ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

ขู่ทำเกินไม่ปล่อยน้ำให้-ตัดสิทธิ์ประกันราคา ล้อมคอกชาวนาปลูกข้าวปีละ2หน

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีตนเป็นประธาน มีมติเห็นชอบแผนการจัดระบบการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทยให้เหลือแค่ 2 ครั้งต่อปี คือ นาปี 1 ครั้ง และนาปรัง 1 ครั้ง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เนื่องจากเห็นว่าเป็นแผนงานที่มีความเหมาะสม และน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกข้าวในประเทศได้ดีมากขึ้น และจะมีการนำข้อเสนอนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไป

"ขั้นตอนการปฏิบัติ เกษตรกรที่เข้าโครงการต้องทำข้อตกลงกับราชการว่าหากไม่ปฏิบัติตาม ปลูกเกิน 2 ครั้งที่ตกลงไว้ ราชการจะไม่ปล่อยน้ำให้ และจะถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรด้วย" นายไตรรงค์กล่าว

นายไตรรงค์ กล่าวว่า สำหรับแผนการจัดระบบเพาะปลูกข้าวใหม่ ที่มีการเสนอเข้ามาให้พิจารณาครั้งนี้จะเริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ ช่วงการปลูกข้าวนาปรัง ปี"54 ไปจนถึงปี"56 รวมระยะเวลา 3 ปี กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ในเขตชลประทาน ดำเนินการปีละ 3 ล้านไร่ รวมเป็น 9 ล้านไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์พืช การอบรมความรู้ จัดหาตลาดรองรับผลผลิตพืชหลังนา การผ่อนปรนดอกเบี้ย และเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดคาดว่าจะใช้งบประมาณสนับสนุนทั้งสิ้น 2,180 ล้านบาท

สำหรับรูปแบบของระบบการเพาะปลูกข้าวใหม่นี้จะมี การนำเรื่องการพักหน้าดิน จากการหยุดทำนาและการปลูกพืชหลังนา เข้ามาร่วมกับการเพาะปลูกข้าวตามระบบปกติ เพื่อช่วยรักษาหน้าดินและสามารถตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคแมลง อาทิ เพลี้ยกระโดด โดยระบบการเพาะปลูกข้าวที่กำหนดไว้ในขณะนี้มี 4 รูปแบบ พิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ คือ 1.ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นปลูกข้าวนาปีต่อ หลังจากนั้นก็ปลูกพืชหลังนา ก่อนจะเริ่มปลูกข้าวนาปรังอีกครั้ง 2.ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นปลูกข้าวนาปีต่อ หลังจากนั้นก็เว้นวรรคการปลูกพืช ก่อนจะเริ่มการปลูกข้าวนาปรังอีกครั้ง 3.ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นปลูกพืชหลังนามาคั่นช่วงก่อนจะปลูกข้าวนาปีต่อ และ 4.ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นเว้นวรรคการปลูกพืช แล้วถึงค่อยมาปลูกข้าวนาปี

รายงานข่าว แจ้งว่า พื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด คือกำแพงเพชร เชียงราย นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯระบุว่า การปลูกข้าวปัจจุบันเกษตรกรมีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะนาปรังสูงถึงตันละ 6,760 บาท แต่การปลูกข้าวแบบใหม่จะทำให้ต้นทุนลดลง 1,037 บาท/ตัน เนื่องจากจำนวนการปลูกน้อยลง แต่ให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 20%

ทึ่ง! สุดยอดนโยบายข้าวรัฐบาล

"ไตรรงค์" จ่อเสนอ ครม.อนุมัติสุดยอดแผนปลูกข้าวของประเทศใหม่ ลดจำนวนครั้งปลูกตามน้ำแล้ง 3 ปีจากนี้ ปลูก ข้าว 2 ครั้ง นาปีกับนาปรังใน 22 จังหวัดเป้าหมาย เชื่อจะลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิตได้ กรมชลฯยังฝันหลัง ก.ค.นี้ฝนตกแน่...

เสธ.หนั่น–ธีระ บินสำรวจพื้นที่ 14 มิ.ย.นี้

นาย ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เปิดเผยว่า กขช.เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. พิจารณาแผนการจัดระบบการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทยให้เหลือแค่ 2 ครั้งต่อปี คือ นาปี 1 ครั้ง และนาปรัง 1 ครั้ง ตามความเห็น ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นแผนงานที่มีความเหมาะสม และน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกข้าวในประเทศได้ดีมากขึ้น

โดย แผนดังกล่าวนี้จะเริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ช่วงการปลูกข้าวนาปรังปี 2554 ไปจนถึงปี 2556 รวมระยะเวลา 3 ปี กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ในเขตชลประทาน ดำเนินการปีละ 3 ล้านไร่ รวมเป็น 9 ล้านไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯก็ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์พืช การอบรมความรู้ จัดหาตลาดรองรับผลผลิตพืช การผ่อนปรนดอกเบี้ย และเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมด คาดว่าจะใช้งบประมาณสนับสนุน ทั้งหมด 2,180 ล้านบาท

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รูปแบบของระบบ การเพาะปลูกข้าวใหม่นี้จะมีการนำเรื่องการพักหน้าดินจากการหยุดทำนา และการปลูกพืชหลังนาเข้ามาร่วมกับการเพาะปลูกข้าวตามระบบปกติ เพื่อช่วยรักษาหน้าดิน และสามารถตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคแมลง อาทิ เพลี้ยกระโดด ซึ่ง สร้างความเสียหายกับการปลูกข้าวในช่วงที่ผ่านมา อย่างมาก โดยระบบการเพาะปลูกข้าวที่กำหนดไว้ มี 4 รูปแบบ พิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ คือ 1. ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นปลูกข้าวนาปีต่อ หลังจากนั้นก็ปลูกพืชหลัง ก่อนจะเริ่มปลูกข้าวนาปรังอีกครั้ง 2. ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้น ปลูกข้าวนาปีต่อ หลังจากนั้น ก็เว้นวรรคการปลูกพืช ก่อนจะเริ่มการปลูกข้าวนาปรังอีกครั้ง 3. ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้น ปลูกพืชหลังนา มาคั่นช่วง ก่อนจะปลูกข้าวนาปีต่อ 4. ปลูกข้าว นาปรัง จากนั้นเว้นวรรคการปลูกพืช จากนั้น ถึงค่อยมาปลูกข้าวนาปี

"ขั้นตอน ปฏิบัติเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องทำข้อตกลงกับราชการว่า ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามปลูกเกิน 2 ครั้งที่ตกลงไว้จะไม่ปล่อยน้ำให้ และจะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรด้วย"

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี เบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า กระบวนการปลูกข้าวปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะนาปรัง มีต้นทุนสูงถึงตันละ 6,760 บาท แต่การปลูกข้าวแบบใหม่ จะทำให้ต้นทุนลดลง 1,037 บาทต่อตัน เนื่องจากจำนวนการปลูกน้อยลง ทำให้ต้นทุนลดน้อยลง แต่จะทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 20%

ด้านนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การคาดการณ์สภาพอากาศโดยรวมนั้น ทางผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งได้คาดการณ์ตรงกันว่าหลังเดือน ก.ค.นี้ ปรากฏการณ์เอลนิโญ หรืออุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้เกิดความแห้งแล้งจะผ่านพ้นไป จากนั้นคาดว่าฝนจะตกตามปกติและหากอุณหภูมิน้ำทะเลลดต่ำลงก็จะเข้าสู่ ปรากฏการณ์ลานิญาฝนจะตกลงมามากขึ้นกว่าปกติ โดยตามแบบจำลองของกรมชลประทานคาดการณ์ว่าหลังสิ้นฤดูฝน คือ สิ้นสุดเดือน ก.ย.ปริมาณน้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนท่าด่านจะมีปริมาณน้ำเต็มเขื่อน ส่วนเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์จะมีปริมาณน้ำใช้การประมาณ 6,700-7,550 ล้าน ลบ.ม. โดยต้องเก็บ น้ำสำรองไว้ 4,300 ล้าน ลบ.ม. จึงเหลือน้ำที่จะสนับสนุนการทำนาปรังในปี 2553/2554 ประมาณ 2,400-3,250 ล้าน ลบ.ม. หากเกิดพายุจรมีฝนตกหนักเต็มพื้นที่รับน้ำของเขื่อนทั้งสองแห่งอาจทำให้ ปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งสองแห่งเพิ่มมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 มิ.ย.นี้ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ จะร่วมกันเดินทางไปตรวจสภาพน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ร่วมกันโดยทางสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรจะขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่ม ปริมาณน้ำทั้งสองเขื่อนด้วย ซึ่งขณะนี้ปริมาตรน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ 4,217 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 31% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 417 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 3,374 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 35% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 524 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชล–สิทธิ์มีปริมาตรน้ำ 88 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 9% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 85 ล้าน ลบ.ม.

บังคับชาวนาปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบแผนการจัดระบบการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทย ให้เหลือแค่ปีละ 2 ครั้ง คือ นาปี 1 ครั้ง และนาปรัง 1 ครั้ง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เนื่องจากเห็นว่าเป็นแผนงานที่เหมาะสม และน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกข้าวในประเทศได้ดีมากขึ้น และจะนำข้อเสนอนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมครม.พิจารณาอย่างเป็นทางการ ต่อไปด้วย

สำหรับแผนการจัดระบบเพาะปลูกข้าวใหม่ที่เสนอให้พิจารณาครั้งนี้ จะเริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ช่วงการปลูกข้าว นาปรังปี 54-56 รวม 3 ปี กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 22 จังหวัด ในเขตชลประทาน ดำเนินการปีละ 3 ล้านไร่ รวมเป็น 9 ล้านไร่

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เมล็ดพันธุ์พืช การอบรมความรู้ จัดหาตลาดรองรับผลผลิตพืช การผ่อนปรนดอกเบี้ย และเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมด คาดว่าใช้งบประมาณสนับสนุนทั้งหมด 2,180 ล้านบาท

รูปแบบของระบบการเพาะปลูกข้าว ใหม่นี้ จะนำเรื่องการพักหน้าดิน จากการหยุดทำนาและการปลูกพืชหลังนา เข้ามาร่วมกับการเพาะปลูกข้าวตามระบบปกติ เพื่อช่วยรักษาหน้าดิน และตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคแมลง ที่สร้างความเสียหายให้การปลูกข้าวในช่วงที่ผ่านมาอย่างมาก

สำหรับระบบการเพาะปลูกข้าว ที่กำหนดไว้ในขณะนี้ มี 4 รูปแบบ พิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ คือ ปลูกข้าวนาปรัง จากนั้นปลูกข้าวนาปีต่อ หลังจากนั้นปลูกพืชหลังนา ก่อนจะเริ่มปลูกข้าวนาปรังอีกครั้ง

เกษตร ชี้น้ำในเขื่อนเหือดแห้ง-วิกฤตสุดรอบ18ปี หวั่นภัยแล้งพังเศรษฐกิจไทย2หมื่นล.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้มากที่สุดเหมือนช่วง 18 ปี โดยขณะนี้สามารถเก็บกักปริมาณน้ำฝนลดลงเหลือเพียง 7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่เคยมีกว่า 2 แสนล้านลูกบาศก์เมตรหรือเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น ซึ่งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางมีปริมาณน้ำรวมกัน 34,531 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 47% ของความจุอ่างเก็บน้ำทั้งหมด โดยเฉพาะปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาตรน้ำ 4,217 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 31% ของความจุอ่าง เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาตรน้ำ 3,374 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 35% ของความจุอ่าง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาตรน้ำในอ่าง 127 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 17% ของความจุอ่าง และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาตรน้ำ 88 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 9% ของความจุอ่าง

สำหรับในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ พื้นที่จ.ชลบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญ 7 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวมกัน 74.9 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 42% ของความจุอ่าง ส่วนในเขตพื้นที่จ.ระยอง ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญ 4 แห่งรวมกันมีปริมาตรน้ำ 321.8 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 61% ของความจุอ่าง ซึ่งสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกไม่มีปัญหา เนื่องจากกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแผนและจัดสรรน้ำไว้ อย่างเพียงพอแล้ว

ด้านนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหา โดยจัดทำฝนหลวง แจ้งเตือนและจัดระบบการปลูกข้าวใหม่ รวมถึงเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อกักเก็บน้ำในการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศในลำน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบอุปสรรคต่างๆ ทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำไม่สามารถทำได้เท่าที่ควร โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาสร้างเขื่อนขนาดใหญ่แค่ 3 แห่ง คือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนคลองท่าด่าน และเขื่อนแควน้อย ซึ่งล้วนเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนั้น ในเร็วๆ นี้กรมชลประทานจะเร่งจัดสร้างเขื่อนเพิ่มอีก 2 แห่งคือเขื่อนคลองหลวง จ.ชลบุรี และเขื่อนห้วยโสมง จ.ปราจีนบุรี เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัย และส่งน้ำเพื่อการเกษตร

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนายการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภัยแล้งปีนี้จะส่งผลให้มีเม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย 3,000-5,000 ล้านบาท จากการลดพื้นที่เพาะปลูก และชะลอการเพาะปลูกข้าวนาปรังปี"53

"หากฝนทิ้งช่วงยาวนานอาจทำให้เกิดความสูญเสียในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 20,000 ล้านบาท ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.1% และจีดีพีภาคเกษตรลดลง 05.-0.7% จากเดิมที่คาดขยายตัว 4.5% มูลค่า 9 แสน-1 ล้านล้านบาท เพราะผลผลิตข้าวนาปี ปี"53/54 รวมถึงพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ และภาคปศุสัตว์เสียหายมากขึ้น" นายธนวรรธน์ กล่าว

อีสานแชมป์ทำเกษตร พื้นที่ปลูกข้าวลด-ยางเพิ่ม

รายงานพิเศษ

สํานักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำการสำรวจเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรเพื่อใช้ประโยชน์เป็น แนวทางในการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนพ.ค.51 ซึ่งนับว่าเป็นครั้งที่ 4 ของการสำรวจ

นาง จีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนัก งานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจประ เทศไทยมีผู้ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น 5.8 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้ถือครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี จำนวน 2.7 ล้านราย (46.6%) รองลงมาคือ ภาคเหนือมีจำนวน 1.3 ล้านราย (23%) สำหรับภาคใต้มีจำนวน 9.4 แสนราย (16.2%) และภาคกลางมีผู้ถือครองน้อยที่สุดจำนวน 8.3 แสนราย (14.2%)

ในด้าน การสำรวจเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 112.6 ล้านไร่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ในการถือครองเพื่อทำการเกษตรมากที่สุด คือ 53.1 ล้านไร่ (47.1%) รองลงมาคือภาคเหนือ 25.8 ล้านไร่ (22.9%) สำหรับภาคกลางมี 19.1 ล้านไร่ (17%) และภาคใต้มีเนื้อที่ถือครองน้อยที่สุดคือ 14.6 ล้านไร่ (13%)

เมื่อ พิจารณาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจากปี"46 พบว่า จำนวนผู้ถือครองทำการเกษตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นจำนวน 5,181 ราย (0.1%) แต่หากพิจารณาเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรจากปี"46 พบว่า ลดลงเล็กน้อยคือ 51,073 ไร่ (0.1%) ขณะที่ผู้ถือครองทำการเกษตรของประเทศไทยยังคงมีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตร โดยเฉลี่ยเท่ากับปี"46 คือ 19.4 ไร่

ผู้ถือครองทำการเกษตรส่วนใหญ่ (75.8%) ทำการเกษตรในเนื้อที่ของตนเองอย่างเดียว ผู้ถือครอง 15.8% ทำการเกษตรในเนื้อที่ของตนเอง และทำการเกษตรในเนื้อที่ของผู้อื่นด้วย สำหรับผู้ที่ทำการเกษตรโดยไม่มีเนื้อที่ถือครองเป็นของตนเองเลยมี 8.4%

จาก เนื้อที่ถือครองทำการเกษตรทั้งประเทศ 112.6 ล้านไร่ พบว่า เนื้อที่ประมาณครึ่งหนึ่ง (50.6%) เป็นที่ปลูกข้าว รองลงมาเป็น ที่ปลูกพืชไร่ (19.7%) ที่ปลูกยางพารา (12.1%) และที่ปลูกพืชยืนต้น ไม้ผล และสวนป่า (10.5%) ตามลำดับ

ช่วงปี"46-51 ประเทศไทยมีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรในภาพรวมลดลงประมาณ 5.1 หมื่นไร่ หรือลดลง 0.1% หากพิจารณาเนื้อที่ถือครองเป็นรายพืช พบว่าเนื้อที่ลดลงในที่ปลูกข้าวประมาณ 2 ล้านไร่ (3.3%) ที่ปลูกพืชยืนต้น/ไม้ผล และสวนป่า 1.3 ล้านไร่ (10.1%) ขณะที่เนื้อที่เพิ่มขึ้นในที่ปลูกยางพาราประมาณ 4 ล้านไร่ (41.3%) และที่ปลูกพืชไร่ 6 แสนไร่ (2.9%)

เมื่อพิจารณาลักษณะการทำงานของ สมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป พบว่าส่วนใหญ่ (77.6%) ทำงานเชิงเศรษฐกิจ โดยเป็นผู้ที่ทำงานเกษตรในที่ถือครองมากถึง 71.6% ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่ทำงานเกษตรในที่ถือครองอย่างเดียว 34% ทำงานเกษตรในที่ถือครองและทำงานอื่นด้วย 37.6%

ขณะผู้ที่ไม่ได้ทำ งานเกษตรในที่ถือครองเลยมีเพียง 5.9% และมีข้อสังเกตว่า สัดส่วนของผู้ที่ทำงานเกษตรในที่ถือครองอย่างเดียวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อ เนื่องจาก 46.7% เป็น 37.1% และ 34% ในปี"41 ปี"46 และ ปี"51 ตามลำดับ

ผู้ ถือครองทำการเกษตรเพียง 23.6% มีรายได้ของครัวเรือนมาจากการทำการเกษตรอย่างเดียว ขณะที่ผู้ที่มีรายได้จากการทำการเกษตรและจากแหล่งอื่นด้วยมีถึง 76.4% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ครัวเรือน ผู้ถือครองทำการเกษตรต้องพึ่งพิงรายได้จากแหล่งอื่นนอกจากการเกษตรด้วย

ผู้ ถือครอง มีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรอยู่ในช่วง 20,001-50,000 บาทมากที่สุด (29.3%) รองลงมาคือ รายได้ 50,001-100,000 และ 100,001 บาทขึ้นไป 22.7% และ 20.1% ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาหนี้สินของครัว เรือนผู้ถือครอง พบว่า ผู้ถือครองเกินครึ่งหนึ่งมีหนี้สินเพื่อการเกษตร (59.9%) โดยมีจำนวนเงินที่เป็นหนี้เพื่อการเกษตรทั้งสิ้น 364,575 ล้านบาท

และพบว่าจำนวนเงินที่เป็นหนี้เกินครึ่งหนึ่ง (63.5%) มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ 9.9% เป็นเงินกู้จากกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

ชาวนาวิกฤติปีหน้าแล้งหนัก

เกษตรยอมรับปีหน้าแล้งหนัก น้ำไม่พอใช้ กระทบพื้นที่นาปรังขาดน้ำเฉียด 10 ล้านไร่ เพิ่งรับรู้ความเดือดร้อนของชาวบ้านหันหน้าโหมทำฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อน รมว.เกษตรฯห่วงคนกรุงขาดน้ำประปา เตรียมขึ้นเรือตรวจสภาพความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา ประเคนน้ำในเขื่อนไล่ความเค็ม...

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ที่แควตากแดด จ.อุทัยธานี ว่า ปัจจุบันเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำใช้การเหลือ 989 ล้าน ลบ.ม. โดยจะต้องจัดสรรสำหรับใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศในอัตราวัน ละ 20 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้ปรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงให้เกิดความเหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำ ในเขื่อน ซึ่งได้ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.อุบลราชธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี และตั้งปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มเติมที่ จ.ตาก และฐานเติมสารฝนหลวง จ.แพร่ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเหนือเขื่อนต่างๆบริเวณภาคเหนือ ซึ่งมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก

สำหรับการบริหารจัดการน้ำ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใหญ่ในปีหน้า จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อน ภูมิพลและสิริกิติ์ ในวันที่ 1 พ.ย.2553 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 6,700 - 7,550 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปี 2554 จะต้องเก็บน้ำสำรองไว้ถึง 4,300 ล้าน ลบ.ม. จึงเหลือน้ำที่จะ สนับสนุนการทำนาปรังในปี 2553/2554 ประมาณ 2,400-3,250 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะสนับสนุนการปลูกข้าวนาปรังได้ประมาณ 2.4-3.2 ล้านไร่ จากปกติที่ แต่ละปีจะทำนาปรังไม่ต่ำกว่า 10-12 ล้านไร่ หรือ พื้นที่ทำนาปรังจะขาดน้ำไปเกือบ 10 ล้านไร่

ส่วนมาตรการให้ความช่วย เหลือแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในระยะเร่งด่วน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประกาศเลื่อนการทำนาปีนั้น ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนในช่วงที่ไม่ได้ปลูก ข้าว ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าเกษตรกรมีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนเพื่อ ดำเนินการเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เพาะเห็ด ฟาง เพาะเห็ดถุง เพาะถั่วงอก และเลี้ยงปลา เป็นต้นซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งเข้าไปส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างราย ได้ให้แก่เกษตรกรต่อไป

ส่วนผลกระทบจากภัยแล้ง วันที่ 1 ก.พ.-21 พ.ค. 2553 มีพื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหายจำนวน 42 จังหวัด เช่น ตาก น่าน แพร่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยนาท สุพรรณบุรี และสุราษฎร์ธานี เป็นต้นคาดว่าจะเสียหาย 1,902,649 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 159,249 ไร่ พืชไร่ 1,313,819 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 429,581 ไร่ ขณะนี้ได้สำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างให้ความช่วยเหลือ 13 จังหวัดที่มีความเสียหายจริง เกษตรกร 29,040 ราย พื้นที่ 117,336 ไร่ วงเงิน 93,319,603 บาท ส่วนอีก 26 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือต่อไป

ด้าน นายนิกร จำนง ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ หลังจากที่น้ำในเขื่อนลดลงมาก กระทรวงเกษตรฯได้เร่งทำฝนหลวงเพิ่มมากขึ้นเป็นกรณีพิเศษ แม้ความชื้นในอากาศจะน้อย ได้เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำฝนน้อย ก็จะต้องเดินหน้าทำฝนหลวงต่อไป สำหรับแผนการบรรเทาความเดือดร้อนของ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศให้เลื่อนการทำนาปีออกไป 1-2 เดือนนั้น ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงบประมาณ ว่าจะสามารถสนับสนุนด้านงบประมาณใดให้ได้บ้าง

นายนิกรกล่าวต่อว่า ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชล สิทธิ์ และการระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่เขื่อนพระรามหก และการส่งน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองผ่านคลองจระเข้สามพัน คลองสองพี่น้องลงแม่น้ำท่าจีน และสูบน้ำผ่านคลองพระยาบันลือ คลองพระพิมลลงแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยดันน้ำเค็มและเจือจางน้ำเค็มให้สามารถใช้น้ำผลิตน้ำประปาได้ ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันที่ 12-19 มิ.ย.นี้ โดย รมว.เกษตรฯจะล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มต้นจากท่าเรือกรมชลประทานไปยังท่าน้ำนนทบุรีบริเวณปากคลองเชียงรากน้อย จ.ปทุมธานี เพื่อทำการวัดค่าความเค็มของน้ำ และหารือปัญหาผลิตน้ำประปาร่วมกับผู้ว่าการการประปานครหลวง

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 34,583 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 10,738 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 15% ของความจุอ่าง โดยที่เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 4,230 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 31% ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 3,381 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 36% ของความจุอ่าง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 126 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 16% ของความจุอ่าง ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 88 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 9% ของความจุอ่าง

ไบโอดีเซลจาก B2 เป็น B3

ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป กระทรวงพลังงานจะเริ่มบังคับใช้ให้น้ำมันดีเซลทุกประเภทมี ส่วนผสมของไบโอดีเซล 3% (B3) แทนการใช้น้ำมันดีเซล B2 เพื่อสนับสนุน การใช้พลังงานทดแทน เนื่องจากปัจจุบันปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ไบโอดีเซล มีปริมาณเพียงพอ การเพิ่มส่วนผสมของไบโอดีเซลจาก 2% มาเป็น 3% ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มตกต่ำแล้ว ยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น จากเดิมการใช้น้ำมัน B2 และ B5 มีส่วนช่วยลดการนำเข้าได้ปีละ 12,000 ล้านบาท แต่หากเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล 2% เป็น 3% จะส่งผลให้ไทยลดการนำเข้าได้เพิ่มเป็นปีละ 14,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานทางเลือก มากขึ้น โครงสร้างราคาน้ำมัน B3 จะลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจาก 85 สตางค์/ลิตร เหลือ 65 สตางค์/ลิตร และสำหรับ B5 เดิมกองทุนน้ำมันฯจะชดเชยให้ 80 สตางค์/ลิตรก็จะลดเหลือ 50 สตางค์/ ลิตร โดยให้ส่วนต่างราคาขายปลีกระหว่าง B3 กับ B5 แคบลงจากเดิม ที่ต่างกัน 1.20 บาท/ลิตร เหลือ 90 สตางค์/ลิตร ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมัน B3 ลดลง 30 สตางค์/ลิตร เพื่อเป็นการรองรับการบังคับใช้ไบโอดีเซลเกรดเดียวในปี 2554 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ. 2551-2565)

ก.พลังงาน สานฝันบางจากผู้นำB3 จับมือธ.ก.ส.ปล่อยกู้ปลูกปาล์มป้อนรง.ไบโอดีเซล

กระทรวงพลังงาน เร่งเครื่องไบโอดีเซล จับมือ ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อให้บางจาก 50 ล้านบาท แถมพื้นที่สวนส้มเดิมให้เช่าถูก ๆ ไว้ปลูกปาล์มน้ำมัน ส่งวัตถุดิบเข้าโรงงาน B100 หวังรองรับความต้องการใช้น้ำมัน ไบโอดีเซล B3 ที่จะเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรใน จ.นครนายก ด้านกองทุนน้ำมันฯเตรียมหารือขยายโครงการสินเชื่อปลูกพืชพลังงานต่อ หลังจากวงเงินกู้งวดแรก 1,000 ล้านบาทถูกใช้จนเกือบเต็มวงเงินแล้ว

นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการส่งเสริมการปลูกปาล์มเพื่อนำมาผลิต ไบโอดีเซลว่า ขณะนี้มีโครงการที่กระทรวงพลังงานร่วมมือกับบริษัท บางจากปิโตร เลียม จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่จะร่วมกันพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดนครนายกให้เป็นศูนย์กลางการปลูกปาล์ม เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล (B100)

ธ.ก.ส.เตรียมปล่อย สินเชื่อให้กับบริษัทบางจากฯประมาณ 50 ล้านบาท และให้เช่าที่ดินอีกประมาณ 1,200 ไร่ เพื่อนำไปพัฒนาและปลูกปาล์มน้ำมัน โดยจะให้เช่าที่ดินในราคาถูกประมาณ 700 บาท/ไร่/ปี ซึ่งโครงการนี้จะได้ประโยชน์คือ 1) บริษัทบางจากฯจะมีงบประมาณไปพัฒนาโครงการไบโอดีเซลพร้อมที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ โรงงานผลิตไบโอดีเซล B100 ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไม่สามารถขยายพื้นที่ได้แล้ว กับ 2) เกษตรกรในพื้นที่มีงานทำและมีรายได้ เพราะเดิมเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำสวนส้มแล้วประสบปัญหาโรคและเพลี้ยระบาด ในสวนส้มจนประสบภาวะขาดทุน

โครงการในขณะนี้อยู่ในระหว่างการสำรวจ คุณภาพของดินที่มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเข้ามาดูแลในเชิงวิชาการให้กับโครงการนี้ เพราะเบื้องต้นสภาพดินเป็นดินเปรี้ยว ยังต้องดำเนินการปรับปรุงสภาพดินให้พร้อมสำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันก่อน เท่าที่ทราบบริษัทบางจากฯได้วางเป้าหมายว่า โครงการนี้จะสามารถเริ่มให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อป้อนให้กับการผลิตน้ำมัน ไบโอดีเซลได้ภายในปี 2555 ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพสำหรับปริมาณปาล์มน้ำมันที่จะป้อนให้กับการผลิตน้ำ มันไบโอดีเซลในอนาคต เพื่อรองรับการปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5 หรือ B5 ภายในปี 2554 รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขนส่งน้ำมันปาล์มจากภาคใต้เพียงแห่งเดียว

"จัดเป็นความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงาน เริ่มจากพื้นที่ของโรงงานไบโอดีเซลที่อยุธยาไม่มีพื้นที่ขยายแล้ว จึงต้องไปหาพื้นที่อื่น ๆ ประกอบกับ ธ.ก.ส.เองมีพื้นที่ที่ได้มาจากเกษตรกร เพราะขาดทุนจากการปลูกส้มก็อยากให้บางจากเข้าไปเช่าไปพัฒนาสภาพดิน เพราะไม่เพียงแต่เข้าไปใช้ที่ดินที่รกร้างให้เกิดประโยชน์เท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ให้มีงานทำด้วย ทางบางจากเองก็ได้วางแผนไว้อยู่แล้วว่า จะลงทุนเรื่องไบโอดีเซลแบบครบวงจรคือ ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกปาล์มจนถึงการผสมน้ำมันไบโอดีเซล"

ด้านนายศิวะ นันท์ ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (สบพ.) กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการปลูกปาล์มอายุ 10 ปีที่ สบพ.ร่วมกับ ธ.ก.ส.จะมีวงเงินปล่อยกู้ให้ผู้ที่สนใจ 1,000 ล้านบาท (มา จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 500 ล้านบาท และ ธ.ก.ส.จำนวน 500 ล้านบาท) ขณะนี้มียอดผู้สนใจเข้ามาขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส.ใน "โครงการสินเชื่อเพื่อปลูกพืชพลังงานทดแทน" โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันจนเกือบเต็มวงเงินที่กำหนดไว้แล้ว ขณะนี้รอประเมินร่วมกันว่า จะมีความเป็นไปได้ หรือไม่ที่จะเพิ่มวงเงินสนับสนุนในโครงการนี้เพิ่มเติม เนื่องจากยังคงมีผู้สนใจขอสินเชื่อดังกล่าวอีกมาก

ในส่วนของกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิง หากว่าต้องเพิ่มวงเงินเพื่อส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน ทางกองทุนก็ยังสามารถรับภาระได้เพราะยังมีกระแสเงินสดสะสมในทุกเดือน โดยกองทุนน้ำมันฯยังสามารถบริหารจัดการภาระที่ต้องจ่าย "ชดเชย" ราคาให้กับพลังงานทดแทนแต่ละประเภทที่ต้องจ่ายอยู่ที่ประมาณ 2,600 ล้านบาท/เดือนหรือประมาณ 84 ล้านบาท/วัน ขณะที่กองทุนน้ำมันฯมีรายรับจากการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนจากน้ำมันเชื้อ เพลิงแต่ละประเภทอยู่ที่ประมาณ 3,300 ล้านบาท/ เดือนหรือประมาณ 108 ล้านบาท/วัน "ตอนนี้เรารอให้ ธ.ก.ส.ประเมินอยู่ว่า ยังมีผู้สนใจในสินเชื่อตัวนี้อีกมากหรือไม่ ทาง ธ.ก.ส.อาจจะปล่อยสินเชื่อเองก็ได้ โดยที่กองทุนน้ำมันฯไม่ต้องใส่เงินลงไปช่วย ยังต้องมานั่งดูรายละเอียดใหม่ด้วยว่า เงื่อนไข อัตราดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร จะเหมือนหรือแตกต่างจากโครงการแรกหรือไม่ เร็ว ๆ นี้จะประเมินสรุปร่วมกันอีกครั้ง"

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังคงทำหน้าที่ชดเชยราคาพลังงานทดแทน เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯชดเชยราคาให้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มีภาระอยู่ที่ 4.3 ล้านบาท/เดือน ชดเชยราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B5 อยู่ที่ 519 ล้านบาท นอกจากนี้ยังต้องรับภาระชดเชยให้กับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) อยู่ที่ 1,970 ล้านบาท/เดือน หรือประมาณ 63.55 ล้านบาท/วัน

ไทยลงนามมาเลย์ หนุนปลูกต้นสบู่ดำเพิ่มพลังงานทดแทน

นราธิวาส:ที่ห้องประชุมโรงแรมอิมพิเรียล จ.นราธิวาส นายมานพ ปัตนวงศ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อแผ่นดิน จ.นราธิวาส ตัวแทนบริษัท นอร์ตันสบู่ดำ จำกัด ประเทศไทย และ ดร.รามาน บินสาและนักธุรกิจเสรี ประเทศมาเลเซีย ร่วมลงนามข้อตกลงสัญญา ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย โครงการปลูกต้นไม้สบู่ดำเป็นพลังงานทดแทน

ดร.รามาน นักธุรกิจ ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำสัญญา กับประเทศไทย ในเรื่องปลูกต้นสบู่ดำ เพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันนั้น ทางประเทศอินโดนีเซีย ได้ส่งตัวแทน มาเจรจาเพื่อให้มาเลเซีย ไปปลูกต้นสบู่ดำในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้ส่งนักวิจัยไปสำรวจแล้ว แต่ค่าของดินไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกต้นสบู่ดำเหมือนประเทศไทยที่เหมาะสม กว่า

ด้านนายมานพ ปัตนวงศ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อแผ่นดิน จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนที่เป็นเกษตรกร แจ้งความจำนง ร่วมโครงการ แยกเป็น จ.นราธิวาส 712,100 ไร่ ปัตตานี 582,500 ไร่ และยะลา 683,200 ไร่

พด.หนุนปลูกข้าวปีละ2หน เปิดเผยวิจัยพบปลูกพืชปุ๋ยสดคั่นช่วงเวลาทำนาส่งผลดินดี

กรมพัฒนาที่ดินยันระบบปลูกข้าวปีละ 2 หน คือทางออกในการบริหารทรัพยากรดินและน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมเผยผลวิจัยปลูกพืชปุ๋ยสดคั่นในนาข้าวทำให้ดินดี ลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีไม่ต่ำกว่า 25% ดันผลผลิตข้าวเพิ่มกว่า 20%

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายปรับระบบปลูกข้าวใหม่เป็นปีละ 2 ครั้ง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำและป้องกันปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดทำลายผลผลิต เสียหาย ที่สำคัญยังช่วยในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นแนวทางส่งเสริมให้เกิดการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาวิจัยของกรมพัฒนาที่ดินในเรื่องระบบปลูกข้าวใหม่ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรปลูกข้าวและให้พักดินโดยการปลูกพืชปุ๋ยสดคั่นนั้น พบว่า การปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง โสนอัฟริกันแล้วทำการไถกลบ จะสามารถสร้างปุ๋ยให้กับดินเทียบเท่ากับปุ๋ยยูเรีย 26 กิโลกรัม/ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่าไร่ละ 700 บาท และเมื่อเกษตรกรปลูกข้าวในรอบต่อไป นอกจากจะลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลงไม่ต่ำกว่า 25% ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว โดยข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพิ่มจาก 403 เป็น 486 กิโลกรัมต่อไร่ หรือคิดเป็น 20% ส่วนข้าว กข.23 เพิ่มขึ้นจาก 443 เป็น 601 กิโลกรัม/ไร่ หรือคิดเป็น 42% ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิจากการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 681 บาทต่อไร่

"การปลูกข้าวแล้วคั่นด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสด นอกจากเป็นการลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญพืชปุ๋ยสดยังช่วยในการเพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดิน ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น เมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตข้าวก็จะมากกว่าการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวต่อเนื่องแบบไม่มีการพัก ดิน" รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวย้ำ