จับตาบรรษัท

CPFปรับเช่าโรงงานไก่5ดาว พบลงทุนถูกว่าสร้างเองพร้อมอัด70ล.ลุยตลาดครึ่งปีหลัง

ซีพีเอฟปรับแผนลุยธุรกิจ 5 ดาวเช่าโรงงานแทนลงทุนเอง หลังพบทุนทุนถูกกว่า ขณะเดียวกันเล็งยุบโรงงานร้อยเอ็ดหลังโรงงานที่โคราชเสร็จ ล่าสุดเตรียมอัดงบ 70 ล้านบาท ลุยทำการตลาดครึ่งปีหลัง หวังดันรายได้สิ้นปีทะลุ 4,000 ล้านบาท

นายสถิต สังขนฤบดี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า 5 ดาวเปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายโรงงานแห่งใหม่ที่ จ.นครราชสีมา ในรูปแบบของการเข้าไปเช่าพื้นที่การผลิตสินค้า เนื่องจากลงทุนถูกกว่าการ สร้างโรงงานผลิตสินค้าเองที่ต้องใช้งบลงทุนสูงถึง 50 ล้านบาท ขณะที่การเช่าโรงงานใช้งบลงทุนรวมเพียง 8 ล้านบาท ซึ่งในงบลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็นงบในการซื้อเครื่องจักร 5 ล้านบาท โดยเบื้องต้นบริษัทได้เช่าโรงงานแห่งดังกล่าวเพื่อผลิตสินค้าป้อนให้ธุรกิจ 5 ดาวไว้จำนวน 15 ปี

ปัจจุบันโรงงานแห่งดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าประมาณต้นปีหน้าจะ แล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตสินค้าให้กับธุรกิจ 5 ดาว หลังจากนั้นบริษัทจะทำการยุบโรงงานที่ จ.ร้อยเอ็ด เนื่องจากโรงงานแห่งดังกล่าวมีพื้นที่เล็กเกินไป จึงทำให้ต้องย้ายเครื่องจักรทั้งหมดมาอยู่ที่โรงงานแห่งใหม่ใน จ.นครราชสีมา ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบกับโรงงานเก่าที่ จ.ร้อยเอ็ด และเพิ่มขึ้น 30% สำหรับภาพรวมของโรงงานผลิตสินค้า 5 ดาว ที่ปัจจุบันมีอยู่ 3 โรงงาน คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และร้อยเอ็ด

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจ 5 ดาวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในเครืออย่างต่อเนื่องทั้ง 5 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจไก่ย่าง ซึ่งสิ้นปีมีแผนที่จะขยายสาขาให้ครบ 2,600 สาขา จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาอยู่ที่ 2,500 สาขา ธุรกิจไก่ทอดมีแผนที่จะขยายให้ครบ 1,200 สาขาในสิ้นปี จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาอยู่ที่ 1,000 สาขา

ขณะที่ธุรกิจข้าวมันไก่จะขยายให้ครบ 300 สาขาจากปัจจุบันมี 160 สาขา ธุรกิจบะหมี่เกี๊ยวกุ้งจะขยายให้ครบ 70 สาขา จากปัจจุบันมี 25 สาขา และธุรกิจเรดดี้มีล (อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน) จะเปิดให้ครบ 50 สาขาในสิ้นปี จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 20 สาขา ซึ่งแต่ละธุรกิจจะใช้งบลงทุนประมาณ 15,000-25,000 บาทต่อสาขา

"ธุรกิจห้าดาวมีการแตกธุรกิจออกเป็น 5 ธุรกิจด้วยกัน ประกอบด้วย ไก่ย่างห้าดาว, ไก่ทอดห้าดาว, ข้าวมันไก่, บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง เกี๊ยวหมู และ 5 ดาวเรดดี้มีล โดยเป็นคอนเซ็ปต์ที่เน้นสร้างงานให้กับคนไทย จะเป็นเถ้าแก่เล็กหรือเป็นแฟรนไชส์แบบ 100% ซึ่งปัจจุบันยังไม่เน้นขยายธุรกิจใหม่ แต่โฟกัส 5 ธุรกิจหลักที่มีอยู่ให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากยังมีหลายกลุ่มที่ยังเล็กอยู่ โดยปัจจุบันทุกธุรกิจมีจุดขายรวมกันอยู่ที่ 3,700 จุด" นายสถติกล่าว

ส่วนผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีรายได้อยู่ ที่ 1,900 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เนื่อง จากช่วงครึ่งปีแรกไม่ใช่ฤดูกาลขาย แต่จากการที่บริษัทขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไตรมาส 3-4 เป็นช่วงหน้าขาย จึงมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายตรงตามเป้าหมายที่ 4,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 15%

เจ้าสัวเจริญ-ปตท. เปิดศึกชิง "คาร์ฟูร์"

ทุนไทย-ทุนนอก เปิดศึกชิงส่วนแบ่ง ตลาดค้าปลีกแสนล้านจาก "คาร์ฟูร์" กันอย่างดุเดือด "เจ้าสัวเจริญ" ส่งทีมที่ปรึกษาการเงินและการเจรจาจาก "โกลด์แมน แซคส์" ต่อรองตรง ขณะที่ ปตท.และสหพัฒน์ สนใจโดดร่วมวงด้วย หวังดึงธุรกิจค้าปลีกในมือต่างชาติกลับคืน...

หลังจากห้าง ค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต คาร์ฟูร์ ประกาศขายกิจการในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์พร้อมกัน เพื่อย้ายฐานลงทุนไปในจีนและอินโดนีเซีย ซึ่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่า และแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินประกาศเชิญชวนผู้สนใจประมูลซื้อกิจการ ปรากฏว่ามีผู้แสดงเจตจำนงเข้าร่วมประมูลหลายราย โดยรายแรกที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะประมูลซื้อห้าง คาร์ฟูร์ไปได้ก็คือกลุ่มของห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งถือหุ้นใหญ่ โดยยักษ์ค้าปลีกที่ชื่อคาสิโน สัญชาติฝรั่งเศส เช่นเดียวกับคาร์ฟูร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บิ๊กซีเป็นกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์น-เทรด) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในไทยเป็นอันดับ 3 ความต้องการฮุบกิจการของคาร์ฟูร์ก็เพื่อต่อยอดธุรกิจ เพิ่มความแข็งแกร่ง และขยายสาขาเพื่อแข่งขันกับห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งครองส่วนแบ่งในตลาดค้าปลีกของประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ให้ได้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่ามีความพยายามจะเจรจาซื้อขายห้างคาร์ฟูร์ในไทยมา ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถตกลงราคากันได้ เนื่องจากในทางเทคนิค การประเมินราคาซื้อขายไม่ควรต่ำกว่า 50% ของยอดขายเฉพาะในประเทศไทย คาร์ฟูร์ ซึ่งมียอดขายประมาณ 27,000 ล้านบาท และสาขาอีก 44 แห่งทั่วประเทศ อาจขายได้ในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 13,500 ล้าน บาท แต่เนื่องจากมีการผนวกคาร์ฟูร์ในสิงคโปร์และมาเลเซียเข้าไปด้วย ในขณะที่มีความต้องการซื้อสูง อาจทำให้มีการโก่งราคาขายขึ้นถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 31,500 ล้านบาท (31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ) ได้

ส่วนห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งแม้จะยังมีคนจากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ไปนั่งเป็นประธานอยู่ แต่เจ้าสัวธนินท์ก็เหลือหุ้นอยู่ในเทสโก้โลตัสน้อยมาก ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เปลี่ยนมือไปเป็นยักษ์ค้าปลีกสัญชาติอังกฤษแทนนั้น เดิมทีมีข่าวว่าเทสโก้โลตัสแสดงความสนใจจะซื้อคาร์ฟูร์ตัดหน้าคู่แข่งเช่น กัน แต่เนื่องจากตกเป็นเป้าโจมตีหนักว่า ทำลายร้านค้าโชห่วยให้ต้องปิดตัวไปมาก เพราะมีการขยายสาขาไปอย่างรวดเร็ว จนทางการต้องออก พ.ร.บ.ค้าปลีก, พ.ร.บ.ผังเมือง และ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ในข้อหามีอำนาจเหนือตลาดมาสกัดกั้นไม่ให้สามารถยึดระบบการค้าปลีกของไทยได้ ทำให้เทสโก้โลตัส ต้องล่าถอยไป

สำหรับกลุ่มทุนไทยที่แสดงเจตจำนงจะ เปิดศึกชิงส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกไทยที่อยู่ในมือต่างชาติเกือบทั้งหมดกลับคืน มา ปรากฏว่า กลุ่มแรกที่ได้รับการวิเคราะห์และคาดการณ์ว่าน่าจะมีทุนหนาและศักยภาพความ แข็งแกร่งไม่แพ้ต่างชาติ ก็คือกลุ่มของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโสกลุ่มบริษัทในเครือแสงโสม ซึ่งจะผลักดันบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่รุกเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกครบวงจร เข้าไปซื้อคาร์ฟูร์มาเพื่อกรุยทางเข้าสู่ห้างโมเดิร์นเทรดอย่างเต็มตัว

นักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกูรูในวงการค้าปลีก ระบุว่า จุดเด่นของเบอร์ลี่รี่ยุคเกอร์ก็คือ เป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ และเป็นกลุ่มธุรกิจของคนไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถจะเข้าบดขยี้กับ ยักษ์ใหญ่ จากต่างชาติได้ แม้จะมีเพียงประสบการณ์และความสำเร็จที่เริ่มต้นจากการเป็นห้างค้าปลีก อุปกรณ์ไอทีก็ตาม แต่เครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางของเจ้าสัวเจริญ และการมีทรัพยากรบุคคลจำนวนมากจากหลายสาขา ตลอดจนถึงการหาพันธมิตรทางธุรกิจเข้าร่วมประมูลด้วย ทำให้เชื่อมั่นว่า การเข้าซื้อคาร์ฟูร์จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าภายใต้ การประเมินวงเงินลงทุนเบื้องต้น 15,000-20,000 ล้านบาท และงบประมาณอีกจำนวนหนึ่งเพื่อจัดซื้อ ซอฟต์แวร์ รวมถึงเทคโนโลยีโนว์ฮาวที่มีประสิทธิภาพเข้ามา โดยมีวาณิชธนกิจใหญ่จากสหรัฐฯอย่างโกลด์ แมน แซคส์ เป็นผู้ให้คำปรึกษา

ส่วน ปตท.ที่มีข่าวว่าสนใจลงทุนธุรกิจค้าปลีกเพื่อต่อยอดธุรกิจน้ำมัน แม้จะเป็นธุรกิจคนละเส้นทาง แต่ก็มีความเป็นไปได้ เมื่อดูจากการที่ ปตท.ใช้บริการท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในการเข้าบริหารการจัดซื้อ และกระจายสินค้าของร้านค้าปลีกจิฟฟี่ในสถานีบริการน้ำมันเจ็ทเดิม 146 แห่งที่ ปตท.เทกโอเวอร์มา ขณะที่ มีแผนการขยายธุรกิจออกนอกสถานีบริการน้ำมัน นอก เหนือจากการมี "เซเว่นอีเลฟเว่น" ในส่วนของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.กว่า 1,300 แห่ง ในปัจจุบัน

ด้านสหพัฒน์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย มีข่าวว่าสนใจจะซื้อคาร์ฟูร์ด้วย แต่ที่ผ่านมา การบริหารงานด้านค้าปลีกในร้าน 108 ช็อป ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรขณะที่ประสบการณ์ที่มีอยู่คือการป้อนสินค้า ให้แก่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก หาใช่ เป็นผู้บริหารจัดการเอง ดังนั้น การใช้เงินก้อนโตเพื่อซื้อคาร์ฟูร์จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ในไทยมีการขยายตัวสูงมากจนถึงปัจจุบันมีมูลค่ารวมทั้ง สิ้น 500,000 ล้านบาทหลักๆ จะเป็นธุรกิจห้างสรรพสินค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือดิสเคาน์สโตร์, ห้างสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง เป็นต้น จากตลาดค้าปลีกทั้งระบบที่มีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ห้างดิสเคาน์สโตร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นยักษ์ ใหญ่ต่างชาตินั้นแข่งกันอย่างดุเดือด ภายใต้คอนเซ็ปต์ "ถูกทุกวัน" ผู้มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มผู้ผลิตได้มากกว่า ก็จะได้เปรียบกว่า โดยมี เทสโก้โลตัส เป็นผู้นำที่ทำยอดขายในปีที่ผ่านมา 130,000 ล้านบาท จาก 462 สาขา ขณะที่ศูนย์ค้าส่งแม็คโคร เป็นอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 76,558 ล้านบาท จาก 47 สาขา อันดับ 3 คือ บิ๊กซี มียอดขาย 68,058 ล้านบาท จาก 68 สาขา และอันดับ 4 คือ คาร์ฟูร์ มียอดขาย 27,000 ล้านบาท จาก 44 สาขาทั่วประเทศ

ซีพีเอฟโกยกำไรต่างแดนอื้อ

ซีพีเอฟประกาศทุ่ม 30,000 ล้านบาท สยายปีกธุรกิจอีก 5 ปี พร้อมเดินหน้าลุยตลาดต่างประเทศ หวังดันสัดส่วนขึ้น 60% CPALL คาดยอดขายปีนี้ทะลุเป้าที่วางไว้โต 15-20%

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้บริษัทจะหันมารุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นทั้งใน รูปแบบการเข้าไปในต่างประเทศและส่งออก เพื่อผลักดันให้อีก 5 ปีข้างหน้ามีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวขึ้นเป็น 60% แบ่งเป็นการลงทุนในต่างประเทศ 40% และส่งออก 20% เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวอยู่ที่ 40% แบ่งเป็นการลงทุนในต่างประเทศ 27% และส่งออก 13% ภายใต้งบลงทุน 30,000 ล้านบาท ระยะยาว 5 ปี แบ่งเป็นงบต่างประเทศ 60% ในประเทศ 40%

ทั้งนี้ การที่บริษัทหันมาลงทุนขยายธุรกิจต่างประเทศมากขึ้นเนื่องจากธุรกิจที่ บริษัทเข้าไปลงทุนเริ่มส่งผลทางด้านรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศอินเดียมีอัตราการเติบโตสูงถึง 65% ตามด้วยตุรกี 22% ขณะที่ยอดรายได้จากการส่งออกก็มีการเติบโตที่ดี ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกบริษัทมีรายได้จากต่างประเทศสูงถึง 91% ขณะที่รายได้ในประเทศเติบโตเพียง 7% เนื่องจากมีฐานธุรกิจที่ใหญ่กว่าต่างประเทศ ซึ่งจากผลการตอบรับที่ดีดัง กล่าว บริษัทจึงมีแผนที่จะเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศฟิลิปปินส์เพิ่มเติมโดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์หมูกับไก่ หลังจากเข้าไปปูฐานธุรกิจสัตว์น้ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

"ผลประกอบการในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายรวมอยู่ที่ 91,471ล้านบาท เติบโต 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 7,227 ล้านบาท" นายอดิเรกกล่าว

ด้านนายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 2/53 มีกำไรสุทธิ 1,769.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,234.39 ล้านบาท ขณะที่ งวด 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 3,445.24 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าแนวโน้มยอดขายในปีนี้ของบริษัทจะเติบโตมากกว่าเป้า ที่วางไว้เดิมคาดเติบโต 15-20% หลังจากที่ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายเติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากบริษัทได้รับปัจจัยบวกจากจำนวนการเปิดสาขาใหม่ซึ่งทำได้เร็วกว่า แผนที่วางไว้ อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกเสริมโดยเฉพาะจากยอดขายในสาขาเดิมในช่วงครึ่งปีแรก เติบโต 13.4% สูงกว่าที่บริษัทได้มีการคาดการณ์ไว้ หลังจากที่บริษัทมีการปรับรูปแบบของ สาขาให้เป็นรูปแบบร้านอิ่มสะดวกซึ่งเน้นการขายสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม

อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์

ดร.วิชัย เตชะวัฒนานันท์

อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์นั้น ทฤษฎีโครงสร้างตลาดแข่งขันโดยสมบูรณ์จะประกอบไปด้วย 5 ลักษณะ

คือ หนึ่ง ผู้ซื้อและผู้ขายมีจำนวนมาก และผู้ซื้อและผู้ขายเป็นเพียงรายย่อยในตลาดทั้งหมด กล่าวคือผู้ซื้อและผู้ขายไม่มีอิทธิพลใดๆ ในตลาด โดยราคาถูกกำหนดจากตลาด สำหรับอุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยมีผู้ขายมากราย แต่ขนาดของผู้ขายแตกต่างกันอย่างมากระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขนาดกลาง และขนาดเล็กกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขนาดใหญ่และกลุ่มบริษัท

สอง สินค้าของผู้ขายแต่ละรายมีลักษณะเหมือนกัน หรือสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ กล่าวคือสินค้าในสายตาผู้ซื้อเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย ผู้ซื้อไม่เกี่ยงที่จะซื้อสินค้าจากผู้ขายรายใด จึงทำให้ราคาสินค้าในตลาดมีเพียงราคาเดียว หากผู้ขายรายใดตั้งราคาสูงกว่าผู้ขายรายอื่นๆ ผู้ซื้อจะไม่ซื้อสินค้าจากผู้ขายรายนั้น เพราะสามารถซื้อสินค้าที่เหมือนกันจากผู้ขายรายอื่นๆ อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยพอจะเข้าในลักษณะข้อนี้

สาม การเข้าหรือออกจากอุตสาหกรรมและการโยกย้ายปัจจัยการผลิตทุกชนิดเป็นไปอย่าง เสรี กล่าวคือผู้ซื้อและผู้ขายสามารถทำการซื้อขายได้โดยไม่มีการกีดกันจากรายใด รายหนึ่ง หากการขายมีกำไร กำไรจะเป็นแรงจูงใจให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดและจะมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตเข้าสู่การผลิตสินค้านี้ ซึ่งการเข้ามานั้นจะไม่มีการกีดกันจากรัฐบาลหรือผู้ประกอบการรายเดิม และในทางกลับกัน หากการขายขาดทุน จะทำให้ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าออกจากตลาดและเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต เข้าสู่การผลิตสินค้าอื่นๆ ที่ให้ผลกำไร ในลักษณะข้อนี้อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยพอจะเข้าลักษณะข้อนี้ได้ เพียงแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขนาดกลางและขนาดเล็ก เมื่อขาดทุน โอกาสที่จะกลับเข้ามาเลี้ยงใหม่แทบไม่มี เนื่องจากเงินทุนหมดและการขอกู้เงินก็ไม่ได้รับการอนุมัติจากสถาบันทางการ เงิน เพราะไม่มีหลักทรัพย์ประกัน

สี่ การเคลื่อนย้ายสินค้าทำได้ง่าย ไม่มีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรค อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยพอจะเข้าในลักษณะข้อนี้เพียงแต่การเคลื่อนย้ายไก่ไข่ จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคระบาดสัตว์ กรมปศุสัตว์

และ ห้า ผู้ซื้อและผู้ขายมีความรู้เรื่องตลาดอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือการได้รับข่าวสารด้านอุปสงค์อุปทาน ราคา และต้นทุนการผลิตเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ซื้อจะทราบราคาขายของผู้ขายทุกราย หากผู้ขายรายใดขายสินค้าแพงกว่าผู้ขายรายอื่นๆ จะไม่สามารถขายสินค้าได้เลย เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อจากผู้ขายรายอื่นๆ ในทำนองเดียวกันผู้ขายจะทราบราคาขายในพื้นที่ต่างๆ หากราคาในพื้นที่ใดสูงกว่า ผู้ขายจะนำสินค้าของตนไปขายในตลาดแห่งนั้น สำหรับลักษณะข้อนี้อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยยังไม่สามารถเข้าได้

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทย พอจะจำแนกออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ เกษตรกรกลุ่มแรกเป็นกลุ่มบริษัทที่มีการเลี้ยงขนาดใหญ่ ความรู้เรื่องตลาด เงินทุนสูง และบุคลากรมีประสิทธิภาพมาก เกษตรกรกลุ่มนี้จึงมีความสามารถและความพร้อมในการแข่งขันอย่างเสรีมากที่สุด อย่างไรก็ตามเกษตรกรกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรทั้งหมดในอุตสาหกรรมไข่ไก่ เกษตรกรกลุ่มที่สองเป็นผู้เลี้ยงที่ทำสัญญากับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรกในลักษณะ การประกันรับซื้อ โดยเกษตรกรต้องผลิตตามขั้นตอนและทำตามที่ตกลงกันไว้ เกษตรกรกลุ่มแรกก็จะรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน แม้ว่าก็ยังมีไม่มาก (ปัจจุบันเกษตรกรกลุ่มนี้มีมากกว่ากลุ่มแรก) แต่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเกษตรกรกลุ่มนี้แทบไม่มีความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาจากการแข่งขันอย่างเสรี เกษตรกรกลุ่มที่สามเป็นผู้เลี้ยงขนาดใหญ่เป็นเกษตรกรที่ไม่ได้ทำสัญญากับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรกในลักษณะการประกันรับซื้อ แม้ว่ายังมีไม่มาก (เกษตรกรกลุ่มนี้มีมากกว่าทั้งสองกลุ่มที่กล่าวมา) แต่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจากการแข่งขันอย่างเสรี

เกษตรกรกลุ่มที่สี่เป็นผู้เลี้ยงขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศมีทุนทรัพย์และที่ดินต่ำ ผลผลิตเพื่อการบริโภคในครอบครัวบ้างและขายส่วนที่เหลือเพื่อเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว ผลกระทบจากการแข่งขันอย่างเสรีต่อเกษตรกรกลุ่มที่สามและที่สี่ อาจแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ หากเกษตรกรสามารถปรับการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดของตนเองได้ทัน ผลกระทบจะมีไม่มากหรือไม่มี และหากเกษตรกรผลิตไม่สอดคล้องกับตลาดของตนเองได้ทัน ผลกระทบก็จะมีอย่างมาก

โดยสรุป ความแตกต่างกันตามสภาวะเงินทุน รายได้ ความรู้ และการพัฒนาตนเอง ต้องถือว่ากลุ่มเกษตรกรกลุ่มบริษัท กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ทำสัญญา และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงขนาดใหญ่ สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ในระยะยาว ในขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศยัง มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถพัฒนาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่สามหรือ กลุ่มที่สอง ซึ่งจะนำมาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเสรี

ไข่ไก่ถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรและอาหารขั้นพื้นฐานที่สำคัญโดยเฉพาะใน ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา เนื่องจากสินค้าไข่ไก่มีเอกลักษณ์พิเศษที่สำคัญ 3 ประการด้วยกัน คือ

ประการแรกเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ซึ่งมีความหมายว่าถ้าประชาชนไม่สามารถซื้อหามาเป็นอาหารได้ในราคาถูก ก็จะเกิดการอดอยาก และถ้าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ไม่สามารถขายได้ในราคาที่มีกำไร ก็จะขาดทุน

ประการที่สองสินค้าไข่ไก่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหมายความว่า แม้ว่าประเทศจะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าต้องพึ่งการนำเข้าและการส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจเกิดความเสี่ยงและอันตรายต่อประเทศชาติ

และประการสุดท้ายสินค้าไข่ไก่เกี่ยวกับสุขอนามัย ซึ่งมีผลกระทบต่อมนุษย์และสัตว์ หากเกิดการปนเปื้อน สารพิษ และโรค ด้วยเอกลักษณ์พิเศษดังกล่าว จึงทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถปล่อยให้เกิดการค้าขายกันอย่างเสรี

นอกจากนั้น เกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีเงินทุนต่ำ ความรู้ด้านตลาดน้อย และการใช้เทคโนโลยีต่ำ แต่การลงทุนต้องใช้เงินลงทุนสูง และต้องประสบปัญหาความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานไข่ไก่ที่มักเกิดขึ้น บ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่ไม่แน่นอนของเกษตรกร

ดังนั้น รัฐบาลของประเทศทั้งหลายเหล่านี้จึงต่างพากันใช้มาตรการส่งเสริม ค้ำจุน และปกป้องสินค้าเกษตรและอาหารของตนเอง และใช้มาตรการควบคุม แทรกแซง และกีดกันสินค้าเหล่านี้จากประเทศอื่นที่เข้ามาในประเทศของตน

เมื่อพิจารณาทั้ง 3 ด้านจากทฤษฎีโครงสร้างตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ประเภทเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทย และลักษณะสินค้าเกษตรและอาหารในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา พอสรุปได้ว่า ตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะใช้กับอุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยเป็นไปได้ยาก หรืออีกนัยหนึ่ง การปล่อยให้อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยเป็นไปตามกลไกตลาดแข่งขันสมบูรณ์ในอุดมคติ เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบอย่างมากต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ขนาดกลางและ ขนาดเล็ก

ชำแหละอุตสาหกรรมอาหาร “กับดักจานด่วน” ยุคทุนนิยม

กองทรัพย์ ชาตินาเสียว

ขณะที่อุตสาหกรรม อาหารข้ามชาติ แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์หลับอย่างจีน พอเริ่มเปิดประเทศปุ๊บก็กินอาหารจานด่วนกันปั๊บ สำหรับเมืองไทยย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ร้านอาหารจานด่วนประเภทฟาสต์ฟูดยังมีไม่มากนัก วัยรุ่นที่ได้กินจะถูกสร้างค่านิยมว่าเท่ห์ มีระดับ ทำให้ช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา วัยรุ่นไทยเข้าคิวซื้ออาหารจากแฟรนไชส์ต่างประเทศ จนสาขาต่างๆ ผุดเป็นดอกเห็ด และทุกวันนี้ร้านรวงเหล่านี้ก็กระจายไปสู่หัวเมืองในต่างจังหวัดเกือบหมด ทั้งสิ้น

นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และบรรณาธิการหนังสือ “กระชากหน้ากากอุตสาหกรรมอาหาร” ซึ่งแปลจาก Appetite for Profit ของ มิเชล ไซม่อน ชำแหละอุตสาหกรรมอาหารที่ทำให้คนอเมริกัน ประเทศทุนนิยมเสรี มีประชากรอ้วนปุ๊กลุก โรคภัยคุกคามไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันสูงฯลฯ แถมยังขยายอิทธิพลครอบงำทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยก็หนีไม่พ้น และกำลังดำเนินรอยตาม ตกอยู่ในวังวนบนวิถีชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการบริโภค “อาหารจานด่วน”

“พอเรากินจนอ้วน ก็มีสถานเสริมความงามต่างประเทศมาดูดไขมัน ดูดเงินคนไทย พอร่างกายขาดสารอาหารก็ต้องกินอาหารเสริมเมืองนอก เราจะมีสุขภาพที่ดีต้องเสียเงินให้ฝรั่งด้วยหรือ ผมรู้สึกเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่ติดใจรส ติดของแถมสะสมครบชุดจนกลายเป็นสาวกแบบโงหัวไม่ขึ้น” นพ.ศิริวัฒน์ ให้ภาพ

ด้าน ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า หลายคนอาจจะคิดว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ประชาชนมีเสรีภาพและมีสิทธิมาก ที่สุด แต่จากการศึกษาแล้ว พบว่า ผู้คุมอำนาจทั้งหมดในสหรัฐฯ ล้วนแต่เป็นทุนนิยมใหม่ แม้แต่อาหารการกินและวิถีชีวิตถูกบีบบังคับแบบจำกัดทางเลือกโดยอุตสาหกรรม อาหาร คนอเมริกันต้องฝากท้องกับอาหารจานด่วนโดยปริยาย แต่สำหรับเมืองไทยเราคงไม่โชคร้ายแบบนั้นเสียทีเดียว เพราะยังมีสังคมหลายแห่งที่เริ่มต้นกับอาหารอินทรีย์ใกล้บ้าน และมีคนกลุ่มหนึ่งที่ตื่นตัวว่าลูกหลานเราจะกินอะไร

กฤช เหลือลมัย บรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ และคอลัมนิสต์อาหาร ให้ทัศนะเรื่องนี้ ว่า ไทยไม่มีกำลังมากพอที่จะต้านกระแสนิยมการกินอาหารหัวนอกแล้วจะเก๋ เท่ห์ มีหน้ามีตาเวลายืนเข้าคิวซื้อ เพราะขาดความรู้อย่างมากที่จะตอบโต้กับสิ่งเหล่านี้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปในยุคหนึ่งเด็กถูกเลี้ยงมาให้กินไก่บ้าน แต่เด็กยุคนี้โตมากับไก่ยี่ห้อเลี้ยงในฟาร์ม 40 วันได้กิน ไม่ผิดเลยว่าอาหารที่ในยุคของเรามีคุณค่าน้อยกว่าอาหารที่บรรพบุรุษเรากิน อย่างเห็นได้ชัด

“10 ปีมานี้ความรู้เรื่องอาหารการกินของคนไทยลดลง ความรู้เรื่องอะไรกินได้ กินไม่ได้ มีประโยชน์ หรืออะไรอร่อยก็น้อยลงเช่นเดียวกัน สังเกตการไปซื้อส้มตำ ผักเคียงจะน้อยลงเหลือแค่ผักบุ้งบ้าน และกะหล่ำปลี แต่ผักอย่างยอดบวบ ยอดมะรุม ยอดกระทกรกหายไป เพราะมีกระบวนการทำให้มันกลายเป็นวัชพืชและทำลายให้สูญพันธุ์ เช่น บริษัทน้ำยาฆ่าหญ้าก็โฆษณาทำให้เชื่อว่าพืชบางชนิดต้องกำจัดให้สิ้นซาก และคนก็เชื่อเพราะวิถีความรู้เราเปลี่ยนไป” คอลัมนิสต์ ให้ภาพ

พญ.แสงโสม สีนะวัฒน์ ผู้อำนวยการกองโภชนาการ กรมอนามัย สธ. แสดงความเห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารที่เกิดขึ้นในโลกาภิวัฒน์เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ฝ่ายผลิตที่ต้องการกำไร ขณะที่คนกินต้องการอาหารที่มีมากกว่าคุณค่าอาหารตามหลักโภชนาการ ต้องการสุนทรีย์ในการกิน ดังนั้นอาหารจะต้องรสชาติดี หน้าตาดี อุตสาหกรรมอาหารที่รู้มากทำการสำรวจวิจัย ทำอาหารออกมาตรงตามที่คนกินต้องการ คือ หน้าตาอาหารดี หีบห่อสวย กินง่าย ราคาถูก รสชาติอร่อย ทั้งๆ ที่มีแต่แป้ง ไขมัน และน้ำตาล แต่ผู้บริโภคกับถูกชักจูงให้เข้าไปกินแบบไม่ขัดเขิน

ในทางกลับกัน อาหารเพื่อสุขภาพที่อัดแน่นด้วยคุณค่าอาหารมีหน้าตาและรสชาติที่ไม่น่ากิน และมีราคาแพง ดังนั้นหากจะสู้กับอุตสาหกรรมอาหารจะต้องสู้ด้วยแผนการเพื่อทำให้ผู้บริโภค รับรู้ ซึ่งต้องใช้เวลาลบล้างความเชื่อเดิม 10-20 ปี โดยกลุ่มผู้บริโภคเองต้องเข้มแข็งให้มาก เร่งสร้างกระแสอาหารไบโอติก แมคโครไบโอติก อาหารออแกนิกส์มากขึ้น เพื่อทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ถูกลง และสร้างหีบห่อให้เป็นที่ดึงดูดสนใจ เช่น โครงการหลวงเป็นตัวอย่างแนวคิดนี้

กฤช แสดงความเห็นด้วยว่า บริษัทอาหารทำให้อาหารจังค์ฟู้ดเป็นกระแส ดังนั้น เราก็ควรทำให้อาหารเพื่อสุขภาพเป็นกระแส กินอาหารออแกนิกส์แล้วเท่ห์ อินเทรนด์ นำสมัย ดูใส่ใจสุขภาพ ให้เป็นเงื่อนไขของคนรุ่นใหม่ให้เขารู้สึกว่ากินเพื่อช่วยเหลือโลก ช่วยสัตว์ สู้กับเขาในวิธีเดียวกัน แม้จะยากกว่าแต่เชื่อว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งฉีกตัวเองออกมาและสร้างกระแสได้ อาจจะสร้างแนวให้ตัวเองด้วยการหิ้วปิ่นโตไปที่ทำงานซึ่งมีบางออฟฟิศก็เริ่ม แล้ว

ขณะที่ ผศ.สุรัตน์ ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า ผู้บริโภคเองต้องคิดก่อนกินทุกครั้งว่าสิ่งที่เรากำลังจะกินเข้าไปนั้น กินแล้วดีต่อตัวเองจริงหรือ วิถีชีวิตของเรากำลังย่ำยีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอยู่หรือเปล่า เพราะไม่มีใครเอาปืนจี้ให้เราเข้าร้านไก่ทอดได้ ดังนั้นการเปลี่ยนความคิดจึงต้องเริ่มที่ตัวเอง

เกจิชี้ทางสว่างรับมือไข่ล้นตลาด

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ฯจี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแอกชันแพลน รับมือไข่ไก่ล้นตลาด จี้ปศุสัตว์ตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตเดิม-เพิ่มใหม่แจ้งเตือนรายใหญ่ รายย่อยวางแผนผลิตให้สมดุล ส่วนพาณิชย์ให้เร่งรณรงค์บริโภคไข่ไก่ผ่านทุกช่องทางให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมศึกษาส่งออกเจาะตลาดเอฟทีเอ

นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนพันธุ์สัตว์ และไข่ไก่มีราคาแพง ซึ่งการเปิดเสรีมีโอกาสที่จะทำให้ไข่ไก่ล้นตลาดในอนาคตและราคาตก ต่อเรื่องดังกล่าวทางสมาคมมองว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมรับมือกับ ปัญหาดังกล่าวเพื่อให้อุตสาหกรรมอยู่ได้ทั้งระบบ
ที่สำคัญคือ ในส่วนของกรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลเรื่องการอนุญาตนำเข้าพ่อแม่ พันธุ์ การกำกับดูแลด้านสุขอนามัยและโรคระบาด ควรมีการตรวจสอบย้อนกลับต้นกำเนิดของสินค้า เพื่อศึกษาข้อมูลจากกรณีผลผลิตเดิมมีจำนวนเท่าใด ผลผลิตใหม่มีจำนวนเท่าใด เมื่อนำทั้งสองกรณีมารวมกันแล้วจะทำให้ทราบอย่างชัดเจนว่าใครเป็นต้นเหตุ เมื่อเกิดกรณีไข่โอเวอร์ซัพพลาย หรือล้นตลาด รวมถึงกรมปศุสัตว์จะต้องเตรียมการสื่อสารไปยังบริษัท หรือผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ และรายย่อยว่าควรเตรียมการวางแผนเพื่อรองรับด้านการเลี้ยงไก่ไข่ และจำนวนไข่ไก่ให้มีความสมดุลกัน

ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในจะต้องทำการรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมี การบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างเป็นรูปธรรม และครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ การสนับสนุนให้นำไข่ไก่เข้าสู่โครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียน การประสานกับโรงพยาบาลเพื่อนำไข่ไก่ปรุงเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยและเจ้า หน้าที่ภายในโรงพยาบาล ประสานกับกรมราชทัณฑ์เพื่อนำไข่ไก่ปรุงเป็นอาหารสำหรับผู้ต้องขังตาม ทัณฑสถานทั่วประเทศ ส่วนแพทย์ควรเป็นผู้เผยแพร่คุณประโยชน์ของการบริโภคไข่ไก่ต่อประชาชน ทุกระดับเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความเข้าใจที่ดีในการบริโภคไข่ไก่ต่อฟองต่อวัน

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ควรศึกษาช่องทางให้ผู้ประกอบการไก่ไข่ได้ใช้สิทธิ ประโยชน์จากเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ที่ไทยมีกับหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศกลุ่มอาเซียน ให้เป็นประโยชน์ในการส่งออกอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งการดูแลเกี่ยวกับระบบสุขอนามัยของสินค้าไข่ไก่จากประเทศไทยให้เป็นไป ตามระบบสากลทั้งในเรื่องอาหารปลอดภัย ชีวอนามัย และการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อให้คู่ค้ายอมรับสินค้าไข่ไก่จากประเทศไทย ส่วนผู้ประกอบการยังต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาหารฮาลาลในสินค้าไข่ไก่ สำหรับเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ ด้วย

"หากเราไม่ศึกษาเพื่อทำตลาดส่งออกไข่ไก่ไปประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่มีการจัดทำเอฟทีเอกัน ในอนาคตอาจมีผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยออกไปลงทุนข้างนอกแล้วส่งไข่ไก่ต้น ทุนต่ำกลับมาตีตลาด หรืออาจมีไข่ที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ลาว กัมพูชาส่งเข้ามา ซึ่งไม่ควรวางใจ หากทุกฝ่ายทำได้เช่นนี้เชื่อว่าปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด และราคาตกน่าจะบริหารจัดการได้"

'เบทาโกร'ท้ารบกระแสไข่แพง

เบทาโกรไม่หวั่นปัญหาไข่ไก่ราคาแพง จนผู้บริโภคร้องจ๊ากกันทั่วประเทศ กระทั่งรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ต้องเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์พันธุ์ไก่ไข่ เตรียมวางตลาดไข่ไก่เกรดพรีเมียมราคาแพงกว่าไข่ปกติเท่าตัว ภายใต้แบรนด์ "เอสเพียว" ปลายส.ค.นี้ เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้ากลุ่มญี่ปุ่นและคนไทยรายได้สูง

นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเบทาโกร กลุ่มธุรกิจปศุสัตว์ครบวงจรรายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าการทำธุรกิจปศุสัตว์ของเครือเบทาโกรทุกผลิตภัณฑ์จะให้ความสำคัญกับคุณภาพ อย่างเช่นเมื่อเร็วๆนี้เบทาโกรได้ผลิตไก่เสียบไม้ย่างถ่านซึ่งเป็นสินค้า แปลกใหม่คุณภาพสูงและราคาสูงไปจำหน่ายยังประเทศฝรั่งเศสมูลค่าตันละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปริมาณยังไม่มากเพราะเป็นสินค้าคุณภาพและราคาแพง เพราะไก่แปรรูปปกติจะอยู่ที่ตันละ 3,500-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกเหนือจากไก่เสียบไม้ย่างถ่าน ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและมูลค่าเพิ่มสูงแล้ว ขณะนี้เบทาโกรอยู่ระหว่างดำเนินการผลิตไข่ไก่เกรดพรีเมียม ซึ่งจะมีกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ที่แตกต่างจากไก่ไข่ทั่วไป คือจะมีความพิถีพิถันตั้งแต่การคัดพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ คัดลูกเจี๊ยบ คัดสรรอาหารที่นำมาเลี้ยงอย่างดี ดูแลโรงเรือนให้มีคุณภาพ ตลอดจนถึงเครื่องมือการคัดคุณภาพไข่ สรุปแล้วคือต้องพิถีพิถันตลอดสายการผลิต เพราะฉะนั้นราคาที่จะนำออกจำหน่ายคาดว่าจะสูงกว่าไข่ไก่ปกติทั่วไปประมาณ เท่าตัว

"ไข่พรีเมียมนี้เบทาโกรไม่ได้ดำเนินการเลี้ยงเองแต่จะร่วมกับพันธมิตรซึ่ง เป็นลูกค้าของเบทาโกรอยู่แล้ว โดยจะร่วมกันดูแล โดยมีฟาร์มเลี้ยงอยู่ที่จังหวัดนครนายก หลังจากได้ผลผลิตไข่ไก่แล้วจะนำบรรจุห้องเย็นมาคัดไข่ด้วยเครื่องคัดคุณภาพ ซึ่งเตรียมสถานที่ไว้ที่บริเวณตลาดไท"

ด้านนายนพพร วายุโชติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเบทาโกร เปิดเผยเพิ่มเติมว่าไข่พรีเมียมที่เบทาโกรร่วมกับพันธมิตรนี้เริ่มเลี้ยง ประมาณ 50,000 ตัว คาดว่าจะได้ผลผลิตไข่วันละ 30,000-50,000 ตัว กระบวนการเลี้ยงแม่ไก่ต้องสุขภาพดี ปลอดโรคไม่ใช้ยา อาหารสัตว์ที่นำมาเลี้ยงไม่มีเชื้อโรค มีการล้างเปลือกไข่ด้วยยาฆ่าเชื้อ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงไก่ไข่ลักษณะนี้จึงนับได้ว่าเบทาโกรเป็นรายแรกของ ประเทศไทยที่จะนำไข่ไก่พรีเมียมออกจำหน่ายให้กับผู้บริโภค โดยราคาซึ่งแพงกว่าไข่ปกติเท่าตัวจึงคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณฟองละ 7-9 บาท แต่ไม่เกิน 10 บาท จะเริ่มวางตลาดได้ปลายเดือนสิงหาคมศกนี้ ภายใต้แบรนด์ "เอสเพียว" ขณะที่ไข่เกรดอื่นๆ ซึ่งเป็นเกรดรองลงไปจะจำหน่ายภายใต้แบรนด์ "ไฮเอ้ก"

สำหรับลูกค้าเป้าหมายจะเป็นภัตตาคาร โรงแรม ร้านอาหารญี่ปุ่น ห้างสรรพสินค้า แต่จะเน้นกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นเป็นอันดับแรกเพราะคนญี่ปุ่นนิยมรับประทานไข่ ดิบกับข้าว เพราะฉะนั้นไข่ที่เขาต้องการจึงต้องมีความสด สะอาด
นายนพพร กล่าวถึงความเป็นมาที่เบทาโกรจะผลิตไข่คุณภาพวางตลาดได้ใช้เวลาศึกษาตลาดมา นานพอสมควรแล้ว และพบว่ามีคนให้ความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 5 ดาว เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจว่าตลาดจะไปได้ดี แต่อย่างไรก็ดียังไม่ถึงขั้นกำหนดว่าจะใช้เวลาเท่าใดเพื่อประเมินผลว่าจะ เพิ่มกำลังผลิตอีก แต่จะออกวางตลาดไปเรื่อยๆก่อน

"เบทาโกรทำธุรกิจสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าต้องสร้างความแตกต่าง ที่ผ่านมาได้ผลิตเนื้อหมูอนามัยภายใต้แบรนด์ "เอสเพียว" ผลปรากฏคือได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเบทาโกรจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพอย่างต่อเนื่อง สำหรับไข่นั้นเห็นว่ายังมีกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการไข่คุณภาพมีความสด จึงได้ผลิตไข่เกรดพรีเมียมออกมา ซึ่งปริมาณผลิตวันละ 50,000 ฟองนี้คาดว่าจะใช้เวลาจำหน่ายให้หมดภายในระยะเวลา 14 วัน"
นายนพพร กล่าวตอนท้ายว่าปัจจุบันเบทาโกรมีฟาร์มไก่ไข่ที่เลี้ยงโดยบริษัทเอง 2 ฟาร์มคือที่นครนายก 1 ฟาร์ม และที่นครสวรรค์ 1 ฟาร์ม รวมปริมาณไก่ไข่ประมาณ 600,000 ตัว และเป็นการเลี้ยงลักษณะคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งอีก 1.5 ล้านตัว ได้ผลผลิตไข่วันละ 1 ล้านฟอง

อนึ่ง ธุรกิจเครือเบทาโกร ประกอบด้วย 5 สายธุรกิจได้แก่ 1.ธุรกิจภูมิภาคและอาหารสัตว์ 2.ธุรกิจไก่ 3.ธุรกิจสุกร 4.ธุรกิจสุขภาพสัตว์ 5.ธุรกิจอื่นๆ ตั้งเป้าหมายยอดขายปี 2553 มูลค่า 55,000 ล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตปีละ 10-15%

เกษตรฯจัดขายไข่ถูก10วันล้านฟอง

กระทรวงเกษตรฯจัดงานจำหน่ายไข่ได้ราคาถูก 10 วัน ล้านฟอง โดยจำหน่ายฟองละ 2.50บาท

นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จัดงานจำหน่ายไข่ไก่ราคาพิเศษ หน้ากระทรวงเกษตรฯ ถนนราชดำเนิน จำนวน 1 ล้านฟอง ในราคา 2.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 2-11 สิงหาคมนี้ เวลา 09.00-16.00 น. เป็นต้นไปโดยจะจำหน่ายวันละ 1 แสนฟอง สำหรับไข่ไก่ที่นำมาจำหน่ายจะเป็นไข่เบอร์ 1-2 ที่ตลาดขายในราคา 3.20-3.80 บาท ทำให้ประชาชนจะสามารถซื้อไข่ไก่ในราคาถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 60 สตางค์ต่อฟอง ทั้งนี้ผู้สนใจ สามารถหาซื้อได้ในวันและเวลาดังกล่าว

โวยรัฐกดราคาสินค้าเกษตรจมดิน

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า นโยบายรัฐที่ปฏิบัติต่อเกษตรกรขณะนี้ ไม่ได้ใส่ใจ หรือให้การดูแลเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการกดราคาสินค้าไข่ไก่ ทั้งที่สินค้าเกษตร และสินค้าภาคปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ หรือไข่ไก่ ล้วนแต่เป็นสินค้าคอมมอดิตี้ โดยราคาสินค้าเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามดีมานด์ ซัพพลาย อีกทั้งยังมีปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศ และโรคต่างๆ ซึ่งเวลาที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นก็จะไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่มีราคาตกต่ำ และที่ผ่านมาเกษตรกรก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล

"พอราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นหน่อย นายกรัฐมนตรีก็จะเข้ามาควบคุมราคา ไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลถึงหันมาจับตาเฉพาะแต่สินค้าปศุสัตว์ หลังจากที่เข้ามาดูเรื่องไข่ไก่ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องปากท้องให้กับคนเมือง ทั้งที่จริงๆแล้ว สินค้าเกษตรก็เหมือนกับราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นสินค้าคอมมอดิตี้เหมือนกัน แต่น้ำมันกลับมีราคาที่ขึ้นลงตามตลาดโลก เป็นเรื่องน่าแปลกที่เวลาราคาน้ำมันขึ้นสูง รัฐบาลก็ไม่เคยเข้าไปควบคุม ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะที่สินค้าเกษตรก็ไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับราคาในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกกดราคาไว้ การที่รัฐบาลให้ความสนใจเลือกดูแลผู้บริโภค โดยไม่สนใจเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือจะเป็นเพราะเกษตรกรบีบบังคับได้ง่ายกว่า" นายมาโนช กล่าว

นายมาโนช กล่าวย้ำอีกว่า สินค้าเกษตร หรือสินค้าปศุสัตว์ อาทิ หมู ไก่ และไข่ไก่ เป็นสินค้าคอมมอดิตี้ที่มีราคาขึ้นลงตามปริมาณ และความต้องการของตลาด ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ที่สำคัญ น้ำมัน ก็ถือเป็นต้นทุนใหญ่ตัวหนึ่งของเกษตรกรเหมือนกัน ซึ่งเกษตรกรก็ได้รับผลกระทบจากราคาที่เพิ่มขึ้นด้วย จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ไม่เช่นนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา อาจจะกลายเป็นการทำลายผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลาง จนอาจถึงขั้นต้องเลิกกิจการ เมื่อถึงเวลานั้น คนเมืองก็จะต้องบริโภคแต่ของแพง

ไทยเจริญ (4) เกษตรกรใหญ่

วิรัตน์ แสงทองคำ

"...ต้นทุนทำการเกษตรมีแค่คน แสงอาทิตย์และน้ำฝนให้เราฟรี ขึ้นอยู่กับว่าจะมีสายป่านมาเลี้ยงคนที่รอรับน้ำฝนและแสงอาทิตย์ได้อย่างไร หากมีสายป่านพอเลี้ยงคนให้มีกำลัง มีสติปัญญาให้รับแสงอาทิตย์และน้ำฝนได้ ก็จะกลายมาเป็นผลตอบแทนมาให้เรา" - เจริญ สิริวัฒนภักดี, 31 กรกฎาคม 2550

คำกล่าวของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ยกขึ้นอย่างสำคัญใน Website ของกลุ่มธุรกิจเกษตรในเครือไทยเจริญ ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจกลุ่มใหม่ล่าสุด (www.plantheon.co.th) นี้ สมควรตีความถึงยุทธศาสตร์ที่ดูอาจหาญมาก

ผมยอมรับว่า ความพยายามอรรถาธิบายพัฒนาการกลุ่มธุรกิจใหม่ของไทยเจริญ ไม่ว่าในมิติใด ยังวนเวียนเกี่ยวข้องและมีรากฐานต่อเนื่องกับธุรกิจดั้งเดิมอยู่ดี ยิ่งไปว่านั้น ด้วยความสัมพันธ์กับผู้คนและธุรกิจอย่างกว้างขวาง ถือเป็นธรรมชาติของการบริหารธุรกิจดั้งเดิม โอกาสใหม่แบบ "ปะติดปะต่อ" เกิดขึ้นในลักษณะ "ปิงปอง" มากกว่าการวางแผนและมองโอกาสในระยะยาว บวกกับรับฟังความเห็น และเรียนรู้จากผู้คนรอบข้าง-ที่ปรึกษาทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการซึ่งมี จำนวนมาก ก่อให้เกิดกระบวนการลองผิดลองถูก เป็นกระบวนเรียนรู้ที่ปรับตัวอยู่ตลอด

ว่าไปแล้ว ในกลุ่มธุรกิจเกษตรของไทยเจริญ มีจุดเริ่มต้นและแตกหน่อจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม ในที่สุด ถูกบังคับให้ขยายตัวลงลึกไปเรื่อยๆ ด้วยความเชื่อมั่นในพลังควบคุมของตนเอง เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับความมั่นคงของอาณาจักรธุรกิจโดยรวม

ปรับและรื้อฟื้นธุรกิจดั้งเดิม

ขั้นที่หนึ่ง จากท้ายแถวสู่ต้นแถว

ในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว ธุรกิจเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ไม่ว่าสุราหรือเบียร์ มีวงจรกว้างขวางพอสมควร ห่วงโซ่ของธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับชุมชนภาคเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่ง -อุตสาหกรรมน้ำตาล ผลผลิตจากโรงงานน้ำตาลเป็นวัตถุดิบสำคัญ และอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตสุรา และเบียร์

ในแง่ธุรกิจสัมปทาน ไทยเจริญไม่เพียงมีความสัมพันธ์กับกรมสรรพสามิตเท่านั้น ที่สำคัญ รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย ในฐานะดูแลกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งถือเป็นธุรกิจพ่วงอย่างเงียบๆ ไม่ใครสนใจมานานแล้ว ย่อมมาจากความเชื่อมโยงข้างต้น

ปี 2530 ถือเป็นจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกัน

"เช่นเดียวกับโรงงานน้ำตาลชลบุรี จากกระทรวงการคลัง งานนี้เจริญเดินแผนโดยใช้ชื่อว่า ชาวไร่อ้อยชลบุรี ซึ่งนำโดย ดรงค์ สิงห์โตทอง เขาซื้อมาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้มีหลายรายการ ตั้งแต่ค่าหุ้น ภาระหนี้สินแทน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 255 ล้านบาท" ผมเขียนถึงกรณีนี้ไว้ในขณะนั้น เพียงแง่มุมทางเทคนิคในการซื้อทรัพย์สิน ในช่วงรัฐกำลังผ่องถ่ายทรัพย์สินเก่าตกค้างในรัฐวิสาหกิจที่ล้าหลัง (ที่ซ่อนด้วยที่ดินจำนวนมาก) แต่ไม่ได้ค้นพบสาระสำคัญต่อจากนั้น

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาประมาณสองทศวรรษ จากจุดเริ่มต้นโรงงานน้ำตาลชลบุรี กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมน้ำตาลที่มีพลังด้วยตัวเอง ไม่เพียงสนับสนุนธุรกิจหลักเท่านั้น หากเป็นฐานของกลุ่มธุรกิจใหม่-ธุรกิจการเกษตรที่เริ่มจัดตั้งเป็นเรื่องเป็น ราวในปี 2549

ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลกำลังรื้อฟื้นและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตครั้งใหญ่ จากโรงงานของรัฐ 4 แห่ง (อีกสามแห่ง ซื้อมาในปี 2542 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นอุตสาหกรรมเบียร์อย่างจริงจังแล้ว) รวมทั้งการสร้างโรงงานใหม่ อุตสาหกรรมนี้ ไม่เพียงเป็นฐานของกลุ่มธุรกิจใหม่ในเครือไทยเจริญ ยังจะหมายถึงกลุ่มธุรกิจน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย

ภายใต้แนวคิด ปรับและรื้อฟื้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยนี้ ปรากฏชื่อที่ปรึกษาและกรรมการคนสำคัญคนหนึ่งของไทยเจริญ เป็นบุคคลผู้คลุกคลีกับอุตสาหกรรมน้ำตาลมายาวนาน

มนู เลียวไพโรจน์ อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทรวงอุตสาหกรรม เคยเป็นประธานคณะมนตรีองค์การน้ำตาลระหว่างประเทศแห่งประเทศอังกฤษ (The International Sugar Organization Council of England) ในปี 2538-2539 และตำแหน่งสุดท้าย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (2542-2547)

ขั้นที่สอง จากโซ่ข้อเดียวสู่ห่วงโซ่

ด้วยความพยายามขยายไลน์สินค้าในบริษัทหลัก-ไทยเบพฯ เป็นแนวทางที่พยายามให้สอดคล้องกับคำแนะนำของนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลัก ทรัพย์ทั้งหลาย นั้นคือการขยายสินค้าเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ให้มีน้ำหนักมากขึ้นในภาพรวม แนวทางนี้ เริ่มต้นอย่างจริงจังด้วยการซื้อกิจการโออิชิ ซึ่งถือเป็นสินค้าขายดีในตลาดอยู่แล้ว

จากแนวทางลัด ด้วยการซื้อกิจการ จากโอกาสที่มีอยู่ ในที่สุด จึงเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมการเกษตรในฝันของวงการธุรกิจไทยในที่สุด

"ความฝันของคนไทยในการสร้างอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออกมีมานานแล้ว ความพยายามก็มีมานานเช่นเดียวกัน

ความเชื่อมั่นว่า ไทยเป็นสังคมเกษตร มีความรู้การเกษตรที่พร้อมจะก้าวสู่อุตสาหกรรมเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มต่อ เนื่อง ก็มีมานานแล้ว ความเชื่อมั่น อุตสาหกรรมเกษตรนี่ล่ะ คือทางออกและจุดแข็งทางเศรษฐกิจของไทยเมื่อเปรียบกับสังคมธุรกิจโลกมีมานาน แล้ว และดูเหมือนจะมากขึ้นในยุคทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ ปัจจุบัน "ผมเคยเขียนไวในปี 2541 ว่าด้วยความพยายามของกิจการระดับโลกเข้าสู่การเกษตรพื้นฐานของไทย

อุตสาหกรรมผลิตสับปะรดกระป๋อง เป็นหลัก คืออุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นและบูมอย่างมากในช่วงปี 2520 ซึ่งถือเป็นยุคของความต่อเนื่อง จนถึงนโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในยุค สมหมาย ฮุนตระกูล เป็นรัฐมนตรีคลัง

กสิกรไทยเป็นธนาคารที่ดำเนินแผนส่งเสริมธุรกิจนี้อย่างเต็มที่ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนโครงการทั้งสินเชื่อและลงทุน ทั้งนี้ ผู้บริหารธนาคารหลายคนร่วมวงสู่ธุรกิจด้วย ตั้งแต่ บรรยงก์ ล่ำซำ กับ DOLE แห่งสหรัฐ ร่วมทุนตั้งแต่ปี 2509 ณรงค์ ศรีสะอ้าน ส่งเสริมและลงทุนในบริษัทอาหารสยาม สำราญ กัลยาณรุจ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของธนาคาร ลงทุนในสยามอุตสาหกรรม-การเกษตร (สับปะรด) หรือ SAICO (2521) รวมทั้ง พันเอกพล เริงประเสริฐวิทย์ นักการเมืองคนสำคัญซึ่งเป็นบุตรเขยตระกูลล่ำซำ ก็ลงทุนใน ชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่

ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึง พิพัฒน์ ตันติพิพัฒนพงศ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับธนาคารกรุงเทพ ร่วมมือกับ MITSUBISHI แห่งญี่ปุ่น ตั้งบริษัท อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องไทย (2505) ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจก็ว่าได้ ด้วย

บริษัทอาหารสยาม (Siam foods) ก่อตั้งในปี 2513 โดย ณรงค์ ศรีสะอ้าน มีบทบาทอย่างมาก นอกจากจะเป็นผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยซึ่งมีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร แล้ว ยังรวมทุนนี้ด้วย กิจการพัฒนาไปด้วยดี จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในปี 2528

โครงสร้างธุรกิจแปรรูปเกษตรนั้นมีวงจรที่ต่อเนื่องพอสมควร เริ่มต้นจากจุดสำคัญของเกษตรกรรมในฐานะเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อการเกษตรจำนวน มาก ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจเรื่องนี้ จากนั้น เข้าสู่วงจรต่อเนื่องจากการปลูกและผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงาน (ทั้งมีแนวทางคล้ายๆ กันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการรับซื้อได้ด้วย) เพื่อสินค้าสำเร็จรูป ไปจนถึงมีเครือข่ายการค้าต่างประเทศ

ณรงค์ ศรีสะอ้าน มีประสบการณ์ในวงการธนาคารมา 44 ปี (2497-2541) มีบทบาทอย่างมากในยุค บัญชา ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด เป็นตำแหน่งสุดท้าย

หลังจากเกษียณยังมีบทบาทสำคัญต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้อายุมากแล้ว ในฐานะกรรมการในบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ ประธานกรรมการบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการอิสระ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และแล้ว ก็มาดำรงตำแหน่งรองประธาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในปี 2546 ในช่วงเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์

จากนั้นไม่นาน ก็มีบทบาทสนับสนุนให้กลุ่มไทยเจริญ เข้าซื้อกิจการ บริษัท อาหารสยาม (มหาชน) ในปี 2549 โดยตั้งบริษัทตนเองเข้าซื้อก่อนจะขายให้กลุ่มไทยเจริญในปีต่อมา

จากโออิชิถึงอาหารสยาม นอกจากจะเป็นภาพต่อเนื่องของการสร้างสินค้าใหม่ ที่แยกออกจากสินค้าแอลกอฮอล์ ยังสะท้อนเห็นการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากสินค้าสำเร็จรูป สู่พื้นฐานการผลิตวัตถุดิบ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ไทยเจริญกำลังสร้างโครงการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปดั้งเดิม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยวที่มุ่งส่งออก สู่เครือข่ายอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงครบวงจรทั้งแนวตั้งและแนวนอน

สู่การเกษตรพื้นฐาน

ข้อความที่กล่าวโดย เจริญ สิริวัฒภักดี ที่ยกมาแต่แรก เท่าที่วิเคราะห์ เขาได้มองข้ามความสัมพันธ์ของการเกษตรพื้นฐานที่เชื่อมโยงและเอื้อประโยชน์ ต่อธุรกิจเดิม และแทบไม่มีความหมายเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาลและแปรรูปสินค้าเกษตรใน ความหมายเดิม หากสะท้อนแนวความคิด ความเชื่อ ความกังวลโดยตรงกับธุรกิจการเกษตรพื้นฐานที่จะกล่าวต่อไปนี้

"เทอราโกร เป็นบริษัทที่ลงทุนทางด้านการเกษตรจากที่ดินในเครือทั้งในและนอกประเทศ เราพัฒนาที่ดินขึ้นมาเพื่อทำการเกษตร โดยขณะนี้ ได้ปลูกพืชไปแล้วหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยางพารา อ้อย ข้าว กาแฟ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้ได้ผลผลิตสูงสุด มีการบริหารจัดการที่ดี ทั้งในด้านของสวน แหล่งน้ำ และการตลาด อีกทั้งยังเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรในเครือข่ายของเรา ทำอย่างไรจะได้ผลผลิตสูงสุด ในต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ เพิ่มขึ้น เราก้าวไปพร้อมๆ กัน เกษตรกรอยู่ได้ เราก็อยู่ได้" ผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทเทอร์ราโก กล่าวถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจเกษตรของกลุ่มไทยเจริญได้อย่างเห็นภาพระดับ หนึ่ง (ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 15 มิถุนายน พ.ศ.2553)

ในบทสนทนาของข่าวชิ้นนี้ มีคำสองคำที่สะท้อนแก่นของธุรกิจ สะท้อนความคิดของเกษตรกรรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

Plantation และ Contract farming

Plantation เป็นระบบการบริหารเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ด้วยระบบการจัดการเชิงอุตสาหกรรม โมเดลนี้เกิดในโลกตะวันตกมานานโดยเฉพาะในสหรัฐ และบริษัทระดับโลกนำโมเดลนี้ไปใช้ในประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ มากมาย ไมว่าจะเป็น DOLE และ DEL MONTE บริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐ ดำเนินธุรกิจเกษตรในเนื้อที่ขนาดใหญ่ใน อเมริกากลางและใต้

สำหรับกรณีประเทศไทย Plantation จะถือเป็นกระบวนการพลิกโฉมหน้าการเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต จากเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก สู่เกษตรกรทุนนิยม

ความจริงแล้ว โครงสร้างการเกษตรพื้นฐานของไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้ว เกษตรกรรายย่อย ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นลูกจ้างในภาคเกษตร ขณะที่พวกเขาจำนวนมากไม่มีที่ทำกินหรือมีบ้างก็ให้เช่าในราคาถูก กับ "ผู้รับเหมา" รายค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ดำเนินการบริหารแบบครึ่งๆ กลางๆ ในพื้นที่แปลงค่อนข้างใหญ่ ด้วยระบบว่าจ้าง รวมทั้งสินเชื่อนอกระบบจากพ่อค้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มไทยเจริญ คงมองเห็นโอกาสในการต่อยอดจากระบบครึ่งๆ กลางๆ ในเป็นโมเดลใหม่อย่างชัดเจน

Plantation ต้องการพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนมาก เนื่องด้วยกลุ่มไทยเจริญเป็นเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาคกลาง ย่อมสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ได้ง่าย ด้วยการควบคุมปัจจัยพื้นฐาน และสร้างแรงดึงดูดต่อรายย่อยให้เข้ามาในวงโคจร

Contract farming เป็นระบบที่ใช้มานานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ในเมืองไทยต้องยกให้ซีพี ระบบนี้ได้ดึงรายย่อยเป็นดาวบริวาร ด้วยระบบที่ซับซ้อนมากกว่าการรับซื้อและประกันราคา เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นด้วยระบบธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อให้รายย่อยต้องจ่ายเงินคืนที่ได้การขายสินค้า กับปัจจัยการผลิตที่ควบคุมจากเจ้าของระบบ ตั้งแต่ พันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย แม้กระทั่งสินเชื่อ เชื่อว่าไทยเจริญจะค่อยๆ พัฒนาสินค้าปัจจัยการผลิตใหม่ๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เป็นได้

เจริญ สิริวัฒนภักดี ให้ความสนใจเรื่องคนและเวลา มากกว่าเรื่องอื่นๆ แสดงว่ากลุ่มไทยเจริญหรือในนามกลุ่มธุรกิจเกษตร-พรรณธิอร (โดยเฉพาะธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่-บริษัทเทอราโก) ไม่ได้ห่วงปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่ผู้คนในสังคมไทยกล่าวกันมามาน ไม่ว่ากรรมสิทธิ์ที่ดิน เงินลงทุน นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่พิเศษและน่าทึ่งอย่างมาก

สะท้อนความเข้าใจที่ขัดแย้งกันอย่างมาก ความรู้พื้นฐานเดิมว่าด้วยเกษตรกรรม เชื่อว่าเป็นความรู้ความชำนาญพื้นฐานของสังคมไทย สามารถพัฒนา ต่อยอดได้โดยง่าย แต่ในความคิดรวบยอดของกลุ่มไทยเจริญ เกษตรกรรมคือธุรกิจใหม่ ที่ต้องการเวลาในการเรียนรู้ เป็นการลงทุนระยะยาว แตกต่างกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ของไทยเจริญที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ถึงทศวรรษมานี้ เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง คำพูดของเขาสะท้อนความกังวลของนักลงทุน และเป็นความกังวลสำคัญของเกษตรกรใหญ่

การพลิกโฉมหน้าเกษตรกรรมไทยครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญ จะเกิดแรงปะทะสู่รากเหง้าระบบการผลิตพื้นฐานดั้งเดิม "การทำนา" ซึ่งเป็นพื้นที่ "ความอ่อนไหว" ในฐานะเป็นชิ้นส่วนสำคัญ "วัฒนธรรมข้าว" ของสังคมไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจริญ สิริวัฒนภักดี จึงยอมรับว่า เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย