ความหลากหลายทางชีวภาพ

สธ.ทุ่ม 9 ล้าน เพิ่มเขตคุ้มครองสมุนไพร

สธ. เตรียมเสนอ ครม. ชง งบ 9 ล้าน เพิ่มเขตคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่อนุรักษ์ 4 แห่ง...

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยถึงมาตรการพัฒนาสมุนไพรของไทย ว่า สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับว่า มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หากมีการใช้โดยไม่มีระบบการจัดการที่รอบคอบ อาจสูญพันธุ์ได้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เพื่อคุ้มครองสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดสมุนไพร ดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ

1.การคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตำรับยาแผนไทยและตำราการแพทย์แผนไทย

2.คุ้มครองสมุนไพรที่มีค่าต่อ การศึกษาหรือวิจัย ทางเศรษฐกิจและอาจจะสูญพันธุ์

3.คุ้มครองบริเวณ ถิ่นกำเนิดของสมุนไพรที่อยู่ในและนอกพื้นที่เขตอนุรักษ์ และที่ดินเอกชน

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับการคุ้มครองสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพรในพื้นที่ เขตอนุรักษ์นั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและสำนักงานนายทะเบียนจังหวัดและชุมชนคุ้มครองสมุนไพร และบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพร ที่มีในระบบนิเวศซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติหรือมีความหลากหลายทางชีวภาพ หรืออาจได้รับผลกระทบได้ง่ายจากการกระทำของมนุษย์ เพื่อกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ ห้ามไม่ให้ใครยึดครอง ปลูกหรือก่อสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือตัด โค่น แผ้วถาง เผา หรือทำลายต้นไม้ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไป เว้นแต่ได้รับอนุญาต

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า สำหรับปีงบประมาณ 2553 นี้ ได้ทำแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในเขตพื้นที่อนุรักษ์ พ.ศ.2553-2555 คุ้มครองสมุนไพรในเขตอนุรักษ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1.พื้นที่ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6,000 ไร่ 2.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี พื้นที่เกือบ 1 แสนไร่ 3.เขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ 4 แสนไร่ และ 4.พื้นที่ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลานจังหวัดนครราชสีมา พื้นที่ 7,000 ไร่ โดยใช้งบประมาณจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก รวมเป็นเงิน 9 ล้านบาทเศษโดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในเร็วๆนี้

“จุรินทร์” เตรียมเสนอ ครม.เพิ่มเขตคุ้มครองสมุนไพรพื้นที่อนุรักษ์เพิ่ม 4 แห่ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยเกี่ยวกับมาตรการพัฒนาสมุนไพรของไทยว่า ปีงบประมาณ 2553 นี้ ได้ทำแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในเขตพื้นที่อนุรักษ์ พ.ศ.2553-2555 คุ้มครองสมุนไพรในเขตอนุรักษ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1.พื้นที่ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6,000 ไร่ 2.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี พื้นที่เกือบ 1 แสนไร่ 3.เขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ 4 แสนไร่ และ 4.พื้นที่ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่ 7,000 ไร่ โดยใช้งบประมาณจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมเป็นเงิน 9 ล้านบาทเศษ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้

เพาะหอยชักตีนเปิบจนใกล้สูญ

ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทาง ทะเล ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต ปล่อยลูกหอยชักตีนคืนสู่ธรรมชาติ สร้างความสมดุล หลังถูกจับเป็นอาหารนักท่องเที่ยว

วันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เจ้าหน้าที่จากศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 (ภูเก็ต) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดยนายไพทูล แพนชัยภูมิ ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 ภูเก็ต ร่วมกับคณะทำงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตำบลป่าคลอก ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงฝั่งจังหวัดพังงา กรมประมง อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตำบลป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ร่วมกันปล่อยหอยชักตีน 12,000 ตัว ที่บริเวณชายหาดท่าหลา ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อคืนความสมดุลให้ธรรมชาติ รวมทั้งเพื่อเพิ่มจำนวนหอยชักตีนให้แก่ทะเลฝั่งอันดามัน

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าจำนวนหอยชักตีนในฝั่งทะเลอันดามันมีแนวโน้มลดลงอ ย่างน่า เป็นห่วง เนื่องจากได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ทำให้ชาวประมงจับหอยดังกล่าวไปจำหน่ายจำนวนมาก ส่งผลให้หอยชักตีนโตไม่ทัน หอยที่ถูกจับจึงมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ส่งผลให้สถานการณ์หอยชักตีนในฝั่งอันดามันอยู่ในขั้นวิกฤติ เชื่อว่าถ้าสถานการณ์การจับหอยที่มีขนาดเล็กต่อไปอาจจะส่งผลให้ หอยชักตีนใน ฝั่งอันดามันสูญพันธุ์ได้

สำหรับลูกหอยชักตีนที่ปล่อยใน ครั้งนี้ คาดว่าอีก 4 เดือน หอยจะเจริญเติบโตประมาณ 30 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าการปล่อยหอยชักตีนขนาดดังกล่าวมีอัตราการ รอด 95%

ปัจจุบันหอยชักตีนราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในจังหวัดชายทะเลตามร้านอาหาร

เร่งรีบเก็บซากตรวจ

มั่นใจนกปากห่างร่วงตายนับพัน ในผักไห่เมืองกรุงเก่า ไปกินสัตว์น้ำในทุ่งข้าว ที่มีสารฆ่าแมลงตกค้าง ไม่ใช่หวัดนกแน่นอน เจ้าหน้าที่ประสานงานยกทีม เร่งรีบเก็บซากไปตรวจหาความจริง ส่วนซากที่เหลือจุดไฟเผาทำ ลาย และกลบฝังดิน

จากกรณีมีนกปากห่าง ที่เกาะอาศัยตามต้นไม้ ร่วงหล่นตายจำนวนนับพันตัวใน ต.โคกช้าง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างพากันหวาดผวากลัวไข้หวัดนก ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความ คืบหน้าเมื่อวันที่ 2 พ.ค. นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการด่วนให้นายเรวัต ประสงค์ นายอำเภอ ผักไห่ นายร่มเมือง จินตกานนท์ ปศุสัตว์ จ.พระนครศรีอยุธยา

พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ของกรมปศุสัตว์ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จ.ปราจีนบุรี และ จ.ปทุม ธานี รวมกว่า 60 นาย สวมชุดป้องกันเชื้อโรค พร้อมอุปกรณ์ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและถุงเก็บซากสัตว์ เข้าปฏิบัติหน้าที่เก็บซากนกปากห่าง ที่ตายจำนวนมากกว่า 1,000 ตัว ในพื้นที่หมู่ 3 กับหมู่ 4 ต.โคกช้าง ซึ่งเป็นป่ารกร้างกลางทุ่งนา ติดกับคลองบางปลาหมู โดยในอดีตพื้นที่ดังกล่าว เป็นแหล่งอาศัยของฝูงนกปากห่างกว่า 10,000 ตัว ซึ่งเคยเป็นแหล่งระบาดของไข้หวัดนกมาแล้ว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลัง ออกเก็บซากนกปากห่างจำนวนมาก ที่ตายตามใต้ต้นไม้ กลางทุ่งนา พร้อมกับเก็บตัวอย่างซากนกที่เพิ่งตายไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อ หาสาเหตุของการตายที่แท้จริง ส่วนที่เหลือได้นำซากไปเผาไฟ บางส่วนได้ฝังกลบโดยใช้ปูนขาวโรยก้นหลุมเพื่อฆ่าเชื้อ

นายเรวัตเปิดเผยว่า นกที่ตายจำนวนมากนั้น ได้มีการเก็บตัวอย่างนกเป็นและนกตาย เพื่อส่งให้ปฏิบัติการ 2 กรม โดยไปที่กรมปศุสัตว์ 1 ชุด และไปที่กรมอุทยาน แห่งชาติสัตว์ป่าอีก 1 ชุด เพื่อตรวจวิเคราะห์ หาสาเหตุการตายที่แท้จริง ว่ามาจากสาเหตุใดที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่พบว่า สาเหตุที่นกตายน่ามาจาก ไปกินสัตว์น้ำที่มีสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงตกค้าง เนื่องจากในพื้นที่ อ.ผักไห่ มีการปลูกข้าวกันจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้มีปัญหาหอยเชอรี่ และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนัก ทำให้ชาวนาต้องเพิ่มปริมาณยา และสารเคมี เพื่อกำจัดศัตรูของต้นข้าว และสารเคมีและยาฆ่าแมลงอาจลง ไปตกค้างในสัตว์น้ำ เมื่อนกมากินจึงตายได้ ส่วนประเด็นที่ชาวบ้านหวั่นเกรงคือไข้หวัด นกนั้นคงต้องรอผลพิสูจน์จากห้องปฏิบัติการเสียก่อน

ขณะที่ว่าที่ ร.ต.วีระศักดิ์ ว่องทรง หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าวัดไผ่ ล้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า เชื่อว่าการตายอาจมาจากสารพิษตกค้างในสัตว์น้ำที่นกกินเข้าไป ไม่น่าเกิดจากไข้หวัดนก เพราะเชื้อไข้หวัดนกจะระบาดในช่วงหน้าหนาว ไม่เคยปรากฏว่าเชื้อไข้หวัดนกระบาดในฤดูร้อน อย่าง ไรก็ตามในช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาสำรวจเก็บตัวอย่างนกปากห่างในเขต อ.ผักไห่ไปแล้ว ผลการตรวจสอบไม่พบการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดนกเช่นกัน

ยุโรปแยกยีน เห็ดทรัฟเฟิลแท้กันจีนอ้าง

นักวิทยาศาสตร์ยุโรประบุ พันธุกรรมเฉพาะของเห็ดทรัฟเฟิล วัตถุเลิศรสราคาแพง เกรงมีเห็ดสังเคราะห์จากจีนมาวางขายตัดราคา...

สำนัก ข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ว่า หนึ่งในวัตถุดิบของการประกอบอาหารแสนเลอเลิศในยุโรปดั่งจิวเวลรี่ขึ้นโต๊ะก็ คือ เห็ดทรัฟเฟิลดำ หรือที่คนขนานนามให้ว่า “นิลดำ” ในแคว้นเปริกอร์ต ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส มีขนาดใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ ราคาท้องตลาดตกกิโลกรัมละ 1,000 ยูโร (ราว 26,000 บาท) ถ้าขึ้นห้างในกรุงปารีส จะมีราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว ล่าสุดมีการคิดค้นคัดแยกพันธุกรรม กำหนดและแจกแจงคุณสมบัติแหล่งต้นเกิดของเห็ดทรัฟเฟิลของแท้ ขจัดปัญหาเห็ดทรัฟเฟิลจากประเทศอื่นที่ด้อยมาตรฐานกว่า แต่อ้างว่าสรรพคุณรสชาติเทียบเท่า

หลังจากสถาบันวิจัยและค้นคว้าการ เกษตรแห่งชาติฝรั่งเศส INRA โดยนักวิทยาศาสตร์จากฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี เผยว่า เห็ดทรัฟเฟิลมีสัญลักษณ์ทางดีเอ็นเอที่เด่นชัด อันเป็นส่ิงบ่งชี้แหล่งกำเนิด รวมถึงการพัฒนาการอยู่ร่วม และเชื่อมถึงการเติบโตของรากไม้โอ๊คที่มักอาศัยอยู่

นอกจากนี้ ในพันธุกรรมยีน ยังเป็นตัวบอกถึงคุณลักษณะดินที่เห็ดทรัฟเฟิลขึ้น และองค์ประกอบท้องถ่ินอาศัย ซึ่งคุณสมบัติโดดเด่นที่ค้นพบครั้งล่าสุด และเผยแพร่ผ่านวารสารออนไลน์ “เนเธอร์” จะนำไปไว้ที่ “ธนาคารข้อมูลเห็ดทรัฟเฟิล” สาขา 50 แห่งทั้ง 3 ประเทศ เพราะเสมือนเป็นลายมือที่จะช่วยชี้อัตลักษณ์แหล่งที่เก็บเห็ดทรัฟเฟิล และตั้งค่ากลางเพื่อรับประกันผลิตภัณฑ์ รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของเห็ดทรัฟเฟิลปลอมปน

ทั้งนี้ เห็ดทรัฟเฟิลของจีน ที่คู่แข่งนำมาจำหน่ายในตลาดด้วยราคาถูกกว่า บางสายพันธุ์อาจเพาะด้วยการสกัดจากทรัฟเฟิลดำเปริกอร์ตแท้ เพื่อช่วยเพ่ิมกล่ินรัญจวนของทรัฟเฟิล ทางสมาคมเห็ดทรัฟเฟิลจึงเรียกร้องสหภาพยุโรป (อียู) ให้ตั้งชื่อเฉพาะขึ้นมา หรือชื่อตามแหล่งกำเนิด เพื่อคุ้มครองทรัพย์สมบัติของชาติ

มข.สกัดเม็ดสีจากพืชเป็นสารดูดกลืนแสง

เมธี สมสีมี/เพ็ญศิริ นาคทน

มข.สกัดเม็ดสีจากพืชเป็นสารดูดกลืนแสง
ใช้ในเซลล์แสงอาทิตย์...ต่อยอดการพัฒนา

ปัจจุบัน มนุษย์ต้องเผชิญกับวิกฤติพลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การนำพลังงานจากแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานทดแทน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ยังมีข้อด้อยประการสำคัญคือ เซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้กันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ มีราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น ๆ

เหตุผลดังกล่าว รศ.ดร.วิทยา อมรกิจบำรุง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยี และ นายสมาน แซ่โค้ว นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยนาโนฯ พร้อมคณะนักวิจัย มหาวิยาลัยขอน แก่น จึงได้ศึกษาวิจัย เรื่อง “เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกนาโนเม็ดสีหลายสี” ขึ้นมาให้ดีกว่าเซลล์รุ่นเก่า

รศ.ดร.วิทยา หัวหน้าทีมนักวิจัย อธิบายว่า การพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ ออกมาหลายรูปแบบ ซึ่งเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดใหม่มีชื่อว่า เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกนาโนเม็ดสี ที่ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1991 ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเนื่องจากมีขั้นตอนและกระบวน การผลิตที่ง่าย อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีหลักการทำงานคล้ายคลึงกับกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช

แต่เนื่องจากว่าโมเลกุลของสีย้อม ที่ใช้นั้นมีส่วนประกอบของโลหะที่มีชื่อว่า รูเทเนียม เป็นธาตุที่มีน้อย และหาได้ยาก ทำให้สีย้อมที่ใช้มีราคาแพงมาก ส่งผลให้ราคาต้นทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดนี้ยังมีความเสถียรไม่สูงมากนักทำให้มีอายุ การใช้งานสั้นเมื่อเทียบกับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดซิลิกอน ซึ่งสามารถใช้งานได้นานถึง 20 ปีเลยทีเดียว ดังนั้นการพัฒนาโดยหลีกเลี่ยงการใช้โลหะรูเทเนียม ในการสังเคราะห์สีย้อม โดยหันมาใช้สีย้อมที่หาได้จากพืชธรรมชาติแทน จะทำให้ต้นทุนการผลิตมีราคาต่ำลง และนอกจากนั้นการทดสอบความคงทน หรือความเสถียรภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาให้มีการนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

นายสมาน หนึ่งในทีมนักวิจัยเรื่องนี้ กล่าวถึงกระบวนการทดลองว่า ทีมนักวิจัยได้คัดเลือกพืช 4 ชนิด ตัวอย่างเช่น หมากเม่า ดอกดาวเรือง ต้นคริสต์มาส และ สาหร่ายสไปรูไลน่า นำไปสกัดสีโดยการใช้ตัวทำละลายในการสกัด จากนั้นนำสีต่าง ๆ ที่ได้จากพืชทั้ง 4 ชนิด มาวัดค่าการดูดกลืนแสงของสีย้อมด้วยเครื่อง ยูวี-วิสิเบิลสเปกโทรสไกปี โดยสีน้ำเงินอมม่วง ได้จากผลหมากเม่า มีค่าการดูดกลืนแสงระหว่างประมาณ 550-650 นาโนเมตร สีแดงได้จากใบต้นคริสต์มาส มีค่าการดูดกลืนแสงระหว่าง 450-650 นาโนเมตร สีเหลืองได้จากดอกดาวเรือง มีค่าการดูดกลืนแสงระหว่าง 400-500 นาโนเมตร และสีเขียวได้จากสาหร่ายสไปรูไลน่า มีค่าการดูดกลืนแสงที่ 410 นาโนเมตร และ 670 นาโนเมตร จากนั้นนำสีย้อมไปใช้ในการประดิษฐ์เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกนาโนเม็ดสีหลายสี

หนึ่งในทีมวิจัย เปิดเผยอีกว่า จากผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า สารที่เป็นตัวดูดกลืนแสงของพืชสามารถนำมาเป็นตัวดูดกลืนแสงในเซลล์แสง อาทิตย์ชนิดผลึกนาโนเม็ดสีได้ การนำตัวดูดกลืนแสงจากพืชในรูปของคลอโรฟิลล์ หรือเม็ดสีมาเป็นตัวดูดกลืนแสงในเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกนาโนเม็ดสี จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนของการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์มีราคาถูกลง อีกทั้งเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดนี้ สามารถสร้างให้มีลักษณะโค้งงอได้ จึงสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายไม่เปลืองพื้นที่ และเนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ทำให้พืชพันธุ์มีความหลากหลายทางชีวภาพ สูงมาก จึงเหมาะสมที่จะสกัดเอาคลอโรฟิลล์ หรือเม็ดสีจากพืชมาศึกษา และวิจัยเป็นตัวดูดกลืนแสง เพื่อใช้ประดิษฐ์เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกนาโนเม็ดสีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผู้ใดสนใจการวิจัยชิ้นนี้ สามารถ ติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีบูรณาการ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โทร. 0-4320-3359 โทรสาร. 0-4320-3359 อีเมล : vittaya@kku.ac.th

ในอนาคตข้างหน้า เซลล์แสงอาทิตย์ จะมีราคาถูกลง นั่นหมายถึงว่า การพัฒนาด้านโซลาร์เซลล์ จะมีมากขึ้น แต่ราคาถูกลง ซึ่งช่วยให้มนุษย์หันมาใช้พลังงานสะอาดกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกมากมายเลย ทีเดียว การวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดความรู้ในด้านพลังงานทางเลือกได้เป็นอย่างดียิ่ง

พัฒนาพันธุ์ข้าว "หอมมะลิ" หวังยกระดับราคาขายเทียบชั้น "บาสมาติ"

ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มก. เร่งพัฒนาข้าวใหม่ ให้ดัชนีน้ำตาลต่ำ หวังยกระดับราคาขายเทียบชั้นข้าวบัสมาติ หลังปล่อยให้ชาติอื่น ทำข้าวเลียนแบบหอมมะลิมาหลายปี พร้อมปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมมะลิ รับมือข้าวแจ๊สแมนจากสหรัฐฯ แย่งพื้นที่ในตลาดโลก กลางปีเตรียมทดลองปลูกข้าวหอมมะกันเปรียบเทียบข้าวหอมไทย หวังให้ได้กลิ่นกันจะจะว่าข้าวใครหอมกว่าใครแน่

รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวและ การค้นหาและใช้ประโยชน์จากยีนข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้มีคุณสมบัติดีและสามารถขาย ได้ในราคา สูงเทียบเท่าข้าวบาสมาติ (Basmati rice) ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวหอมของอินเดีย

"ข้าวหอมมะลิของไทยขายได้ราคาประมาณ 30-40 บาทต่อกิโลกรัม หากเป็นข้าวไม่ขัดสีอย่างมากสุดก็ขายได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 90 บาท แต่ ข้าวบาสมาติมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท หากเราสามารถพัฒนาข้าวหอมมะลิให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นและสามารถ ขายได้ราคา เท่ากับข้าวบาสมาติได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาด โลกได้ หลังจากที่เราปล่อยให้ชาติอื่นๆ พัฒนาสายพันธุ์ข้าวเลียนแบบข้าวหอมมะลิของไทยมาหลายปี" รศ.ดร.อภิชาติ กล่าว

ขณะนี้ รศ.ดร.อภิชาติ ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัย การ เกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) จำนวน 41 ล้านบาท ในการปรับปรุง พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิให้เมล็ดมีความยืดตัวสูงขึ้นเมื่อหุงต้ม และมีดัชนีน้ำตาลต่ำ เพื่อให้เหมาะแก่ผู้บริโภคที่เป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการบริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ และสามารถจำหน่ายได้ ในราคา สูงเช่นเดียวกับข้าวบาสมาติของอินเดีย โดยคาดว่าจะได้ข้าวหอมมะลิพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวในอีก ไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า

"เราไม่ได้ต้องการพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่ขายได้ราคาดีเหมือนบาสมาติขึ้น มาเพื่อเป็นคู่แข่งของข้าวหอมมะลิเดิมของเรา แต่ต้องการทำให้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เพื่อเป็นการเสริมตลาดข้าวหอมมะลิที่มีอยู่เดิม" รศ.ดร.อภิชาติ กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ภายในงานสัมมนาพิเศษเรื่องข้าว "งานวิจัยข้าวไทย : วิกฤตและโอกาส" ที่มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 53 ณ อาคารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

นอกจากนั้น ภายใต้ทุนวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวก. รศ.ดร.อภิชาติ ยังมีโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาข้าวขาวดอกมะลิที่มีคุณสมบัติดีหลาย ประการรวม อยู่ด้วยกัน ทั้งความสามารถทนต่อโรค แมลง สภาพแวดล้อม และให้ผลผลิตสูง เพื่อเตรียมรับมือกับข้าวแจ๊สแมน (Jazzman rice) ที่สหรัฐฯ พัฒนาขึ้นให้มีความหอมเทียบเท่าข้าวหอมมะลิของไทย และเตรียมที่จะปลูกเชิงพาณิชย์ในอีกไม่กี่ปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยได้

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.อภิชาติ ยังมีโครงการศึกษาวิจัยเปรียบ เทียบคุณสมบัติของข้าวขาวดอกมะลิของไทยกับข้าวหอมแจ๊สแมน ในพื้นที่ปลูกในประเทศไทย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับมหาวิทยาลัยรัฐหลุยส์เซียนา (Louisiana State University) ซึ่งเป็นเจ้าของพันธุ์ข้าวแจ๊สแมน ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนนัก ศึกษาและ บุคลากรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเริ่มศึกษาได้ราวกลางปีนี้ และใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งปีจึงจะรู้ผล

"เราต้องการพิสูจน์ว่า หากนำข้าวแจ๊สแมนมาปลูกในประเทศ ไทย จะให้กลิ่นหอมเทียบเท่าข้าวขาวดอกมะลิของไทย และให้ผลผลิตสูงกว่าตามที่ได้มีการอ้างไว้หรือไม่ เพราะแม้แต่ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ยังให้ค่าความหอมไม่เท่ากันเลย และโดยปกติข้าวที่มีสารหอมมากมักให้ผลผลิตต่ำ" รศ.ดร.อภิชาติ เผย ซึ่งผลจากการวิจัยเปรียบเทียบข้าวทั้งสองสายพันธุ์ จะเป็นข้อมูลให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต ได้ ซึ่งข้าวแจ๊สแมนเป็นข้าวไม่ไวแสง มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น และเวียดนามก็สนใจที่จะนำมาปลูกด้วยเช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยแน่ เพราะเวียดนามเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของไทย

ปราจีนเร่งฟื้นฟูผลไม้ "คอแลน" หวั่นสูญพันธุ์

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.53 นายสมดุลย์ พากเพียรศิลป์ ประธานชมรมองค์การบริหารส่วนตำบลจ.ปราจีนบุรี (อบต.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงกรณีที่ "คอแลน" ผลไม้พื้นบ้านใกล้สูญพันธุ์ มีน้อยหายาก ว่า ตอนนี้ให้ชาวสวนหลายตำบลดูหาพันธุ์ที่หลงเหลือในสวนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์ ให้ทาบกิ่งคอแลนพันธุ์ใหญ่หวานขยายพันธุ์ โดยให้อบต.ส่งเสริมด้านงบประมาณ จัดสวนคอแลนขึ้นมา เป็นสวนตัวอย่าง แจกจ่ายชาวบ้านไปปลูก สนับสนุนให้ชาวบ้านไปปลูก เพื่อส่งเสริมพันธ์มะไฟหวาน พันธุ์คอแลนไม่ให้สูญพันธุ์ จากจ.ปราจีนบุรี และประกอบในการจัดงานวันมะไฟหวาน-คอแลนจ.ปราจีนบุรี

“ที่ผ่านคนไม่นิยมกินคอแลน เนื่องจากบางครั้งรสเปรี้ยว จึงจะส่งเสริมการปลูกคอแลนรสหวานและลูกใหญ่แทน และจะปรับปรุงพันธุ์ให้ใกล้เคียงกับลิ้นจี่”

สสส.หนุนสุขภาวะชุมชนสู่คนรุ่นใหม่ สร้างภาคี “ แพทย์พื้นบ้าน”

จากผลการสำรวจขององค์การเภสัชกรรมพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนไทยรับประทานยาแก้ปวดหรือพาราเซตามอลสูงถึง 100 ล้านเม็ดต่อปี และพึ่งพายาแผนปัจจุบันอย่างเกินความจำเป็น สิ้นเปลืองค่ายาเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งๆ ที่อาการการเจ็บไข้ได้ป่วยหลายอย่างนั้นสามารถรักษาได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในบ้าน

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มาจากภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้านของไทยนั้นกำลังถูก ลืมหาย เพราะขาดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรสู่คนรุ่นใหม่ "ภาคีเครือข่ายหมอพื้นบ้านจังหวัดตรัง" ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงร่วมกับสถานีอนามัยบ้านสะพานเคียน ต.วังมะปราง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง จัดทำ "โครงการสร้างสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านจังหวัดตรัง" ขึ้น โดยรวมกลุ่มแพทย์พื้นบ้านสร้าง "ศูนย์การเรียนรู้หมอพื้นบ้าน" เพื่อศึกษาและรวมรวมข้อมูลสมุนไพรในท้องถิ่น และใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ให้บริการด้านสุขภาพทางเลือกกับประชาชน โดยมี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน

นายธัญญา หนูเริก หัวหน้าสถานีอนามัยสะพานเคียน กล่าวถึงการตั้ง "ศูนย์การเรียนรู้หมอพื้นบ้าน" ว่า เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มหมอพื้นบ้านของอำเภอวังวิเศษและจังหวัดตรัง เพราะแพทย์พื้นบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ถ้าไม่มีการสืบทอดเอาไว้ต่อไปก็คงจะต้องสูญหาย ยิ่งในปัจจุบันชาวบ้านมักจะหันไปพึ่งการรักษาจากโรงพยาบาลกันมากขึ้น เสียทั้งค่ายาและค่าเดินทางจำนวนมาก ซึ่งบางโรคที่เจ็บป่วยอาจจะดูแลรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องแพทย์ทางเลือกใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคให้กับคน ในชุมชน โดยจะมีหมอพื้นบ้านอย่างน้อย 2 คนสลับผลัดเปลี่ยนกันมาประจำอยู่ที่สถานีอนามัยทุกวัน

"ชาวบ้านมีความศรัทธาในตัวแพทย์พื้นบ้านมาแต่เดิม ยิ่งทางสถานีอนามัยให้การสนับสนุน ชาวบ้านก็ยิ่งเชื่อมั่นในการรักษาเพิ่มขึ้น โดยทางอนามัยจะมีการในการคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น ถ้าดูแล้วว่าบางโรคเขาสามารถใช้บริการรักษาด้วยการแพทย์แผนพื้นบ้านได้ ก็จะให้คำแนะนำว่ามีทางเลือกในการรักษาให้กับชาวบ้าน ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกที่จะรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์พื้นบ้าน หรือจะรักษาควบคู่กันไปก็ได้ ซึ่งโครงการนี้จึงส่งผลดีกับสุขภาพของคนในชุมชน ส่วนหนึ่งถ้าเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปรักษาในตัวเมือง ซึ่งเสียทั้งเงินและเวลา แล้วชาวบ้านก็จะสามารถพึ่งพาตนเองได้จากสมุนไพรพื้นบ้านในการรักษาตัวเอง เบื้องต้น เป็นอะไรเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อยามากิน" นายธัญญาระบุ

นายจิตร บุญเลื่อง อายุ 68 ปี ประธานกลุ่มหมอพื้นบ้านวังวิเศษ และหัวหน้าโครงการ เล่าว่า ในอดีตเมื่อชาวบ้านเจ็บป่วยก็จะนึกถึงหมอพื้นบ้านก่อน แต่ปัจจุบันเมื่อป่วยก็จะนึกถึงโรงพยาบาลก่อน โดยมองข้ามแม้กระทั่งสถานีอนามัยในท้องถิ่น เพราะคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักและไม่รู้ว่ามีหมอพื้นบ้านอยู่ในชุมชน จึงมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านเหล่านี้ไม่สูญหายไป

"องค์ความรู้ด้านสมุนไพรและการรักษาโรคต่างๆ ทางศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้มีการศึกษาและรวบรวมไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้ความรู้เหล่านี้ถูกพัฒนาไปเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนของ ท้องถิ่น ทำอย่างไรให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นหันมาสนใจภูมิปัญญาแขนงนี้ ซึ่งจะทำให้เยาวชนได้เห็นประโยชน์และคุณค่าของสมุนไพรในท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีคุณค่าเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไป และเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งก็คือ การพัฒนาและส่งเสริมให้การแพทย์พื้นบ้านและตัวของหมอพื้นบ้านให้ที่เป็นยอม รับกันมากขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยให้ชาวบ้านหายป่วยได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล จำนวนมาก" หมอจิตรกล่าว

นายนวย รอดรัตน์ อายุ 58 ปี หมอพื้นบ้านที่ชำนาญด้านสมุนไพรและการนวดแผนโบราณ บอกว่า โรคส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านมารับการรักษาด้วยการแพทย์พื้นบ้าน มักจะเป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงานหนัก เช่น ปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

"การรักษาก็จะใช้ตั้งแต่การต้มยาสมุนไพร การนวดประคบ กดจุดจับเส้น โดยในการรักษาแต่ละครั้งไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายในการรักษา แล้วแต่ผู้ที่มารักษาจะให้เอง เพราะเราทำด้วยใจ อยากให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นว่าการักษาด้วยการแพทย์พื้นบ้านนั้นใช้รักษาโรค ต่างๆ ได้จริง" หมอนวยกล่าว

ซึ่งนับตั้งแต่มีแพทย์ทางเลือกขึ้นภายในสถานบริการด้านสุขภาพของรัฐนั้น หัวหน้าสถานีอนามัยสะพานเคียนยังกล่าวเสริมด้วยว่า นอกจากจะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่มีเวลาออกเยี่ยมชุมชน ดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ผู้หญิงหลังคลอด ติดตามเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนนอกสถานที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการทำงานเชิงรุกด้านแผนสุขภาพให้กับชุมชนได้มากขึ้น

"ชาวบ้านบางคนที่มีอาการไม่มากและกินยาของแพทย์แผนปัจจุบันอยู่แล้ว เราก็จะแนะนำการแพทย์พื้นบ้านเป็นทางเลือก หรือใช้ยาสมุนไพรรักษาควบคู่กันไป อย่างคนที่เป็นอัมพฤกษ์กินยารักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน แล้วใช้วิธีการนวดจับเส้นของแพทย์พื้นบ้านเข้ามาช่วยทำการรักษาด้วย เป็นการช่วยบำบัด ช่วยการสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง" นายธัญญากล่าว

นพ.ลือชา วนรัตน์ คณะกรรมการบริหารแผน สำนักสนับสนุนโครงการเปิดรับทั่วไป สสส. กล่าวถึงการนำการแพทย์พื้นบ้านเข้ามาช่วยเสริมการบริการด้านสุขภาพภายใน สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลชุมชนว่า เป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาชน เพราะปัญหาด้านสุขภาพหลายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้รักษาด้วยวิธีทางแพทย์แผนปัจจุบัน แต่สามารถที่จะให้การดูแลป้องกันส่งเสริมสุขภาพ หรือบำบัดฟื้นฟูได้ด้วยการแพทย์พื้นบ้านหรือแพทย์แผนไทย

"เพราะภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทยจะให้ความสนใจในเรื่องของจิตใจควบคู่ ไปกับการรักษา จิตใจกับร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสุขภาพ ถ้ามีปัญหาทางกายแล้วไม่ได้ดูแลปัญหาทางจิตใจ ก็อาจจะทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายช้าลง แต่การแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์พื้นบ้านมักจะมีการดูแลในด้านจิตใจด้วย ผู้ที่มารับบริการก็มักที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่มากกว่า แล้วก็จะฟื้นตัวหรือหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วยได้เร็วขึ้น" นพ.ลือชากล่าวสรุป

ข่าวดีสำหรับผู้ป่วยโรค เบาหวาน ! จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวบำรุงโลหิต

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรเซี่ยงไฮ้ ได้ประกาศข่าวดีเกี่ยวกับความสำเร็จในการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้พลังงาน และน้ำตาลในปริมาณที่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ดร.โพ่ จง เจ๋อจากสถานีวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชไร่ของสถาบันดังกล่าวได้แนะนำว่า ทางสถานีได้มีโครงการความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่าง ประเทศกับสำนักงานพัฒนาการเกษตรสาธารณรัฐเกาหลี โดยประสบความสำเร็จในการพัฒนาข้าวเมล็ดกลมที่มีคุณสมบัติลดไขมันและน้ำตาลใน เลือดเป็นครั้งแรก ถ้าข้าวสายพันธุ์นี้ได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกแล้ว จะทำให้ได้ข้าวที่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคที่เกิดกับโลหิตอันได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด และโรคเบาหวาน ทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาในการรับประทานข้าวให้กับผู้ป่วยอีกด้วย

ในปัจจุบันนี้ ประเทศจีนมีแนวโน้มของอัตราการเกิดโรคที่เกิดจากการกินอาหารไม่สมดุลและมี สารอาหารมากจนเกินความต้องการ หรือ “โรคคนรวย” เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นต้น เป็นโรคหลักๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คน จากข้อมูลสถิติ ในขณะนี้ประเทศจีนมีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานมากกว่า 20 ล้านคน และเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานมากเป็นอันดับสองของโลก และมีการคาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานนี้จะมีจำนวนมากถึง 60 ล้านคนในปี 2568 นอกจากนี้ประเทศจีนยังมีจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงถึง 160 ล้านคน ทุกปีจะมีคน 2.5 ล้าน ถึง 3 ล้านคนที่เสียชีวิตด้วยโรคของเส้นเลือด โรคชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเมืองและคนชนบทเสียชีวิต โดยในประเทศจีน มีจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีมากกว่า 100 ล้านคน และเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 ล้านคนในแต่ละปี

ข้าวเป็นอาหารหลักของชาวจีน เป็นแหล่งที่มาของคาร์โบไฮเดรตและพลังงานหลัก อาศัยการปรับปรุงส่วนประกอบของสารอาหารที่มีอยู่ในข้าว ลดการดูดซึมพลังงานของร่างกาย ก็จะช่วยให้สามารถลดอัตราการเกิด “โรคคนรวย”นี้ ได้

จากการทดลองกับหนูทดลองที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิด 2 พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่กินข้าวพันธุ์ใหม่นี้ น้อยกว่าหนูทดลองที่กินข้าวธรรมดาร้อยละ 19.2 Triglyceride ลดลงร้อยละ 52.9 คอเลสเตอรอลลดลงร้อยละ 89.9 HDL-C ลดลงร้อยละ 38.1 LDL-C ลดลงร้อยละ 43.2 จะเห็นได้ว่า เมื่อบริโภคข้าวชนิดนี้ จะช่วยให้สามารถป้องกันและควบคุมการเกิดโรคชนิดเดียวกันนี้ในมนุษย์ และมีคุณสมบัติช่วยบำรุงโลหิตอีกด้วย

คณะผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า โครงการดังกล่าวได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายในแต่ละข้อของสัญญาที่กำหนดไว้ และเสนอแนะให้ทางคณะกรรมการวิทยาศาสตร์นครเซี่ยงไฮ้ได้สนับสนุนให้เงินทุน ต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องของการสาธิตการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ที่มีความต้านทานสูงใน หลายๆ จุด เทคโนโลยีการเพาะปลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการส่งเสริมการเพาะปลูกหลังจากที่ได้ผ่านการยื่นตรวจสอบสายพันธุ์แล้ว
ดร.โพ่ จง เจ๋อเป็นนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่มีชื่อเสียงของจีน มีผลงานในหลายๆ ด้าน เช่น ข้าวพันธุ์ “แสงจันทร์” เป็นข้าวที่มีความอร่อย มีคุณค่าทางอาหารสูง และให้ผลผลิตสูง จึงเป็นที่นิยมมาก โดยในระหว่างที่ ดร.โพ่และทีมงานได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้องอยู่นั้น พวกเขาได้มุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่สามารถช่วยป้องกันโรคภัยไข้ เจ็บ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังได้ใช้หลักการนี้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่ชนิดอื่น ๆ อีกด้วย โดยขณะนี้ ทางทีมงานของโครงการนี้ยังได้ทุ่มเทให้กับการวิจัยเทคนิคในการเพาะปลูกข้าว ลดไขมันและน้ำตาลในเลือดในเชิงอุตสาหกรรมอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว การพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว ยังต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคธุรกิจการเกษตรของเอกชนที่มีศักยภาพ มีการผลิตที่ครบวงจร จึงจะทำให้โครงการนี้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด