ภัยแล้งคุกคามทั่วประเทศ หลายจังหวัดยังประสบวิกฤต แม้เข้าสู่หน้าฝนแล้ว “พะเยา” เตรียมประสานขอฝนหลวง “ปัตตานี” แล้งหนักทั้งจังหวัด 270 ครอบครัว ทำนาไม่ได้ “เพชรบูรณ์” ขอให้เกษตรกรที่เดือดร้อน แจ้งขอความช่วยเหลือด่วน ก.เกษตรฯ แนะชาวนาจัดระบบปลูกข้าว เพื่อสู้ภัยแล้ง และเพิ่มรายได้
มีรายงานข่าวว่า เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ กำลังเผชิญปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเมื่อวานนี้ มีภาพข่าวชาวบ้านทะเลาะวิวาทกัน เพราะแย่งน้ำในคลองสาธารณะริมถนนสายพิษณุโลก-วังทอง หมู่ 4 ต.สมอแข โดยที่เกิดเหตุบริเวณด้านหน้าตลาดอินโดจีนการ์เด้น ซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับในภาคเหนือตอนล่าง
ทั้งนี้ ชาวบ้านสองกลุ่มได้โต้เถียงกันอย่างดุเดือด เพื่อแย่งสูบน้ำไปใช้ ระหว่างผู้ค้าไม้ดอกไม้ประดับกับชาวนาที่ต้องการสูบน้ำไปหล่อเลี้ยงข้าวในนา ซึ่งกำลังตั้งท้องออกรวง ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไกล่เกลี่ยกับทั้งสองฝ่ายให้แบ่งปันน้ำกัน เพราะคลองดังกล่าวเป็นคลองสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้แต่ต้องไม่ทำ ให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน สร้างความพอใจให้ทั้งสองฝ่ายก่อนแยกย้ายกันไปโดยไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง
โดยวันนี้ มีรายงานสถานการณ์ภัยแล้งใน จ.ร้อยเอ็ด พบว่า มีผลกระทบทั้ง 20 อำเภอ 192 ตำบล ส่งผลให้ข้าวที่เกษตรกรหว่านไว้รอฝนแห้งเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ระดับน้ำในลำน้ำชี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก ลดระดับลงต่ำมาก ส่วนลำน้ำสาขา ทั้งลำน้ำยัง ลำน้ำฝั่งแดง ห้วยนางเดียว ไม่มีน้ำไหลผ่านเช่นทุกปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากไม่มีฝนตกลงมาภายใน 15-20 วัน จะทำให้ต้นข้าวแห้งตาย และชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวสำรองไว้แล้ว
เช่นเดียวกับที่ จ.ศรีสะเกษ ถูกภัยแล้งคุกคามอย่างหนัก สัตว์เลี้ยงเริ่มขาดแคลนแหล่งน้ำ ซึ่งชาวบ้านบอกว่าปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะแม้จะเข้าสู่หน้าฝน แต่ก็ยังไม่มีฝนตกลงมา ทำให้ไม่มีน้ำทำนา
นอกจากนี้ วิกฤตภัยแล้งได้ส่งผลให้ผักทุกชนิดใน จ.จันทบุรี ขาดตลาด และราคาแพงขึ้นกว่าปกติถึงกว่าร้อยละ 40 ซึ่งผักบางชนิดราคาสูงกว่าเนื้อหมู เช่น ผักชี อยู่ที่กิโลกรัมละ 300 บาท ผักตั้งโอ๋อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท
นายราเชนทร์ สุวรรณหิตาทร เกษตรจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ขณะนี้แม่น้ำอิง ที่รองรับน้ำที่ไหลจากกว๊านพะเยาแห้งขอด ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน นับว่าเป็นภัยแล้งฝนทิ้งช่วงในรอบ 50 ปี ที่ระยะการทำนาทิ้งช่วงห่างกันนาน 30 วัน และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทางเกษตรจังหวัดได้ประสานงานไปยังหน่วยฝนหลวงพระราชทาน ในพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ขอให้ทำฝนหลวงให้ฝนตกในพื้นที่ เพื่อนำน้ำไปดำนาลงต้นข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งขั้นวิกฤตหนัก โดยเฉพาะใน 2 อำเภอ คือ อ.ภูกามยาว และ อ.ดอกคำใต้
นายอาแซ หวังอิน ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ต.ปากล่อ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า อำเภอแม่ลาน ประสบปัญหากับการทำมาหาอาชีพมาโดยตลอด ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน น้ำจะท่วม เมื่อหน้าแล้ง ก็จะแห้งแล้ง โดยเฉพาะที่ ม.3 ต.ปากล่อ อ.แม่ลาน ซึ่งมีพื้นที่ทำนาประมาณ 2,000 กว่าไร่ 300 ครัวเรือน ชาวบ้านมีอาชีพทำนากับทำสวนยางพารา เมื่อประสบภัยแล้งทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่สามารถทำนาได้ เนื่องจากไม่มีน้ำในการทำนา สวนยางพารานั้น ก็ไม่สามารถกรีดยางได้ เพราะอากาศร้อน น้ำยางไม่ค่อยมี ส่วนเขื่อนกักเก็บน้ำที่มีอยู่ก็เสียหาย ไม่มีงบซ่อม กระทบการประกอบอาชีพเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปีนี้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ ต้องออกจากหมู่บ้าน ไปประกอบอาชีพในเมือง และอีกส่วนหนึ่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย
“ตอนนี้ พื้นที่ใน จ.ปัตตานี พบปัญหาภัยความแห้งแล้งเกือบทั้งจังหวัด ระบบชลประทานบางพื้นที่ไม่สามารถใช้การได้ และพื้นที่แล้งซ้ำซาก จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในอำเภอแม่ลานจังหวัดปัตตานี ประชาชนเดือดร้อน ทำนาไม่ได้ ต้องออกจากพื้นที่ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย”
นายอาแซ กล่าวอีกว่า ปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง กระทบต่อประชาชนอย่างหนัก และมากกว่าทุกปี อยากเสนอให้ผู้รับผิดชอบช่วยเหลือ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี โดยลอกคลอง ซ่อมเขื่อนกั้นน้ำ ก็จะช่วยกักเก็บน้ำได้ เมื่อฝนตก และจะได้ประโยชน์เมื่อหน้าแล้งสามารถน้ำน้ำมาใช้ และเมื่อหน้าฝนก็สามารถกักเก็บน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็จะทำให้ประชาชนไม่เดือนร้อนสามารถประกอบอาชีพได้ ไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างพื้นที่
นายพงศ์ชัย อุ่นเรือน เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ส่งผลต่อเกษตรกรชาวนาโดยตรง คือ แม้จะเข้าสู่ห้วงฤดูการทำนาแล้วแต่ไม่สามารถทำนาได้ เพราะไม่มีน้ำทำนา ประกอบกับในหลายพื้นที่ฝนยังไม่ตก ซึ่งทางรัฐบาลเองได้กำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาเรื่องการทำฝนหลวงเพื่อให้มีฝนตกในพื้นที่ที่ต้องการ เช่น บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำสำคัญๆ หรือพื้นที่ทำการเกษตร
ล่าสุด ได้ประกาศขอความร่วมมือเกษตรกรชาวนาให้เลื่อนการทำนาออกไปเป็นกลางเดือนหน้า โดยรัฐบาลจะมีค่าใช้จ่ายสนับสนุนในระหว่างรอการทำนาที่ต้องเลื่อนออกไปครอบ ครัวละหนึ่งพันบาท พร้อมจัดอาชีพเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการ โดยเงื่อนไขที่เกษตรกรจะได้รับการสนับสนุน คือ ต้องเป็นผู้ที่จดทะเบียนผู้ปลูกข้าวแล้ว และเริ่มทำนาปลูกข้าว หลังวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เท่านั้น มีพื้นที่เพาะปลูก 1,300,000 ไร่ (ล้านสามแสนไร่) มีครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รวม 78,726 ครัวเรือน ในแต่ละปีสามารถผลิตข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 621,000 ตัน คาดว่าจะมีเกษตรกรที่ต้องเลื่อนการทำนาออกไป แจ้งความจำนงขอรับการสนับสนุนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นครัวเรือน
**ก.เกษตรฯ แนะชาวนาจัดระเบียบปลูกข้าว
ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินแก่ชาวนาครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิตเฉพาะรายที่เลื่อนการทำนาออกไปอีก 2 เดือน นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว ระบุว่า เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่เป็นการเตรียมเกษตรกรเข้าสู่โครงการจัดระบบการปลูกข้าวแก้ปัญหาภัยแล้ง ดินเสื่อมโทรม และการระบาดของโรคในนาระยะยาว โดยปฏิรูประบบการปลูกให้สอดคล้องกับการจัดสรรน้ำชลประทาน
กระทรวงขอจัดสรรงบประมาณ 2,180 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งการปลูกข้าวจะสลับกับการปลูกพืชหลังนา เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือเว้นช่วงการปลูกเพื่อพักหน้าดิน ซึ่งการจัดระบบจะทำให้สามารถเกี่ยวข้าวหลังฤดูฝน ทำให้ข้าวมีความชื้นต่ำและขายได้ราคาดี
รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าวจะเริ่มดำเนินการช่วงฤดูนาปรัง หรือประมาณกลางเดือนตุลาคมนี้ ในพื้นที่ 22 จังหวัดในเขตชลประทานจำนวน 9.5 ล้านไร่ โดยใช้มาตรการบังคับจัดระเบียบเปิด-ปิดน้ำ และกำหนดพื้นที่เพาะปลูก แต่หากชาวนาที่ร่วมโครงการทำผิดเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิ์ร่วมโครงการประกัน รายได้เกษตรกร ขณะเดียวกัน จะจูงใจด้วยการจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชหลังนา เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด หรือจ่ายเป็นเงินสด พร้อมทั้งประกันราคาขั้นต่ำ พืชหลังนา และจัดหาตลาดให้
นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะขยายเวลาชำระหนี้ให้สอดคล้องกับช่วง เวลาเพาะปลูก โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,037 บาท และยังมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
โดยวานนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ และให้รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์เป็นรายวัน
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า สถานการณ์น้ำขณะนี้เริ่มดีขึ้นและขอยืนยันว่าในส่วนของน้ำเพื่อการบริโภค อุปโภค รวมทั้งคุณภาพของน้ำประปามีอย่างเพียงพอ แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ การเลื่อนการทำนาปีซึ่งจะเลื่อนไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2554 โดยรัฐบาลจะได้ดูความเป็นไปได้ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของ อาชีพเสริม รวมถึงเตรียมการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถทำนาปรังได้ โดย ครม.ได้อนุมัติในหลักการให้ทาง รมว.เกษตรฯ เร่งสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้น