ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกเตรียมแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก เตรียมแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ประมาณ 1,200 ตัน ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่กว่า 36,000 ไร่

นายวัฒนชัย สุภา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เกษตรกรพักการทำนาเพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิกเป็นเวลา 1 เดือน จังหวัดพิษณุโลกมีพื้นที่นาข้าวในโครงการกว่า 36,000 ไร่ โดยได้รับเงินชดเชยไร่ละ 2,280 บาท พร้อมแจกเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ฟรีไร่ละ 15 กิโลกรัม ซึ่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก 2 ไว้แล้วประมาณ 1,200 ตัน เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรในพื้นที่

ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก กล่าวว่า เกษตรกรที่ร่วมโครงการไถกลบเพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หลังจากได้ไถกลบไปแล้ว 1 เดือน และผ่านการประชาคมแล้วให้ติดต่อขอรับเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ที่สำนักงานเกษตร อำเภอในพื้นที่ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ทะเลสาบสงขลาแห้งระบุนายทุนตัวการ

รายงานข่าวจากจังหวัดพัทลุงแจ้งว่า ขณะนี้ฝนยังคงไม่ตกลงมาในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ส่งผลให้น้ำในลำคลองต่างๆ กว่า 40 สายยังคงแห้งขอด และน้ำในทะเลสาบสงขลาที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดก็ลดลงมาก จนทำให้น้ำเค็มเข้ามา หนุน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำ พืชน้ำจืดหลายชนิดปรับสภาพไม่ทัน ปลาน้ำจืดบางชนิดลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบสงขลาใน อ.ปากพะยูน อ.บางแก้ว อ.เขาชัยสน อ.เมืองฯ จ.พัทลุง อ.กระแสสินธุ์ อ.ระโนด อ.ควนเนียง จ.สงขลา ต่างได้รับความเดือดร้อนมานานหลายเดือน หลังจับสัตว์น้ำได้น้อยลงมาก

นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และรองกรรมาธิการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงในระบบนิเวศของทะเลสาบสงขลา ซึ่งในช่วงระยะหลังมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทะเลตื้นเขินและน้ำเริ่มเค็มจัด เนื่องจากทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่รองรับน้ำจากป่าต้นน้ำเทือกเขา บรรทัดพัทลุง แต่พบว่าขณะนี้เทือกเขาบรรทัดได้ถูกแผ้วถางจับจองทำสวนยางจากชาวบ้านและ กลุ่มนายทุน ทำให้พื้นป่าขาดความชุ่มชื้น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล

"เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัดมีเจ้าหน้าที่ประจำการ แต่ไม่สามารถรักษาฝืนป่าแห่งนี้ได้ดีเท่าควร เพราะเจ้าหน้าที่มีจำกัด มีพื้นที่รับผิดชอบกว่า 790,000 ไร่ ครอบคลุม จ.พัทลุง ตรัง สตูล และสงขลา จึงอยากเรียกร้อง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ และจัดงบสนับสนุนดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำเทือกเขาบรรทัดอย่างจริงจัง" นายนริศกล่าว

สนง.สถิติเผยผลสำรวจพบประชาชน70%ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน พ.ศ. 2553 โดยสอบถามจากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ จำนวน 3,900 คน ระหว่างวันที่ 5 – 20 เมษายน 2553 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ ได้สะท้อนข้อคิดเห็นของประชาชนต่อภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้นำผลการสำรวจไปใช้เป็นแนวทางในการติดตามนโยบาย ประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนต่อไป ขณะนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำผลการสำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน/หมู่บ้าน และการแก้ไขปัญหา
ประชาชน ร้อยละ 70.4 ระบุว่า ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน/หมู่บ้าน ในรอบปีที่ผ่านมา และร้อยละ 29.6 ไม่ประสบปัญหา โดยประชาชนในกลุ่มที่ประสบปัญหาฯ ได้ระบุปัญหา 3 อันดับแรก คือ การเกิดภาวะภัยแล้ง ร้อยละ 72.6 การเกิดภาวะน้ำท่วม ร้อยละ 25.3 และมลพิษทางอากาศ (เช่น หมอกควันจากการเผาป่า) ร้อยละ 22.5

สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ร้อยละ 27.6 มีการแก้ไขปัญหากันเองเบื้องต้น และร้อยละ 72.4 ไม่มีการแก้ไข และในกลุ่มประชาชนที่มีการแก้ไขปัญหากันเองเบื้องต้น ได้ระบุเรื่องที่แก้ไขมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ การรณรงค์ปลูกต้นไม้/เพิ่มพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 25.5 การขุดลอกคูคลองเพื่อหาแหล่งน้ำทำการเกษตร/ขุดบ่อบาดาล/ขุดสระเก็บน้ำ ร้อยละ 22.3 และการใช้น้ำอย่างประหยัด/ลดทำการเกษตรในฤดูแล้ง ร้อยละ 19.8

2. ความพึงพอใจต่อนโยบายหรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ
นโยบาย/มาตรการต่างๆ ทางด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ พบว่า ประชาชนพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นโยบายสนับสนุนบทบาทชุมชนในการบริหารจัดการน้ำ (การทำฝายต้นน้ำลำธารหรือฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ) ร้อยละ 89.0 นโยบายป้องกันการชะล้างทำลายหน้าดิน โดยการปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริ ร้อยละ 87.9 และนโยบายเร่งรัดให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 87.5

3. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ประชาชน ร้อยละ 95.7 ระบุว่า รับรู้หรือได้ยินคำว่าภาวะโลกร้อน และร้อยละ 4.3 ไม่เคยรับรู้ฯ โดยระบุสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน 3 อันดับแรก คือ การจุดไฟเผา (เผาป่า เผาขยะ เผาฟางเพื่อการเพาะปลูก) ร้อยละ 69.2 การตัดไม้ทำลายป่า ร้อยละ 52.8 และการปล่อยควันจากท่อไอเสียจากยานพาหนะ ร้อยละ 43.7

4. มาตรการหรือแนวทางที่สำคัญของภาครัฐเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน
ประชาชน ได้ระบุถึงมาตรการหรือแนวทางของภาครัฐที่คิดว่าจะช่วยรับมือกับวิกฤตภาวะโลก ร้อน 3 อันดับแรก โดยร้อยละ 85.9 เห็นว่า ควรรณรงค์การประหยัดพลังงาน ร้อยละ 57.0 ควรส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบพอเพียง และร้อยละ 40.1 ควรใช้พลังงานทดแทน

สำหรับการประหยัดพลังงานตามที่ภาครัฐกำหนดให้สถานที่ราชการทุกกระทรวง เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดไฟแบบประหยัดนั้น ประชาชน ระบุว่า สามารถประหยัดพลังงานและลดภาวะโลกร้อนได้ในระดับมาก ร้อยละ 32.8 ปานกลาง ร้อยละ 48.9 น้อย ร้อยละ 9.6 ที่ระบุว่าไม่ได้ช่วยฯ มีร้อยละ 2.5 และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 6.2

นอกจากนี้ ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยว กับภาวะโลกร้อนในสถาบันการศึกษาทุกระดับเพื่อให้ประชาชนเกิดการเตรียมพร้อม รับมือกับวิกฤตภาวะโลกร้อนนั้น ประชาชน ร้อยละ 98.3 เห็นว่า ควรมีการจัดทำหลักสูตร และร้อยละ 1.7 เห็นว่า ไม่ควรจัด

น้ำมูลแห้งขอด-นาล่มนับหมื่นไร่ ฝายราษีไศลก็วิกฤต-ทำให้ปล่อยน้ำได้น้อย

แห้งขอด - แม่น้ำมูล ช่วงไหลผ่านต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ แห้งขอดจนสามารถมองเห็นพื้นทรายและพื้นดินโผล่เป็นทางยาวหลายกิโลเมตร จนชาวบ้านนำเอาวัวควายลงไปเลี้ยงกลางแม่น้ำมูล

ศรีสะเกษ - เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 21 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ฝายราษีไศล ต.หนองแค อ.ราษีไศล ปรากฏว่าขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำมูลได้แห้งขอดจนสามารถมองเห็นพื้นทรายและ พื้นดินโผล่เป็นทางยาวหลายกิโลเมตร เหลือน้ำเป็นหย่อมๆ ชาวบ้านได้พากันนำเอาวัวควายลงไปเลี้ยงกลางแม่น้ำมูล ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งได้พากันหาจับปลาในแม่น้ำมูลที่เหลือน้ำเพียงเล็ก น้อย เพื่อนำเอาปลามาเป็นอาหารประทังชีวิต แต่ก็เหลือเพียงปลาตัวเล็ก เนื่องจากว่าแม่น้ำมูลระดับน้ำได้แห้งขอดจนเกือบหมดแล้ว การที่แม่น้ำมูลแห้งขอดนี้ได้ส่งผลให้ไร่นาของชาวบ้าน ต้นข้าวแห้งตายไปแล้วหลายหมื่นไร่

นายทอง คำดี อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 7 บ้านโนนตุ้ม ต.บัวหุ่ง กล่าวว่า ฝนไม่ตกมานาน แล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.53 ทำให้ไร่นาของพวกตนที่ปลูกข้าวเอาไว้แห้งตายเพราะขาดน้ำเป็นจำนวนมากนับไม่ ถ้วน แม้ว่าพวกตนจะพยายามปลูกต้นข้าวเสริมทดแทนต้นข้าวที่ตายไป แต่เมื่อปลูกต้นข้าวใหม่ ต้นข้าวที่ปลูกใหม่ก็แห้งตายหมด

นายณัฐเศรษฐ์ ธิรวัฒน์ธนกร หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง กล่าวว่า ขณะนี้ฝายราษีไศลได้เปิดประตูระบายน้ำเพียง 1 ประตู และได้เปิดประตูปล่อยน้ำระดับสูงเพียง 5 ซ.ม.เท่านั้นจากจำนวนประตูระบายน้ำทั้งสิ้น 7 ประตู ได้เปิดน้ำตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป เพื่อปล่อยน้ำไปให้ประชาชนได้ใช้ในการอุปโภค บริโภคและเพื่อการ เกษตร ซึ่งฝายราษีไศลไม่สามารถที่จะปล่อยน้ำออกไปเป็นจำนวนมากได้ ทั้งนี้เนื่องจากว่าหากปล่อยน้ำออกไปมากก็จะทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณหน้า ฝายราษีไศล ซึ่งเลี้ยงปลากระชังจำนวนมากหลายหมู่บ้านจะได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะว่าจะไม่มีน้ำ และเพื่อเป็นการเตรียมการเก็บกักน้ำในช่วงหน้าฝนปีนี้ ฝายราษีไศลได้ขุดลอกและทำแก้มลิงเพื่อเพิ่มความจุในการเก็บกักน้ำหน้าฝายรา ษีไศล

หนุนผลิตเมล็ดพันธุ์

'ข้าว-ถั่วเหลือง' แจก

นายวินัย กสิรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปี 2553 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรม การข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวและถั่ว เหลืองพันธุ์ดี แก่เกษตรกรในสถาบันเกษตรกร ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2) โดยมีแผนบูรณาการส่งเสริมให้สหกรณ์ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ ข้าวและถั่วเหลืองทั้งที่มี และไม่มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ จำนวน 76 แห่งในพื้นที่ 41 จังหวัด ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและถั่วเหลืองคุณภาพดี เพิ่มมากขึ้น พร้อมกระจายพันธุ์ไปสู่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรที่มีความต้องการทั่วประเทศ

“ปีนี้คาดว่าจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20,000 ตัน และเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 1,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 463 ล้านบาท โดยจะมีการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไปปลูกในพื้นที่กว่า 1.33 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกถั่วเหลือง 10,000 ไร่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตข้าวต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิม เฉลี่ย 334 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มเป็น 560 กิโลกรัม และได้ผลผลิตถั่วเหลือง เพิ่มขึ้นถึง 220 กิโลกรัม ต่อไร่ จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 162 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีรายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยครอบครัวละ 2,712 บาท ต่อไร่ และครอบครัวผู้ปลูกถั่วเหลืองมีรายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ย 1,160 บาทต่อไร่แล้ว ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับสินค้าข้าวไทยในตลาดโลกได้” นายวินัย กล่าว

ภัยแล้งคุกคามทั่วประเทศ “นาข้าว” วิกฤต! ห่วงภาวะข้าวยากหมากแพง

ภัยแล้งคุกคามทั่วประเทศ หลายจังหวัดยังประสบวิกฤต แม้เข้าสู่หน้าฝนแล้ว “พะเยา” เตรียมประสานขอฝนหลวง “ปัตตานี” แล้งหนักทั้งจังหวัด 270 ครอบครัว ทำนาไม่ได้ “เพชรบูรณ์” ขอให้เกษตรกรที่เดือดร้อน แจ้งขอความช่วยเหลือด่วน ก.เกษตรฯ แนะชาวนาจัดระบบปลูกข้าว เพื่อสู้ภัยแล้ง และเพิ่มรายได้

มีรายงานข่าวว่า เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ กำลังเผชิญปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเมื่อวานนี้ มีภาพข่าวชาวบ้านทะเลาะวิวาทกัน เพราะแย่งน้ำในคลองสาธารณะริมถนนสายพิษณุโลก-วังทอง หมู่ 4 ต.สมอแข โดยที่เกิดเหตุบริเวณด้านหน้าตลาดอินโดจีนการ์เด้น ซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับในภาคเหนือตอนล่าง

ทั้งนี้ ชาวบ้านสองกลุ่มได้โต้เถียงกันอย่างดุเดือด เพื่อแย่งสูบน้ำไปใช้ ระหว่างผู้ค้าไม้ดอกไม้ประดับกับชาวนาที่ต้องการสูบน้ำไปหล่อเลี้ยงข้าวในนา ซึ่งกำลังตั้งท้องออกรวง ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไกล่เกลี่ยกับทั้งสองฝ่ายให้แบ่งปันน้ำกัน เพราะคลองดังกล่าวเป็นคลองสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้แต่ต้องไม่ทำ ให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน สร้างความพอใจให้ทั้งสองฝ่ายก่อนแยกย้ายกันไปโดยไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง

โดยวันนี้ มีรายงานสถานการณ์ภัยแล้งใน จ.ร้อยเอ็ด พบว่า มีผลกระทบทั้ง 20 อำเภอ 192 ตำบล ส่งผลให้ข้าวที่เกษตรกรหว่านไว้รอฝนแห้งเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ระดับน้ำในลำน้ำชี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก ลดระดับลงต่ำมาก ส่วนลำน้ำสาขา ทั้งลำน้ำยัง ลำน้ำฝั่งแดง ห้วยนางเดียว ไม่มีน้ำไหลผ่านเช่นทุกปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากไม่มีฝนตกลงมาภายใน 15-20 วัน จะทำให้ต้นข้าวแห้งตาย และชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวสำรองไว้แล้ว

เช่นเดียวกับที่ จ.ศรีสะเกษ ถูกภัยแล้งคุกคามอย่างหนัก สัตว์เลี้ยงเริ่มขาดแคลนแหล่งน้ำ ซึ่งชาวบ้านบอกว่าปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะแม้จะเข้าสู่หน้าฝน แต่ก็ยังไม่มีฝนตกลงมา ทำให้ไม่มีน้ำทำนา

นอกจากนี้ วิกฤตภัยแล้งได้ส่งผลให้ผักทุกชนิดใน จ.จันทบุรี ขาดตลาด และราคาแพงขึ้นกว่าปกติถึงกว่าร้อยละ 40 ซึ่งผักบางชนิดราคาสูงกว่าเนื้อหมู เช่น ผักชี อยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท ผักตั้งโอ๋อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

นายราเชนทร์ สุวรรณหิตาทร เกษตรจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ขณะนี้แม่น้ำอิง ที่รองรับน้ำที่ไหลจากกว๊านพะเยาแห้งขอด ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน นับว่าเป็นภัยแล้งฝนทิ้งช่วงในรอบ 50 ปี ที่ระยะการทำนาทิ้งช่วงห่างกันนาน 30 วัน และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทางเกษตรจังหวัดได้ประสานงานไปยังหน่วยฝนหลวงพระราชทาน ในพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ขอให้ทำฝนหลวงให้ฝนตกในพื้นที่ เพื่อนำน้ำไปดำนาลงต้นข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งขั้นวิกฤตหนัก โดยเฉพาะใน 2 อำเภอ คือ อ.ภูกามยาว และ อ.ดอกคำใต้

นายอาแซ หวังอิน ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ต.ปากล่อ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า อำเภอแม่ลาน ประสบปัญหากับการทำมาหาอาชีพมาโดยตลอด ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน น้ำจะท่วม เมื่อหน้าแล้ง ก็จะแห้งแล้ง โดยเฉพาะที่ ม.3 ต.ปากล่อ อ.แม่ลาน ซึ่งมีพื้นที่ทำนาประมาณ 2,000 กว่าไร่ 300 ครัวเรือน ชาวบ้านมีอาชีพทำนากับทำสวนยางพารา เมื่อประสบภัยแล้งทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่สามารถทำนาได้ เนื่องจากไม่มีน้ำในการทำนา สวนยางพารานั้น ก็ไม่สามารถกรีดยางได้ เพราะอากาศร้อน น้ำยางไม่ค่อยมี ส่วนเขื่อนกักเก็บน้ำที่มีอยู่ก็เสียหาย ไม่มีงบซ่อม กระทบการประกอบอาชีพเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปีนี้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ ต้องออกจากหมู่บ้าน ไปประกอบอาชีพในเมือง และอีกส่วนหนึ่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย

“ตอนนี้ พื้นที่ใน จ.ปัตตานี พบปัญหาภัยความแห้งแล้งเกือบทั้งจังหวัด ระบบชลประทานบางพื้นที่ไม่สามารถใช้การได้ และพื้นที่แล้งซ้ำซาก จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในอำเภอแม่ลานจังหวัดปัตตานี ประชาชนเดือดร้อน ทำนาไม่ได้ ต้องออกจากพื้นที่ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย”

นายอาแซ กล่าวอีกว่า ปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง กระทบต่อประชาชนอย่างหนัก และมากกว่าทุกปี อยากเสนอให้ผู้รับผิดชอบช่วยเหลือ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี โดยลอกคลอง ซ่อมเขื่อนกั้นน้ำ ก็จะช่วยกักเก็บน้ำได้ เมื่อฝนตก และจะได้ประโยชน์เมื่อหน้าแล้งสามารถน้ำน้ำมาใช้ และเมื่อหน้าฝนก็สามารถกักเก็บน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็จะทำให้ประชาชนไม่เดือนร้อนสามารถประกอบอาชีพได้ ไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างพื้นที่

นายพงศ์ชัย อุ่นเรือน เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ส่งผลต่อเกษตรกรชาวนาโดยตรง คือ แม้จะเข้าสู่ห้วงฤดูการทำนาแล้วแต่ไม่สามารถทำนาได้ เพราะไม่มีน้ำทำนา ประกอบกับในหลายพื้นที่ฝนยังไม่ตก ซึ่งทางรัฐบาลเองได้กำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาเรื่องการทำฝนหลวงเพื่อให้มีฝนตกในพื้นที่ที่ต้องการ เช่น บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำสำคัญๆ หรือพื้นที่ทำการเกษตร

ล่าสุด ได้ประกาศขอความร่วมมือเกษตรกรชาวนาให้เลื่อนการทำนาออกไปเป็นกลางเดือนหน้า โดยรัฐบาลจะมีค่าใช้จ่ายสนับสนุนในระหว่างรอการทำนาที่ต้องเลื่อนออกไปครอบ ครัวละหนึ่งพันบาท พร้อมจัดอาชีพเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการ โดยเงื่อนไขที่เกษตรกรจะได้รับการสนับสนุน คือ ต้องเป็นผู้ที่จดทะเบียนผู้ปลูกข้าวแล้ว และเริ่มทำนาปลูกข้าว หลังวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เท่านั้น มีพื้นที่เพาะปลูก 1,300,000 ไร่ (ล้านสามแสนไร่) มีครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รวม 78,726 ครัวเรือน ในแต่ละปีสามารถผลิตข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 621,000 ตัน คาดว่าจะมีเกษตรกรที่ต้องเลื่อนการทำนาออกไป แจ้งความจำนงขอรับการสนับสนุนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นครัวเรือน

**ก.เกษตรฯ แนะชาวนาจัดระเบียบปลูกข้าว

ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินแก่ชาวนาครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิตเฉพาะรายที่เลื่อนการทำนาออกไปอีก 2 เดือน นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว ระบุว่า เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่เป็นการเตรียมเกษตรกรเข้าสู่โครงการจัดระบบการปลูกข้าวแก้ปัญหาภัยแล้ง ดินเสื่อมโทรม และการระบาดของโรคในนาระยะยาว โดยปฏิรูประบบการปลูกให้สอดคล้องกับการจัดสรรน้ำชลประทาน

กระทรวงขอจัดสรรงบประมาณ 2,180 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งการปลูกข้าวจะสลับกับการปลูกพืชหลังนา เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือเว้นช่วงการปลูกเพื่อพักหน้าดิน ซึ่งการจัดระบบจะทำให้สามารถเกี่ยวข้าวหลังฤดูฝน ทำให้ข้าวมีความชื้นต่ำและขายได้ราคาดี

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าวจะเริ่มดำเนินการช่วงฤดูนาปรัง หรือประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้ ในพื้นที่ 22 จังหวัดในเขตชลประทานจำนวน 9.5 ล้านไร่ โดยใช้มาตรการบังคับจัดระเบียบเปิด-ปิดน้ำ และกำหนดพื้นที่เพาะปลูก แต่หากชาวนาที่ร่วมโครงการทำผิดเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิ์ร่วมโครงการประกัน รายได้เกษตรกร ขณะเดียวกัน จะจูงใจด้วยการจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชหลังนา เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด หรือจ่ายเป็นเงินสด พร้อมทั้งประกันราคาขั้นต่ำ พืชหลังนา และจัดหาตลาดให้

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะขยายเวลาชำระหนี้ให้สอดคล้องกับช่วง เวลาเพาะปลูก โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,037 บาท และยังมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

โดยวานนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ และให้รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์เป็นรายวัน

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า สถานการณ์น้ำขณะนี้เริ่มดีขึ้นและขอยืนยันว่าในส่วนของน้ำเพื่อการบริโภค อุปโภค รวมทั้งคุณภาพของน้ำประปามีอย่างเพียงพอ แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ การเลื่อนการทำนาปีซึ่งจะเลื่อนไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2554 โดยรัฐบาลจะได้ดูความเป็นไปได้ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของ อาชีพเสริม รวมถึงเตรียมการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถทำนาปรังได้ โดย ครม.ได้อนุมัติในหลักการให้ทาง รมว.เกษตรฯ เร่งสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้น

เกษตร ผวา!ก.ย.-ต.ค.น้ำท่วมนาข้าวพัง

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวางแผนและติดตาม ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ยังคงมีความน่าเป็นห่วงอยู่ โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เฉลี่ยเขื่อนละ 4 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ถือว่ายังมีปริมาณน้อย คาดว่าหากไม่มีพายุจรเข้าจะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนทั้ง 2 แห่งจนถึงเดือนต.ค.อยู่ที่ 7,500 ล้านลบ.ม. จะเหลือสำหรับใช้ในช่วงแล้งปีหน้าที่ประมาณ 2,000 ล้านลบ.ม. ในส่วนนี้จะสนับสนุนการทำนาปรังได้ประมาณ 3 ล้านไร่

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานคณะทำงานวางแผนการใช้น้ำในช่วงแล้งปีหน้าว่าจะปลูกพืชชนิดใดที่ เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ โดยประสบการณ์ปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลประกาศให้ชาวนางดการทำนาปรังรอบ 2 จากเป้าที่ตั้งไว้จะมีการทำนาปรังจำนวน 11 ล้านไร่ แต่ทำนาปรังจริงสูงถึง 16 ล้านไร่ เป็นเหตุให้ต้องปล่อยน้ำมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ จึงต้องวางแผนให้รัดกุมเพื่อรองรับกับปัญหาในปีหน้า อย่างไรก็ตาม จะหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อใช้ระเบียบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาบังคับ ใช้อย่างจริงจัง สำหรับพื้นที่ที่ประกาศห้ามทำนาปรังแล้วแต่เกษตรกรยังปลูกข้าวอีก เมื่อเกิดความเสียหายจะไม่ได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการ

"จาก ข้อมูลทางด้านอุตุนิยมวิทยาจากทั่วโลก ที่คาดการณ์ค่อนข้างจะแม่นยำ คาดว่าประเทศไทยจะมีฝนตกมากในช่วงเดือนส.ค.เป็นต้นไป ดังนั้น นาข้าวอาจเสียหายได้หากปลูกในช่วงนี้ แต่ถ้าปลูกพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อยน่าจะพอพึ่งน้ำฝนที่ตกลงมาบางส่วนในช่วงนี้ ได้ แต่ที่ยังกังวลกันมากคือในช่วงเดือนก.ย.และต.ค. จะมีฝนตกมากอาจเกิดน้ำท่วมน้ำหลากฉับพลันได้ อาจสร้างความเสียหายให้พืชผลทางการเกษตรอีกเช่นกัน" นายยุคลกล่าว

ยุทธศาสตร์ข้าวไทยไร้ทิศทาง นักการเมืองต้นเหตุหายนะตะเพิดพ้นวงจร

รัฐควรให้งบประมาณอุดหนุนชาวนาอย่างเป็นระบบ แทนการบิดเบือนกลไกการตลาด โดยการทำให้ราคาข้าวสูงกว่าที่ควรจะเป็น เช่น การรับจำนำข้าวในปี 2547 รัฐบาลกำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดถึง 4,000 บาท เป็นผลให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเปลี่ยนนโยบายจากการรับจำนำไปเป็นการประกันราย ได้เกษตรกรแทน...

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดเป้าหมายการ จัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาวนา และการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทย ในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์การอุดหนุนข้าวไทย : เพื่อชาวนา หรือ เพื่อใคร" ที่มีนายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นประธาน และจัดให้มีขึ้นโดยผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้า การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม (Tepcot) รุ่นที่ 3 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วานนี้ (21 มิ.ย.) นั้น

ผู้สื่อข่าวซึ่งร่วมสังเกตการณ์ด้วย รายงานว่า นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการหอการค้า ไทย ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ได้ขอให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมชาวนาไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อสรุปให้แก่ภาครัฐว่า ควรให้การอุดหนุนชาวนารูปแบบใด จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด นโยบายประกันรายได้ชาวนากับการรับจำนำข้าว อย่างไหนดีกว่ากัน และถึงมือชาวนามากกว่า ขณะที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันและรายได้แก่เกษตรกรในระยะยาว ควรดำเนินการภายใต้แนวคิดการลดจำนวนชาวนาไทย หรือลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวลง เพื่อให้ราคาข้าวสูงขึ้น และยืนราคาได้อย่างมีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ ได้ข้อสรุปใน 3-4 ประเด็น คือ รัฐควรให้งบประมาณอุดหนุนชาวนาอย่างเป็นระบบ แทนการบิดเบือนกลไกการตลาด โดยการทำให้ราคาข้าวสูงกว่าที่ควรจะเป็น เช่น การรับจำนำข้าวในปี 2547 รัฐบาลกำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดถึง 4,000 บาท เป็นผลให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเปลี่ยนนโยบายจากการรับจำนำไปเป็นการประกันราย ได้เกษตรกรแทน โดยสรุปแม้จะพูดถึงการคิดคำนวนราคาอ้างอิง ที่จะต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น แต่วงสัมมนาตอบรับระบบประกันรายได้ว่า ประโยชน์ตกถึงมือชาวนามากกว่าการรับจำนำ ซึ่งผลการสำรวจของทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ชาวนาได้ประโยชน์จากการรับจำนำเพียง 36.8% ส่วนที่เหลืออีกมากกว่า 60% ตกอยู่ในมือคนอื่น ซึ่งหมายถึงนักการเมือง

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะร่วมกันล้อมกรอบนักการเมืองด้วยการลดอำนาจพวกเขา ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับนโยบายข้าว "อย่าเอานักการเมืองมายุ่งกับการแทรกแซงราคาข้าว เพราะไม่มีวันจะทำให้ราคาข้าวดีขึ้นได้ สิ่งที่ทำได้ คือ ประกันรายได้ให้แก่เกษตรกรเท่านั้น และจัดระบบการประกันรายได้อย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้งบประมาณรัฐรั่วไหลไปสู่ผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร หรือมีพื้นที่เพาะปลูกจริง" นอกจากนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมีข้อเสนอปรับช่องโหว่ของการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก ว่า ระยะยาว หากลดพื้นที่ปลูกข้าวลงครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน ราคาข้าวจะสูงขึ้นได้ทันที

ด้านนายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มีการพูดเรื่องข้าว และปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นร้อยๆครั้ง ตลอดอายุราชการ 45 ปี แต่ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากข้อถกเถียงเดิมๆ ที่ว่าใครได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐมากกว่ากัน ระหว่างชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก แม้วันนี้จะมีเรื่องใหม่เข้ามาบีบว่า จะเอาระบบจำนำกลับมาดี หรือคงการประกันรายได้ต่อไป แต่ท้ายสุดทุกฝ่ายยังย่ำอยู่กับที่ และวนอยู่กับปัญหาเดิมๆ "เวลาเราพิจารณาปัญหา เราควรมองต้นเหตุของปัญหา เริ่มตั้งแต่การผลิตจนถึงการบริโภค หน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทั่งถึงวิธีขายข้าวไปต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการบูรณาการตามนโยบายของรัฐบาลจริงๆ"

นายสมพลกล่าวถึง สิ่งแรกที่ต้องทำคือ จะช่วยให้ชาวนาพ้นจากความยากจนอย่างไร ซึ่งการจะพ้นความยากจนได้ ไม่ใช่เอาราคาข้าวเป็นตัวกำหนด หาไม่แล้ว 500 ปีก็ยังแก้ไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเรื่องการเกษตรแบบผสมผสาน นี่เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่รายได้จากการปลูกข้าวอย่างเดียว "ประเด็นต่อมาคือการสร้างประสิทธิภาพในการผลิต กี่ปีมาแล้วที่ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ แต่กลับมีผลผลิตต่อไร่ต่ำที่สุดเพียง 300-400 กก.ต่อไร่ ขณะที่เวียดนาม 700-800 กก.ต่อไร่ และสหรัฐฯ มากกว่า 1,000 กก.ต่อไร่ เรายังมีปัญหาคุณภาพด้วย ถ้าแก้ปัญหาดิน ระบบน้ำและการชลประทาน ปุ๋ย ปัจจัยการผลิต รวมถึงพันธุ์ข้าวได้ เราก็จะพูดเรื่องราคาเป็นลำดับต่อไปได้ไม่ยาก"

นายสมพลพูดถึงปริมาณ ผลผลิตที่สูงกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ราคาข้าว และสินค้าเกษตรไทยอ่อนไหวง่าย โดยราคาสินค้าต่ำเมื่อต้นฤดู แต่จะสูงขึ้นช่วงปลายฤดูว่า สิ่งที่ต้องทำระหว่างทางจากต้นฤดูถึงปลายฤดูเพื่อสร้างเสถียรภาพราคาข้าวคือ การเก็บสต๊อก เมื่อราคาดี ก็นำออกขาย วิธีการนี้จึงออกมาในรูปของการรับจำนำข้าวโดยรัฐให้ราคา 80% หากราคาดี เกษตรกรไถ่คืนได้ แต่เมื่อกรณีนี้ถูกบิดเบือนไป รัฐบาลจึงใช้นโยบายประกันรายได้แทน ฉะนั้น การประกันรายได้วันนี้ จึงไม่ใช่การสร้างเสถียรภาพของราคาอย่างที่เข้าใจกัน "ถ้าต้องการสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกร ต้องดูเรื่องการผลิตให้มีคุณภาพ และได้ผลผลิตต่อไร่สูง อย่ามุ่งแต่จะขายอย่างเดียว ที่สำคัญต้องหยุดการคอรัปชันที่โกงกันตั้งแต่ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก นักการเมือง และข้าราชการให้ได้ ตราบเท่าที่ยังทำตรงนี้ไม่ได้ เราทั้งหมดยังคงอยู่ในวังวนเดิมๆ ซึ่งเป็นวังวนของความยากจนในหมู่ชาวนาอยู่วันยันค่ำ" นายสมพลกล่าวในที่สุด

คาดภัยแล้งปีนี้เจ๊ง 6-5 พันล้าน

คาดภัยแล้งปีนี้เจ๊ง 6-5 พันล้าน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยา ลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเกษตรจังหวัด 60 จังหวัด เพื่อประเมินผลกระทบภัยแล้งปี 53 ประเมินว่า สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ 4,350-6,550 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบตรงต่อเกษตรกรรม เช่น พืชผล ประมง และปศุสัตว์ 2,600-3,900 ล้านบาท ผลกระทบทางอ้อม เช่น การลดพื้นที่ทำการเกษตร 1,200-1,800 ล้านบาท ผลกระทบภาคอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป 400-600 ล้านบาท และผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น โรงแรมและธุรกิจต่อเนื่อง 150-250 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบปัญหาภัยแล้งปีนี้กับวิกฤติปี 47 พบว่ายังไม่น่าห่วง เพราะปีนี้มีพื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย 1.9 ล้านไร่ ขณะที่ปี 47 เสียหายถึง 13.6 ล้านไร่ ทำให้กระทบต่อเป้าหมายจีดีพีปี 53 ไม่ถึง 0.1% แต่ถ้าภัยแล้งยืดเยื้อถึงเดือน ก.ค. จนไม่มีน้ำเพาะปลูกพืช อาจสร้างความเสียหายเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาท และมีผลกระทบต่อจีดีพีมากขึ้นไม่เกิน 1% แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย

สำหรับสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากสุด ภาคเหนือ อ้อย รองลงมาข้าวโพด และข้าว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ้อย มันสำปะหลังและข้าว ภาคกลาง อ้อย ข้าว ไม้ผล และภาคใต้ ไม้ผล ข้าว ยางพารา แต่ผลผลิตที่ลดลงยังไม่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรแพงเกินไป เพราะปริมาณที่เสียหายยังไม่มาก และเกษตรกรไม่ได้รับอานิสงส์จากปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เกษตรกร ยังมองว่าปัญหาภัยแล้ง และเหตุการณ์การ เมืองส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย โดย หากราคาผลผลิตต่ำลงจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง 40.1% เพราะรายได้ที่รับลดลง 43.2%

“การสำรวจเห็นได้ว่ารายได้เกษตรกรไม่เพิ่ม ทำให้การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เพราะไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจในกระเป๋าเงินตัวเอง และมีโอกาสที่รายได้จะลดลงอีก ซึ่งเชื่อมโยงไปยังการกู้เงิน ที่เกษตรกรระบุว่ามีการกู้เงินเพิ่มขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่เข้าไปดูแลอาจมีปัญหาในอนาคตต่อการก่อหนี้ทั้งในและนอกระบบ”

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข คือ ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคม ซึ่งนโยบายของรัฐบาลกำลังมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะการเดินหน้ามาตรการประกันรายได้ช่วยเหลือเกษตรกร

ภัยแล้งเผา1.7ล้านไร่ เกษตรกรสูญ6.5พันล.

หอการค้าไทยกางโพลล์ ภัยแล้งปีนี้เผา 1.75 ล้านไร่ วอด 4.3-6.5 พันล้านบาท "ธนวรรธน์" ชี้ยังไม่รุนแรงหากเทียบปี 2547 ที่สูญ 37,000 ล้านบาท

นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอค้าการไทย เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง "ทัศนะต่อสถานการณ์ปัจจุบันต่อผลกระทบภัยแล้ง" ระหว่างวันที่ 7-11 มิ.ย. จากกลุ่มเกษตรกร 1,795 ตัวอย่างทั่วประเทศ โดย 80% ปริมาณผลผลิตลดลง ส่งผลให้รายได้จากการขายสินค้าโดยรวม 65.5% ลดลง ขณะที่ 31% ไม่เปลี่ยนแปลง และมี 3.4% ระบุเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยรายได้จากการขายสินค้าลดลง 19.4%

โดยพื้นที่ได้รับความเสียหาย 1.75 ล้านไร่ แยกเป็นตะวันออกเฉียงเหนือ 7.6 หมื่นไร่ ภาคกลาง 3.51 แสนไร่ ภาคเหนือ 1.29 ล้านไร่ ภาคใต้ 2.4 หมื่นไร่

จากผลสำรวจ ประเมินได้ว่าผลกระทบของปัญหาภัยแล้งต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งสิ้น 4,350-6,550 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม เช่น พืชผล ประมงและปศุสัตว์ เสียหาย 2,600-3,900 ล้านบาท ผลกระทบทางอ้อม ได้แก่ ภาคเกษตรกร เช่น การลดพื้นที่ทำการเกษตร เสียหาย 1,200-1,800 ล้านบาท ภาคอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป เสียหาย 400-600 ล้านบาท ภาคบริการ เช่น โรงแรมและธุรกิจต่อเนื่อง เสียหาย 150-250 ล้านบาท

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้น กระทบต่อจีดีพีประเทศน้อยมาก เมื่อคิดจากมูลค่าความเสียหายรวม 4-6 พันล้านบาท หรือกระทบจีพีดีไม่ถึง 1% ซึ่งปีนี้คาดว่าจีพีดีจะมีมูลค่า 9.7 ล้านล้านบาท และผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ยังไม่ถือว่ารุนแรงเท่ากับปี 2547 ที่สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกถึง 13 ล้านไร่ และกระทบต่อภาคเศรษฐกิจกว่า 37,000 ล้านบาท