ความหลากหลายทางชีวภาพ

ก.ทรัพยากรธรรมชาติฯมั่นใจแผนแม่บทช่วยลดโลกร้อน

น.ส.อาระยา นันทโพธิเดช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางของประเทศไทยต่อการปรับตัวกับสภาวะโลกร้อน” ว่า ประเทศไทยจะต้องมีบทบาทในการร่วมลดโลกร้อน จึงเป็นที่มาของแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ.2553-2562 โดยมีประเด็นสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาต่าง ๆ ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยแผนแม่บทดังกล่าวจะเป็นกรอบปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพที่ชัดเจน อีกทั้งยังทำให้ต่างประเทศเห็นมีความมั่นใจในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก และเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย
นอกจากนี้ยังสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อรับมือและแก้ปัญหาของสภาพอากาศ ที่เปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งสนับสนุนการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก ดังเช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และหมอกควัน เป็นต้น อีกทั้งยังเกิดโรคอุบัติใหม่จำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะโลกร้อน ส่งผลให้สูญเสียงบประมาณจำนวนมาก

เอเลี่ยนสปีชีส์ คุกคามไทย ระบบนิเวศล่ม

นักวิชาการแฉ สารพัดเอเลี่ยนสปีชีส์นับร้อยชนิด กำลังเป็็นภัยคุกคามสิ่งแวดล้อมไทยหนัก ทำลายสัตว์พื้นเมืองและระบบนิเวศ จนใกล้สูญสิ้น เตือนทุกฝ่ายเร่งหาทางแก้ไข...

ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในการเสวนาเรื่อง “เอเลี่ยนสปีชีส์ ภัยร้ายความหลากหลายทางชีวภาพ” ว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ ปี 2553 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ปัจจุบัน การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก เพราะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พื้น เมือง ทั้งยังอาจนำเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคต่อคน สัตว์ และพืช เข้ามาแพร่ระบาดด้วย

สำหรับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่เข้ามารุกรานในประเทศไทยรุนแรง ได้แก่ หอยเชอรี่ แพร่ระบาดในพื้นที่ทุกจังหวัดในทุกภาคของประเทศ สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เกษตร และพืชน้ำต่างๆ มากมายและกว้างขวางโดยเฉพาะข้าว หอยทากยักษ์แอฟริกา มีการแพร่กระจายไปออกไปทั่วประเทศและการที่กินอาหารได้หลายอย่างทำให้เป็น ปัญหากับพืชหลายชนิด หอยกะพงเทศ มีรายงานการระบาดบริเวณ ทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา เต่าแก้มแดงหรือเต่าญี่ปุ่น กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร พืชผัก ผลไม้ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ทั้งพืชสด พืชเน่า สัตว์เป็น และสัตว์ตาย อาศัยอยู่ได้ในน้ำเน่า หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีได้ดีกว่าเต่าไทย แพร่พันธุ์ได้เร็วและมากกว่าเต่าไทย วางไข่ได้แม้แต่ในสนามหญ้า เนื่องจากสามารถสะสมน้ำเอาไว้ในกระเพาะได้เยอะ มีส่วนให้เต่าไทยตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตะพาบไต้หวัน มีมากที่ จ.ระยอง ชลบุรี ตราด และเพชรบุรี มีนิสัยที่ดุร้าย ปลากดหลวง ต้นสาบหมา มีการระบาดโดยส่วนใหญ่ขึ้นปกคลุมเป็นพื้นที่ ทำให้พืชอื่นขึ้นได้ยาก และเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงในลำต้นและใบมีสารยับยั้งการงอกและชะลอการเจริญ เติบโตของพืชหลายชนิด ผักตบชวา ไมยราบยักษ์ แพร่กระจายจากภาคเหนือสู่ประเทศและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งแต่ตอนเหนือของแม่น้ำโขง เข้าไปในลาว และพม่า ทางตอนใต้เข้าสู่จังหวัด ลำปาง ลำพูน ตาก กำแพงเพชร และกระจายสู่ทุกภาคของประเทศ นากหญ้า หอยข้าวสาร ปลาซัคเกอร์ American Bullfrog ไส้เดือนยักษ์มีขนาดตัวใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวมาก ชนิดที่ยาวที่สุดสามารถยาวได้กว่า 7เมตร การเคลื่อนที่ใต้ดินทำให้เกิดการพังทลายขอองหน้าดิน หรือ Land slide ซึ่งถ้าหากเกิดในเขตชุมชน หรือที่อยู่อาศัยของมนุษย์ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล แพร่กระจายในแถบชุมชนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลองและอ่าวไทยตอนบน พบมากที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

สำหรับสถานการณ์การระบาดตอนนี้ยัง มีเอเลี่ยนสปีชีส์อีกหลายชนิดที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ได้แก่ หอยม้าลาย, กระรอกสีเทา, คางคกไร่อ้อย, ผึ้งเพชฌฆาต และไส้เดือนยักษ์แอฟริกา

อย่างไรก็ดีหากยังคงมีการนำเข้าเอเลี่ยน สปีชีส์ โดยไม่มีการควบคุม เชื่อว่าในอนาคตจะก่อให้เกิดการล่มสลายของระบบนิเวศ รวมถึงสร้างผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนไทยด้วย ทั้งนี้ ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีการรวบรวมบัญชีรายชื่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอย่างเป็นระบบอีกครั้ง

ด้าน น.ส.โสมวรรณ สุขประเสริฐ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานมักเกิดจากความไม่รู้ การขาดความเข้าใจที่ชัดเจน ส่งผลให้ความตระหนักในการดูแลชนิดพันธุ์ต่างถิ่นลดน้อยลง เมื่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีศักยภาพรุกรานบางชนิดแพร่ออกสู่ธรรมชาติ จะก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัยมนุษย์ จนยากเกินกว่าจะแก้ไข ปัจจุบันประเทศไทยได้รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไว้ประมาณ 3,500 ชนิด แต่ที่มีศักยภาพรุกรานในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 182 ชนิด

"กุ้ง" อยู่ในภาวะ "ติดยาระงับประสาท" อย่างหนัก นักวิทยาศาสตร์หวั่นสูญพันธ์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ขณะนี้ "กุ้ง" ชนิดต่างๆในประเทศอังกฤษ กำลังตกอยู่ในสภาวะ "ติดยาระงับประสาท" อย่างหนัก อันเนื่องมาจากระดับการปนเปื้อนของยาประเภทนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีระดับสูง ขึ้นทุกที และอาจทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกมันเปลี่ยนตามไปด้วย จากผลการทดสอบพบว่าพวกมันจะมีแนวโน้มว่ายน้ำขึ้นหาแสงสว่างบ่อยครั้งขึ้น กว่าเดิมถึง 5 เท่า ซึ่งนั่นทำให้พวกมันมีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกสัตว์น้ำขนาดใหญ่กว่าชนิดอื่นจับ กินเป็นอาหารได้ง่ายขึ้น และอาจส่งผลทำให้พวกมันลดปริมาณอย่างรวดเร็วตามไปด้วย

โดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ แห่งประเทศอังกฤษ พบว่าในน้ำเสียมีระดับยาระงับประสาทที่สูงมาก และกุ้งก็เป็นสัตว์ที่ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจาก สัตว์จำพวกกุ้งและปู เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบห่วงโซ่อาหารเป็นอย่างยิ่ง ถ้าพฤติกรรมของสัตว์พวกนี้เปลี่ยน ก็จะส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศวิทยาได้เช่นกัน

จากการสำรวจพบ ว่า ยาระงับประสาทถูกใช้มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษและเวลส์ มีผู้ใช้มากกว่า 26 ล้านคนต่อปี และเมื่อผู้ใช้ขับถ่ายมันออกมา มันก็ยังคงตกค้างอยู่ในระบบสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นทุกที

โลมาเกยตื้น ได้สมุนไพรไทย อาการดีขึ้น

รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เข้าไปเยี่ยมอาการที่กระชังพักฟื้น โดยสัตว์แพทย์รักษาการติดเชื้อด้วยรางจืด กับฟ้าทะลายโจร จนน้ำหนักเพิ่ม แจ่มใส รอให้แข็งแรงก่อนปล่อยกลับทะเล...

จากกรณีเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา มีชาวบ้านพบปลาโลมา พันธุ์ฟันห่าง ลำตัวยาวประมาณ 2.6 เมตร หนัก 80 กิโลกรัม เกยตื้นบริเวณป่าชายเลน ต.เสม็ด อ.เมืองชลบุรี โดยปลาโลมามีอาการอ่อนแรง ร้องครวญครางตลอดเวลา จึงช่วยนำส่งให้ นางสมจิตร พันธุ์สุวรรณ นายกเทศมนตรีตำบลท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา รับปลาโลมาดังกล่าวไปรักษาที่กระชังปลา หมู่ 4 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เวลา 13.30 น. นางสุมิตรา ศรีสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าเยี่ยมและให้อาหารปลาโลมา โดยนายดนัยนันท์ โนคำ สัตวแพทย์ผู้ดูแลรายงานว่า ปลาโลมาไม่ยอมกินอาหารในช่วง 3 วันแรกที่นำมารักษา จึงให้น้ำเกลือก่อนเจาะเลือดไปตรวจ พบมีเชื้อโรคที่ติดจากการเกยตื้น ทำให้อ่อนเพลีย ตับอักเสบ ติดเชื้อในช่องท้อง โดยให้กินยารักษาโรคมาโดยตลอด และได้ให้ยาสมุนไพรรางจืดและฟ้าทลายโจรควบคู่ไปด้วยทำให้อาการโดยรวมดีขึ้น มาก มีอาการแจ่มใสขึ้น น้ำหนักตัวโดยรวมเพิ่มขึ้น

นายดนัยนันท์ กล่าวว่า สำหรับโลมาชนิดนี้ ไม่ค่อยพบในฝั่งทะเลภาคตะวันออก ส่วนมากพบในทะเลฝั่งอันดามัน ภาคใต้ ตอนนี้ยังคงต้องให้การรักษาพยาบาลไปอีกสักระยะให้แข็งแรงกว่านี้จึงจะปล่อย ลงทะเลปากอ่าวแม่น้ำบางปะกงต่อไป

ปลัดคลังทิ้งทวนดัน'ภาษีมลพิษ'เริ่มน้ำ-อากาศ

"สถิตย์" เร่งดันร่างกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมเข้า ครม.เร็วๆ นี้ เผยเริ่มเก็บมลพิษทางน้ำ-อากาศก่อน

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ยกร่าง พ.ร.บ.ภาษีสิ่งแวดล้อม พ.ศ... เกือบเสร็จสมบูรณ์ โดยได้มีการเสนอให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พิจารณาแล้ว และคาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดอาจจะเป็นสัปดาห์หน้า ทั้งนี้แนวทางของร่างกฎหมายจะยึด 2 หลักใหญ่ๆ ว่า 1.ผู้ใดเป็นผู้ก่อมลพิษก็จะต้องเสียภาษีตามปริมาณการปล่อย และ 2.ผู้ใดมีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี กล่าวคือมีทั้งการลงโทษและการส่งเสริม

สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นกฎหมายแม่บทด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องมี กฎหมายอื่นๆ มารองรับหรือกฎหมายลูก โดยอาจจะเป็นของหน่วยงานอื่น หรือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้

"ภาษีสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่จะต้องเร่งผลักดัน เพราะที่ผ่านมาเราทำในด้าน เศรษฐกิจและสังคมไปเยอะแล้ว ตอนนี้ก็ใกล้จบ คืบหน้าประมาณ 99% แล้ว ก็คงเร็วๆ นี้จะเสนอ ครม. นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมจะผลักดันก่อนเกษียณอายุราชการปีนี้ และเรื่องนี้ผมเคยผลักดันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง (สศค.)" นายสถิตย์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ทาง สศค.ได้นำเสนอว่าการจัดเก็บภาษีมลพิษที่จะเริ่มในลำดับแรกๆ หลังจากผลักดันร่างกฎหมายแม่นี้ไปแล้ว ได้แก่ มลพิษทางน้ำและมลพิษทาง อากาศ จากนั้นจะเป็นการเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยานยนต์ ภาษีการจัดการของเสียอันตรายจากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีนักท่องเที่ยว เป็นต้น

โดยการกำหนดอัตราจัดเก็บ จะกำหนดเป็นเพดาน ซึ่งมีการกำหนดไว้ในเบื้องต้น กรณีภาษีมลพิษทางน้ำจะเก็บจากค่าบีโอดี (BOD) และปริมาณสารแขวนลอย (TTS) โดยเก็บตามขนาดของสถานประกอบการตั้งแต่ปีละ 3,000-10,000 บาท ขณะที่ภาษีมลพิษทางอากาศ จะเก็บจากค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่นละอองรวม (TPS) เก็บคงที่ตามขนาดโรงงาน 1 หมื่นบาท หรือไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี

สิ่งแวดล้อมไทยเข้าขั้นวิกฤต ประชาชนกว่า 70 % เผชิญหน้าปัญหาภัยแล้ง

รายงานพิเศษ

ทุกวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีได้ถูกกำหนดให้เป็น วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชากรทั่วโลกหันมาตระหนักถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวด ล้อม และร่วมกันหาแนวทางในการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ซึ่งในปีนี้นักวิชาการไทยที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมต่างเห็นพ้องว่า มีวิกฤตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหลายเรื่องที่รีบแก้ไขแบบเร่งด่วน

ศ.ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพ ในประเทศไทย (Biodiversity Research and Training Program) หรือโครงการ BRT มองว่า ภาพรวมสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง ทั้งในเรื่อง ดิน น้ำ อากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งต้องยอมรับว่า การบริหารจัดการของเรายังไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับประเทศที่ยังไม่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์มากเท่าเรา

ในขณะที่ ศ.ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต คือการเกษตรและอาหาร เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ทำให้ฝนตกล่าช้า เกิดความแห้งแล้ง หรือฝนตกมากจนก่อให้เกิดน้ำท่วม พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ๆ มากขึ้นด้วย

ซึ่งไม่ต่างจาก รศ.ดร.สมโภชน์ ศรีโกสามาตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. ที่บอกว่า สิ่งแวดล้อมในขณะนี้น่าเป็นห่วงทั้งระบบ

แต่หากกล่าวถึงในส่วนของสถานการณ์สัตว์ป่านั้นพบว่า มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์มากขึ้นเกือบทุกชนิด ยกตัวอย่างเช่น ชะนี ประเทศไทยมีชะนีอยู่ 4 ชนิด คือ ชะนีมือขาว ชะนีมงกุฎ ชะนีมือดำ และชะนีดำใหญ่ ซึ่งหากย้อนไปเมื่อราว 20-30 ปีก่อน มีเพียงชะนีมงกุฎเท่านั้นที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าชะนีมือขาว ที่เคยพบได้ทั่วไปเริ่มเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์แล้ว

หรือกรณีของช้าง

ทุกวันนี้มีภาพข่าวของช้างเยอะมาก ทั้งช้างที่ออกมาทำลายพืชไร่ พืชสวนของเกษตรกร ช้างที่เดินตามท้องถนน หรือข่าวช้างถูกฆ่าเยอะแยะไปหมด จึงอาจทำหลายคนให้เข้าใจว่าประชากรของช้างยังคงมีอยู่มาก ทั้งที่ความจริงแล้วประชากรช้างยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร ถิ่นที่อยู่อาศัย หรือมีการจับลูกช้างมาขายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. เสริมว่า

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มองว่าเร่งด่วนขณะนี้ หนึ่งคือ กรณีมาบตาพุด เพราะเป็นต้นแบบของปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อีกในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และเป็นตัวอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แสดงให้เห็นว่า เรายังไม่มีระบบการจัดการปัญหาที่จะทำให้รู้จริงๆ ว่าปัญหาคืออะไร และการที่จะนำความรู้จริงๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาจะทำได้อย่างไร

ในมุมของภาคประชาชน นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและภาวะโลก ร้อน พ.ศ.2553 พบว่า จากผลการสำรวจประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรวมในทุกภาค พบว่าประชาชนถึงร้อยละ 70.4 ที่ระบุว่า ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน/หมู่บ้าน และบอกว่าไม่ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มีเพียงร้อยละ 29.6

โดยประชาชนที่ประสบปัญหาได้ระบุถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม 5 อันดับแรก ได้แก่ การเกิดภาวะภัยแล้ง ร้อยละ 72.6 รองลงมา การเกิดภาวะน้ำท่วม ร้อยละ 25.3 มลพิษทางอากาศ ร้อยละ 22.5 การทำลายป่าไม้ ร้อยละ 19.8 และการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน ร้อยละ 18.1

เมื่อสอบถามประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรวมในทุกภาค พบว่า ปัญหาการเกิดภาวะภัยแล้ง เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องการให้รัฐแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด ร้อยละ 59.8 รองลงมา เป็นปัญหามลพิษทางอากาศ ร้อยละ 8.8 ปัญหาการเกิดภาวะน้ำท่วม 8.7 เรื่องมลพิษจากขยะ ร้อยละ 5.4 และเรื่องการทำลายป่าไม้ ร้อยละ 4.3 ในส่วนของชาวกรุงเทพมหานครต้องการให้รัฐแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเร่ง ด่วนที่สุด ร้อยละ 21.9

ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.6 มีความรู้สึกว่าสภาพอากาศในปัจจุบันเปรียบเทียบสภาพอากาศในรอบปีที่ผ่านมามี การเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และมีเพียงร้อยละ 3.4 ที่ระบุว่าไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในปัจจุบัน

แพทย์แผนไทยไร้แรงหนุนฟื้น

โรงงานผลิตยาสมุนไพรไทย ศิริราช ได้รับรองมาตรฐาน "GMP" หวังสร้างความมั่นใจฟื้นแพทย์แผนไทย "หมอศิริราช" ชี้บทบาทรักษาโรคยังไม่ เป็นจริง ตัวเลขการใช้สมุนไพรไทยไม่ถึง 5% เหตุคนไม่มั่นใจ-ไม่มีความรู้-ไม่มียาให้ รพ.ต่างๆ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มอบเกียรติบัตร GMP (Good Manufacturing Practice) ให้กับ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เพื่อรับรองมาตรฐานการผลิตยาสมุนไพรกว่า 100 รายการของสถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

รศ.นพ.ทวี เลาหพันธ์ หัวหน้าสถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รร.อายุรเวทธำรง ซึ่งเปิดสอนในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์แห่งแรกของประเทศไทย ผลิตบัณฑิตมาถึง ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 28 โดยมีโรงงานผลิตยาและสมุนไพรที่ทันสมัย มีการควบคุม คุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนของวัตถุดิบจนเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตยาตามมาตรฐานของ GMP เพื่อให้มั่นใจในความสะอาดว่าไม่มีสิ่งปนเปื้อนอื่นใดในทุกขั้นตอนการ ผลิต นอกจากนี้ในโรงงานผลิตยายังคำนึงถึงแสงสว่างที่เพียงพอ เครื่องมือ และบุคลากรที่มีความรู้

รศ.นพ.ทวีกล่าวต่อว่า โรงงานผลิตยาของศิริราชนั้นถือเป็นผลพลอยได้จากการ เรียนการสอน ที่เรามุ่งเน้นสอนแพทย์แผนไทยที่มีความรู้จริงในเรื่องสมุนไพรไทย และมีการ เปิดคลินิกอายุรเวทขนาด 19 เตียง รับรักษาเฉพาะผู้ป่วย และจ่ายยาตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งโรงงานผลิตยาของเราจะผลิตยาเพื่อใช้รักษาคนไข้ของเราเองไม่ได้มุ่งเน้น การผลิตเพื่อจำหน่าย โดยขณะนี้มียาตำรับ 6 รายการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยา ซึ่งสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายได้ ประกอบด้วย สหัสธารา สรรพคุณเป็นยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ยาหอมเบอร์ 20 รูปแบบผงและเม็ด ใช้บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน, โรมเบอร์ 64, น้ำมันว่าน และยาหม่อง

รศ.นพ.ทวีกล่าวว่า เป้าหมายของ สธ.ต้องการให้คนไทยหันมาใช้สมุนไพรร้อยละ 5 แต่ที่ตัวเลขการใช้ยังไม่ถึงร้อยละ 5 มองว่า เพราะประชาชนยังไม่มั่นใจ ไม่มีผู้ที่มีความรู้เป็นผู้ใช้ ต้องมีแพทย์ที่มีความรู้ไปตรวจอาการโรคแล้วใช้ยาสมุนไพรไทย เพื่อให้คนไข้มี ความศรัทธาในตัวยา ซึ่งมีหลาย รพ.ในต่างจังหวัดได้ขอให้อาจารย์ของศิริราชไปให้ความรู้ แต่พบว่าไม่มียาให้ใช้ ก็ต้องนำยาที่กรุงเทพฯ ลงไปให้ ดังนั้นหากอยากจะส่ง เสริมแพทย์แผนไทยต้องส่งเสริมให้ถูกปัจจัยด้วย แพทย์แผนไทยจึงจะฟื้นขึ้นมา

"ประเทศไทยกำลังเกิดโจทย์ว่า แพทย์แผนไทยอยากให้อยู่หรือไป ส่วนใหญ่คืออยากให้อยู่ แต่ก็ต้องคิดต่อว่า อยากให้อยู่ แล้วจะอยู่อย่างไร พอถามว่าอยู่อย่างไรทุกคนตอบไม่ได้ ดังนั้นต้องมีความรู้ มียาให้ใช้ รวมทั้งผู้บริหารต้องสนับสนุน โดยเฉพาะใน รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพราะถ้าไม่มียาให้ใช้ แพทย์แผนไทยก็จะอยู่ไม่นาน จะถูกสถานให้บริการ เช่น นวดสปาดึงตัวไปหมด" หัวหน้าสถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ระบุและว่ามีมหาวิทยาลัยของรัฐอีก 7 แห่ง ที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการแพทย์แผนไทยประยุกต์ซึ่งกันและ กัน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ม.มหาสารคาม, ม.นเรศวร จ.พิษณุโลก, ม.ราชภัฏสวนสุนันทา, ม.ราชมงคลธัญบุรี, ม.แม่ฟ้าหลวง และ ม.บูรพา

นักวิชาการไทยสำรวจพบพืชพรรณใหม่ 25 ชนิด

ดร.ก่องกานดา ชยามฤต ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อ.ส.พ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นักวิชาการของ อ.ส.พ. ได้สำรวจพบพืชพรรณใหม่ของโลกที่มีอยู่ในประเทศไทยและได้รับการตีพิมพ์ใน วารสาร ระหว่างปี 2544 -2552 จำนวน 25 ชนิด ดังนี้

พืชที่พบจัดอยู่ในวงศ์กูดหางค่าง ประกอบด้วย ก้านดำทองแถม ประทัดสุเทพ

วงศ์เทียน ประกอบด้วย เหยื่อกุรัมใบเล็ก เทียนพระบารมี เทียนดารณี ม่วงกาญจนา หญ้าเทียนดอกขาว เทียนผ้าห่มปก เทียนเพ็งคล้าย เทียนยูงทอง ชมพูสิริน เทียนแพงพวย เทียนเสือน้อย เทียนไตรบุญ

วงศ์ดอกหรีด ประกอบด้วย หญ้าดอกลายเชียงดาว

วงศ์คำป่า ประกอบด้วย นางออน ลาเกลนชา

วงศ์กล้วยไม้ ประกอบด้วย อั้วละอองจันทร์ เอื้องศรีประจิม เอื้องศรีเชียงดาว

วงศ์ขิง-ข่า ประกอบด้วย เปราะภูแม่ฮ่องสอน เปราะภูลาร์เสน กระเจียวราศี

วงศ์ชิงชี่ ประกอบด้วย ชิงชี่ภูคา และกะพ้อปิฏฐะ

สำหรับพรรณไม้ใหม่ของโลก ถูกนำไปจัดเก็บรักษาอยู่ที่หอพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ เพื่อเก็บตัวอย่างรักษาตัวอย่างพันธุ์ไม้ ตามหลักสากลและสนับสนุนการศึกษา ทางด้านพฤกษศาสตร์ในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะด้านอนุกรมวิธาน และบริการการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลทางด้านพฤกษศาสตร์

มข.พบวิธีอนุรักษ์...พันธุกรรมไก่พื้นเมือง

รศ.ดร.เทวินทร์ วงษ์พระลับ ภาควิชา สัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาค้นคว้าวิธีการเก็บรักษาน้ำเชื้อของพันธุ์ไก่พื้นเมืองที่คงคุณภาพและ มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น โดยใช้อุปกรณ์แช่แข็งแบบง่าย ๆ และราคาถูก ซึ่งงานวิจัยครั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิ จัย (สกว.)

รศ.ดร.เทวินทร์ กล่าวว่า น้ำเชื้อที่ใช้ในการผสมเทียมในไก่มีอยู่ 3 ลักษณะ คือ น้ำเชื้อสด น้ำเชื้อแบบเหลวแช่เย็น (liquid semen) เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 ํซ และ น้ำเชื้อแบบแช่แข็ง (Frozen semen) เก็บรักษาที่อุณหภูมิ-196 ํซ โดยน้ำเชื้อแบบเหลวแช่เย็นและน้ำเชื้อสด มีข้อดีคือเมื่อผสมเทียมแล้วให้อัตราการผสมติดสูงกว่าแบบแช่แข็งใช้เทคนิคใน การเก็บรักษาไม่ยุ่งยากและราคาถูก แต่มีจุดอ่อน คือ มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาของการเก็บรักษาสั้น ต้องนำไปใช้ผสมเทียมภายหลังการรีดเก็บและเจือจางด้วยน้ำยาเป็นเวลาไม่เกิน 1 วัน สำหรับน้ำเชื้อแช่แข็งนั้นแม้จะผสมติดต่ำกว่าน้ำเชื้อเหลว แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่การเก็บรักษาพันธุกรรม เนื่องจากสามารถเก็บรักษาน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์ให้คงคุณภาพได้ยาวนานแม้ว่า พ่อพันธุ์จะตายไปแล้วก็ตาม

รศ.ดร.เทวินทร์ กล่าวอีกว่า การนำ น้ำเชื้อแช่แข็งไปใช้ในการผสมเทียมไก่ ควรกระทำในช่วงเวลา 15.00-17.00 น. โดยนำหลอดบรรจุน้ำเชื้อออกจากถังไนโตรเจนเหลววางในกล่องโฟมเปล่าประมาณ 5-8 วินาที จุ่มลงในน้ำเย็นอุณหภูมิ 2-5 ํซ นาน 5 นาที แล้วนำหลอดบรรจุน้ำเชื้อ มาเช็ดหลอดให้แห้งแล้วตัดปลายถ่ายเทน้ำเชื้อลงในหลอดขนาด 1.5 มิลลิลิตร นำไปผสมเทียมแม่ไก่โดยทันที โดยนำไซรินจ์ขนาด 1 มล. ที่ถอดปลายเข็มฉีดยาออกแล้ว มาดูดน้ำเชื้อปริมาตร 0.4 มล. สอดเข้าช่องคลอดไก่ความลึกใน การสอดไซรินจ์ประมาณ 4 ซม. ค่อย ๆ ปล่อยน้ำเชื้อเข้าช่องคลอดของไก่ตัวเมียที่ทำ การปลิ้นก้นไว้รอ โดยใช้เวลาปล่อยน้ำเชื้อประมาณ 5-8 วินาที จากนั้นในช่วงวันที่ 2-8 หลังการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งแล้ว ให้ทำการเก็บไข่เข้าฟัก และในวันที่ 7 หลังจากการเข้าฟัก จะให้ทำการคัดไข่ที่ผสมไม่ติดออก หลังจากอายุไข่เข้าฟักได้ 18 วันจะทำการย้ายเข้าตู้เกิด เมื่ออายุฟักได้ 21 วัน จะได้ลูกไก่ที่เกิดจากการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็ง

สำหรับความสำเร็จของการทำน้ำเชื้อไก่พื้นเมืองไทยแช่แข็งครั้งนี้ มีจุดเด่นที่ใช้อุปกรณ์แบบง่าย ๆ ราคาถูก แต่ผลที่ได้ไม่ต่างจากการใช้น้ำเชื้อไก่ที่แช่แข็งด้วยเครื่องมือที่มีราคา แพงของต่างประเทศ ซึ่งพบว่าคุณภาพน้ำเชื้อ มีอัตราการผสมติดของไก่ ประมาณร้อยละ 60 จากการผสมเทียมให้แม่ไก่เพียง 1 ครั้ง/สัปดาห์ ซึ่งโดยทั่วไปในต่างประเทศทำการผสมเทียมในไก่พื้นเมืองด้วยน้ำเชื้อแช่แข็ง 2 ครั้ง/สัปดาห์ และมีอัตราการผสมติดประมาณ ร้อยละ 60 เช่นกัน

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.เทวินทร์ วงษ์พระลับ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 08-5000-4643 หรือ อีเมล vthevi@kku.ac.th

นักวิจัยสวิสเจ๋งพบวิธีเร่งข้าวโต

คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า พวกเขาได้ค้นพบเชื้อราขนาดจิ๋วที่สามารถเร่งการเติบโตของข้าวได้เพิ่มขึ้น ถึง 5 เท่า

ในการศึกษาที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยโลซาน บรรดานักวิจัยอ้างว่า เชื้อราชนิดนี้มีประโยชน์ต่อการเกษตร ไม่เพียงแต่ลดการพึ่งพาการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตเท่านั้น แต่มันยังเกิดจากธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ หรือปลอดจีเอ็มด้วย มันอาจถูกใช้เป็นการพาณิชย์ได้ และใช้ในภาคการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบใน 2-5 ปีข้างหน้านี้ โดยทีมนักวิจัยได้ค้นพบเชื้อรานี้ หลังจากทำ การทดลองกับตัวอย่างของเชื้อราชนิดต่าง ๆ 20 ชนิดเป็นเวลา 4 ปี

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า ขณะ ที่เชื้อราบางชนิดทำให้การเติบโตของข้าวช้าลง แต่มีเชื้อรา 2 ตัวอย่าง เป็นตัวเร่งทำให้ข้าวเจริญเติบโตได้มากถึง 5 เท่า แคโรลีน แองเกลาร์ด หนึ่งในคณะวิจัย กล่าวว่า เชื้อราดังกล่าวมีลักษณะพิเศษ เพราะสามารถสร้างสปอร์ หรือเซลล์สืบพันธุ์ของพืช ในลักษณะที่แตกต่างกันทางพันธุกรรม ซึ่งสปอร์เหล่านี้ ให้ผลแตกต่างกันในการทำใหข้าวเจริญเติบโต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังคงไม่มีความชัดเจนว่า สปอร์ได้ช่วยเร่งการเติบโตของข้าวได้อย่างไร