จับตาบรรษัท

ไทยเจริญ (4) เกษตรกรใหญ่

วิรัตน์ แสงทองคำ

"...ต้นทุนทำการเกษตรมีแค่คน แสงอาทิตย์และน้ำฝนให้เราฟรี ขึ้นอยู่กับว่าจะมีสายป่านมาเลี้ยงคนที่รอรับน้ำฝนและแสงอาทิตย์ได้อย่างไร หากมีสายป่านพอเลี้ยงคนให้มีกำลัง มีสติปัญญาให้รับแสงอาทิตย์และน้ำฝนได้ ก็จะกลายมาเป็นผลตอบแทนมาให้เรา" - เจริญ สิริวัฒนภักดี, 31 กรกฎาคม 2550

คำกล่าวของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ยกขึ้นอย่างสำคัญใน Website ของกลุ่มธุรกิจเกษตรในเครือไทยเจริญ ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจกลุ่มใหม่ล่าสุด (www.plantheon.co.th) นี้ สมควรตีความถึงยุทธศาสตร์ที่ดูอาจหาญมาก

ผมยอมรับว่า ความพยายามอรรถาธิบายพัฒนาการกลุ่มธุรกิจใหม่ของไทยเจริญ ไม่ว่าในมิติใด ยังวนเวียนเกี่ยวข้องและมีรากฐานต่อเนื่องกับธุรกิจดั้งเดิมอยู่ดี ยิ่งไปว่านั้น ด้วยความสัมพันธ์กับผู้คนและธุรกิจอย่างกว้างขวาง ถือเป็นธรรมชาติของการบริหารธุรกิจดั้งเดิม โอกาสใหม่แบบ "ปะติดปะต่อ" เกิดขึ้นในลักษณะ "ปิงปอง" มากกว่าการวางแผนและมองโอกาสในระยะยาว บวกกับรับฟังความเห็น และเรียนรู้จากผู้คนรอบข้าง-ที่ปรึกษาทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการซึ่งมี จำนวนมาก ก่อให้เกิดกระบวนการลองผิดลองถูก เป็นกระบวนเรียนรู้ที่ปรับตัวอยู่ตลอด

ว่าไปแล้ว ในกลุ่มธุรกิจเกษตรของไทยเจริญ มีจุดเริ่มต้นและแตกหน่อจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม ในที่สุด ถูกบังคับให้ขยายตัวลงลึกไปเรื่อยๆ ด้วยความเชื่อมั่นในพลังควบคุมของตนเอง เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับความมั่นคงของอาณาจักรธุรกิจโดยรวม

ปรับและรื้อฟื้นธุรกิจดั้งเดิม

ขั้นที่หนึ่ง จากท้ายแถวสู่ต้นแถว

ในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว ธุรกิจเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ไม่ว่าสุราหรือเบียร์ มีวงจรกว้างขวางพอสมควร ห่วงโซ่ของธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับชุมชนภาคเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่ง -อุตสาหกรรมน้ำตาล ผลผลิตจากโรงงานน้ำตาลเป็นวัตถุดิบสำคัญ และอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตสุรา และเบียร์

ในแง่ธุรกิจสัมปทาน ไทยเจริญไม่เพียงมีความสัมพันธ์กับกรมสรรพสามิตเท่านั้น ที่สำคัญ รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย ในฐานะดูแลกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งถือเป็นธุรกิจพ่วงอย่างเงียบๆ ไม่ใครสนใจมานานแล้ว ย่อมมาจากความเชื่อมโยงข้างต้น

ปี 2530 ถือเป็นจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกัน

"เช่นเดียวกับโรงงานน้ำตาลชลบุรี จากกระทรวงการคลัง งานนี้เจริญเดินแผนโดยใช้ชื่อว่า ชาวไร่อ้อยชลบุรี ซึ่งนำโดย ดรงค์ สิงห์โตทอง เขาซื้อมาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้มีหลายรายการ ตั้งแต่ค่าหุ้น ภาระหนี้สินแทน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 255 ล้านบาท" ผมเขียนถึงกรณีนี้ไว้ในขณะนั้น เพียงแง่มุมทางเทคนิคในการซื้อทรัพย์สิน ในช่วงรัฐกำลังผ่องถ่ายทรัพย์สินเก่าตกค้างในรัฐวิสาหกิจที่ล้าหลัง (ที่ซ่อนด้วยที่ดินจำนวนมาก) แต่ไม่ได้ค้นพบสาระสำคัญต่อจากนั้น

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลาประมาณสองทศวรรษ จากจุดเริ่มต้นโรงงานน้ำตาลชลบุรี กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมน้ำตาลที่มีพลังด้วยตัวเอง ไม่เพียงสนับสนุนธุรกิจหลักเท่านั้น หากเป็นฐานของกลุ่มธุรกิจใหม่-ธุรกิจการเกษตรที่เริ่มจัดตั้งเป็นเรื่องเป็น ราวในปี 2549

ทุกวันนี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลกำลังรื้อฟื้นและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตครั้งใหญ่ จากโรงงานของรัฐ 4 แห่ง (อีกสามแห่ง ซื้อมาในปี 2542 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นอุตสาหกรรมเบียร์อย่างจริงจังแล้ว) รวมทั้งการสร้างโรงงานใหม่ อุตสาหกรรมนี้ ไม่เพียงเป็นฐานของกลุ่มธุรกิจใหม่ในเครือไทยเจริญ ยังจะหมายถึงกลุ่มธุรกิจน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย

ภายใต้แนวคิด ปรับและรื้อฟื้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยนี้ ปรากฏชื่อที่ปรึกษาและกรรมการคนสำคัญคนหนึ่งของไทยเจริญ เป็นบุคคลผู้คลุกคลีกับอุตสาหกรรมน้ำตาลมายาวนาน

มนู เลียวไพโรจน์ อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทรวงอุตสาหกรรม เคยเป็นประธานคณะมนตรีองค์การน้ำตาลระหว่างประเทศแห่งประเทศอังกฤษ (The International Sugar Organization Council of England) ในปี 2538-2539 และตำแหน่งสุดท้าย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (2542-2547)

ขั้นที่สอง จากโซ่ข้อเดียวสู่ห่วงโซ่

ด้วยความพยายามขยายไลน์สินค้าในบริษัทหลัก-ไทยเบพฯ เป็นแนวทางที่พยายามให้สอดคล้องกับคำแนะนำของนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลัก ทรัพย์ทั้งหลาย นั้นคือการขยายสินค้าเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ให้มีน้ำหนักมากขึ้นในภาพรวม แนวทางนี้ เริ่มต้นอย่างจริงจังด้วยการซื้อกิจการโออิชิ ซึ่งถือเป็นสินค้าขายดีในตลาดอยู่แล้ว

จากแนวทางลัด ด้วยการซื้อกิจการ จากโอกาสที่มีอยู่ ในที่สุด จึงเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมการเกษตรในฝันของวงการธุรกิจไทยในที่สุด

"ความฝันของคนไทยในการสร้างอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออกมีมานานแล้ว ความพยายามก็มีมานานเช่นเดียวกัน

ความเชื่อมั่นว่า ไทยเป็นสังคมเกษตร มีความรู้การเกษตรที่พร้อมจะก้าวสู่อุตสาหกรรมเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มต่อ เนื่อง ก็มีมานานแล้ว ความเชื่อมั่น อุตสาหกรรมเกษตรนี่ล่ะ คือทางออกและจุดแข็งทางเศรษฐกิจของไทยเมื่อเปรียบกับสังคมธุรกิจโลกมีมานาน แล้ว และดูเหมือนจะมากขึ้นในยุคทบทวนตัวเองครั้งใหญ่ ปัจจุบัน "ผมเคยเขียนไวในปี 2541 ว่าด้วยความพยายามของกิจการระดับโลกเข้าสู่การเกษตรพื้นฐานของไทย

อุตสาหกรรมผลิตสับปะรดกระป๋อง เป็นหลัก คืออุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นและบูมอย่างมากในช่วงปี 2520 ซึ่งถือเป็นยุคของความต่อเนื่อง จนถึงนโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในยุค สมหมาย ฮุนตระกูล เป็นรัฐมนตรีคลัง

กสิกรไทยเป็นธนาคารที่ดำเนินแผนส่งเสริมธุรกิจนี้อย่างเต็มที่ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนโครงการทั้งสินเชื่อและลงทุน ทั้งนี้ ผู้บริหารธนาคารหลายคนร่วมวงสู่ธุรกิจด้วย ตั้งแต่ บรรยงก์ ล่ำซำ กับ DOLE แห่งสหรัฐ ร่วมทุนตั้งแต่ปี 2509 ณรงค์ ศรีสะอ้าน ส่งเสริมและลงทุนในบริษัทอาหารสยาม สำราญ กัลยาณรุจ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของธนาคาร ลงทุนในสยามอุตสาหกรรม-การเกษตร (สับปะรด) หรือ SAICO (2521) รวมทั้ง พันเอกพล เริงประเสริฐวิทย์ นักการเมืองคนสำคัญซึ่งเป็นบุตรเขยตระกูลล่ำซำ ก็ลงทุนใน ชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่

ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึง พิพัฒน์ ตันติพิพัฒนพงศ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับธนาคารกรุงเทพ ร่วมมือกับ MITSUBISHI แห่งญี่ปุ่น ตั้งบริษัท อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องไทย (2505) ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจก็ว่าได้ ด้วย

บริษัทอาหารสยาม (Siam foods) ก่อตั้งในปี 2513 โดย ณรงค์ ศรีสะอ้าน มีบทบาทอย่างมาก นอกจากจะเป็นผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยซึ่งมีบทบาทสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร แล้ว ยังรวมทุนนี้ด้วย กิจการพัฒนาไปด้วยดี จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในปี 2528

โครงสร้างธุรกิจแปรรูปเกษตรนั้นมีวงจรที่ต่อเนื่องพอสมควร เริ่มต้นจากจุดสำคัญของเกษตรกรรมในฐานะเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อการเกษตรจำนวน มาก ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจเรื่องนี้ จากนั้น เข้าสู่วงจรต่อเนื่องจากการปลูกและผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงาน (ทั้งมีแนวทางคล้ายๆ กันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการรับซื้อได้ด้วย) เพื่อสินค้าสำเร็จรูป ไปจนถึงมีเครือข่ายการค้าต่างประเทศ

ณรงค์ ศรีสะอ้าน มีประสบการณ์ในวงการธนาคารมา 44 ปี (2497-2541) มีบทบาทอย่างมากในยุค บัญชา ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด เป็นตำแหน่งสุดท้าย

หลังจากเกษียณยังมีบทบาทสำคัญต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้อายุมากแล้ว ในฐานะกรรมการในบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ ประธานกรรมการบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการอิสระ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และแล้ว ก็มาดำรงตำแหน่งรองประธาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในปี 2546 ในช่วงเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์

จากนั้นไม่นาน ก็มีบทบาทสนับสนุนให้กลุ่มไทยเจริญ เข้าซื้อกิจการ บริษัท อาหารสยาม (มหาชน) ในปี 2549 โดยตั้งบริษัทตนเองเข้าซื้อก่อนจะขายให้กลุ่มไทยเจริญในปีต่อมา

จากโออิชิถึงอาหารสยาม นอกจากจะเป็นภาพต่อเนื่องของการสร้างสินค้าใหม่ ที่แยกออกจากสินค้าแอลกอฮอล์ ยังสะท้อนเห็นการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากสินค้าสำเร็จรูป สู่พื้นฐานการผลิตวัตถุดิบ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ไทยเจริญกำลังสร้างโครงการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปดั้งเดิม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยวที่มุ่งส่งออก สู่เครือข่ายอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงครบวงจรทั้งแนวตั้งและแนวนอน

สู่การเกษตรพื้นฐาน

ข้อความที่กล่าวโดย เจริญ สิริวัฒภักดี ที่ยกมาแต่แรก เท่าที่วิเคราะห์ เขาได้มองข้ามความสัมพันธ์ของการเกษตรพื้นฐานที่เชื่อมโยงและเอื้อประโยชน์ ต่อธุรกิจเดิม และแทบไม่มีความหมายเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาลและแปรรูปสินค้าเกษตรใน ความหมายเดิม หากสะท้อนแนวความคิด ความเชื่อ ความกังวลโดยตรงกับธุรกิจการเกษตรพื้นฐานที่จะกล่าวต่อไปนี้

"เทอราโกร เป็นบริษัทที่ลงทุนทางด้านการเกษตรจากที่ดินในเครือทั้งในและนอกประเทศ เราพัฒนาที่ดินขึ้นมาเพื่อทำการเกษตร โดยขณะนี้ ได้ปลูกพืชไปแล้วหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยางพารา อ้อย ข้าว กาแฟ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้ได้ผลผลิตสูงสุด มีการบริหารจัดการที่ดี ทั้งในด้านของสวน แหล่งน้ำ และการตลาด อีกทั้งยังเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรในเครือข่ายของเรา ทำอย่างไรจะได้ผลผลิตสูงสุด ในต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ เพิ่มขึ้น เราก้าวไปพร้อมๆ กัน เกษตรกรอยู่ได้ เราก็อยู่ได้" ผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทเทอร์ราโก กล่าวถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจเกษตรของกลุ่มไทยเจริญได้อย่างเห็นภาพระดับ หนึ่ง (ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 15 มิถุนายน พ.ศ.2553)

ในบทสนทนาของข่าวชิ้นนี้ มีคำสองคำที่สะท้อนแก่นของธุรกิจ สะท้อนความคิดของเกษตรกรรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

Plantation และ Contract farming

Plantation เป็นระบบการบริหารเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ด้วยระบบการจัดการเชิงอุตสาหกรรม โมเดลนี้เกิดในโลกตะวันตกมานานโดยเฉพาะในสหรัฐ และบริษัทระดับโลกนำโมเดลนี้ไปใช้ในประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ มากมาย ไมว่าจะเป็น DOLE และ DEL MONTE บริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐ ดำเนินธุรกิจเกษตรในเนื้อที่ขนาดใหญ่ใน อเมริกากลางและใต้

สำหรับกรณีประเทศไทย Plantation จะถือเป็นกระบวนการพลิกโฉมหน้าการเกษตรดั้งเดิม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต จากเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก สู่เกษตรกรทุนนิยม

ความจริงแล้ว โครงสร้างการเกษตรพื้นฐานของไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้ว เกษตรกรรายย่อย ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นลูกจ้างในภาคเกษตร ขณะที่พวกเขาจำนวนมากไม่มีที่ทำกินหรือมีบ้างก็ให้เช่าในราคาถูก กับ "ผู้รับเหมา" รายค่อนข้างใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ดำเนินการบริหารแบบครึ่งๆ กลางๆ ในพื้นที่แปลงค่อนข้างใหญ่ ด้วยระบบว่าจ้าง รวมทั้งสินเชื่อนอกระบบจากพ่อค้าสินค้าที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มไทยเจริญ คงมองเห็นโอกาสในการต่อยอดจากระบบครึ่งๆ กลางๆ ในเป็นโมเดลใหม่อย่างชัดเจน

Plantation ต้องการพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนมาก เนื่องด้วยกลุ่มไทยเจริญเป็นเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะภาคกลาง ย่อมสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ได้ง่าย ด้วยการควบคุมปัจจัยพื้นฐาน และสร้างแรงดึงดูดต่อรายย่อยให้เข้ามาในวงโคจร

Contract farming เป็นระบบที่ใช้มานานแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ในเมืองไทยต้องยกให้ซีพี ระบบนี้ได้ดึงรายย่อยเป็นดาวบริวาร ด้วยระบบที่ซับซ้อนมากกว่าการรับซื้อและประกันราคา เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นด้วยระบบธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อให้รายย่อยต้องจ่ายเงินคืนที่ได้การขายสินค้า กับปัจจัยการผลิตที่ควบคุมจากเจ้าของระบบ ตั้งแต่ พันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย แม้กระทั่งสินเชื่อ เชื่อว่าไทยเจริญจะค่อยๆ พัฒนาสินค้าปัจจัยการผลิตใหม่ๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เป็นได้

เจริญ สิริวัฒนภักดี ให้ความสนใจเรื่องคนและเวลา มากกว่าเรื่องอื่นๆ แสดงว่ากลุ่มไทยเจริญหรือในนามกลุ่มธุรกิจเกษตร-พรรณธิอร (โดยเฉพาะธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่-บริษัทเทอราโก) ไม่ได้ห่วงปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่ผู้คนในสังคมไทยกล่าวกันมามาน ไม่ว่ากรรมสิทธิ์ที่ดิน เงินลงทุน นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่พิเศษและน่าทึ่งอย่างมาก

สะท้อนความเข้าใจที่ขัดแย้งกันอย่างมาก ความรู้พื้นฐานเดิมว่าด้วยเกษตรกรรม เชื่อว่าเป็นความรู้ความชำนาญพื้นฐานของสังคมไทย สามารถพัฒนา ต่อยอดได้โดยง่าย แต่ในความคิดรวบยอดของกลุ่มไทยเจริญ เกษตรกรรมคือธุรกิจใหม่ ที่ต้องการเวลาในการเรียนรู้ เป็นการลงทุนระยะยาว แตกต่างกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ของไทยเจริญที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ถึงทศวรรษมานี้ เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง คำพูดของเขาสะท้อนความกังวลของนักลงทุน และเป็นความกังวลสำคัญของเกษตรกรใหญ่

การพลิกโฉมหน้าเกษตรกรรมไทยครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญ จะเกิดแรงปะทะสู่รากเหง้าระบบการผลิตพื้นฐานดั้งเดิม "การทำนา" ซึ่งเป็นพื้นที่ "ความอ่อนไหว" ในฐานะเป็นชิ้นส่วนสำคัญ "วัฒนธรรมข้าว" ของสังคมไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจริญ สิริวัฒนภักดี จึงยอมรับว่า เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

ค้าภายในขู่9รายแข่งขันไม่เป็นธรรม

"นรสีห์" นำทีมผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ 113 ฟาร์ม ร้อง "พรทิวา" กรณีได้รับความไม่เป็นธรรม ซื้อลูกไก่ไข่บังคับให้ซื้ออาหารสัตว์ ด้านอธิบดีกรมการค้าภายในเตือนผู้ประกอบการอย่าริทำ เพราะกฎหมายโทษแรง เสียชื่อเสียงไม่คุ้มกัน

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าหลังจากที่ได้ทราบเรื่องจากนายนรสีห์ ตระกูลช่าง ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ 113 ฟาร์ม จากเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "เปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ แก้ไข่แพงจริงหรือ?" จัดโดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมาว่าเกษตรกรได้รับความไม่เป็นธรรมจากการซื้อลูกไก่ไข่เพราะถูกผู้ ประกอบการบังคับเกษตรกรที่ซื้อลูกไก่ไข่ต้องซื้ออาหารสัตว์ด้วย จึงทำให้เป็นที่มาของการเสนอยื่นขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เอง เพื่อผลิตลูกไก่เอง ว่าปัญหาดังกล่าวหากเกษตรกรได้หารือกับกรมการค้าภายในก่อนอาจจะได้รับการ แก้ไขต้นเหตุของปัญหาเพราะกรมการค้าภายในมีหน้าที่ดูแลเกษตรกร และมีพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ลงโทษผู้ประกอบการที่ทำการค้าไม่เป็นธรรมอยู่

"หากไม่จำเป็นไม่อยากให้ผู้ประกอบการ ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในสังคมเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร เนื่องจากกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ที่กรมการค้าภายในดูแลอยู่มีบทลงค่อนข้างรุนแรงหากบริษัทใดทำธุรกิจเข้าข่าย เอาเปรียบเช่นกรณีซื้อลูกไก่บังคับให้ซื้ออาหารสัตว์ ในกฎหมายระบุโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและในกรณีที่กระทำความผิดซ้ำต้องระวางโทษเป็นทวีคูณ ที่สำคัญผู้ประกอบการที่ได้รับโทษเสียชื่อเสียงไม่คุ้มกับผลกำไรหรือรายได้ ที่จะได้รับ"

อย่างไรก็ดีในเบื้องต้นหลังจากได้รับข้อมูลจากนายนรสีห์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักมาตรฐานการแข่งขันทางการค้า ไปตรวจสอบจากเกษตรกรที่เกี่ยวข้องว่ามีการขายลูกไก่ พ่วงอาหารสัตว์คือบังคับให้ซื้ออาหารสัตว์ด้วยจริงหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่พบเรื่องราวดังกล่าว

ขณะที่นายนรสีห์ ยังยืนยันว่าเหตุการณ์การซื้อลูกไก่บังคับซื้ออาหารสัตว์มีจริง หากแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการเท่านั้น และเพื่อให้กรมการค้าภายในตรวจสอบและลงโทษผู้ประกอบการที่เอาเปรียบเกษตรกร เมื่อเร็วๆ นี้ในนามเกษตรกร 113 ฟาร์ม ได้ทำหนังสือถึงนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้ว
สำหรับความเป็นมาที่ทางเกษตรกรยื่นขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ นั้นนายนรสีห์ กล่าวว่าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ จำนวน 113 ฟาร์ม ได้ร่วมกันเสนอโครงการผลิตลูกไก่ไข่ และขอให้จัดสรรโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่จากต่างประเทศต่อกรมปศุสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการผลิตลูกไก่ไข่สำหรับใช้ทดแทนภายในกลุ่ม เกษตรกร เพื่อความอยู่รอด และมั่นคงของกิจการ เป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการผลิตลูกไก่ไข่ในประเทศไทยที่มีมายาวนาน ทำให้มีความจำเป็นที่เกษตรกรต้องผลิตลูกไก่ไข่ไว้ใช้เอง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกไก่ไข่ การจองลูกไก่ไข่ไม่ได้ ปัญหาการขายอาหารสัตว์ควบพันธุ์สัตว์ รวมถึงต้องการลดต้นทุนการผลิตไก่ไข่ให้กับเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนภายในประเทศได้มีโอกาสบริโภคไข่ไก่ในราคาถูก และการเสนอโครงการผลิตลูกไก่ไข่ดังกล่าวไม่ได้เป็นการเพิ่มปริมาณการผลิตไข่ ไก่ในภาพรวมของประเทศแต่อย่างใด โดยมีจำนวนพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่กลุ่มเกษตรกรยื่นขอนำเข้าปีละ 58,100 ตัว

แต่ปรากฏว่ากรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ได้ปฏิเสธ ไม่จัดสรรโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่จากต่างประเทศให้แก่บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ จำนวน 113 ฟาร์ม โดยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ครั้งที่ 1 /2553 มีมติกำหนดปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) นำเข้าและผลิตในประเทศทั้งหมดประจำปี 2553 ไว้ที่จำนวน 405,721 ตัว และให้โควตาการผลิตเฉพาะผู้ผลิตเพียง 9 ราย

ส่วนในกรณีที่บริษัท เอ เอฟ อี จำกัด และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระนั้น ให้ชะลอโครงการไว้ก่อน เนื่องจากขณะนี้คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ อยู่ระหว่างการควบคุมปริมาณการผลิตไข่ไก่ให้เกิดความสมดุลทั้งปริมาณการผลิต และความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยใช้มาตรการลดกำลังการผลิตและควบคุมจำนวนผู้เลี้ยงไก่ไข่พันธุ์

"มติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่จัดสรรโควตาให้ กับผู้ผลิตไก่ไข่เพียง 9 ราย ถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผูกขาดเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อเกษตรกรและ ผู้บริโภคโดยส่วนรวม เป็นการให้สิทธิการผลิตลูกไก่ไข่โดยเด็ดขาดแก่บุคคลหรือบริษัทกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่งก่อให้เกิดสภาวการณ์การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม"

รายใหม่ตรงไหน ?

ผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) ตามที่กรมปศุสัตว์ กล่าวอ้างทั้ง 4 รายข้างต้น ความจริงล้วนแล้วแต่เป็นผู้นำเข้ารายเก่าที่เคย ร่วมกัน "ผูกขาด" การจัดสรรโควตา นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ในอ

ดีตไล่มาตั้งแต่ บริษัทนาดีพันธุ์ดี ก็คือ ฟาร์มนาดีพันธุ์ดี ต.ลำพันตา อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ที่ปรากฏชื่ออยู่ในปลายทางการส่งมอบลูกไก่ไข่ P.S. ของบริษัทสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี บริษัทฟาร์มไก่พันธุ์ 111 ก็คือ ฟาร์มไก่พันธุ์ 111 ตั้งอยู่ที่ ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี มาปรากฏชื่ออยู่ในปลายทางการส่งมอบลูกไก่ไข่ P.S. ของบริษัทยูไนเต็ดฟีดดิ้ง บริษัทอิสเทิร์น ฟีดมิลล์ เคยอ้างกับ Egg Board ในคราวการแก้ไขปัญหาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ของบริษัท ยูไนเต็ดฟีดดิ้ง่ว่า บริษัทอิสเทิร์น ฟีดมิลล์ เป็นผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ในนามของบริษัท ยูไนเต็ดฟีดดิ้งมาโดยตลอด

ประชุมบอร์ดไข่นัดแรกหลังเปิดเสรี รายเก่า"แปลงร่าง"ขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพิ่ม

"ธีระ" เรียกประชุม Egg Board ฟังรายงานกรมปศุสัตว์ ล่าสุดมีผู้ขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) แล้ว 4 ราย ล้วนเป็นรายเก่าที่แยกตัวออกมา (ตารางประกอบบริษัทผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่) รวมขอนำเข้าเพิ่ม 29,500 ตัว

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ที่มีนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกรมปศุสัตว์ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้มีเอกชนรายใหม่จำนวน 4 รายยื่นขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S. : Parent Stock) รวมทั้งสิ้น 29,500 ตัว ประกอบด้วยบริษัท ฟาร์มนาดี พันธุ์ดี จำกัด จำนวน 10,500 ตัว (ใช้สิทธิ์นำเข้า 15 ตุลาคม 2553), บริษัท ฟาร์มไก่พันธุ์ 111 จำกัด จำนวน 9,000 ตัว (15 ธันวาคม 2553), บริษัท อิสเทิร์น ฟีดมิลล์ จำกัด จำนวน 7,000 ตัว (2 กันยายน 2553) และสหกรณ์โคนมและการเกษตรแปดริ้ว จำกัด จำนวน 3,000 ตัว (28 สิงหาคม 2553)

และ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงปลายปีนี้ ผู้ประกอบการรายเดิมได้ยื่นขอใช้สิทธิ์นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพิ่มเติม อีก 65,457 ตัว ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่จังหวัดชลบุรี จำนวน 9,120 ตัว (28 กรกฎาคม 2553), บริษัท แหลมทองฟาร์ม จำกัด จำนวน 5,827 ตัว (28 กรกฎาคม 2553), บริษัท ฟาร์มกรุงไทย จำกัด จำนวน 9,810 ตัว (28 สิงหาคม 2553) และ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำนวน 11,200 ตัว (28 กรกฎาคม 2553) สรุปรวมยอดขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) ตลอดทั้งปี 2553 รวมทั้งสิ้น 240,000 ตัว หรือจะได้ลูกไก่ไข่ประมาณ 24 ล้านตัว

ซึ่งที่ประชุม Egg Board ยังได้ติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาไข่ไก่ราคาแพง พบว่าแผนระยะสั้นมุ่งยืดอายุไก่ไข่สาว โดยขยายระยะเวลาแม่ไก่ยืนกรงจากปกติ 78 สัปดาห์เป็น 82 สัปดาห์ สามารถเพิ่มปริมาณไข่ไก่ในตลาดได้ถึง 27-28 ล้านฟอง/วัน ส่วนแผนชะลอการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราวนั้น ผู้ประกอบการส่งออกไข่ไก่ยินดีให้ความร่วมมือ คาดว่าตั้งแต่กรกฎาคม-ธันวาคม จะมีปริมาณการส่งออกไข่ไก่ไม่เกินเดือนละ 7 ล้านฟอง คาดว่าตลอดทั้งปี 2553 จะมีปริมาณยอดส่งออกไข่ไก่ทั้งสิ้น 140 ล้านฟอง เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีปริมาณการส่งออกทั้งสิ้น 350 ล้านฟอง

สถานการณ์กลไกตลาดและ พันธุ์สัตว์ที่นำเข้าตั้งแต่ต้นปี 2553 เริ่มทยอยให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้ขณะนี้มีปริมาณลูกไก่ไข่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร และราคาลูกไก่ไข่และแม่ไก่สาว ก็มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยราคาลูกไก่ อยู่ที่ตัวละ 25 บาท/ตัว กับแม่ไก่สาวตัวละ 144 บาท หรือลดลง 4-5 บาท/ตัว ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์จึงได้สั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เดือดร้อนไม่มีลูกไก่ให้รีบแจ้งมาที่กรมปศุ สัตว์ทันที เพื่อจัดสรรโควตากลางจำนวน 50,000 ตัว กระจายพันธุ์สัตว์ให้แก่เกษตรกร ส่วนแนวทางแก้ปัญหาในระยะกลางที่มุ่งศึกษาปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการ Egg Board ทั้งหมดตั้งแต่โครงสร้างคณะกรรมการและอำนาจหน้าที่ ฯลฯ นั้น ทางกรมปศุสัตว์ได้เซ็นสัญญา ข้อตกลงให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

ด้าน นายณรงค์ เจียมใจบรรจง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท กรุงเทพผลิตภัณฑ์อาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาไก่ไข่และ ผลิตภัณฑ์ (Egg Board) กล่าวว่า มาตรการยืดอายุไก่ยืนกรง 36 ล้านตัวและภาวะอากาศเย็นลง ทำให้มีปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาด 27-28 ล้านฟอง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สมดุลกับปริมาณความต้องการของตลาด "อนึ่ง ก่อนที่จะลูกไก่ไข่และแม่ไก่สาวจะลงราคาลงมาตัวละ 5 บาทนั้น ผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ทั้ง 9 ราย ได้ถูกนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรียกเข้าไปพบ พร้อมกับคำถามที่ว่า 1)ทั้ง 9 รายจะลดราคาลูกไก่ลงได้เมื่อไหร่และจะลดลงกี่บาท กับ 2)การนำเข้า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ปี 2552 ทำไมนำเข้าไม่เต็มตามจำนวนที่ได้รับการจัดสรรตามโควตา

ผู้บริโภคเฮ! ไข่ไก่ลด ฟองละ10สต.

ไข่ไก่ราคาลดฟองละ 10 สตางค์ เริ่ม 24 ก.ค.นี้ หลังอากาศเย็นผลผลิตเข้าตลาดเพิ่มล้านฟอง ผู้เลี้ยงรายย่อยวอนรัฐ ทบทวนเปิดเสรีนำเข้าพันธุ์ไก่ หวั่นทำไข่ไก่ล้นตลาด ฉุดราคาดิ่ง ผู้ประกอบการรายย่อยเจ๊ง...

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2553 นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมติดตามแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาสูงว่า สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และ ส่งออกไข่ไก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ และตัวแทนผู้ผลิตลูกไข่ไก่ ให้ความร่วมมือปรับลดราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มลงอีกฟองละ 10 สตางค์ จาก 2.80 บาท เหลือ 2.70 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 53 เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคาแนะนำขายปลีกไข่ไก่ในท้องตลาดปรับลดลงตามด้วย ดังนี้ เบอร์ 0 จะเหลือราคาขายส่งฟองละ 3.20 บาท ขายปลีก 3.50 บาท เบอร์ 1 ขายส่ง 3.00 บาท ขายปลีก 3.30 บาท เบอร์ 2 ขายส่ง 2.90 บาท ขายปลีก 3.20 บาท เบอร์ 3 ขายส่ง 2.80 บาท ขาย ปลีก 3.10 บาท เบอร์ 4 ขายส่ง 2.70 บาท ขายปลีก 3.00 บาท และเบอร์ 5 ขายส่ง 2.60 บาท ขายปลีก 2.80 บาท

สำหรับสาเหตุที่ ราคาไข่ไก่ปรับลดลง เป็นผลจากฝนตกมากขึ้น และอากาศเย็นลงทำให้ไก่ฟักไข่เพิ่มขึ้น มีผลให้ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยลดลง โดยขณะนี้มีปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นแล้ว 5-10% หรือวันละ 1 ล้านฟอง ช่วยให้มีไข่ไก่ในตลาดเพิ่มเป็นวันละ 26-27 ล้านฟอง จากเดิม 25-26 ล้านฟอง และใกล้เคียงกลับภาวะปกติที่ 27-28 ล้านฟอง ส่วนแนวโน้นราคาไข่ไก่จะดูแลไม่ให้ขึ้นสูงเกินไป แต่เกษตรกรก็จะไม่ได้รับความเดือดร้อน

ด้าน น.ส.จุฑามาศ บุญแสง ผู้แทนสหกรณ์เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ผู้เลี้ยงไก่ไข่ และสหกรณ์ห่วงว่า หากรัฐบาลเปิดนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่อย่างเสรี จะเกิดปัญหาไข่ไก่ราคาตกต่ำในอนาคตอันใกล้ และส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยต้องเลิกเลี้ยงไปในที่สุด ต้องการให้รัฐทบทวนการเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เพราะระบบเดิมที่มีการดูแลบริหารจัดการโควตาถือว่ามีปริมาณที่เหมาะสมอยู่ แล้ว เพียงแต่รัฐต้องเข้าไปดูแลบริหารจัดการ การกระจายพันธุ์ไก่สู่ผู้เลี้ยงรายย่อยให้มีประสิทธิภาพเขึ้น ไม่ให้เกิดการกระจุกตัวแต่รายใหญ่ แต่หากรัฐบาลไม่ดำเนินการจะเกิดปัญหาราคาตกต่ำแน่นอน และอนาคตอาจเกิดการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยประกันราคาไข่ไก่ เหมือนสินค้าเกษตรชนิดอื่น กลายเป็นภาระของรัฐบาลอย่างไม่สิ้นสุด

จี้รัฐรับผิดชอบเสรีนำเข้า-เร่งผุดประกันรายได้ คนเลี้ยงจ๊ากไข่ไก่จ่อล้น-ราคาร่วง3ปี

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ ว่าที่ประชุมมีมติให้ปรับลดราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มลงฟองละ 10 สตางค์ คือปรับลดจากฟองละ 2.80 บาท เป็น 2.70 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากอากาศเริ่มเย็นลงทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 5-10% หรือประมาณ 1 ล้านฟอง/วัน

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในเตรียมทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิตลูกไก่ไข่ 9 ราย ให้ดำเนินธุรกิจค้าลูก ไก่ไข่และอาหารสัตว์ให้มีความเป็นธรรมทางการค้า เนื่อง จากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ามีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.แข่งขันทาง การค้า พ.ศ.2542 ข้อหาขายลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์ อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข้อเท็จจริงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการกระทำผิดในลักษณะดัง กล่าว แต่ที่ต้องส่งหนังสือไปเพราะต้องการปรามผู้ประกอบการไว้ก่อน หากมีการกระทำความผิดจริงอาจมีโทษสูงคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่ประชุมยังมีมติให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแล ติดตามสถานการณ์ไข่ไก่ทั้งระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วนเข้าร่วม

ด้านนางจุฑามาส บุญแสง ผู้แทนผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จ.อ่างทอง กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการ 4 ราย ได้ เสนอขอนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่เพิ่มเติมจำนวน 2.95 หมื่นตัว ว่า จะทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างหนักในอีก 7-8 เดือนข้างหน้า เนื่องจากปริมาณไก่สาวที่พร้อมออกไข่จะเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 2.95 ล้านตัว ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ในระบบเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 ล้านฟอง/วัน เมื่อบวกกับปริมาณแม่พันธุ์ไก่ไข่อีก 4 หมื่นตัวที่อยู่ระหว่างการนำเข้า จะทำให้ไก่สาวพร้อมไข่ในระบบเพิ่มขึ้นรวมเป็น 7 ล้านตัว ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ทั้งระบบเพิ่มขึ้นรวมเป็น 5 ล้านฟอง/วัน จากปัจจุบันที่มีผลผลิตปริมาณ 27 ล้านฟอง/วัน ซึ่งจะทำให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างหนัก นอกจากนี้ แม่ไก่สาว 1 ตัว ยังมีอายุที่ออกไข่ไก่ได้นานถึง 3 ปี จึงมีความเป็นไปได้ว่าราคาไข่ไก่จะตกต่ำต่อเนื่องไปอีก 3 ปี จะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงรายย่อยซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 6,000 รายอย่างแน่นอน

นายปรีชา สุรชัยธนวัฒน์ อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบกับปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนโยบายการเปิดเสรีนำเข้า แม่พันธุ์ไก่ไข่ โดยจะต้องจัดทำโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ เช่นเดียวกับกรณีของข้าว โดยต้องประกันราคาไข่ไก่ขั้นต่ำให้เกษตรกรในราคาต้นทุนบวกกำไร 5% เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยอยู่ได้ และไม่หายไปจากระบบ

"บอร์ดไข่" หัวหมุนแก้ราคาแพง ยืดอายุแม่ไก่ลุ้นเพิ่มไข่ล้านฟอง



โดยการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปจาก 78 สัปดาห์ เป็น 82 สัปดาห์ ส่งผลให้ปริมาณไข่ในตลาดเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 1 ล้านฟอง ขณะนี้มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดอยู่ที่วันละ 27-28 ล้านฟอง…

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมด้วย ว่า ที่ประชุมรับทราบผลการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่โดยให้เพิ่มปริมาณไข่ โดยการยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปจาก 78 สัปดาห์ เป็น 82 สัปดาห์ ส่งผลให้ปริมาณไข่ในตลาดเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 1 ล้านฟอง ขณะนี้มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดอยู่ที่วันละ 27-28 ล้านฟอง ใกล้เคียงกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค คาดว่าราคาไข่จะปรับตัวลดลงในที่สุด โดยผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ขณะนี้ราคาไข่ไก่ขายปลีกในต่างจังหวัดเริ่มปรับราคาลงแล้ว

สำหรับ นโยบายชะลอการส่งออกไข่ไก่นั้น เดือน ก.ค.นี้ การส่งออกไข่ไก่ลดลงเหลือประมาณ 6-7 ล้านฟอง คาดว่าจะส่งออกปีนี้ได้ประมาณ 140 ล้านฟอง ลดลงจากเดิม 60% ส่วนนโยบายการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่นั้น ปัจจุบันมีบริษัท 4 รายยื่นขอนำเข้าจากกรมปศุสัตว์ คิดเป็นจำนวนพ่อแม่ พันธุ์ไก่ไข่ที่จะนำเข้าเพิ่มขึ้น 29,500 ตัว ในส่วนนี้หากนำเข้ามาทั้งหมดตามจำนวนที่ขอเพิ่ม ในเวลาอีก 14 เดือน จะมีปริมาณไข่ไก่เพิ่มขึ้นในตลาดวันละ 2 ล้านฟอง

"เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ศึกษาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และ ผลิตภัณฑ์ กำหนดระยะเวลา 50 วัน วงเงินว่าจ้าง 594,000 บาท เมื่อผลการศึกษาออกมาถึงจะทราบว่าควรจะปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ อย่างไร ระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการรอผลการศึกษาครั้งนี้ให้ทำงานไปตามปกติ"

ฟุ้งไข่แพงเริ่มคลี่คลาย-นำเข้าไก่ไข่พันธุ์เพิ่ม

เกษตรฯคุยแก้ปัญหาราคาไข่คลี่คลายหลังเร่งเครื่อง มาตรการ 3 ระยะ พร้อมอนุมัติทยอยนำเข้าไก่ไข่พันธุ์เพิ่มอีก 29,500 ตัว ระหว่างสิงหาคม-ธันวาคม

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาไข่ไก่ตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเร่งรัด โดยในส่วนของมาตรการระยะสั้น ได้ขยายเวลาการปลดไก่ไข่ออกไปอีก 4 สัปดาห์และติดตามจำนวนไก่ไข่ปลดออกผ่านระบบ e-Service รายสัปดาห์

ส่วนการขอให้ผู้ส่งออกชะลอการส่งออกไข่ไก่ชั่วคราวนั้นก็ได้รับความร่วม มือด้วยดี ซึ่งจากข้อมูลพบว่าปริมาณการส่งออกไข่ไก่เดือนกรกฎาคม ลดลงเหลือเฉลี่ย 6-7 ล้านฟอง/เดือน รวมถึงการสำรองลูกไก่ไข่เพื่อรองรับกรณีการขาดแคลนลูกไก่ไข่ จำนวน 50,000 ตัว/เดือนก็เป็นไปตามแผนและได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวให้กับเกษตรกรผ่านทางสำนัก งานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศแล้ว

สำหรับการติดตามภาวะราคาพันธุ์สัตว์ ได้มีการประชุมผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ไปเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2553 ซึ่งมีข้อสรุปร่วมกันว่าจะลดราคาพันธุ์สัตว์ ล่าสุดราคาลูกไก่ไข่เหลือตัวละ 25 บาทและไก่ไข่สาว ตัวละ 144 บาท

ส่วนมาตรการระยะกลางที่จะต้องศึกษาปรับปรุงโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และการดำเนินงานของ Egg Board ภายใน60 วันนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้ทำบันทึกข้อตกลงโครงการศึกษาปรับปรุงโครงสร้าง Egg Board
ภายใต้งบประมาณ 5.94 แสนบาท กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2553 ตามประเด็นสำคัญ
คือ การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ Egg Board ที่มีต่ออุตสาหกรรมไก่ไข่ ผู้บริโภคไข่ไก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ รวมทั้งข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดจนให้ข้อเสนอแนะปรับ ปรุงโครงสร้าง อำนาจหน้าที่การดำเนินงานของ Egg Board

ส่วนมาตรการระยะยาวเกี่ยวกับการนำเข้าไก่ไข่พันธุ์นั้น ขณะนี้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามายื่นขออนุญาต
4 ราย คือ สหกรณ์โคนมและการเกษตรแปดริ้ว จำกัด จำนวน 3,000 ตัว โดยจะนำเข้าช่วงปลายเดือนสิงหาคม
บริษัท อีสเทิร์นฟีดมิลล์ จำกัด จำนวน 7,000 ตัว จะนำเข้าช่วงต้นเดือนกันยายน บริษัทฟาร์มนาดีพันธุ์ดี จำกัด จำนวน 10,500 ตัว จะนำเข้าช่วงกลางเดือนตุลาคม และบริษัท ฟาร์มไก่พันธุ์ 111จำกัด จำนวน 9,000 ตัว จะนำเข้าช่วงกลางเดือนธันวาคม รวมไก่ไข่พันธุ์ที่จะนำเข้ามาใหม่ทั้งสิ้น29,500 ตัว

สำหรับมาตรการที่ภาครัฐดำเนินการไปทั้งหมดประกอบกับสภาพอากาศที่เย็นลงจะ ส่งผลให้มีผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 27-28 ล้านฟอง/วันและจากรายงานของกระทรวงพาณิชย์พบว่าในต่างจังหวัดราคาเริ่มปรับ ตัวลดลงสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับการดำเนินงานของ Egg Board ขอยืนยันว่ายังไม่ถอดใจในการทำหน้าที่และจะยังคงทำงานกันอย่างเต็มที่โดยมี ความเห็นตรงกันว่ายังคงต้องมีคณะกรรมการชุดดังกล่าวอยู่เนื่องจากเป็นกลไก ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายรัฐมนตรี มีเป้าหมายเพื่อดูแลพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบให้เป็นไปอย่างเหมาะสม รักษาผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า Egg Board อาจให้ความสนใจและใช้เวลาไปที่การจัดการด้านอุปทาน (Supply) มากซึ่งต่อไปจะต้องปรับทิศทางการทำงานให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาให้เป็นไป ตามยุทธศาสตร์พัฒนาไก่ไข่ที่วางไว้ อย่างไรก็ดีจะต้องรอผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกครั้งหนึ่งว่ามี รายละเอียดอย่างไรและพร้อมที่จะดำเนินการไปตามแนวทางนั้นอีกด้วย

นำเข้าไก่ไข่เกือบ3แสนตัวปลายปี

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่กระทรวงเกษตรฯ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่ ไข่(บอร์ดไข่)ว่า ได้มาแจ้งมติครม.และความกังวลของนายกรัฐมนตรีให้กับที่ประชุมรับทราบ ซึ่งจากมาตรการที่บอร์ดได้มีการเพิ่มอายุไก่ยืนกรงอีก 4 สัปดาห์ทำให้มีปริมาณไข่เพิ่มในตลาดอีกวันละ 1 ล้านฟองเป็น 28 ล้านฟอง ทำให้ขณะนี้ราคาไข่มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันจากการเปิดให้มีการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่เสรีทำให้ขณะนี้มีคนยื่นขอ นำเข้ามาแล้ว 4 รายจำนวน 2.9 หมื่นตัว

ทั้งนี้หลังเปิดเสรีมีเอกชนมายื่นขอนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ (พีเอส) แล้ว 4 ราย คือ บริษัทฟาร์ม นาดีพันธุ์ดี จำกัด จำนวน 10,500 ตัวนำเข้ากลางเดือน ต.ค. 53 บริษัท ฟาร์มไก่พันธุ์ 111 จำกัด นำเข้า 9,000 ตัวในเดือน ธ.ค. 53 บริษัทอีสต์เทรินฟีดมิลล์ จำกัด 7,000 ตัว นำเข้า ก.ย. 53 และ สหกรณ์ โคนมการเกษตรแปดริ้ว จำนวน 3,000 ตัวนำเข้าปลาย ส.ค. 53 รวม 2.9 หมื่นตัว ซึ่งเมื่อรวมกับไก่พีเอสที่มีในขณะนี้ 2.1 แสนตัว และจะมีการนำเข้าตามข้อตกลงเดิมในเดือน ก.ค. อีก 2.6 หมื่นตัว ทำให้คาดว่าจะมีปริมาณไก่พีเอสในประเทศประมาณ 2.4 แสนตัว

เปิด “กลุ่มผู้มีอิทธิพลไก่ไข่”เปิด “กลุ่มผู้มีอิทธิพลไก่ไข่”รวมหัวตั้งราคาฟันกำไรเละ!

บ้านพักอาศัย หรือจะเรียกว่าเป็นคฤหาสน์ก็ไม่ผิดของนายทุนผู้มีอิทธิพลในวงการค้าไก่ไข่ รายหนึ่ง ที่มีฟาร์มตนเองอยู่ในภาคตะวันออก

ปฏิกริยาหลังจาก ครม. รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมติให้เปิดเสรีนำเข้าพันธุ์สัตว์ (พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่) ดูเหมือนจะวิตกจริตกันอยู่เรื่องเดียว คือ ไข่ไก่จะล้นตลาดจนนำไปสู่ภาวะการขาดทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่

พร้อมกับข้ออ้างจาก มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้ เลี้ยงไก่ไข่ และ มงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่ พร้อมใจกันท่องอยู่คาถาเดียว คือ

“ขาดทุนมาสามปีติดต่อกัน เพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ รัฐบาลเปิดเสรีพันธุ์สัตว์จะทำให้ไข่ไก่ล้นตลาดเกษตรกรจะขาดทุน”

สิ่งที่น่าค้นหาความจริงคือ หากขาดทุนติดต่อกันสามปีจริง เหตุใดกลุ่มที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์จากการผูกขาด 9 ราย จึงมีการขยายฟาร์มอย่างต่อเนื่อง แถมแต่ละคนยังพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ใหญ่โตไม่ต่างจากคฤหาสน์

เริ่มกันที่ มาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งมีหุ้นใน บริษัท นาดี พันธุ์ดี ที่ได้โควต้าพันธุ์สัตว์จากการใช้ชื่อ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรีมาบังหน้า

บุญยงค์ ศรีไตรราศี หนึ่งในหุ้นส่วน บ.นา ดี พันธุ์ดี และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี ก็มีบ้านอาศัยเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่มูลค่านับร้อยล้าน

ความอู้ฟู่ของเกษตรกรที่บอกว่าขาดทุนมาตลอดสามปียังไม่หมดเท่านี้ บ้านของ อรรณพ อัครนิธิยานนท์ หนึ่งในหุ้นส่วน บ.นาดีพันธุ์ดี เป็นญาติกับ มงคล พิพัฒน์สัตยานุวงศ์ นายก สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่แห่งประเทศไทย ก็อยู่ในระดับคฤหาสน์หรู

ส่วนคฤหาสน์หลังที่นำภาพมาประกอบให้ชมนี้ เป็นบ้านของนายทุนไก่ไข่รายใด ก็ให้ถามได้จาก บุญเกิด บุญเกิดทรัพย์สิน เจ้าของ บจก.ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ ซึ่งได้โควต้าพันธุ์สัตว์ จำนวน 33,120 ตัว

คำถาม คือ หากคนเหล่านี้ขาดทุนต่อเนื่องกันมาสามปีจริง จะมีคฤหาสน์หลังงามกันถ้วนหน้าได้อย่างนี้หรือ หากขาดทุนสามปีติดต่อกันจริง ธนาคารจะยอมปล่อยเงินกู้เพื่อให้คนเหล่านี้ขยายฟาร์มหรือ?

คำตอบ คือ ถ้าธนาคารเห็นว่าธุรกิจไข่ไก่ไม่มีโอกาสทำกำไร ก็คงไม่อนุมัติสินเชื่อเพื่อให้คนเหล่านี้ลงทุนหลักร้อยล้านบาทใน บ.นาดี พันธุ์ดี

จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ คงพอเห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่า เหตุใดทั้ง มาโนช ชูทับทิม และ มงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ รวมไปถึงทุนใหญ่ที่ได้รับโควต้าพันธุ์สัตว์ จึงออกมาประสานเสียงว่า

ยกเลิกระบบโควต้าไม่ได้

นั่นเป็นเพราะผลประโยชน์มหาศาลที่เพิ่งจัดสรรกันลงตัวกำลังพังทลายลง มิใช่ออกมาต่อต้านการเปิดเสรีด้วยความห่วงใยเกษตรกรรายย่อยตามที่มีการกล่าว อ้าง

ใครก็ตาม ถ้ามีความห่วงใยเกษตรกรรายย่อยจริง คงไม่อำมหิตฆ่าเกษตรกรรายย่อยและรายอิสระให้ต้องเลิกกิจการไป เพราะปัญหาการขาดแคลนพันธุ์สัตว์ จนหมดอาชีพไปเป็นจำนวนมาก ส่วนตัวเองและพวกพ้องกลับขยายฟาร์มของตัวเองให้มีขนาดใหญ่โตขึ้น ซึ่งถ้าปล่อยให้ระบบโควต้าผูกขาดยังดำเนินต่อไป เกษตรกรรายย่อยและรายอิสระก็จะถูกบีบออกจากระบบ

ทำให้เหลือแต่เกษตรกรรายใหญ่ที่มีความเข้มแข็งกับกลุ่มที่ผูกขาดการ นำเข้าพันธุ์สัตว์เท่านั้นที่อยู่รอดได้ โดยที่ผู้บริโภคจะถูกเอาเปรียบในเรื่องราคาไข่ไก่ที่แพงเกินจริง ส่วนทุนผูกขาดก็ฮั้วทั้งระบบกระชับรายได้กันสนุกมือ

ดูง่าย ๆ จากกรณีล่าสุดที่ผู้ผูกขาดการนำเข้าพันธุ์สัตว์ยอมลดราคาลูกไก่ไข่ลงมา 5 บาท จาก 30 เหลือ 25 บาท ราคาแม่ไก่สาวลดลง 10 บาท จาก 154 เหลือ 144 บาท นั่นแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ค้ากำไรเกินควรมานาน ขณะที่คณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board รวมทั้งกรมการค้าภายใน ปล่อยให้ทุนใหญ่เอาเปรียบเกษตรกรโดยไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเลย ซึ่งการที่กลไกรัฐเข้าข้างทุนใหญ่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่เป็น ธรรมต่อทั้งเกษตรกร และระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ไม่เพียงแต่ราคาลูกไก่ไข่จะมีปัญหาเท่านั้น ในปัจจุบันการตั้งราคาไข่ไก่ก็มิได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ถูกกำหนดโดยคนไม่กี่คน

เริ่มจาก ตัวแทน ซีพี ในฐานะผู้ที่ครองส่วนแบ่งการ ตลาดสูงสุดตั้งราคาประสานไปยัง มงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายก สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่แห่งประเทศไทย จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ บุญเกิด บุญเกิดทรัพย์สิน เจ้าของ บจก.ฟาร์ม ไก่พันธุ์เกิดเจริญ และร่วมมิตรกรุ๊ป ในฐานะผู้ค้าไข่ไก่รายใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร ก่อนจะกำหนดราคาส่งไปยังสหกรณ์ ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ประกาศราคาฮั่งเช้งหรือราคาไข่ไก่หน้า ฟาร์ม ซึ่งจะเป็นราคาที่ใช้กันทั่วประเทศ เท่านี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธีกรรม

ดูจากรายชื่อของผู้ที่มีอิทธิพลเหนือตลาดไข่ไก่ คงเห็นแล้วว่า ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการผูกขาดพันธุ์สัตว์ทั้งสิ้น และยังรวมหัวกันผูกขาดระบบไข่ไก่ทั้งระบบอีกด้วย