ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

ภัยแล้ง-เพลี้ยทุบราคาข้าวนาปรับวูบ สศก.แจงทำคุณภาพผลผลิตลด "มันสำปะหลัง-ปาล์ม"ยังขาขึ้น

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาและการผลิตสินค้าเกษตรขณะนี้ ว่า ราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายและมีราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และ มังคุด โดยมันสำปะหลัง ราคาสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตลดลงออกสู่ตลาดประปราย ยางพารา ราคาสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและ ราคายางพาราตลาดโลก ประกอบกับผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยเนื่องจากมีฝนตกชุกในแหล่งผลิต สำหรับมังคุด ราคาปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตในระยะนี้ออกสู่ตลาดลดลง ทั้งนี้ จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนนี้สินค้าที่ออกสู่ตลาด มาก ส่วนใหญ่ยังคงเป็นผลไม้ชนิดต่างๆ โดยคาดว่าผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาด 167,946 ตัน คิดเป็นร้อยละ 32.55 ทุเรียน 98,264 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.32 เงาะ 35,109 ตัน คิดเป็นร้อยละ 10.27 มังคุด 52,854 ตัน คิดเป็นร้อยละ 20.48 ลองกอง 34,572 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.49 และข้าวนาปรัง 777,632 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.42 ของผลผลิต แต่ละชนิดที่จะออกทั้งหมดในปี 2553

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงได้แก่ ข้าวนาปรัง ทุเรียน เงาะ ลำไย ลองกอง สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ โดยข้าวนาปรังนั้น แม้ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดน้อยลงแต่ราคากลับลดลง เนื่องจากโรงสีชะลอการรับซื้อและคุณภาพข้าวไม่ค่อยดีจากการที่มีฝนตกชุกใน ช่วงนี้ ประกอบกับผลจากภาวะภัยแล้งและการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ด้านผลไม้ ราคาลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่วนสุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ราคาลดลงจากสภาพอากาศที่เย็นลง จึงเอื้ออำนวยต่อการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยผลไม้จากภาคใต้ คาดว่าราคาจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยเนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมาก ส่วนยางพารา คาดว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในเล็กน้อยเนื่องจากยังคงมีฝนตกชุกในแหล่งผลิต

ส่วนทางด้านการผลผลิตสินค้าเกษตรสินค้าที่จะออกสู่ตลาดมาก ส่วนใหญ่ยังคงเป็นผลไม้ชนิดต่างๆ โดยคาดว่าผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาด 167,946 ตัน คิดเป็นร้อยละ 32.55 ทุเรียน 98,264 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.32 เงาะ 35,109 ตัน คิดเป็นร้อยละ 10.27 มังคุด 52,854 ตัน คิดเป็นร้อยละ 20.48 ลองกอง 34,572 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.49 และข้าวนาปรัง 777,632 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.42 ของผลผลิต แต่ละชนิดที่จะออกทั้งหมดในปี 2553

วอนรง.ปลาป่นเลิกไม้ฟืน หวั่นลักลอบตัดไม้-ขายต่อโรงงาน

ระนอง - นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เผยว่าจังหวัดระนองมีโรงงานปลาป่นที่เปิดเดินเครื่องผลิต จำนวน 11 แห่งล้วนแล้วแต่ใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงในขบวนการผลิต จึงเห็นว่าทางผู้ประกอบการน่าจะหันมาใช้น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาหรือถ่านหินแทน เพื่อลดการใช้ไม้ลง แม้ว่าในครั้งแรกอาจจะเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ในระยะยาวถือว่าคุ้มค่า อีกทั้งยังเป็นการลดการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากไม้บางส่วนเชื่อว่าลานไม้น่าจะซื้อมาจากผู้ที่ลักลอบตัดจากป่าสงวน แห่งชาติ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิจากนั้นก็จะนำมาขายต่อให้กับโรงงานปลาป่นอีกทอดหนึ่ง มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระนอง และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรี ไปหามาตรการในการควบคุม ดูแลลานรับซื้อไม้ต่างๆแล้ว พร้อมทั้งให้ไปพูดคุยกับโรงงานปลาป่นด้วย

นายสุวัฒน์ หาญสุราษฎร์ กรรมการหอการค้าจังหวัดระนอง กล่าวว่าหากจะให้ผู้ประกอบการโรงงานปลาป่นเลิกใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงก็ต้องลง ทุนใหม่ทั้งหมด ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว การแข่งขันด้านราคาสู้กับโรงงานของจังหวัดอื่นๆ ไม่ได้ แต่หากเป็นนโยบายปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงเหมือนกันทั้งประเทศผู้ประกอบการก็ พร้อมที่ลงทุน

ด้านพล.ต.ต.ปริญญา ขวัญยืน ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยจังหวัดระนอง กล่าวว่า ผู้ประกอบการโรงงานที่ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงน่าจะมีการคำนวณว่าในแต่ละปีมี การใช้ไม้ปริมาณเท่าไหร่ จากนั้นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกป่าทดแทนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ด้วย เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม

ภัยแล้งคุกคามตลาดธัญญาหาร

ในขณะที่เอเชียกำลังเผชิญพายุฝนและน้ำท่วมทั้งที่จีนและปากีสถานซึ่งกำลัง ประสบภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในทวีปยุโรปกลับกำลังเผชิญภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่ไม่เพียงทำให้หลาย พื้นที่ในรัสเซียประสบไฟป่า แต่พืชผลการเกษตรรวมทั้งธัญพืชอย่างข้าวสาลีก็มีแนวโน้มผลผลิตลดลงเนื่องจาก สภาวะดังกล่าว และน่าจะส่งผลกระทบต่อราคาอาหารที่ส่อเค้าขยับสูงขึ้น

เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า อุณหภูมิอากาศที่พุ่งสูงและภาวะความแห้งแล้งที่กำลังเป็นภัยคุกคามผลผลิต ข้าวสาลีของประเทศรัสเซีย ได้ขยายขอบเขตผลกระทบมาถึงภูมิภาคยุโรปตะวันตกแล้วโดยหลายประเทศเริ่มคาด การณ์ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีในฝรั่งเศสหรือมะเขือเทศ ในอิตาลี ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรรัสเซียได้แถลงตัวเลขคาดการณ์ผลผลิตธัญพืชทั่วประเทศในปีนี้ ลดลงจากที่เคยคาดไว้ 90 ล้านตัน เหลือเพียง 70-75 ล้านตัน ปัจจัยหลักมาจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งรุนแรงและอุณหภูมิที่สูงเป็น ประวัติการณ์ คือประมาณ 40 องศาเซลเซียส (140 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งทำให้เกิดไฟป่าและมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 40 คน ด้านนักวิเคราะห์ในยุโรปตะวันตกก็ประเมินสถานการณ์ว่า ฤดูร้อนที่แห้งแล้งรุนแรงครั้งนี้จะทำให้พืชผลการเกษตร ทั้งผัก ผลไม้ และธัญญาหาร ลดลงและจะทำให้ราคาอาหารทะยานขึ้น ทั้งนี้ตัวเลขจากหน่วยงานรัฐบาลเยอรมนีระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารขยับราคาขึ้นไปแล้ว 12-15%

นายเบน ลอยด์-ฮิวจ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาวะอากาศ จากสถาบันวอล์คเกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยรีดดิงส์ ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า ภูมิประเทศในลักษณะแอ่งของยุโรปตะวันตกกำลังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แต่บริเวณที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดนั้นเป็นภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัส เซีย ยูเครน และเบลารุส

"ครั้งนี้ปริมาณน้ำฝนอยู่ในระดับต่ำที่สุดและอุณหภูมิอากาศก็สูงที่สุดใน รอบ 30 ปี ความแห้งแล้งในช่วงเวลานี้ของปีในพื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเนื่อง จากพื้นดินมีความชุ่มชื้นน้อยลง ความแห้งแล้งของดินยิ่งทำให้สภาวะอากาศแห้งแล้งทวีความรุนแรงเข้าไปอีก สัปดาห์หน้าเราพยากรณ์อากาศได้เลยว่า แสงแดดจะยิ่งแผดจ้ายิ่งกว่านี้"

ความคาดหมายว่าผลผลิตข้าวสาลีของรัสเซียจะลดลง ขณะนี้ได้ส่งผลให้ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกทะยานขึ้นแล้ว มิเชล โปติเยร์ จากบริษัท อะกริเทล ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยความเสี่ยงเกี่ยวกับพืชผลการเกษตร จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง แม้จะไม่รุนแรงเทียบเท่ากับที่รัสเซียกำลังเผชิญอยู่ "เราประเมินว่า ผลผลิตข้าวสาลีในฝรั่งเศสจะลดลง 10% เมื่อเทียบกับผลผลิตปีที่แล้ว แต่อย่าลืมว่า ปีที่แล้วเราได้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างอุดมสมบูรณ์มาก"

ไม่เพียงแต่ผลผลิตประเภทข้าว ในประเทศอิตาลี สมาคมเกษตรกรออกมาแถลงว่า ปีนี้ผลผลิตมะเขือเทศทั้งประเทศจะลดลงประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาอันเป็นผลกระทบมาจากสภาพความแห้งแล้งของอากาศ ขณะเดียวกันในประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้ปลูกดอกทิวลิป ประเมินว่า ปริมาณการผลิตหัวทิวลิปเพื่อนำไปปลูกอาจจะลดลง 10% หรือมากกว่านั้น และในประเทศเบลเยียม ก็มีความคาดหมายว่า มันฝรั่งที่ปลูกจะให้ผลผลิตน้อยลง

บริษัทที่ปรึกษาอัลเฟรด ซี. เทิฟเฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตเบียร์ในเยอรมนีมีแนวโน้มว่าจะต้องซื้อข้าวบาร์เลย์ในราคาที่ สูงขึ้น เนื่องจากคาดว่าผลผลิตข้าวบาร์เลย์ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตจะลดลงได้ ถึง 20% กรมอุตุนิยมวิทยาของเยอรมนีระบุว่า ฝนที่ตกลงมาในปีนี้มีปริมาณเพียง 42% ของระดับปกติ ขณะที่ผู้บริโภคในยุโรปกำลังเผชิญราคาอาหารที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ประชาชนในภูมิภาคอื่นๆของโลกจะได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในยุโรปครั้งนี้ ผ่านทางตลาดข้าวสาลีที่มีปริมาณผลผลิตเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบทะเลดำ ได้แก่ รัสเซีย ยูเครน และคาซัคสถาน ที่กำลังถูกภัยแล้งคุกคามอยู่ในเวลานี้

"รง.เอทานอล"ลากยาวถึงปลายปี บริหารสต๊อกวัตถุดิบขาดทั้งโมลาส-มันเส้นราคาพุ่ง

มันสำปะหลัง-กากน้ำตาลขาดตลาด โรงงานเอทานอลต้องลดกำลังผลิตเหลือ 60% ส่วนโรงที่เปิดอยู่ต้องจัดสรรวัตถุดิบให้พอถึงปลายปี รอโรงงานน้ำตาลเปิดหีบกับผลผลิตมันฤดูใหม่ออกสู่ตลาด

นายสิริ วุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์เอทานอลในปัจจุบันจากการประเมินปริมาณสต๊อกที่มีอยู่ประมาณ 250 ล้านลิตร น่าจะเพียงพอสำหรับความต้องการใช้ในช่วงไตรมาส 3 แต่ขึ้นอยู่กับเวลาการหีบอ้อยในปี 2553/54 จะมาเร็วหรือไม่ ถ้าโรงงานน้ำตาลเปิดหีบช้าก็จะทำให้กากน้ำตาล (โมลาส) ขาด แคลน ไม่มีวัตถุดิบผลิตเอทานอล

สต๊อกเอทานอลในปัจจุบันมีอยู่ 2 ส่วน คือสต๊อกของบริษัทน้ำมันมีจำนวน 100 ล้านลิตร กับสต๊อกของโรงงานผู้ผลิตเอทานอลอีก 150 ล้านลิตร ประกอบกับบางโรงที่ยังมีวัตถุดิบเหลืออยู่ก็ยังสามารถผลิตเอทานอลต่อไปได้ จากความต้องการใช้เอทานอลวันละ 1.2-1.3 ล้านลิตร สมาคมคาดว่าจะสามารถประคองสถานการณ์ไปได้ถึง 5 เดือน หรือประมาณเดือนธันวาคม 2553

สำหรับกากน้ำตาลหรือโมลาสในขณะนี้ "ไม่มีขายแล้ว" โรงงานเอทานอลที่ยังเปิดการผลิตอยู่ได้เพราะใช้สต๊อกโมลาสเก่าที่เหลืออยู่ ถ้าฝนตกชุกขึ้นโอกาสที่อ้อยจะฟื้น/ความหวานเหมาะสม เวลาการเปิดหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลไม่ขยายออกไป โมลาสก็จะมีออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี ส่วนราคามันสำปะหลัง จากปัญหาภัยแล้งและเพลี้ยแป้งระบาด พันธุ์มันเสียหาย ชาวไร่ ตื่นตระหนก รีบขุดมันขายทั้งที่เชื้อแป้งยังไม่ดีพอ ท่อนพันธุ์มันขาดแคลน ราคาหัวมันสดแพงขึ้นมาก ในส่วนนี้คงต้องใช้เวลาในการรอผลผลิตมันครอปหน้า

"โรงงานเอทานอลสามารถใช้หัวมันสดและมันเส้นในการผลิตได้ แต่ปัจจุบันราคา ปรับเพิ่มขึ้นสูงมาก จากเดิมหัวมันสดราคากิโลกรัม 2 บาท ก็ปรับมาเป็น 3.20-4 บาท ราคามันเส้นเดิมราคากิโลกรัมละ 4 บาท ปรับมาเป็น 6.20 บาท โรงงานก็จำเป็นต้องผลิตตามออร์เดอร์ที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับลูกค้าไว้" นายสิริวุทธิ์กล่าว

ทั้งนี้ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอลที่ดำเนินการ ผลิตแล้วทั้งสิ้น 17 โรง กำลังการผลิตรวมประมาณ 2.9 ล้านลิตร/วัน แบ่งเป็นโรงงานที่ใช้โมลาสเป็นวัตถุดิบจำนวน 8 โรง โรงงานที่ใช้มันสำปะหลัง (หัวมัน/มันเส้น) จำนวน 5 โรง และโรงงานที่ใช้ทั้งโมลาสและมันสำปะหลัง 4 โรง เฉพาะในส่วนของโรงงานที่ใช้มันสำปะหลังขณะนี้หยุดผลิตเป็นการชั่วคราวไปแล้ว 1-2 โรง เนื่องจากไม่สามารถสู้ราคาหัวมัน/มันเส้นที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ ซึ่งประเมินจากราคาเอทานอลปัจจุบันที่ลิตรละประมาณ 24 บาท ดังนั้นราคามันที่รับได้สูงสุดคือ หัวมันสดอยู่ที่ 2.66 บาท/กิโลกรัม กับมันเส้นไม่เกิน 6 บาท/กิโลกรัม

ด้านนายบุญเชิด สันทัดพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยง้วน เอทานอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล แต่จากการระบาดของเพลี้ยแป้งทำให้ผลผลิตมันเสียหายมาก ราคาแป้งมันปรับตัวสูง ราคามันเส้นสูงขึ้นตามไปด้วย บริษัทจึงจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง โดยบริษัทมีโรงงานเอทานอล 2 โรง คือโรงงานไทยง้วน จังหวัดขอนแก่น กำลังการผลิตวันละ 130,000 ลิตร ปรับลดเหลือ 60,000-80,000 ลิตร กับโรงงานไท่ผิง จังหวัดสระแก้ว กำลังการผลิตเต็มวันละ 150,000 ลิตร ปรับลดเหลือ 100,000 ลิตร

"ตั้งแต่ ผมทำธุรกิจผลิตเอทานอลมาตั้งแต่ปี 2548 ในปีนี้ถือว่าราคามันสำปะหลังแพงที่สุด บริษัทก็ต้องพิจารณาว่า จะรับซื้อในราคาที่เท่าใด คุ้มกับราคาขายและต้นทุนการผลิตหรือไม่ ขณะนี้โรงงานเราซื้อวัตถุดิบแค่ให้พอกับการผลิตตามสัญญาที่ทำกับลูกค้าไว้ เราก็ได้แต่คาดว่าปีหน้าปัญหาจะคลี่คลายลงไป" นายบุญเชิดกล่าว

เดิมที บริษัทมีแผนที่จะลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตโรงงานไท่ผิงเพิ่มอีกประมาณ 150,000 ลิตร/วัน หรือเพิ่มจากเดิมเป็น 300,000 ลิตร/วัน แต่จากสถานการณ์วัตถุดิบที่แพงขึ้น ประกอบกับความไม่ชัดเจนของรัฐบาลในการสนับสนุนพลังงาน ทดแทน "เราอาจจะไม่ลงทุนในเร็ว ๆ นี้"

ขณะที่นายสมชาย โล่ห์วิสุทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัทไทยอะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า โมลาสในตลาดไม่มีจำหน่ายแล้ว โรงงานใช้สต๊อกเดิมที่มีอยู่ผลิตเอทานอลจะมีพอไปถึงเดือนธันวาคม ไม่ต้องนำเข้า แต่จะต้องลดกำลังการผลิตลงเหลือ 60% ของกำลังผลิตเต็มที่ 120,000 ลิตร/วัน ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า จะมีการนำเข้าโมลาสมาใช้ในประเทศนั้น น่าจะเป็นในส่วนของกลุ่ม ผู้ผลิตแอลกอฮอล์สำหรับเครื่องดื่มมากกว่า

สำหรับบริษัทไทยอะโกร เอ็นเนอร์ยี่ มีการลงทุนเพิ่มอีก 1,400 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานเอทานอลแห่งใหม่ในพื้นที่อำเภอด่านช้าง กำลังการผลิตวันละ 200,000 ลิตร ใช้วัตถุดิบได้ทั้งโมลาสและมันเส้น

ก.เกษตรประเมินแนวโน้มฝนตกเพิ่มจากปรากฏการณ์ลานีญ่าส่งผลดีต่อการปลูกข้าว

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานได้ติดตามสภาวะอากาศและปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องขณะ นี้ ประกอบกับการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ ปรากฏการณ์ลานีญ่าที่จะส่งผลทำให้ฤดูฝนเริ่มเป็นไปตามปกติ และเริ่มมีฝนตกชุกหนาแน่นขึ้นในหลายพื้นที่ โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปจะมีฝนตกมากขึ้น และจะตกมากกว่าค่าปกติ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ดีขึ้น และมีความเหมาะสมที่เกษตรกรสามารถเริ่มทำนาปีได้ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมนี้ เป็นต้นไป

เนื่องจากจะมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่างๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานได้ให้ทุกโครงการชลประทานทำการเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯ อย่างเต็มที่ พร้อมไปกับการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมหรือน้ำบ่าไหลหลากที่อาจจะเกิด ขึ้นได้ตลอดในช่วงฤดูฝนนี้

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ( ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ค. 53 ) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 33,372 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯทั้งหมด มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 9,530 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล และ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำใช้การได้รวมกันทั้งสิ้น 881 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทั้งสองเขื่อนเริ่มมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากกว่าปริมาณน้ำที่ระบาย ออกตั้งแต่วันที่ 20 กรกฏาคม 2553 เป็นต้นมา และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่วน เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 177 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 24 ของความจุอ่างฯทั้งหมด และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 69 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 7 ของความจุอ่างฯทั้งหมด

ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ ภาคอีสาน ส่วนใหญ่ยังคงมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่ว่าจะเป็น เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 24 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯทั้งหมด เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 128 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯทั้งหมด เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 335 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯทั้งหมด และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 89 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯทั้งหมด

ส่วนในเขตพื้นที่ภาคกลาง ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อาทิ เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20 ของความจุอ่างฯทั้งหมด เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 99 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯทั้งหมด และเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20 ของความจุอ่างฯทั้งหมด

ดังนั้น จากการประเมินสถานการณ์น้ำและการปลูกข้าวในภาพรวมของพื้นที่ในเขตโครงการชล ประทานทุกโครงการที่รับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ในภาคเหนือตอนล่างและในเขตโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ กรมชลประทานได้เสนอความเห็นว่า ขณะนี้หลายจังหวัดในพื้นที่เขตลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัดเกษตรกรได้เริ่มมีการทำนาปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาความแห้งแล้ง กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้ชลประทานจังหวัดในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนหรือประชาสัมพันธ์ในเรื่องการใช้น้ำต่อเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดผลกระทบจากความเสียหายของผลผลิตที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขาดแคลนน้ำ

3ล้านครัวร่วมเกษตรอินทรีย์ พด.แจงผลคืบหน้าตั้งกลุ่มเกษตรกรทะลุ6.4หมื่นกลุ่มคลุมพื้นที่64ล้านไร่

กรมพัฒนาที่ดินสรุปผลจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี 3 ปี คืบหน้ากว่า 64,000 กลุ่ม เกษตรกร 3 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 64 ล้านไร่ พร้อมสำรวจผลเกษตรกรร้อยละ 97 พึงพอใจ เพราะต้นทุนลด ผลผลิตเพิ่ม

นาย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องเกษตรอินทรีย์ว่า จากการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรจนถึง เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สามารถจัดตั้งกลุ่มได้แล้วจำนวน 64,698 กลุ่ม มีเกษตรกรเครือข่าย 3,226,129 ราย ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร จำนวน 64,101,929 ไร่ และจากการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่า เกษตรกรร้อยละ 97.1 มีความคิดว่าจะใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

นอก จากนี้ กรมยังได้ทำการประเมินความเปลี่ยนแปลงการใช้ปุ๋ยเคมีเปรียบเทียบกับผลผลิต และรายได้ของเกษตรกร พบว่า ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงจาก 25.6 กก./ไร่ เหลือ 18.1 กก./ไร่ หรือลดลง 29.3% ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 594.8 กก./ไร่ เป็น 679.5 กก./ไร่ หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 14.2% และรายได้เพิ่มขึ้นจาก 4,758.7 บาท/ไร่ เป็น 6,658.6 บาท/ไร่ หรือรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 39.9%

"ที่ ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและใช้สารอินทรีย์ทดแทนสาร เคมีให้กับเกษตรกร โดยเน้นไปที่ผู้นำกลุ่มและเครือข่ายหมอดิน เพื่อให้เป็นแกนนำไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้มีการเผยแพร่ความรู้ได้อย่างแพร่หลายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ กรมยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ให้กลุ่มเกษตรกร ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์เพื่อลดใช้สาร เคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังมีการปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับยุวหมอดิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ปกครองที่เป็นเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จึงทำให้โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้" นายฉลอง กล่าว

พิษภัยแล้งทำเอทานอลขาด

แหล่ง ข่าวจากผู้ผลิตเอทานอลรายหนึ่งเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" เกี่ยวกับสถานการณ์ของเอทานอลว่า ในช่วงปลายปีอาจจะเกิดปัญหาปริมาณเอทานอลตึงตัวถึงขั้นขาดแคลน เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล ทั้งมันสำปะหลัง และกากน้ำตาล (โมลาส) ขาดแคลนและราคาแพง ในส่วนของวัตถุดิบมันสำปะหลัง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยแล้งและเพลี้ยแป้งระบาดทำให้ผลผลิตมัน สำปะหลังลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 27 ล้านตัน เหลือเพียงแค่ 20 ล้านตัน ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 2 บาท เป็นกิโลกรัมละ 3.80 บาท ถือเป็นราคาที่สูงมาก ทำให้โรงงานบางรายที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบต้องหยุดการผลิตลงเพราะไม่ สามารถสู้ราคารับซื้อมันสำปะหลังได้ ส่วนโรงงานที่ยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ก็เป็นโรงงานที่มีสต๊อกวัตถุดิบ มันสำปะหลังเหลืออยู่เท่านั้น

สำหรับโมลาสที่จะขาดแคลนในช่วงปลาย ปีเนื่องจากฤดูการผลิต 2553/2554 นี้ฝนแล้งทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโตเต็มที่ เพื่อให้อ้อยเติบโตเต็มที่ได้ยิวหรือปริมาณ ความหวานอยู่ในภาวะที่เหมาะสม คาดว่าจะต้องขยายระยะการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลจากปกติไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งเดิมเปิดหีบประมาณเดือนพฤศจิกายน อาจจะเลื่อนไปถึงเดือนธันวาคม หรือเดือนมกราคม เป็นผลให้กากน้ำตาลหรือโมลาสออกมาน้อย ไม่มีวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลในช่วงเวลาดังกล่าว

นายประวิทย์ ประกฤตศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพโทรกรีน จำกัด ผู้ผลิต เอทานอลในเครือกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยว่า เกี่ยวกับปัญหาเอทานอลช่วงต้นปีไตรมาส 1-2 เป็นปัญหาภาวะเอทานอลล้นตลาด ส่วนปลายปีช่วงไตรมาส 3-4 เกิดภาวะขาดแคลน ถือเป็นภาวะของปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ดังนั้นรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น แนวทางที่มีความเป็นไปได้ก็คือ ใช้กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงมาบริหาร สต๊อกเอทานอล

"หลักการคือ ซื้อเอทานอลเก็บ สต๊อกไว้ในช่วงที่ปริมาณล้น และทำสัญญาซื้อเอทานอลในตลาดซื้อขาย ล่วงหน้า เพื่อให้มีเอทานอลใช้ทั้งปี โดยอาจจะซื้อไว้ประมาณ 60 ล้านลิตร เมื่อประเมินจากราคาเอทานอล 20 บาท/ลิตร กองทุนฯจะใช้เงินประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งไม่มากมายนัก เมื่อเทียบกับการซื้อน้ำมันจากต่างประเทศมาปีละหลายแสนล้านบาท" นายประวิทย์กล่าว

สร้าง"กองทัพปราบเพลี้ย" กรมข้าวผุดไอเดียจัดระบบนิเวศน์นาข้าวสร้างศัตรูธรรมชาติปราบ

นางสำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากช่วงปี 2551-2553 ที่ผ่านมา นับเป็นปีทองของชาวนาที่ขายข้าวเปลือกได้ในราคาสูง ทำให้ชาวนาเพิ่มการผลิตมากขึ้นทั้งด้านพื้นที่ปลูก จำนวนครั้งของการปลูก เป็นเหตุให้ไม่มีการพักดินเพื่อฟื้นฟูหรือบำรุงดิน ทำให้ มีแมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ขณะที่การใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ผิดชนิด ผิดวิธี และมากเกินความจำเป็น ทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่มีประโยชน์ อาทิ อาทิ แมลงภู่ ผึ้ง แมลงปอ แมงมุม ต่อแตน และสัตว์น้ำในนาข้าว เช่น กบ เขียด ปลา มีจำนวนลดลงอย่างมากจึงทำให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืช ทำความเสียหายให้กับผลผลิตข้าวอย่างมากมาย

กรมการข้าวจึงมีแนวคิดจะเพิ่มปริมาณแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่เป็น ประโยชน์ คืนสู่นาข้าวอีกครั้ง โดยการจัดระบบนิเวศในนาข้าว ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติกลับคืนสู่นาข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นๆ หลากหลายชนิดรอบๆ แปลงนาข้าว เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้แมลงศัตรูธรรมชาติหรือแมลงที่มีประโยชน์ เปรียบเสมือนการสร้างกองทหารไว้คอยควบคุมและทำลายแมลงศัตรูข้าวที่เข้ามาใน นาข้าว ลดความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูข้าว และลดการใช้สารฆ่าแมลงในนาข้าว เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับระบบนิเวศในนาข้าวอย่างยั่งยืน และเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ได้มีเกษตรกรในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้เคยดำเนินการแล้วโดยในส่วนของสาธารณรัฐ ประชาชนจีนพบว่า นาข้าวที่ปลูกไม้ดอก งา และข้าวฟ่าง บนคันนามีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลน้อยกว่า และมีแมลงศัตรูธรรมชาติมากกว่า นาข้าวของเกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกอะไรบนคันนา อีกทั้งเกษตรกรยังต้องพ่นสารฆ่าแมลงด้วย ดังนั้นเชื่อว่าการจัดระบบนิเวศในนาข้าวจะแนวทางการปลูกข้าว ที่ประสบความสำเร็จในการลดความรุนแรงของการระบาดของแมลงศัตรูข้าวได้อย่าง ยั่งยืน ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ในการคิดหาพืชที่สามารถปลูกร่วมในนาข้าวและสามารถสร้างรายได้โดยไม่มีผล กระทบต่อผลผลิตข้าว

กลุ่มเกษตรอินทรีย์คลุมพื้นที่ 64 ล้านไร่

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องเกษตรอินทรีย์ว่า จากการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรจนถึง เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สามารถจัดตั้งกลุ่มได้แล้วจำนวน 64,698 กลุ่ม มีเกษตรกรเครือข่าย 3,226,129 ราย ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร จำนวน 64,101,929 ไร่ และจากการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่า เกษตรกรร้อยละ 97.1 มีความคิดว่าจะใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

“ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ถ่าย ทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีให้กับเกษตรกร โดยเน้นไปที่ผู้นำกลุ่มและเครือข่ายหมอดิน เพื่อให้เป็นแกนนำไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้มีการเผย แพร่ความรู้ได้อย่างแพร่หลายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้กรมฯ ยังสนับสนุนปัจจัยการ ผลิตต่าง ๆ ให้กลุ่มเกษตรกร ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์เพื่อลดใช้สาร เคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังมีการปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับยุวหมอดิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ปกครองที่เป็นเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จึงทำให้โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” นายฉลอง กล่าว

กรมข้าวผุดไอเดียสร้างกองทหารปราบเพลี้ย

กรมข้าวไอเดียบรรเจิดสร้าง"กองทหารปราบเพลี้ย" ด้วยการจัดระบบนิเวศในนาข้าว ปลูกพืชบนคันนา เพิ่มปริมาณแมลงศัตรูธรรมชาติ-สร้างความสมดุลธรรมชาติ

นางสำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากในช่วงปี 2551-2553 ที่ผ่านมานับเป็นปีทองของชาวนาที่ขายข้าวเปลือกได้ในราคาสูง ทำให้ชาวนาเพิ่มปัจจัยการผลิตมากขึ้นทั้งในด้านพื้นที่ปลูก จำนวนครั้งของการปลูก เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และน้ำ เป็นเหตุให้ไม่มีการพักดินเพื่อฟื้นฟูหรือบำรุงดิน ทำให้มีแมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีอาหารกินตลอดปี และขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ผิดชนิด ผิดวิธี และใช้มากเกินความจำเป็น ทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติ และแมลงที่มีประโยชน์มีจำนวนลดลงอย่างมาก จึงเกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืช

กรมการข้าวจึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มปริมาณแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่เป็น ประโยชน์กลับคืนสู่นาข้าวอีกครั้งโดยการจัดระบบนิเวศในนาข้าว (Ecological engineering) ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติกลับคืนสู่นาข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นๆ หลากหลายชนิดบนคันนา หรือตามคู คลองรอบๆ แปลงนาข้าว โดยเฉพาะพืชที่มีดอกสีเหลืองหรือสีขาว เช่น ดาวเรือง กระดุมทอง เดซี่ ทานตะวัน ตีนตุ๊กแก เป็นต้น หรือเป็นจำพวกผัก เช่น บวบ ฟักทอง งา กระเจี๊ยบ พริก ถั่วฝักยาว มะระ แตง เป็นต้น เพื่อให้แมลงศัตรูธรรมชาติหรือแมลงที่มีประโยชน์ใช้เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่อยู่อาศัยและขยายแพร่พันธุ์

โดยแมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ อาทิ แมลงจำพวกช่วยผสมเกสร เช่น แมลงภู่ ผึ้ง แมลงจำพวกตัวห้ำตัวเบียน ได้แก่มวนเขียวดูดไข่ ด้วงเต่า แมลงปอ แมงมุม ต่อแตน และจำพวกสัตว์น้ำในนาข้าว เช่น กบ เขียด ปลา ซึ่งเปรียบเสมือน “การสร้างกองทหาร” เพื่อคอยควบคุมและทำลายแมลงศัตรูข้าวที่เข้ามาในนาข้าว ลดความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูข้าว และลดการใช้สารฆ่าแมลงในนาข้าว เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับระบบนิเวศในนาข้าวอย่างยั่งยืน และเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอีกทางหนึ่ง

"ในส่วนของประเทศไทย ขณะนี้กรมการข้าวได้ร่วมกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2552 และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการรายละเอียดเพิ่มเติม"