ความหลากหลายทางชีวภาพ

สธ.ออกประกาศคุ้มครองสมุนไพรหายากจาก4แหล่ง

กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศคุ้มครองสมุนไพรหายากจากพื้นที่ 4 แห่ง เผยป่าถูกทำลายทำสมุนไพรไทยกว่า 100 ชนิดมีแนวโน้มหมดในอนาคต

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวง เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา เรื่องแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ (ระยะสั้น) พ.ศ.2553-2555 ตามมาตรา 57 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยพ.ศ.2542 ซึ่งได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553

แผนการจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพนจะดำเนินการในพื้นที่อนุรักษ์ 4 แห่ง ได้แก่ 1.พื้นที่ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 2.พื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี 3.พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี และ 4.พื้นที่ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา

"สมุนไพรไทยส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดมาจากป่าไม้ ซึ่งปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายอย่างต่อเนื่องเหลือประมาณ 99 ล้านไร่ ทำให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง มีผลให้พืชสมุนไพรบางชนิดใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งยังประสบปัญหาการลักลอบเข้าไปเก็บสมุนไพรอย่างผิดกฎหมาย ประมาณการว่าประเทศไทยมีพืชสมุนไพรที่ชุมชนท้องถิ่นมีองค์ความรู้ สามารถนำมาใช้เป็นอาหารและยาสมุนไพรประมาณ 800-1,800 ชนิด หรือ 15% ของพันธุ์พืชที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมด"นายจุรินทร์กล่าว

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาพบว่าสมุนไพรไทยมากกว่า 100 ชนิด มีแนวโน้มจะหมดในอนาคต จึงต้องเร่งปกป้องเพื่อรักษาระบบนิเวศตามธรรมชาติ คงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพรใน พื้นที่เขตอนุรักษ์ และเกิดการใช้สมุนไพรอย่างยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดแผนการคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ 3 ปี ประกอบด้วย 4 แผนงานได้แก่ 1. การกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่ฯ 2.แผนประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและชุมชน 3.แผนงานสำรวจและศึกษาวิจัยสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดสมุนไพร 4.แผนติดตามประเมินผล เพื่อลดภาวะคุกคามที่มีผลกระทบต่อสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดสมุนไพร โดยใช้งบดำเนินการจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จำนวน 9 ล้านบาท

สธ.ประกาศคุ้มครอง 4 เขตอนุรักษ์สมุนไพร

ประกาศคุ้มครองสมุนไพรเขต ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่งเชียงใหม่-ป่าซับลังกาลพบุรี-อุทยานฯภูจองนายอย อุบล-ป่าเขาสลัดไดโคราช ระบุกว่า 100ชนิดส่อจะสูญ

นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เปิดเผยการลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2553 เรื่องแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์(ระยะสั้น) พ.ศ.2553-2555 เป็นไปตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ซึ่งได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ดำเนินการในพื้นที่อนุรักษ์ 4 แห่ง

ได้แก่ 1.พื้นที่ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 2.พื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี 3.พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี และ 4.พื้นที่ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สมุนไพรไทยส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดมาจากป่าไม้ ซึ่งปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายอย่างต่อเนื่องเหลือประมาณ 99 ล้านไร่ ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง มีผลให้พืชสมุนไพรบางชนิดใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งยังประสบปัญหาการลักลอบเข้าไปเก็บสมุนไพรอย่างผิดกฎหมาย ประมาณการว่าประเทศไทยมีพืชสมุนไพรที่ชุมชนท้องถิ่นมีองค์ความรู้ สามารถนำมาใช้เป็นอาหารและยาสมุนไพรประมาณ 800 -1,800 ชนิด หรือประมาณร้อยละ 15 ของพันธุ์พืชที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมด และมีผลการศึกษาพบว่าสมุนไพรไทยมากกว่า 100 ชนิด มีแนวโน้มจะหมดในอนาคต จึงต้องเร่งปกป้องเพื่อรักษาระบบนิเวศตามธรรมชาติ คงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพรใน พื้นที่เขตอนุรักษ์ และเกิดการใช้สมุนไพรอย่างยั่งยืน

นายจุรินทร์ กล่าวว่า แผนการคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ 3 ปี ประกอบด้วย 4 แผนงาน ได้แก่ 1. การกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่ฯ 2.แผนประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและชุมชน 3.แผนงานสำรวจและศึกษาวิจัยสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดสมุนไพร 4.แผนติดตามประเมินผล เพื่อลดภาวะคุกคามที่มีผลกระทบต่อสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดสมุนไพร

โดยดำเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายท้องถิ่น เครือข่ายหมอพื้นบ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น ใช้งบดำเนินการจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 9 ล้านบาทเศษ

รายละเอียดพื้นที่อนุรักษ์ 4 แห่ง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ พื้นที่เขตอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชนบ้านหัวทุ่ง เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่ จากการศึกษาความหลากหลายทางพันธุ์พืช พบพืชสมุนไพรที่หมอยาพื้นบ้านเคยใช้ประโยชน์รวม 133 ชนิด

พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี มีพื้นที่ 9 หมื่นกว่าไร่ ถือเป็นผืนป่าใหญ่แห่งเดียวและแห่งสุดท้ายของจังหวัดลพบุรีและภาคกลางที่มี ยังคงความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ผลการศึกษาวิจัยของผู้เชี่ยวชาญพบสมุนไพรที่มีคุณค่าอย่างน้อย 54 ชนิด และที่สำคัญยังพบสมุนไพรหลายตัว เช่น กลึงกล่อม เบื้องต้นพบฤทธิ์ต้านเชื้อเอดส์ในหลอดทดลองด้วย

พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย จ.อุบลราชธานี มีพื้นที่ 4 แสนกว่าไร่ พื้นที่ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และกัมพูชา จากการสำรวจพื้นที่ตัวอย่างจำนวน 12 แปลง พบสมุนไพร 171 ชนิด ในจำนวนนี้หมอพื้นบ้านนำมาใช้ประโยชน์กว่า 100 ชนิด และยังพบสมุนไพรตัวใหม่อีก 39 ชนิด ที่ยังไม่มีการบันทึกมาก่อน ซึ่งในการสำรวจสมุนไพรในพื้นที่แห่งนี้ จะดำเนินการใน 3 อำเภอรอบๆ เขตอุทยานได้แก่ อ.นาจะหลวย อ.น้ำยืน และ อ.บุณฑริก

สำหรับพื้นที่ป่าเขาสลัดได อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา มีพื้นที่ 1 ล้านกว่าไร่ เป็นอุทยานที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ และเป็นป่าลานผืนสุดท้ายของประเทศ มีพืชสมุนไพรที่สำรวจพบเบื้องต้นมากกว่า 200 ชนิด ในจำนวนนี้ทราบชื่อ 149 ชนิด ที่เหลืออีก 54 ชนิดยังไม่ทราบชื่อ แต่หมอพื้นบ้านนำมาใช้ประโยชน์ 86 ชนิด มีพืชหายาก 12 ชนิด มีพืชคุ้มครอง 2 ชนิดคือกวาวเครือขาวและกวาวเครือแดง ขณะนี้มีหมอพื้นบ้านที่ยังใช้ประโยชน์จากสมุนไพรจำนวน 6 คน

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า พื้นที่ตามประกาศครั้งนี้ 4 แห่ง กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จัดทำโครงการสำรวจและศึกษาสมุนไพร เพื่อให้ทราบข้อมูลสมุนไพรที่ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ โดยนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจัดทำทะเบียนพันธุ์พืชสมุนไพรในเขตพื้นที่อนุรักษ์ และนำมาจัดทำเป็นแผนจัดการคุ้มครองในระยะยาว เพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป

ปลุก'ยาหอม'ภูมิปัญญาไทยให้กลับมานิยม

ชู "ยาหอม" กลับมาคู่กายสังคมไทยอีกครั้ง หลังคนรุ่นใหม่ถอยห่าง ไม่เห็นคุณค่า เตรียมจัดแสดงสมุนไพรหายากที่เป็นส่วนผสมสำคัญของยาหอมชั้นเลิศ อาทิ คุลิก่า อำพันทอง เห็ดนมเสือ เผยยาหอมที่ขึ้นทะเบียน อย.มีเกือบ 500 ตำรับ แต่ยังต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติม หวังมีคนหันมาใช้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดเสวนา "ยาหอมไทย มรดกไทย มรดกโลก" โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีตำรับยาหอมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามี จำนวนมากถึง 488 ตำรับ แต่ยังไม่นับรวมยาหอมที่ผลิตโดยร้านขายยาแผนโบราณหรือแพทย์แผนไทย ที่มีอีกไม่น้อย ซึ่งทุกวันนี้ยาหอมยังคงเป็นที่นิยมเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุ รวมถึงชาวต่างชาติในแถบเอเชีย แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่กลับไม่สนใจ เพราะไม่รู้ถึงคุณประโยชน์ ดังนั้น จึงต้องเร่งกระตุ้นให้คนในสังคมไทยเห็นถึงความสำคัญของยาหอม โดยจะนำเสนอ เรื่องราวความมหัศจรรย์ของยาหอมในทุกแง่มุมผ่านการจัดงานสมุนไพรแห่ง ชาติ ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน 2553 ที่อิมแพค เมืองทองธานี

เจ้าตำรับสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ข้อมูลว่า ยาหอมเป็นตัวปรับพลังชีวิต มีผลต่อระบบเลือดและลม ทำให้ร่างกายปรับสมดุลและฟื้นฟูสภาพร่างกายไม่ให้สึกหรอ สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรค ทำให้ธาตุในร่างกายที่กำเริบหรือหย่อยยานเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ความปกติของร่างกายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองข้ามไม่เห็นคุณค่า จนเมื่อเจ็บ ป่วยจึงโหยหายารักษา แต่ร่างกายที่เจ็บป่วยเหมือนเครื่องยนต์ชำรุด และบางครั้งก็ยากที่จะกลับมาปกติดังเดิม ยาหอมจึงเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมและ เป็นเอกลักษณ์ด้านยาสมุนไพรของไทยที่ถูกคิดค้นโดยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ เพื่อให้ธาตุต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างสมดุลก่อนที่จะสายเกินไป ไม่ว่าจะเป็นระบบสมอง ระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร ระบบหลอดเลือดและหัวใจ

"การตั้งตำรับยาหอมเป็นศิลปะในการเลือกรับปรับใช้ และปรุงแต่งสมุนไพรให้มีกลิ่นหอมและรสร้อน เป็นยาขนานเอกที่ไม่เหมือนใครใน โลก ถูกถ่ายทอดและสั่งสมมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันไทย แม้ว่าสมุนไพรหลายชนิดที่นำมาปรุงเป็นยาหอมจะนำเข้ามาจากประเทศจีนและ อินเดีย แต่กลับพบว่าทั้งสองประเทศนี้กลับไม่มีตำรับยาใดๆ ที่มีลักษณะเหมือนยาหอมไทย ยาหอมจึงเป็นสัญลักษณ์แทนนิสัยคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการปรุงผสมพัฒนา ต่อยอด และปรับใช้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ประโยชน์ได้อย่างดี"

ภญ.สุภาภรณ์กล่าวอีกว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีบันทึกว่า คนไทยเริ่มใช้ยาหอมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง โดยใช้กันในหมู่เจ้านายในรั้วในวัง จนกระทั่งองค์ความรู้ด้านยาและการแพทย์ได้ถูกนำออกมาเผยแพร่กระจายสู่สามัญ ชน และกลายเป็นยาที่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตทุกครัวเรือน ซึ่งแต่ละตำรับประกอบไปด้วยสมุนไพรมากมายหลายสิบชนิด เช่น ขิง ดีปลี สะค้าน ช้าพลู เจตมูลเพลิงแดง แห้วหมู เทียน กระวาน กานพลู เปราะ เกสรบัวหลวง ฯลฯ จากการศึกษาวิจัยสรรพคุณของยาหอมจากอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล ก็พบว่ายาหอมมีผลต่อการปรับธาตุในร่างกายให้สมดุล ทั้งนี้ อยากเห็นสังคมไทยกลับมาใช้ยาหอมคู่กายอีกครั้ง โดยจะนำยาหอมไปปรับใช้ในธุรกิจประเภทสปา และเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ตลอดจนมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยในการใช้ประโยชน์ยาหอมทั้งในเชิงการแพทย์แผนไทย และแผนปัจจุบัน

ภายในงานสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 7 นี้ จะมีการจัดแสดงสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของยาหอม อาทิ โกฐกระดูก โกฐหัวบัว ลูกจันทน์ จันทน์แดง จันทน์ขาว ชะเอมเทศ และกฤษณา เป็นต้น โดยผู้ประกอบการผลิตยาหอมไทยซึ่งสืบทอดมรดกสูตรยาหอมจากภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษ และที่สำคัญยังได้จัดแสดงสมุนไพรซึ่งเป็นส่วนผสมยาหอมในอดีต ที่หาดูได้ยาก และยาหอมราคาแพงบางตัวก็ยังนำมาใช้ เช่น เห็ดนมเสือ เป็นเห็ดที่เกิดจากน้ำนมเสือโคร่งแม่ลูกอ่อนที่คัดไหลลงสู่พื้น ดิน เก็บได้จากป่าดิบเขา มีสรรพคุณแก้อาการเหนื่อยเพลีย แก้ไอ และบำรุงกำลัง

คุลิก่า เม็ดปรวดในตัวค่าง มีฤทธิ์ช่วยขับเสลดหางวัวในคนไข้หนักใกล้สิ้นใจ ราคากิโลกรัมละ 1.2 ล้านบาท อำพันทอง ของเหลวที่ขับจากท้องปลาวาฬตัวผู้หลังการผสมพันธุ์ ช่วยบำรุงกำลัง แก้เป็นลม ขับเสมหะ และชะมดเช็ด สารที่ขับจากตัวชะมด ได้จากการใช้ไม้พันสำลีเช็ดที่ต่อมกลิ่นรอบก้นของชะมดเช็ด ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง มีคุณสมบัติรักษากลิ่นหอม บำรุงหัวใจและชูกำลัง

ทางเลือกด้านสุขภาพกับ สมุนไพรพลูคาว

ในยุคที่ปัจจุบันด้าน สุขภาพกำลังเป็นปัญหาใหญ่คุกคามคนไทยและมวลมนุษยชาติ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเชื้อโรคต่าง ๆ อันเกิดจากแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิด จากที่มีอยู่นับแสนนับล้านชนิด รวมถึงการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ได้วิวัฒนาการตัวเองไปจนถึงขนาดที่กล่าวได้ว่า วิวัฒนาการทางด้านการแพทย์จะไล่ตามไม่ทัน อาทิ ไวรัส HIV ที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ หรือไวรัส H1 N1 ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่หน่วยงานภาครัฐของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยกำลังหวาดวิตกอยู่ในขณะนี้ว่า อาจจะกลายพันธุ์หันมาเล่นงานมนุษยชาติในประเทศของตนและเกิดการแพร่ระบาดจน กลายเป็นโศกนาฏกรรมทำลายชีวิตผู้คนจำนวนมากในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้

แต่สำหรับประเทศไทยนับว่าเรายังโชคดี ที่แม้วงการแพทย์แผนปัจจุบันทั่วโลกยังมืดมน ด้วยยังไม่อาจคิดค้นยารักษาโรคร้ายดังกล่าวให้หายขาดได้ หรือแม้แต่จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างได้ผลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น เรายังมีวิถีการแพทย์แผนไทยที่พัฒนาจากตำรับตำรายาโบราณที่บรรพบุรุษได้ถ่าย ทอดทิ้งไว้ให้ได้ศึกษา ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้สมุนไพรหลายชนิดมาเป็นส่วนประกอบในการรักษา

โดย ณ ที่นี้จะขอกล่าวถึงสมุนไพรไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งกำลังเป็นความหวังของนักวิจัยทางเภสัชศาสตร์ว่าจะมีฤทธิ์สกัดยับยั้ง หรือแม้แต่รักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคร้ายหลายชนิด รวมทั้งโรคเอดส์และโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุใหม่ 2009 ที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย และนั้นคือสมุนไพร “พลูคาว” หรือ “คาวตอง” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นทางภาคเหนือของประเทศไทย และยังพบในอีกหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น ลาว เวียดนาม ฯลฯ

สมุนไพรพลูคาว หรือคาวตอง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia Cordata Thumb ได้รับการรับรองฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ถึง 5 ชนิดคือ มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งรังไข่ มะเร็งทางเดินอาหาร และมะเร็งทางเดินหายใจ หลังจากที่ได้ซุ่มทำการวิจัยและทดลองอยู่นานหลายปี จนถึงขั้น Clinical Trial หรือการทดลองในระดับคลินิกกับผู้ที่มีอาการป่วย ก่อนจะประกาศรับรองผลการวิจัยอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 6 ปีมานี้

นอกจากนี้ ล่าสุดทางด้านนายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี ก็ยังได้แถลงเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้ร่วมกับ รศ.ดร.นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล ทำการวิจัยเชิงลึกถึงคุณสมบัติของสมุนไพรพลูคาว ว่ามีการทำงานอย่างไรถึงได้ออกฤทธิ์ในการสกัดยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ ไวรัสและแบคทีเรียชนิดร้ายแรงได้เพื่อที่จะหาทางนำมาสกัดเป็นยารักษาโรคไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ต่อไป ซึ่งเท่ากับเป็นการต่อยอดผลการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขก็ว่าได้

อย่างไรก็ดี ขณะที่ความตื่นตัวทางด้านภาครัฐในการค้นคว้าวิจัยสมุนไพรคาวตองกำลังดำเนิน ไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้บังเกิดสุขสูงสุดต่อประชาชนคนไทย และอาจรวมถึงมวลมนุษยชาติเพื่อนร่วมโลกด้วยนั้น ปรากฏว่า ทางด้านเอกชนไทยได้มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ ดร.ปพน ลิ้มธำรงกุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ว่า ได้ร่วมกับนักวิจัยเอกชนขอผลการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาค้นคว้าและ วิจัยต่อยอดจนกระทั่งสามารถสกัดจุลินทรีย์จากสมุนไพรพลูคาว ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ในตระกูล แลคโตบัลซิลลัส มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำสมุนไพรพลูคาว “คอลดาต้า” และนำออกจำหน่ายมานานถึง 4 ปีแล้ว ซึ่งปรากฏ ว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทนอกจากจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและ ยา (อย.) และเครื่องหมาย “ฮาลาล” จากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยแล้ว ยังได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต (GMP) และมาตรฐานความปลอดภัยถูกต้องตาม สุขลักษณะจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณาสุขด้วย

ดร.ปพน ยังเปิดเผยด้วยว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หน่วยงานภาครัฐจะค้นคว้าวิจัยต่อยอดคุณสมบัติ ของสมุนไพรพลูคาว ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์ ทางการแพทย์แล้ว ยังเป็นผลดีต่อเกษตรกรโดยเฉพาะทางภาคเหนือที่ในอนาคตอาจปลูกพืชสมุนไพรชนิด นี้เป็นเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพได้อีกทางหนึ่งเพราะปัจจุบันทราบว่ามี หลายประเทศ ทั้ง ในตะวันออกกลาง ยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกากำลังให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพลูคาวกันมาก ขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการผลิตและการส่งออกเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

“ที่สำคัญสมุนไพรพลูคาวอาจจะสามารถ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะเป็นต้นกำเนิดสำหรับการรักษาโรคร้าย ชนิดร้ายแรงชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่กล่าวข้างต้น ที่การแพทย์ ทั่วโลกยังไม่อาจคิดค้นหาตัวยาใด ๆ มาสกัดยับยั้งการแพร่ระบาดได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้และนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและรอการพิสูจน์ต่อไปใน อนาคต” ดร.ปพน กล่าว

ชาวบ้านเกาะระจี้รัฐเร่งออกเอกสารสิทธิ์

ชาวบ้านเกาะระ จังหวัดพังงา ย้ำไม่ต้องการเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ แต่ไม่ขวางรัฐทำโครงการสวนพฤกษศาสตร์ จี้เร่งออกเอกสารสิทธิจัดการหาที่ทำกินให้ชาวบ้านบนเกาะ ด้านกมธ.องค์กรตามรัฐธรรมนูญฯเตรียมเร่งชงข้อสรุปปัญหาเกาะระถึงนายกฯและ ประธานสภา ด้านทส.ยันยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิให้ใคร

นายเฉลิมชาติ การุญ ประธาน คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุนสภาผู้แทนราษฎร(กมธ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้ากรณีที่องค์การสวนพฤกษศาสตร์(อสพ.) ขอพื้นที่เกาะระ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา มาพัฒนาเป็นโครงการสวนพฤกษศาสตร์ทางทะเลและชายฝั่ง โดยนำพื้นที่เกาะกว่า 12,000 ไร่มาพัฒนาให้เป็นแหล่งรวบรวมและเรียนรู้พันธุ์ไม้นั้น ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ากลุ่มชาวบ้านในพื้นที่มีทั้งสนับสนุนและคัดค้านโครงการ

นอกจากนี้จากการลงพื้นที่จริงของกมธ. ยังรับทราบปัญหาเรื่องที่ดินของชาวบ้านที่มีการยื่นขอเอกสารสิทธิทำกิน(ส.ท. ก.) จริง และยังพบข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับปัญหาการบุกรุกถางป่า โดยได้รับข้อมูลยืนยันจากบุคคลหลายๆกลุ่มในจังหวัดพังงาว่า มีความพยายามของกลุ่มนายทุนกลุ่มหนึ่งต้องการครอบครองที่ดินบนเกาะระ อีกทั้งพบพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากล เมื่อพบว่ามีการนำที่ดินบางแปลง เตรียมนำส.ค.บินจากที่อื่นเข้ามาสวมบนที่ดินบนเกาะด้วยเช่นกัน โลก "เพื่อรับฟังปัญหาและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เกาะอย่างยั่งยืน รวมถึงเปิด

ดังนั้นทางกมธ.จึงจัดเสวนา "อนาคตเกาะระ มรดกไทยสู่มรดกเวที" เพื่อรับฟังปัญหาและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เกาะอย่างยั่งยืน รวมถึงเปิดให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย และหลังจากนี้ทางกมธ.จะเร่งสรุปรายละเอียดตั้งแต่การลงพื้นที่จริงจนถึง เนื้อหาสาระการเสวนาที่ผ่านมาว่ามีแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นอย่างไร เสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึงเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้รับทราบ
นอกจากนี้นายเฉลิมชาติกล่าวถึงผลสรุปการเสวนาในครั้งนี้ว่า แบ่งแนวคิดออกเป็น 2 ลักษณะ คือ1.กลุ่มนักวิชาการที่ให้ความเห็นสอดคล้องกันทั้งหมดว่าต้องการเห็นเกาะระ เป็นสวนพฤกษศาสตร์เต็มพื้นที่ 12,000 ไร่ แต่ความเป็นไปได้ต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดด้านอื่นๆประกอบด้วย เช่นเรื่องพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่กันมาเป็นเวลาหลายชั่วคน ที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป ทั้งกรณีที่ทางองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อสพ.) เจ้าของเรื่องที่ขอพื้นที่จากเดิม 12,000 ไร่ กลับกลายมาเหลือพื้นที่ที่จะทำโครงการเพียงกว่า 4,400 ไร่ ซึ่งต้องไปพิจารณาตามข้ออ้างว่าไม่มีงบประมาณและกำลังคนอย่างไร

ส่วนด้านที่สอง เป็นความรู้สึกของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งมีตัวแทนชาวบ้านทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มนายกอบต.ต่างๆที่เห็นว่าอนาคตของเกาะระเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะหากมีการทำโครงการใดๆบนเกาะก็ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน ที่มีการทำมาหากินอยู่บนเกาะ โดยเฉพาะในเรื่องวิถีชีวิตที่ชาวบ้านค่อนข้างกังวล ซึ่งจากการพิจารณาภาพโดยรวมถึงความต้องการของชาวบ้านแล้วคือไม่ต้องการให้ เกาะระเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เพราะการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ จะมีผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวบ้าน เพราะต้องมีการประกาศรัศมีเขตทะเลและชายฝั่งจะไม่สามารถทำการประมงได้ แต่สำหรับโครงการสวนพฤกษศาสตร์ทุกคนกลับเห็นด้วย เพราะเป็นการยกระดับเกาะระให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สอดคล้องไปกับการพัฒนาที่ไม่กระทบต่อชาวบ้าน

"แต่ทั้งนี้ในประเด็นรายละเอียดอื่นๆที่ได้จากการเสวนาก็คงต้องนำมาหารือกัน ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบพิสูจน์ชาวบ้านที่อยู่อาศัยจริงว่ามีจำนวน เท่าใด ก็คงต้องเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยความชอบธรรม วันนี้กมธ.ถือว่าได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ทิ้งจะมีการติดตามการเฝ้าระวังเรื่องดำเนินการต่อไป และกมธ.ก็ต้องรอบคอบในการพิจารณาด้วย เพราะกมธ.เองก็มีจุดยืนที่ว่าไม่ว่าจะเป็นการทำเป็นอุทยานแห่งชาติหรือ โครงการสวนพฤกษศาสตร์ก็ตาม แต่จะต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน

ส่วนที่ทางอสพ.ขอพื้นที่การจัดทำสวนเพียง 4,400 ไร่เศษโดยอ้างว่าไม่มีงบประมาณนั้น ทางกมธ.งบประมาณได้สอบถามเหตุผลอสพ.เช่นกัน โดยมีการชี้แจงว่าเป็นเรื่องไม่มีงบประมาณเมื่อใช้พื้นที่มากห่วงว่าจะดูแล รักษาไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเชื่อว่าเรื่องงบประมาณไม่น่ามีปัญหาเพราะผลงานของอสพ.ได้รับ การชมเชยว่ามีผลงานที่ดี ก็เชื่อว่าหากได้จัดทำโครงการนี้ที่เกาะระแล้วเรื่องงบประมาณคงไม่มีปัญหา แต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าเกาะระจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างมหาศาล จากความอุดมสมบูรณ์ของเกาะที่มีความหลากหลาย สวยงาม สามารถดึงดูดผู้ที่ต้องการมาศึกษามาท่องเที่ยวได้

ด้านนายศิริพงษ์ หังสพฤกษ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทางทส.มีนโยบายที่จะทำให้หมู่เกาะบริเวณชายฝั่งอันดามันทั้งหมดเป็นมรดกโลก โดยเกาะระก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีความพร้อม และเห็นว่าการทำงานครั้งนี้จำเป็นต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อดูแลพื้นที่ทั้ง เกาะ ทั้งยืนยันว่าที่ผ่านมาทาง ทส.ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิให้กับใคร ที่ผ่านมามีแต่ชาวบ้านที่เข้ามายื่นขอเอกสารสิทธิ จาก 139 แปลง หลังจากมีการพิจารณาหลักเกณฑ์แล้วคงเหลืออยู่เพียง 79 แปลงเท่านั้น แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีนโยบายที่จะออกสิทธิทำกิน (ส.ท.ก.) บนเกาะระ ซึ่งจำนวน 79 แปลงก็ต้องพิสูจน์ตามเงื่อนไขต่อไป

ด้านนายปรัชญา ศรีสง่า ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กล่าวว่าสำหรับการนำพื้นที่เกาะระมาทำโครงการสวนพฤกษศาสตร์ฯนั้นยังคงมีความ ตั้งใจจริงในการทำโครงการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงชุมชนด้วยจึงอยากทำเฉพาะพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาก่อน โดยจะทำโครงการนี้ด้วยความซื่อตรงและจะเร่งสร้างความเข้าใจกับชุมชนให้มากขึ้น

ความหลากหลายชีวภาพวิกฤติ ทส.ชี้ไทยสูญเสียนาทีละ1ชนิด ระดมนักวิชาการถกแนวฟื้นฟู

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เผยว่า สืบเนื่องจากแนวคิดที่ต้องการให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวลด้อม และเกิดเครือข่ายระหว่างสถาบัน นักวิชาการ และชุมชนท้องถิ่น ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม และบูรณาการงานร่วมกันในเชิงรุกอย่างยั่งยืน ทส.จึงจัดงานประชุมวิชาการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3 โดยใช้หัวข้อว่า "ความหลากหลายทางชีวภาพ กู้วิกฤติชีวิตโลก"ในระหว่างวันที่ 21-22 กรกฎาคม ที่อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

"ปัจจุบันความหลากหลายทางชีวภาพถูกบุกรุกอย่างรุนแรง มีการวิจัยพบว่า ถึงขณะนี้เราสูญเสียความหลากทางชีวิภาพจากเมื่อปี 2513 มีการสูญเสียวันละ 1 ชนิด ต่อมาปี 2523 เป็นชั่วโมงละ แต่ปัจจุบันกำลังสูญเสียนาทีละ 1 ชนิด จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยังยืน" นายสุวิทย์ กล่าว

นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในการจัดงานประชุมวิชาการครั้งนี้ เป็นการเปิดเวทีให้กับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนนิสิต นักศึกษา นักเรียน เยาวชน และประชาชนทั่วไปจากทุกภาคส่วนได้นำผลงานที่ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและนวัต กรรมใหม่ๆ นำเสนอ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ โดยจะมีทั้งการจัดนิทรรศการผลงานด้านวิชาการ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ด้านทรัพยากรน้ำ ด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรธรณีและภัยพิบัติและด้านการจัดการพื้นที่ชายฝั่ง

สำหรับกิจกรรมในงาน อาทิ การปาฐกถาพิเศษเรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ กู้วิกฤตชีวิตโลก โดย รมว.ทรัพยากรฯ การเสวนาทางวิชาการจากนักวิชาการชั้นนำของประเทศไทย อีกหลายเรื่อง เช่น โลกร้อนกับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในนาข้าว เป็นต้น

นักวิจัยไทยพบ “สารหนู” สูงขึ้นหลังน้ำมันรั่วที่เม็กซิโก

คนงานพยายามทำความสะอาด ชายฝั่งที่ปนเปื้อนคราบน้ำมันจากการรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโก เนื่องจากแท่นขุดเจาะน้ำมันของบีพีระเบิด

คนงานวางแนวกั้นซึ่งมีวัสดุดูดซับ น้ำมันบริเวณชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่ว

คลื่นซัดน้ำทะเลที่ปนเปื้อนคราบ ย้ำมันเข้าสู่ชายฝั่ง โดยมีแนวกั้นสีส้มซึ่งเป็นวัสดุดูดซับน้ำมันวางกั้นไว้

คนงานใช้พลั่วตักน้ำมันหนาเตอะออก จากชายฝั่ง

ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่ต้องรับกรรม นกกระทุงสีน้ำตาลปนเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันที่รั่วไหลในอ่าวเม็กซิโก
(ภาพประกอบทั้งหมดจากเอเฟพี)

นักวิจัยนำทีมวิเคราะห์ผลกระทบจากน้ำมันรั่ว ที่อ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้ระดับสารหนูในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากตะกอนดินที่ก้นมหาสมุทรกรองสารหนูได้น้อยลง หวั่นส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในทะเล รวมถึงมนุษย์ที่ยังชีพจากทรัพยากรทางทะเล

สารหนู (Arsenic) เป็นองค์ประกอบเคมีที่เป็นพิษ พบได้ในรูปของแร่ธาตุและมีอยู่ในน้ำมัน ระดับสารหนูที่มีอยู่สูงในน้ำทะเลจะทำให้ความเป็นพิษของสารหนูเข้าสู่ห่วง โซ่อาหารได้ และสารพิษชนิดนี้ยังระกวนกระบวนการสังเคราะห์ของพืชน้ำ และมีโอกาสทำให้พันธุกรรมเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้เกิดความพิการตั้งแต่กำเนิด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในน้ำ อีกทั้งยังคร่าชีวิตสัตว์บกอย่างนกที่กินสิ่งมีชีวิตในทะเลซึ่งได้รับสารหนู ได้

จากการศึกษาของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) ในอังกฤษพบว่า การรั่วไหลของน้ำมันนั้น มีส่วนกันไม่ให้ระบบกรองในธรรมชาติทำงาน และยังกันไม่ให้เกิดการทำความสะอาดสารหนูออกจากน้ำทะเลด้วย โดยไซน์เดลีซึ่งรายงานผลการวิจัยครั้งนี้ระบุคำพูดของนักวิจัยว่า งานศึกษาของพวกเขาเผยให้เห็นภัยคุกคามใหม่จากสารพิษ ซึ่งเกิดจากการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก

ทั้งนี้ สารหนูเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติในมหาสมุทร แต่ตะกอนดินที่ก้นมหาสมุทรช่วยกรองสารพิษนี้ออกจากน้ำทะเล ซึ่งทำให้น้ำทะเลรักษาระดับของสารหนูที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไว้ที่ระดับต่ำๆ ได้ อย่างไรก็ตาม นอกจากการเกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้ว สารหนูยังปนเปื้อนลงสู่มหาสมุทรได้จากน้ำเสียซึ่งเกิดจากการขุดเจาะน้ำมัน และน้ำมันรั่วโดยอุบัติเหตุหรือการรั่วไหลของน้ำมันที่ถูกเก็บไว้ตาม ธรรมชาติใต้พิภพได้

จากการศึกษาครั้งนี้ทีมวิจัยพบว่า น้ำมันที่รั่วไหลนั้นไป อุดตันตะกอนที่ก้นมหาสมุทร ซึ่งกันไม่ให้ตะกอนดินสร้างพันธะกับสารหนูและฝังสารพิษเหล่านั้นไว้ใต้พื้น พิภพด้วยชั้นของตะกอนดินได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวได้หยุดระบบกรองในธรรมชาติและเป็นสาเหตุให้ระดับสารหนูใน น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่าสารพิษนี้จะเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศน์ทางทะเลได้ ซึ่งระบบนิเวศน์ทางทะเลจะมีระดับสารหนูที่เข้มขึ้นและเป็นพิษมากขึ้นเมื่อ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

ศ.มาร์ค เซฟตัน (Prof. Mark Sephton) จากภาควิชาธรณีศาสตร์และวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า งานของพวกเขานั้นได้สาธิตให้เห็นว่าเคมีของตะกอนดินในอ่าวเม็กซิโกนั้นอาจจะ ได้รับผลกระทบจากน้ำมั่นรั่วในปัจจุบันได้อย่างไร

“เราไม่อาจวัดได้แม่นยำว่ามีสารหนูอยู่มากแค่ไหนในขณะนี้ เนื่องจากการรั่วไหลยังคงมีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี อันตรายที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการสะสมของสารหนู ซึ่งหมายความว่าทุกๆ การรั่วไหลที่เกิดขึ้นตามหลังนั้นเพิ่มระดับของสารพิษนี้ในน้ำทะเล การ ศึกษาของเราเป็นเครื่องย้ำเตือนที่ถูกเวลาว่า การรั่วไหลของน้ำมันนั้นสามารถสร้างระเบิดเวลาที่เป็นพิษได้ ซึ่งจะคุกคามโครงสร้างของระบบนิเวศน์ทางทะเลได้ในอนาคต” ศ.เซฟตันกล่าว

ด้าน วิมลพร ไวยนิภี (Wimolporn Wainipee) หัวหน้าทีมศึกษาเรื่องนี้จากภาควิชาธรณีศาสตร์และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน เสริมว่า ทีมได้ศึกษาเรื่องนี้ก่อนที่จะเกิดการรั่วที่อ่าวเม็กซิโก แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ทีมวิจัยเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงอันตรายทางสิ่งแวดล้อ ใหม่ที่มีศักยภาพในบริเวณดังกล่าว

“น้ำมันหลายพันแกลลอนรั่วไหลสู่มหาสมุทรของโลกทุกๆ ปี จากการรั่วครั้งใหญ่ๆ การขุดเจาะน้ำมันตามชายฝั่งและการซ่อมบำรุงตามกำหนดเวลา ซึ่งหมายความว่าหลายพื้นที่อาจจะเสี่ยงต่อระดับสารหนูที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ พืชและผู้คนที่อาศัยมหาสมุทรเพื่อเลี้ยงชีพ” วิมลพรกล่าวผ่านจดหมายข่าวของอิมพีเรียลอลเลจ

จากงานวิจัยนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์แร่ธาตุที่เรียกว่า “แร่เกอไธท์” (goethite) ซึ่งเป็นแร่เหล็กที่มีสารประกอบออกไซด์ และเป็นหนึ่งในตะกอนดินของมหาสมุทรที่มีอยู่เหลือเฝือในโลก โดยทีมวิจัยได้จำลองสภาพในมหาสมุทร เพื่อดูว่าแร่เกอไธท์มีพันธะกับสารหนูภายใต้ภาวะตามธรรมชาติได้อย่างไร พวกเขายังพบด้วยว่าน้ำทะเลนั้นปรับเปลี่ยนเคมีของแร่เกอไธท์ได้อย่างไร ซึ่งค่าพีเอช (pH) ต่ำๆ ในน้ำนั้นทำให้ผิวของตะกอนแร่เกอไธท์นั้นเป็นประจุบวก และดึงดูดสารหนูที่เป็นประจุลบ

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์พบว่าเมื่อเติมน้ำมันลงไปจะทำให้เกิดสิ่งกีดขวางปกคลุมตะกอน แร่เกอไธท์ไว้ และกันไม่ให้สารหนูในน้ำสร้างพันธะกับแร่เกอไธท์ได้ และพวกเขายังพบด้วยว่าน้ำมันได้เปลี่ยนแปลงเคมีของตะกอนดิน ซึ่งทำให้การดึงดูดระหว่างแร่เกอไธท์และสารหนูอ่อนลง

ในอนาคตนักวิจัยวางแผนที่จะวิเคราะห์แร่ธาตุอื่น อย่างโคลนและคาร์บอนเนต ซึ่งเป็นตะกอนที่อยู่ก้นทะเลด้วย ทั้งนี้ส่วนประกอบของตะกอนดินนั้นมีความแตกต่างกันไปตามมหาสมุทรแต่ละท้อง ที่ และทีมวิจัยจะวิเคราะห์ว่าน้ำมันนั้นส่งผลกระทบต่อตะกอนดินในการสร้างพันธะ กับสารหนูอย่างไรหลังเกิดการรั่วไหลของน้ำมัน

กระทรวงทรัพย์ฉลองปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ 2010

ศูนย์ข่าวศรีราชา-“สุวิทย์” รมว.กระทรวงทรัพย์ เป็นประธาน ฉลองปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ 2010 ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว พร้อมมอบนโยบายจัดให้มีกิจกรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงคุณ ค่า และความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ

วันนี้ (9 ก.ค.) ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางมาเป็นประธาน จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาส ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ 2010 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, ข้าราชการครู และนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

ความหลากหลายทางชีวภาพนั้น ทั่วโลกกำลังถูกคุกคามและสูญเสียไปในอัตราที่สูงจนน่าวิตก สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์และปรากฏการณ์ต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ ที่เป็นภัยคุกคาม ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับโลก

นายสุวิทย์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ทางสมัชชาองค์การสหประชาชาติ ได้มีการประชุม และมีมติประกาศให้ปี ค.ศ.2010 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ(International Year of Biodiversity : IYB ) และให้ประเทศภาคีสมาชิกร่วมจัดกิจกรรมในปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 2010 ในการลดอัตราการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญภายในปี ค.ศ.2010

สำหรับประเทศไทยนั้น โดยคณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศให้ปี พ.ศ.2553 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย พร้อมแผนปฏิบัติการปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ และในปีนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

นายสุวิทย์ กล่าวว่าขณะนี้ได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม (สผ.) ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ดำเนินการจัดให้มีกิจกรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้แก่ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงคุณ ค่า และความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ และกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกรัก หวงแหนช่วยกันปกป้องทรัพยากรความหลากหลายทางชีวิภาพไว้

กิจกรรมปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลาย ทางชีวภาพของประเทศไทย รวมถึงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลกิจกรรมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการดำรงอยู่ของทุกชีวิตบนพื้นโลก ตลอดจนเพื่อเป็นการร่วมฉลอง สู่เป้าหมายปี ค.ศ.2010 พร้อมนานาประเทศทั่วโลก เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการร่วมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน เพราะทุกคน คือ ส่วนหนึ่งของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่ปรากฏอยู่ลนโลกใบนี้

ก.ทรัพยากรธรรมชาติฯมั่นใจแผนแม่บทช่วยลดโลกร้อน

น.ส.อาระยา นันทโพธิเดช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางของประเทศไทยต่อการปรับตัวกับสภาวะโลกร้อน” ว่า ประเทศไทยจะต้องมีบทบาทในการร่วมลดโลกร้อน จึงเป็นที่มาของแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ.2553-2562 โดยมีประเด็นสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาต่าง ๆ ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยแผนแม่บทดังกล่าวจะเป็นกรอบปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพที่ชัดเจน อีกทั้งยังทำให้ต่างประเทศเห็นมีความมั่นใจในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมของโลก และเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย
นอกจากนี้ยังสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อรับมือและแก้ปัญหาของสภาพอากาศ ที่เปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งสนับสนุนการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก ดังเช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และหมอกควัน เป็นต้น อีกทั้งยังเกิดโรคอุบัติใหม่จำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะโลกร้อน ส่งผลให้สูญเสียงบประมาณจำนวนมาก

เอเลี่ยนสปีชีส์ คุกคามไทย ระบบนิเวศล่ม

นักวิชาการแฉ สารพัดเอเลี่ยนสปีชีส์นับร้อยชนิด กำลังเป็็นภัยคุกคามสิ่งแวดล้อมไทยหนัก ทำลายสัตว์พื้นเมืองและระบบนิเวศ จนใกล้สูญสิ้น เตือนทุกฝ่ายเร่งหาทางแก้ไข...

ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในการเสวนาเรื่อง “เอเลี่ยนสปีชีส์ ภัยร้ายความหลากหลายทางชีวภาพ” ว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ ปี 2553 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ปัจจุบัน การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก เพราะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พื้น เมือง ทั้งยังอาจนำเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคต่อคน สัตว์ และพืช เข้ามาแพร่ระบาดด้วย

สำหรับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่เข้ามารุกรานในประเทศไทยรุนแรง ได้แก่ หอยเชอรี่ แพร่ระบาดในพื้นที่ทุกจังหวัดในทุกภาคของประเทศ สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เกษตร และพืชน้ำต่างๆ มากมายและกว้างขวางโดยเฉพาะข้าว หอยทากยักษ์แอฟริกา มีการแพร่กระจายไปออกไปทั่วประเทศและการที่กินอาหารได้หลายอย่างทำให้เป็น ปัญหากับพืชหลายชนิด หอยกะพงเทศ มีรายงานการระบาดบริเวณ ทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา เต่าแก้มแดงหรือเต่าญี่ปุ่น กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร พืชผัก ผลไม้ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ทั้งพืชสด พืชเน่า สัตว์เป็น และสัตว์ตาย อาศัยอยู่ได้ในน้ำเน่า หรือสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีได้ดีกว่าเต่าไทย แพร่พันธุ์ได้เร็วและมากกว่าเต่าไทย วางไข่ได้แม้แต่ในสนามหญ้า เนื่องจากสามารถสะสมน้ำเอาไว้ในกระเพาะได้เยอะ มีส่วนให้เต่าไทยตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตะพาบไต้หวัน มีมากที่ จ.ระยอง ชลบุรี ตราด และเพชรบุรี มีนิสัยที่ดุร้าย ปลากดหลวง ต้นสาบหมา มีการระบาดโดยส่วนใหญ่ขึ้นปกคลุมเป็นพื้นที่ ทำให้พืชอื่นขึ้นได้ยาก และเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงในลำต้นและใบมีสารยับยั้งการงอกและชะลอการเจริญ เติบโตของพืชหลายชนิด ผักตบชวา ไมยราบยักษ์ แพร่กระจายจากภาคเหนือสู่ประเทศและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งแต่ตอนเหนือของแม่น้ำโขง เข้าไปในลาว และพม่า ทางตอนใต้เข้าสู่จังหวัด ลำปาง ลำพูน ตาก กำแพงเพชร และกระจายสู่ทุกภาคของประเทศ นากหญ้า หอยข้าวสาร ปลาซัคเกอร์ American Bullfrog ไส้เดือนยักษ์มีขนาดตัวใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวมาก ชนิดที่ยาวที่สุดสามารถยาวได้กว่า 7เมตร การเคลื่อนที่ใต้ดินทำให้เกิดการพังทลายขอองหน้าดิน หรือ Land slide ซึ่งถ้าหากเกิดในเขตชุมชน หรือที่อยู่อาศัยของมนุษย์ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล แพร่กระจายในแถบชุมชนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลองและอ่าวไทยตอนบน พบมากที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

สำหรับสถานการณ์การระบาดตอนนี้ยัง มีเอเลี่ยนสปีชีส์อีกหลายชนิดที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ได้แก่ หอยม้าลาย, กระรอกสีเทา, คางคกไร่อ้อย, ผึ้งเพชฌฆาต และไส้เดือนยักษ์แอฟริกา

อย่างไรก็ดีหากยังคงมีการนำเข้าเอเลี่ยน สปีชีส์ โดยไม่มีการควบคุม เชื่อว่าในอนาคตจะก่อให้เกิดการล่มสลายของระบบนิเวศ รวมถึงสร้างผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนไทยด้วย ทั้งนี้ ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีการรวบรวมบัญชีรายชื่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอย่างเป็นระบบอีกครั้ง

ด้าน น.ส.โสมวรรณ สุขประเสริฐ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานมักเกิดจากความไม่รู้ การขาดความเข้าใจที่ชัดเจน ส่งผลให้ความตระหนักในการดูแลชนิดพันธุ์ต่างถิ่นลดน้อยลง เมื่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีศักยภาพรุกรานบางชนิดแพร่ออกสู่ธรรมชาติ จะก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัยมนุษย์ จนยากเกินกว่าจะแก้ไข ปัจจุบันประเทศไทยได้รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไว้ประมาณ 3,500 ชนิด แต่ที่มีศักยภาพรุกรานในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 182 ชนิด