บริษัท เอเอฟอี จำกัด ผู้ยื่นฟ้องกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมี คำสั่งให้บริษัทนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ ไก่ไข่ (P.S.) จำนวน 58,100 ตัว จดทะเบียนตั้งบริษัท ในเดือนธันวาคม 2526 ด้วยทุน จดทะเบียน 50 ล้านบาท มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี ผู้ก่อการตั้งบริษัทเป็นกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชลบุรี-ฉะเชิงเทรา
กรรมการ ของบริษัทมี 13 คน ได้แก่นายนรสีห์ ตระกูลช่าง, นายชลิต ไชยยากุลวัฒน์, นายอาทร จิตตชโลธร, นายสุเทพ พูลสมบัติ, นายฑิฆัมพร พิศาบดินทร์, นายนิกร จันธรรมาพิทักษ์, นายชัย อินทนุรังษี, นายสันติ ธนกิจสัมพันธ์, นายสุพัฒน์ ธนะพิงค์พงศ์, นายพงษ์ศักดิ์ พูลสมบัติ, นายละออ เสร็จกิจ, นายสุรัตน์ อิฐโสภณพันธ์ และ นางจิระภา ทรัพย์นภาพร มีวัตถุประสงค์ ในการประกอบกิจการค้าอาหารสัตว์ อาหารเสริมในการเลี้ยงสัตว์ ยารักษาป้องกันโรค และประกอบกิจการตั้งฟาร์ม ผู้ถือหุ้นบริษัทมีทั้งหมด 58 คน
ผลประกอบการล่าสุดของบริษัท สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ปรากฏว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,438,426.66 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มีกำไรสุทธิ 2,176,150.13 บาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.87 บาท และ 4.35 บาท ตามลำดับ
ดร.นรสีห์ ตระกูลช่าง ประธานกรรมการ บริษัท เอเอฟอี กล่าวถึงชื่อบริษัท มาจากคำว่า Animal Farmer Enterprise เป็นกิจการร่วมทุนของกลุ่มเกษตรกรจำนวน 59 ฟาร์มจากทั่วประเทศ โดยบริษัทเปรียบเสมือน "กันชน" ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกษตรกรรายย่อยถูกยักษ์ใหญ่ปศุสัตว์กลืน บริษัทมีสินค้าหลากหลายชนิด หากบริษัทไม่ขายอาหารไก่ไข่ ก็มีตลาดอาหารสัตว์อื่น ๆ รองรับ
เป้าหมายของบริษัทไม่ได้มุ่งเน้น ให้เกษตรกรมาเป็นลูกค้าซื้ออาหารสัตว์ของบริษัทแต่เพียงอย่างเดียว จุดยืนของบริษัท หากพบว่าฟาร์มขนาดใหญ่ หรือสหกรณ์ รายใดมีศักยภาพในการผลิตอาหารสัตว์ใช้เอง บริษัทก็จะเข้าไปส่งเสริม โดยการจัดหาสูตรอาหารสัตว์ให้ โดยบริษัทจะมี รายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์และ พรีมิกซ์เข้ามาทดแทน ส่วนอาหารสัตว์สำหรับรูปของบริษัท จะมุ่งจำหน่ายให้กับฟาร์มขนาดเล็กที่ไม่มีศักยภาพในการผสมอาหารสัตว์ใช้เอง
บริษัท ใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาผลิตอาหารสัตว์คุณภาพดี แต่มีราคาถูกกว่าอาหารสัตว์ของ บริษัทปศุสัตว์ครบวงจร ยกตัวอย่างอาหารไก่ มีราคาถูกกว่า ก.ก.ละ 1.50 บาท หรือตันละ 1,500 บาท ปัจจุบัน บริษัท เอเอฟอีมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ กำลังผลิต 6,000 ตัน/เดือน ส่วนในอนาคต บริษัทจะมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งใหม่บนพื้นที่ 36 ไร่ ที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี กำลังผลิต18,000 ตัน/เดือน ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 200 ล้านบาท
"ข้อ แตกต่างของบริษัทเรากับบริษัท ยักษ์ใหญ่ปศุสัตว์ครบวงจรก็คือบริษัท เอเอฟอี ก่อตั้งมาจากกลุ่มเกษตรกร จำนวน 59 ราย ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการจำนวน 13 คน เพื่อเข้ามาบริหารกิจการของบริษัท เอเอฟอี ไม่ได้มุ่งขายสินค้าผูกขาดราคาแพง เพื่อสร้างผลกำไร แต่ไปทำร้ายเกษตรกร กำไรทั้งหมดที่บริษัทได้รับจะถูกส่งกลับไปยังเกษตรกรที่เข้ามาร่วมทุน"
อนที่ จะมีการตั้งคณะกรรมการ นโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ขึ้นมาควบคุมปริมาณการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) ในระบบการจัดสรรโควตานำเข้าให้กับ ผู้นำเข้าเพียง 9 รายนั้น ในระหว่างปี 2545-2546 ได้เกิดวิกฤตการณ์ไข่ไก่ล้นตลาด จากการเทขาย (Dump) ไข่ไก่ของบริษัทรายใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศประสบภาวะล้มละลายจนรัฐบาลในขณะ นั้นต้องเข้ามายื่นมือช่วยเหลือ
ด้วยการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเป็น 2 ระยะ คือระยะสั้น ประกอบไปด้วย 1) การปลดแม่ไก่ไข่ 2) เก็บไข่ไก่ส่วนเกินเข้าห้องเย็น 3) การส่งออกไข่ไก่ส่วนเกินไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ 4) ให้บริษัทรายใหญ่ระงับการ Dump ราคาไข่ไก่ 5) ให้รัฐบาลรับซื้อไข่ไก่จากเกษตรกร 6) ลดราคาลูกไก่ไข่-ไก่สาว 7) ควบคุมราคาขายปลีกไข่ไก่ และ 8) ชะลอการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่
ส่วน มาตรการระยะกลางในขณะนั้น ได้กำหนดให้ 1) ป้องกันการ Dump ราคาไข่ไก่ 2) ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่จาก 132 ฟอง/คน/ปี เพิ่มมาเป็น 200 ฟอง/คน/ปี 3) กำหนดราคากลางไข่ไก่ 4) ตั้งคณะอนุกรรมการกำกับราคาลูกไก่/ไข่ไก่/ไก่สาว 5)ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ 6) ควบคุมการผลิต ไข่ไก่ทั้งระบบ 7) จดทะเบียนผู้เลี้ยงไก่ไข่และ ผู้ผลิตพ่อแม่พันธุ์ 8) ขอความร่วมมือเกษตรกรหยุดขยายการผลิตไข่ไก่ในช่วง 2-3 ปี 9) ควบคุมและจัดระเบียบการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ 10) ขึ้นทะเบียนมาตรฐานฟาร์ม 11) สนับสนุนเงินอุดหนุนการส่งออกไข่ 12) จัดตั้งโครงการไข่โรงเรียน
ในอนาคต "วงจร" ไข่ไก่ล้นตลาดกำลังกลับมา หากไม่มีการบริหารการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างมีประสิทธิภาพวิธีจัดการ กับปัญหาของรัฐบาลก็ยังคงวนเวียนกับมาตรการเดิม ๆ ข้างต้น ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตผู้ค้าปศุสัตว์ในอดีตกลับพัฒนาไปไกลจนเข้าสู่ระบบครบ วงจร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ด้วยการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ

