก
[2] ข้อมูลการจัดสรรโควต้าปี พ.ศ. 2548 และ 2553 ได้จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไข่ไก่
[3] สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2549) บทที่ 4: อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ใน รายงานวิจัยเนื่อง “โครงการปรับปรุงนโยบายการแข่งขันของประเทศไทย. นำเสนอต่อ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
[4] มาตรา 13 ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นญาติ เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือตัวแทนของคู่กรณีพิจารณาทางปกครอง

เจาะนโยบายนำเข้าเสรีพันธุ์แม่ไก่ เปิดศึกงัดข้อนายทุน งานนี้ไม่ "win-win" อาจเป็น "lose-lose"

เรียบร้อยโรงเรียน "มาร์ค" ไปแล้ว สำหรับการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่แพง ที่สร้างความสงสัยให้กับสังคมอยู่พักใหญ่ ว่าทำไม "ไข่อภิสิทธิ์" ถึงได้แพงมหาโหด ใบละ 5-6 บาท

เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สวมบทผู้นำ สั่งเฉียบขาดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ให้เปิดนำเข้าเสรีพันธุ์แม่ไก่ไข่ พร้อมทบทวน

การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลเรื่องไข่ไก่ทั้งระบบ ใหม่อีกครั้ง

หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็เห็นสมควรให้ยุบทิ้งไป

พร้อมย้ำว่าจากนี้ไปจะพยายามทำให้ราคาขายไข่ไก่ ต่ำกว่าราคาต้นทุนในปัจจุบัน 2.80 บาท ต่อฟองให้ได้

น่าสนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้นายกฯ ตัดสินใจเลือกใช้วิธีการแก้ไขปัญหาแบบถอนรากถอนโคนแบบนี้

หากใครติดตามปัญหาเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ในช่วงแรกคงมีความรู้สึกว่า ไม่น่าจะมีอะไรในกอไผ่ เนื่องจากฝ่ายผู้ประกอบการอ้างว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาไข่พุ่งสูงขึ้น เป็นเพราะปริมาณ

พันธุ์แม่ไก่มีน้อย บวกกับสภาพอากาศร้อนจัด และหลังจากที่รัฐบาลออกมายืนยันว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ราคาไข่ไก่ ก็คงจะปรับตัวลดลง เข้าสู่ภาวะปกติในไม่ช้า

แต่ทำไปทำมา ปัญหาราคาไข่ไก่ กลับลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ชนิดที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง

หากจะโฟกัส ไปถึงเบื้องลึกแห่งนโยบายการเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ของนากยฯ คงต้องย้อนกลับไปดูผลการประชุมคณะกรรมการเอ้กบอร์ด เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ เข้าไปร่วมการประชุมด้วย หลังจากปัญหาราคาไข่แพง ถูกจุดติดเป็นประเด็นใหญ่ทางสังคม เพราะราคาไข่ ถือเป็นเครื่องชี้วัดภาวะทาง

เศรษฐกิจและฝีมือการบริหารงานรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

ว่ากันว่า การเดินทางไปร่วมประชุมของนายกอร์ปศักดิ์ มีการนำข้อความจากนายกฯ ไปฝากที่ประชุมหลายเรื่อง โดยเฉพาะแนวคิดการแก้ไขที่ควรยึดถือทฤษฎีอุปสงค์และอุปทานที่ควรสอดคล้องกัน

เมื่อปัญหาราคาไข่ไก่แพงอันเกิดจากจำนวนไข่มีน้อยเกินไป ก็ควรหาทางเพิ่มปริมาณซึ่งน่าจะส่งผลทางจิตวิทยาทำให้ราคาไข่ไก่ในท้องตลาด ปรับลดลงมา

และนั่น จึงเป็นที่มาของแนวทางการแก้ไขปัญหาหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการยืดอายุยืนกรงของไก่สาว การชะลอการส่งออกไข่ไก่ไปนอกประเทศ รวมถึงการให้กรมปศุสัตว์จัดลูกไก่ไข่กองกลาง จำนวน 50,000 ตันต่อเดือน ให้เกษตรกรรายย่อยที่ขาดแคลนลูกไก่ไข่ ไปเลี้ยงเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และกำหนดปริมาณไก่ไข่เป็นโควตากลาง ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพันธุ์ไก่ไข่ โดยจะให้เริ่มในปี 2554 เป็นต้นไป

ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับมอบหมายให้ศึกษาปรับปรุงโครงสร้างอำนาจ หน้าที่ของเอ้กบอร์ด เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลา 60 วัน

แต่ยังไม่ทันที่มาตรการเหล่านี้จะเห็นผล นายกฯก็ตัดสินใจประกาศให้มีการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่เสรี

การตัดสินใจครั้งนี้มีกระแสข่าวว่า มาจากการที่นายกฯอภิสิทธิ์ได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดว่า แท้จริงแล้วการบริหารงานของเอ้กบอร์ดตกอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้ประกอบการ 9 ราย ที่ได้รับโควตาการนำเข้าแม่พันธุ์ไข่ไก่ ขณะที่ตัวแทนราชการ ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรมาก

โควตาการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ถูกผูกขาดไว้อย่างแน่นหนา แม้มีผู้ประกอบการบางรายพยายามจะขอนำเข้าด้วย แต่ไม่ได้รับการอนุญาต ส่งผลให้เกษตรกรต้องรอต่อคิวซื้อพันธุ์ไก่ไข่

จากเอกชน 9 รายเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลปรากฏว่ามีเอกชนบางรายหัวใส ต้องการได้กำไรมาก กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าการซื้อพันธุ์แม่ไก่จะต้องพ่วงกับการซื้ออาหารสัตว์ของ บริษัท

ด้วยหากเกษตรกรรายไหนไม่ยินยอมก็ต้องรอต่อคิวยาว....ไปเลย

ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ที่ตั้งไว้ในแต่ละปี จำนวน 400,000 ตัว มีการนำเข้ามาเพียงแค่ 360,000 ตัวเท่านั้น และมีอัตราลดลงเรื่อยๆ ซึ่งยังไม่นับรวมกับข่าวที่ว่ามีการสั่งเก็บไข่จำนวนมากไว้นานถึง 6 เดือนด้วย

ภาพการบริหารของเอกชน จะคล้ายมีความพยายามจงใจทำให้เป็นแบบนี้ เพื่อให้ปริมาณไข่ไก่ลดลง เพื่อหวังผลปั่นราคาไข่ให้แพงขึ้นหรือไม่กลายเป็นที่กังขาของสังคม

หลังคำสั่งปลดระวาง เอ้กบอร์ด ดังกล่าว ที่ออกมา ก็ยิ่งตอกย้ำให้สังคมเห็นว่า "เอ้กบอร์ด" กลายเป็นจำเลยทางสังคมทันที

อย่างไรก็ตาม แม้การตัดสินใจแก้ไขปัญหาเรื่องไข่ไก่ของนายกฯครั้งนี้ จะได้ใจสังคมไปอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ไม่เคยมีสิทธิในโควตาการนำเข้ามานาน

แต่ในหมู่ข้าราชการ รวมถึงเอกชนที่คร่ำหวอดในวงการค้าไข่ กลับมีความเห็นที่แตกต่าง มองว่านายกฯเลือกทางแก้ไขปัญหาที่ผิด มองข้อมูลไม่ครบทุกด้าน และผลจากการตัดสินใจครั้งนี้ อาจจะนำปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต

ผู้ประกอบการนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่รายหนึ่ง ให้ความเห็นว่า ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเอ้กบอร์ด เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ผันผวนระหว่างภาครัฐ และเอกชน หลังเกิดภาวะไข่ไก่ล้นตลาด ทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างมาก

โดยความร่วมมือครั้งนั้น โดยเฉพาะการลดปริมาณนำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จากเดิมที่การนำเข้าแบบอิสระเสรี ไม่มีการบังคับ การกำหนดโควตาไว้ที่ 400,000 ตัว ซึ่งเอกชนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะกลัวการขาดทุน เห็นได้จากจำนวนเอกชนที่เคยมีอยู่ถึง 15 บริษัท ลดลงมาเหลือ 13 ก่อนที่จะปรับลดลงเหลือ 9 บริษัทในปัจจุบัน

ส่วนเหตุผลว่าทำไมโควตานำเข้าถึงผูกไว้เพียงแค่เอกชน 9 รายเท่านั้น ก็เป็นเพราะว่าการดำเนินธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่าย ผู้เลี้ยงจะต้องมีศักยภาพเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องโรงฟักอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ และที่สำคัญต้องมีทุนเสริมสภาพคล่องพอสมควร ภาพรวมการทำธุรกิจประเภทนี้ เกษตรกรรายย่อยจึงไม่นิยมที่จะเพาะเลี้ยงพันธุ์ไก่เอง แต่จะใช้วิธีซื้อจากเอกชนเป็นหลัก

ส่วนข้อครหาเรื่องกลวิธีการทำธุรกิจที่ดูเหมือนจะมีการเอาเปรียบนั้น ผู้ประกอบการรายนี้ยอมรับว่าอาจมีผู้ประกอบการบางรายที่ทำเช่นนั้น เพราะต้องเข้าใจว่าการทำธุรกิจนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีปัญหาการขาดทุนมา ตลาด เพิ่งจะมีโอกาสในช่วงนี้เองที่จะทำกำไรได้

โดยที่ผ่านมาภาครัฐก็มีข้อมูลอยู่ที่น่าจะเข้ามาจัดการได้ แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร อย่างกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ควบคุมเรื่องราคาเป็นหลัก ทำเพียงอย่างเดียวของบประมาณจัดโครงการ

ไข่ธงฟ้าเท่านั้น

การแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่แพง นอกจากนายกฯที่ได้หน้าได้คะแนน ก็ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ชอบอ้างเกษตรกรรายย่อยมาเป็นแบ็คอัพน่าจะได้ ประโยชน์ด้วย เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามจะขอแบ่งโควตาจากเอกชน 9 ราย ซึ่งมีแผนดำเนินงานจะเซ้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งแถวชลบุรี โดยคนในแวดวงเดียวกันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้ประกอบการรายนี้จะขายอาหารสัตว์พ่วงกับขายพันธุ์สัตว์ในเกษตรกรที่ เป็นลูกข่าย

ไม่รู้ว่าเรื่องเล่าข่าวลือเหล่านี้ นายกฯจะได้ยินบ้างหรือไม่

"ถ้าจะให้พูดกันตามความจริง การตัดสินใจใช้นโยบายการเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ครั้งนี้ เอกชนทั้ง 9 รายไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมาก ในทางตรงกันข้าม รู้สึกมีความสุขมากกว่าที่จะได้ทำธุรกิจอย่างอิสระ ไม่ต้องถูกบังคับจากหัวโขนความเป็นเอ้กบอร์ด ที่ราชการสวมไว้ให้ เพราะเชื่อว่า ต่อให้มีการเปิดเสรี ก็คงจะมีเกษตรกรจำนวนน้อยที่สามารถนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่มาได้ สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องพึ่งเอกชนรายเดิมอยู่ดี ซึ่งหมายถึงว่าจะต้องซื้ออาหารสัตว์พ่วงด้วย"

เท่าที่ดูแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องไข่ล้นตลาดของนายกฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจนอะไรมากนัก ที่พูดว่าจะนำกลไกลเหมือนนมโรงเรียนมาใช้ ก็เป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะสินค้าทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน อีกทั้งกลไกเรื่องนมโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก ภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมนมเทนมทิ้งประท้วงรัฐบาลก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เชื่อว่าเมื่อถึงตอนนั้น หากไม่มีทางออก รัฐบาลก็คงต้องกลับมาง้อเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลืออยู่ดี

แต่ความร่วมมือครั้งใหม่ (ในอนาคต) เชื่อว่ากติกาคงไม่เหมือนเดิม เพราะภาพที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนี้ ระหว่างรัฐบาลกับเอกชน มันมีรอยร้าวแห่งความไม่ไว้วางใจกัน เสียแล้ว

เมื่อถึงวันนั้น คนไทยทั้งประเทศ คงจะมีคำตอบอยู่ในใจว่า ใครคือผู้รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้น

ผู้ประกอบการ 9 ราย รับนโยบายนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรี เตรียมประชุมคณะกรรมการ Egg Board 22 ก.ค.

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชน 9 ราย ที่ได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ว่า เบื้องต้นผู้ประกอบการทั้งหมดยินดีปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติให้สามารถนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่โดยเสรี เพื่อแก้ไขปัญหาไข่ไก่ราคาแพง ขณะเดียวกันกรมปศุสัตว์ได้ขอความร่วมมือในการลดราคาพันธุ์สัตว์ลงมาเนื่อง จากราคาขายสูงกว่าราคาที่เฝ้าระวังมาก โดยขณะนี้ราคาลูกไก่ไข่หน้าตู้ฟักลดลงเหลือ 25 บาท จากต้นทุนราคา 21 บาท ซึ่งแต่เดิมขายสูงถึง 30 บาท ขณะที่แม่ไก่สาว ราคาต้นทุนประมาณ 136.50 บาท จากเดิมราคาขายอยู่ที่ 154 บาท แต่ขณะนี้ได้ลดเหลือ 144 บาทแล้ว ซึ่งสูงกว่าราคาต้นทุนร้อยละ 6 และยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board เฝ้าระวัง ทั้งนี้ ในส่วนของกรมปศุสัตว์ที่ต้องสำรองจัดลูกไก่ไข่กองกลาง 50,000 ตัวต่อเดือน ให้แก่เกษตรกรรายเล็ก รายย่อยที่ขาดแคลนลูกไก่ ทางผู้ประกอบการทั้ง 9 ราย พร้อมจัดสรรลูกไก่เพิ่มเข้าไปตามที่ได้รับการแจ้งมา โดยปศุสัตว์แต่ละจังหวัดจะดำเนินการส่งถึงเกษตรกรภายใน 7 วัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการ Egg Board อีกครั้ง เพื่อความชัดเจนในเรื่องต่างๆ และจะมีการแจ้งมติคณะรัฐมนตรี ให้รับทราบอย่างเป็นทางการโดยทั่วกัน

สหฟาร์มขานรับนำเข้าพันธุ์ไก่เสรี ยันซับพลายยังขาดอีกปีละ1.2หมื่นล้านฟอง

"สหฟาร์ม" ขานรับนโยบายนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่เสรี เตรียมลุยตลาดไข่ไก่เต็มตัว หลังโอกาสเปิดกว้าง ระบุตลาดมีโอกาสขยายตัวสูง เหตุซับพลายเข้าตลาดยังขาดอีกปีละ 1.2 หมื่นล้านฟอง เชื่ออนาคตต้นทุนถูกลง ทำให้คนไทยบริโภคโปรตีนราคาถูกลงตาม ส่วนปัญหาไข่ล้นตลาด ไม่น่าเกิดขึ้น แนะรัฐบาลช่วยกระตุ้นคนไทยบริโภคไข่ไก่อีกทาง

นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานคณะบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เปิดเผยว่า สหฟาร์มมีแผนจะเข้าทำตลาดไข่ไก่ในประเทศหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้นำเข้าแม่ พันธุ์ไก่ไข่ได้เสรี เนื่องจากเห็นว่าตลาดไข่ไก่ในประเทศมีปริมาณความต้องการเฉลี่ย 2 หมื่นล้านฟองต่อปี แต่ปัจจุบันผลิตได้เฉลี่ย 8 พันล้านฟองต่อปี ทำให้ยังขาดผลผลิตเข้าสู่ตลาดอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านฟองต่อปี จึงถือเป็นโอกาสที่สหฟาร์มจะเข้ามาผลิตไข่ไก่เพื่อป้อนความต้องการที่ยังขาด อยู่ได้

ทั้งนี้ ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ที่ขาดแคลนประมาณ 1.8 หมื่นล้านฟองต่อปีนั้น อยู่บนเงื่อนไขการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยเฉลี่ยคนละ 1 ฟองต่อวัน ซึ่งต้องมีการรณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่ให้มากขึ้น

นางมนูญศรีกล่าวว่า การเปิดเสรีไข่ไก่จะทำให้มีผู้เข้ามาเล่นในตลาดมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะสหฟาร์มเท่านั้น แต่จะมีรายอื่นๆ รวมถึงเกษตรกรรายย่อยที่สามารถเข้ามาเลี้ยงไก่ไข่ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ต่อไปต้นทุนการผลิตไข่ไก่จะลดลง และผู้บริโภคจะมีอาหารโปรตีนราคาถูกบริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าหากปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ลดลงเหลือฟองละ 2.20 บาท จากปัจจุบัน 2.80 บาท

"เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่รัฐบาลเปิดเสรีให้มีการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ เพราะจะทำให้การผูดขาดตลาดไข่ไก่หมดไป จะมีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น ผลผลิตไข่ไก่จะมากขึ้น ต้นทุนไข่ไก่จะถูกลง ส่วนข้อกังวลที่ว่าเมื่อมีผู้เข้ามาสู่ระบบการเลี้ยงไก่ไข่มากขึ้นแล้ว จะทำให้ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหากทำให้คนไทยบริโภคไข่ไก่วันละ 1 ฟองได้ ปัญหานี้ก็จะหมดไป"นางมนูญศรีกล่าว

นางมนูญศรีกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องทำการประชาสัมพันธ์ ให้คนไทยหันมาบริโภคไข่ไก่กันมากขึ้น และพยายามแก้ทัศนคติที่ผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคไข่ที่คนทั่วไปมักจะกังวลว่าหากบริโภคมากจนเกินไปจะทำให้ เป็นโรคต่างๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการบริโภคไข่ไก่ทุกวันไม่ได้ส่งผลเสียอะไรแบบนั้นเลย มีแต่เป็นประโยชน์กับร่างกาย

สำหรับแผนการบุกเจาะตลาดของสหฟาร์ม จะทำการขออนุญาตนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ไข่ทันที หลังรัฐบาลเปิดเสรี เพราะไม่จำเป็นต้องปรับปรุงขบวนการผลิต ระบบการเลี้ยง เนื่องจากสหฟาร์มเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงไก่เนื้ออยู่แล้ว แค่ปรับกระบวนการเล็กน้อยก็เลี้ยงไก่ไข่ได้ จึงไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่ม