ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

กรมวิชาการงัด พ.ร.บ.วัตถุอันตราย จัดระเบียบผู้ค้ายา-สารเคมีการเกษตร

พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ให้อำนาจแก่ 3 หน่วยงานหลักในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลรับผิดชอบสินค้าวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตรทั้งหมด โดยกรมวิชาการเกษตรรับหน้าที่ดูแลวัตถุอันตรายที่ใช้กับพืช, กรมประมงดูแลวัตถุอันตราย ที่ใช้กับสัตว์น้ำ และกรมปศุสัตว์ดูแลวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ใช้ในการปศุสัตว์

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตร ของไทยมีการใช้สารเคมีในอัตราสูงมาก ส่งผลให้ธุรกิจการค้าสารเคมีการเกษตรเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีร้านจำหน่ายสารเคมีทั่วประเทศกว่า 5,000 แห่ง ในปี พ.ศ. 2543 พบว่า มีการนำเข้าสารเคมีเพื่อขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายประมาณ 224 ชนิด และมีสินค้าสารเคมีการเกษตรประเภทสารเคมีกำจัดแมลง- สารป้องกันกำจัดวัชพืช-สารกำจัดเชื้อรา วางจำหน่ายในท้องตลาดกว่า 8,425 ชื่อการค้า

ในขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบพบว่า สารเคมีจำนวนมากมีชื่อสามัญเดียวกัน แต่ใช้ชื่อทางการค้าหลายชื่อ ยกตัวอย่างเช่น "กลัยโฟเซท" ถือเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีปริมาณการนำเข้ามากที่สุด พบว่ามีชื่อการค้ามากถึง 241 ชื่อ รองลงมาคือ "เอ็นโดซัลแฟน" มีชื่อการค้าถึง 111 ชื่อ ทั้งหมดนี้ขาดการจัดระบบขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่มีการอ้างใช้ชื่อทางการ ค้าหลายชื่อ ทั้งที่เป็นชื่อสามัญเดียวกัน กลายเป็นปัญหาสร้างความสับสนแก่เกษตรกรผู้ใช้วัตถุอันตรายเป็นอย่างมากใน ช่วงที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแนวโน้มการ นำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ปี 2546 มีมูลค่าการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของปี 2538 ในปี 2550 ไทยนำเข้าสารเคมีมากถึง 67,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 15,000 ล้านบาท และปี 2552 มีการนำเข้าสารเคมีการเกษตรสูงถึง 19,181.75 ล้านบาท โดยสารเคมีที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสารป้องกันกำจัดวัชพืช รองลงมาคือสารเคมีกำจัดแมลง, สารป้องกัน/กำจัดเชื้อรา และสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช

ปัจจุบัน กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ฯลฯ ต่างเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบสุขอนามัยและความปลอดภัยสินค้าเกษตร มากขึ้น เช่น การกำหนดค่าปริมาณ สารตกค้าง/สารปนเปื้อน/ยาปฏิชีวนะ รวมทั้งกำหนดให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารต้องมีความเป็นมิตรกับสิ่ง แวดล้อม และสามารถตรวจสอบ ย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน

เพื่อส่งเสริมให้ ทิศทางการผลิตสินค้าเกษตรของไทยสอดคล้องกับกระแสความต้องการของโลก ลดอุปสรรคทางการส่งออก ส่งเสริมสุขภาพอนามัยความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้ยกร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) โดยมีเป้าหมายลดการใช้สารเคมีภาคการเกษตรให้เหลือร้อยละ 70

โดยกรม วิชาการเกษตรทำหน้าที่ยกร่างมาตรการทางกฎหมายขึ้นมาดูแลควบคุม/กำกับและ ติดตามสารเคมีเกษตรครบวงจร ประเมินความเสี่ยงจากสารเคมีเกษตร เพื่อกำหนดชนิดสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้ กำหนดอายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียน และไม่ต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนให้แก่สารเคมีเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สารเคมีใน class Ia และ Ib ตาม ข้อเสนอแนะของ WHO ห้ามนำเข้าและ เพิกถอนทะเบียนสารเคมีการเกษตรที่ประเทศพัฒนาแล้ว ห้ามใช้ รวมทั้งจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีที่มีความเสี่ยงน้อยให้เกษตรกรเลือกใช้ ชำแหละ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ฉบับใหม่

กรม วิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรปรับปรุง พ.ร.บ.วัตถุอันตรายที่มีอยู่เดิม ให้มีความเข้มงวดในการควบคุมกำกับดูแลสารเคมีทางการเกษตรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนการนำเข้า ตลอดจนการจำหน่าย ให้เป็นไปตามอำนาจกฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551, ระเบียบกรมวิชาการเกษตร ว่าด้วยการตรวจเอกสารข้อมูลประกอบ, การขึ้น ทะเบียนวัตถุอันตราย ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. 2553 เป็นต้น ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ได้เชิญผู้ประกอบการในธุรกิจสารเคมีเข้าฟัง คำชี้แจงหลักเกณฑ์ วิธีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน

พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2552 กำหนดให้ "ใบอนุญาต" ในการนำเข้า- ผลิต-จำหน่ายสารเคมีการเกษตรที่มีอยู่เดิมสามารถใช้ต่อได้จน สิ้นอายุ ส่วนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนและ ใบแจ้งดำเนินการวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ที่ออกไว้ก่อนนั้นให้ใช้ต่อไปได้อีก 3 ปี นับจากวันที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ เมื่อครบกำหนดวัตถุอันตรายที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วจะต้องมายื่นขอขึ้น ทะเบียนตามเงื่อนไขใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ บริษัทเอกชนต้องยื่นใบทะเบียนอนุญาตผลิตในประเทศ ที่เป็นแหล่งผลิต เอกสารทั้งหมดดังกล่าวต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานราชการ ตัวแทนประเทศ โดยต้องเป็นเอกสารระหว่างประเทศ

ส่วนการกำหนดอายุและการต่อ ใบรับแจ้งดำเนินการวัตถุอันตรายชนิด ที่ 2 กำหนดไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ออกใบรับแจ้ง และใบสำคัญการขึ้นทะเบียน วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 /ชนิดที่ 3 ไม่เกิน6 ปี นับจากวันที่ออกใบสำคัญ ตลอดจนการอนุญาตให้ผลิต/นำเข้าหรือมีไว้ใน ครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ให้สามารถนำเข้า/ครอบครองวัตถุ อันตรายชนิดที่ 4 เพื่อเป็นสารมาตรฐาน ในห้องปฏิบัติการ โดยต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่กำกับดูแล

ผงะ!โลกร้อนเศรษฐกิจไทยสูญปีละ4.5แสนล.

เมื่อวันที่ 20 ส.ค. คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดสัมมนา "ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ"

โดยพ.ญ.พรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า จากสถิติในช่วง 30 ปี ระหว่างปี"13-44 พบว่า ทั่วโลกได้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น เช่น การเกิดพายุแรง 121 ครั้ง ในระหว่างปี"13-22 ขณะที่ในปี"32-43 พบพายุ 300 ครั้ง ไฟป่า 11 ครั้ง เพิ่มเป็น 54 ครั้ง ดินถล่ม 34 ครั้ง เพิ่มเป็น 114 ครั้ง คลื่นยักษ์ 2 ครั้ง เพิ่มเป็น 12 ครั้ง อุณหภูมิสูงจัด 9 ครั้ง เพิ่มเป็น 70 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งหากไม่มีมาตรการแก้ไขคาดว่าความสูญเสียของทุกประเทศในแต่ละปีจะมีมูลค่า สูงถึง 5-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (จีดีพีโลก) สำหรับประเทศไทย 5% ของจีดีพี จะมีมูลค่าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

พ.ญ.พรพันธุ์ กล่าวว่า ไทยกำลังประสบปัญหาภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยสูงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบายควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจัง

ไทยตัวการ"โลกร้อน" ปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากอันดับ31ของโลก

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดสัมมนาเรื่อง "ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ" โดย พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกมธ.ชุดดังกล่าว ระบุว่า จากสถิติในช่วง 30 ปี ระหว่างปี 2513-2544 พบว่า เกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงถี่ขึ้นทั่วโลก เช่น การเกิดพายุแรง 121 ครั้ง ระหว่างปี 2513-2522 ขณะที่ระหว่างปี 2532-2543 พบพายุ 300 ครั้ง ไฟป่า 11 ครั้งเพิ่มเป็น 54 ครั้ง ดินถล่ม 34 ครั้งเพิ่มเป็น 114 ครั้ง คลื่นยักษ์ 2 ครั้ง เพิ่มเป็น 12 ครั้ง อุณภูมิสูงจัด 9 ครั้งเพิ่มเป็น 70 ครั้ง ซึ่งหากไม่มีมาตรการแก้ไข คาดว่าความสูญเสียของทุกประเทศในแต่ละปี จะมีมูลค่าสูงถึง 5-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (World GDP) ซึ่งสำหรับประเทศไทย มูลค่า 5% ของ GDP จะมีมูลค่าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

พญ.พรพันธ์ ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยสูงขึ้น จำนวนวันที่มีอากาศร้อนเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น 20 มิลลิเมตรต่อปี นับตั้งแต่ปี 2503 เป็นเหตุให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยจนถึงขั้นวิกฤติ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาวะโลกร้อน ส่งผลให้จำนวนวันที่ร้อนกว่า 35 องศามีมากขึ้น โดยภาคที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงกลางวันคือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเดือนเมษายนจะมีอุณหภูมิประมาณ 42-43 องศา ส่วนคืนที่มีอากาศเย็นจะหายไปเรื่อยๆ

ขณะที่ นายอรรถชัย จินตะเวช อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่อภาคการเกษตร คือ อายุข้าวจะสั้นลง กระทบต่อผลการผลิต ดังนั้นเราต้องปรับตัวในกระบวนการผลิต และควรมีการศึกษาถึงภาวะโลกร้อนในระยะยาว รวมถึงการปรับแนวคิดและสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจของคนทุกกลุ่ม

นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้น โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุดคือ มุกดาหาร นครราชสีมา และกาญจนบุรี ตามลำดับ

เวลา 10.45 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเป็นประธานการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ โดยมีรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่าง พร้อมเพรียง

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ ได้จำลองสถานการณ์ภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่น ส่งผลให้เกิดพายุ น้ำท่วม และโคลนถล่มขั้นร้ายแรงที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด โดยมีการฝึกซ้อมแผนเป็น 2 รูปแบบ คือ การฝึกซ้อมฝ่ายอำนวยการ และการฝึกซ้อมภาคสนาม ซึ่งจะมีการจำลองเหตุการณ์เรืออับปาง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ รวมถึงสถานการณ์จำลองอุบัติภัยเหตุอากาศยานจากภัยธรรมชาติ

โดยเป็นการบูรณาการด้านการเผชิญสถานการณ์วิกฤตระหว่างหน่วยงานระดับชาติ ระดับจังหวัด และท้องถิ่น รวมถึงทดสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมต่อเครือข่ายฐานข้อมูลในการ บริหารจัดการสาธารณภัยในระดับชาติ เพื่อให้สามารถแก้ไขและตอบโต้วิกฤตการณ์ด้านสาธารณภัย พร้อมกันในทุกจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลกร้อนวุ่น กระทบเศรษฐกิจไทยปีละ 4.5 แสนล้าน

กมธ.วุฒิผงะพบไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 31 ของโลก ขณะที่ภัยพิบัติก็รุนแรง หากไม่มีการแก้ไข จะเสียหาย 5-20% ของจีดีพี ขณะที่ข้าวอายุสั้้นลง และคนไทยเริ่มบาดเจ็บจากคลื่นความร้อนมากขึ้น...

เมื่อ วันที่ 20 ส.ค. คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดสัมมนา “ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ”

พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า จากสถิติในช่วง 30 ปี ระหว่างปี 2513-2544 พบว่า ทั่วโลกได้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น เช่น การเกิดพายุแรง 121 ครั้ง ในระหว่างปี 2513-2522 ขณะที่ในปี 2532-2543 พบพายุ 300 ครั้ง ไฟป่า 11 ครั้ง เพิ่มเป็น 54 ครั้ง ดินถล่ม 34 ครั้ง เพิ่มเป็น 114 ครั้ง คลื่นยักษ์ 2 ครั้ง เพิ่มเป็น 12 ครั้ง อุณหภูมิสูงจัด 9 ครั้ง เพิ่มเป็น 70 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน โดยหากไม่มีมาตรการแก้ไขคาดว่าความสูญเสียของทุกประเทศในแต่ละปีจะมีมูลค่า สูงถึง 5-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (world GDP) สำหรับประเทศไทย 5% ของ GDP จะมีมูลค่าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

สำหรับประเทศไทยกำลังประสบปัญหา ภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยสูงขึ้น จำนวนวันที่มีอากาศร้อนเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น 20 มิลลิเมตร/ปี นับตั้งแต่ปี 2503 เป็นเหตุให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยถึงขั้นวิกฤติ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบายควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกัน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจังควบคู่ไปกับ ระดับท้องถิ่นที่ต้องสร้างความร่วมมือของชุมชนให้เกิดการมีส่วนร่วม เพื่อเป็นปราการหนึ่งในการพิทักษ์สุขภาพจากโลกร้อน

ด้านนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในประเทศไทยที่เกิดจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้ จำนวนวันที่ร้อนกว่า 35องศา มีมากขึ้น โดยภาคที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงกลางวัน คือ ภาคกลางภาคตะวันตก และภาคเหนือตอนล่าง ในช่วงเดือน เม.ย. จะมีอุณหภูมิประมาณ 42-43องศา ส่วนพื้นที่เย็นจะหายไปเรื่อยๆ พื้นที่อากาศเย็นจะเหลือเพียงพื้นที่เทือกเขาสูง ปริมาณฝนโดยรวมจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากแต่จำนวนวันฝนตกจะมีความเปลี่ยนแปลง หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งของการปลูกข้าวพบว่า เวียดนามมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสูงกว่า ไทยแต่ความสามารถในการรับมือของเวียดนามจะดีกว่าไทยและระดับน้ำทะเลจะมีความ แปรปรวนสูงมาก ทำให้พื้นที่ชายฝั่งมีความเสี่ยงสูงโดยปัญหาน้ำจะเป็นเรื่องที่สำคัญของ ประเทศ

นายอรรถชัย จินตะเวช อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อภาคการเกษตร คือ อายุข้าวจะสั้นลง เพราะอากาศร้อนที่มากขึ้น ทำให้กระทบต่อการผลิตข้าว 100% ดังนั้นเราต้องปรับตัวในกระบวนการผลิต โดยต้องเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบเพราะในแต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย เพื่อให้เกิดการปรับตัวในแต่ละพื้นที่และควรมีการศึกษาถึงภาวะโลกร้อนในระยะ ยาว รวมถึงการปรับแนวคิดและสื่อสารเพื่อสร้างความให้เข้าใจของคนทุกกลุ่ม

ขณะ ที่ นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงทางสุขภาวะของภาวะโลกร้อน คือ กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเช่น หัวใจ หลอดเลือด ที่อาจเสียชีวิตได้เมื่อเกิดคลื่นความร้อนสูง รวมทั้งคนในเขตเมืองที่คลื่น ความร้อนไม่กระจายตัว ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากพายุ เฮอร์ริเคน โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยถึง 175 คน/ปี สำหรับประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้นโดยจังหวัดที่มีผู้ป่วย สูงสุดคือ มุกดาหาร นครราชสีมา และกาญจนบุรี

ส่วนผลกระทบจากมลพิษทาง อากาศที่เกิดจากปัญหาหมอกควัน ซึ่งในภาคเหนือมีผู้ป่วยจากระบบทางเดินหายใจถึง 100,000 ราย โดย จ.แม่ฮ่องสอน มีผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองสูงสุด เพราะมีปริมาณฝุ่นสูงสุด ตามด้วย จ.น่าน และพะเยา นอกจากนี้อุณภูมิที่สูงขึ้นและรูปแบบของฝนตกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การกระจาย ของแมลงที่เป็นพาหะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดโรคมาลาเรียและไข้ เลือดออก รวมถึงภาวะน้ำท่วมได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอุจจาระร่วง โรคฉี่หนูและน้ำกัดเท้า

นายสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก อ.สะเดา จ.สงขลา กล่าวถึงปราการพิทักษ์มลภาวะในชุมชนว่า ตำบลปริกได้มีแนวคิดการจัดการขยะฐานศูนย์ เนื่องจากที่ผ่านมาตำบลปริกมีขยะถึงวันละ 8-10 ตัน ทำให้ต้องใช้งบประมาณเพื่อขนย้ายขยะถึงปีละ 3 ล้านบาท จึงมองว่าหากสามารถจัดการกับขยะอินทรีย์ที่มีอยู่ 67% และมีขยะรีไซด์เคิล อีก 20% ได้ ทำให้เหลือขยะที่ต้องจัดการเพียง 10% เท่านั้น ทำให้เกิดแนวคิดการจัดการขยะในชุมชนจากต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

ใน ส่วนของการจัดการขยะต้นทางคือ การสร้างความเข้าใจ และฝึกให้คนในชุมชนร่วมกันการจัดการขยะในครัวเรือน เช่น การคัดแยกขยะการนำขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย หรือทำเป็นก๊าซชีวภาพรวมถึงการนำน้ำ ล้างข้าวสารมาใช้ประโยชน์ทำน้ำยาล้างจาน ส่วนการจัดการขยะกลางทางคือ การจัดตั้งธนาคารขยะ โดยเยาวชนเป็นผู้จัดการ เพื่อเป็นหน่วยรับซื้อขยะรีไซเคิล และการจัดการขยะปลายทาง โดยเทศบาลจะเป็นผู้คัดแยกขยะส่วนที่เหลือ โดยมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในบ่อขยะเพื่อทำปุ๋ย ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ย ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท ทั้งนี้การจัดการขยะถือเป็นนโยบายที่ท้องถิ่นควรทำ โดยต้องทำงานร่วมกับประชาชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติ

โลกร้อนขึ้นทำผลผลิต "ข้าว" หดลงทั่วเอเชีย 20%

การเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศของโลกส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ซึ่งจะทำให้มีประชากรที่อดอยากเพิ่มมากขึ้นด้วย (ภาพจาก บีบีซีนิวส์)

ภัยแล้งในพื้นที่การเกษตรเป็นผลพวงสำคัญจากภาวะโลกร้อน (ภาพจาก บีบีซีนิวส์)

วิกฤติโลกร้อน ทำผลผลิตข้าวทั่วเอเชียตกต่ำลงถึง 20% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ผลการวิจัยระบุกลางคืนร้อนขึ้นยิ่งทำให้ข้าวออกรวงน้อยลง คาดเป็นเพราะต้นข้าวใช้พลังงานไปกับการหายใจมากขึ้น เผยเป็นสัญญาณอีกไม่กี่ทศวรรษทั่วโลกจะมีประชากรผู้หิวโหยและยากจนพุ่งสูง ขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้วพันล้านคน

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (Agriculture Organization : FAO) ที่มีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ และกรุงโรมในอิตาลี ได้เฝ้าติดตามผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันและกลาง คืนที่มีต่อผลผลิตข้าวในเขตนาชลประทานจำนวน 227 แห่ง ในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ในช่วงระหว่างปี 1994-1999

"ในขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเวลากลางวันเพิ่มขึ้น หรือช่วงเวลากลางคืนที่ร้อนขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง" จาร์รอด เวลซ์ (Jarrod Welch) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานดิเอโก (University of California, San Diego) สหรัฐฯ ผู้เป็นหัวหน้าคณะวิจัยครั้งนี้เปิดเผยในเอเอฟพี ส่วนผลงานวิจัยนั้นได้ตีพิมพ์ลงในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences : PNAS) เมื่อไม่นานมานี้

เวลซ์ให้ข้อมูลว่า อุณหภูมิช่วงกลางวันที่สูงขึ้นสามารถช่วย เพิ่มผลผลิตข้าวได้ในช่วงเริ่มต้น แต่ในที่สุดแล้วก็จะทำให้ผลผลิตตกลง เพราะมีผลน้อยกว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นในเวลากลางคืนที่ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลด ลง ซึ่งบีบีซีนิวส์ระบุว่านี่เป็นรายงานล่าสุดที่ระบุว่าการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะสร้างความยากลำบากมากขึ้นในการผลิตอาหาร เลี้ยงประชากรโลกที่กำลังเติบโตขึ้นจากการที่ผลผลิตของพืชพันธุ์ธัญญาหารลด ต่ำลง

บีบีซีนิวส์รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า นักวิจัยยังไม่ได้ความชัดเจนว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อกลไกใดของข้าว แต่ อาจเกี่ยวข้องกับการที่ต้นข้าวต้องหายใจมากขึ้นในช่วงเวลากลางคืนที่ร้อน ขึ้น ทำให้ต้นข้าวต้องใช้พลังงานไปกับกิจกรรมดังกล่าวสูงขึ้น และทำให้มีพลังงานไปใช้ในกิจกรรมการสังเคราะห์ด้วยแสงลดน้อยลง จึงทำให้ผลผลิตข้าวลดลง

ทั้งนี้ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิพื้นผิวโลกส่งผลให้ผลผลิตข้าวในพื้นที่เพาะปลูก หลักๆ ลดต่ำลงมาแล้วประมาณ 10-20% ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าหากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ จะทำให้ผลผลิตข้าวตกต่ำลงอย่างเลวร้ายที่สุดในช่วงกลางศตวรรษนี้ และหากอุณหภูมิในช่วงกลางวันสูงมาก มันจะไปจำกัดการให้ผลผลิตของข้าว และยิ่งทำให้ผลผลิตลดลงไปอีก และในปี 2004 นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งยังได้ศึกษาพบว่าผลผลิตข้าวในฟิลิปปินส์ลดลงประมาณ 10% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซียลเซียสในช่วงเวลากลางคืน

ข้อมูลจากเอฟเอโอยังระบุอีกว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรโลก โดยในแต่ละวันมีผู้บริโภคข้าวมากถึง 3 พันล้านคนทั่วโลก และข้าวยังเป็นอาหารหลักของชาวเอเชียประมาณ 600 ล้านคน ที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่ยากจนที่สุดในโลกจำนวน 1 พันล้านคนด้วย ซึ่งการที่ผลผลิตข้าวตกต่ำลงนั้นยังหมายถึงว่าจะมีประชากรโลกที่อดอยากและ ยากจนเพิ่มมากขึ้น

"หากเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวหรือพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ ที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ จะเกิดหายนะขึ้นกับพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมดได้ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อันเนื่องมาจากอากาศที่ร้อนขึ้นทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน" เวลซ์ กล่าวเตือน และยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ไปเมื่อต้นปีที่แล้วให้ข้อสรุปไว้ว่า ประชากรโลกครึ่งหนึ่งอาจต้องเผชิญกับวิกฤติอาหารอันเนื่องมาจากการเปลี่ยน แปลงของสภาพภูมิอากาศภายในปี 2100

ฟื้นฟูพื้นที่เลี้ยงกุ้งกว่า 12,000 ไร่

นาย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดี กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปัญหาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตน้ำจืด ทำให้พื้นที่ข้างเคียงมีปริมาณเกลือสูงขึ้น เกิดการกระจายของ ดินเค็ม ส่งผลให้ระบบนิเวศเสียหายป่าชายเลนเสื่อมโทรม ที่สำคัญเกิดการ ขัดแย้งในการใช้น้ำ และใช้ประโยชน์จากที่ดิน จึงมอบหมายให้ กรมดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ผ่านการเลี้ยง กุ้งกุลาดำ และส่งเสริมอาชีพอื่นทดแทน โดยได้สำรวจ ความต้องการ ของเกษตรกรในการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ฟื้นฟูให้สอดคล้องกับ ศักยภาพของพื้นที่ โดยขณะนี้ยกร่องปลูกไม้ผล พืชไร่ พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขความเค็มของดินแล้วในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

"ขณะนี้ฟื้นฟูพื้นที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแล้วกว่า 12,000 ไร่ เกษตรกรกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ดีขึ้น ในปี 2554 กรมจะดำเนินการเพิ่มอีก 1,000 ไร่ เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ประโยชน์"

ภัยแล้งเกษตรกรหนีขายแรงงาน

นาง จีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า จำนวนผู้ว่างงานในเดือน มิ.ย. 53 มีจำนวนทั้งสิ้น 4.59 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงาน 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อนมีจำนวนผู้ว่างงานลดลง 88,000 คนหรืออัตราว่างงานลดลง 0.2% และเมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. ลดลง 1.27 แสนคนหรือลดจาก 5.86 แสนคน เป็น 4.59 แสนคน

ทั้งนี้ผู้ว่างงานเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 2.78 แสนคน ลดลง 55,000 คน แยกเป็นผู้ว่างงานที่มาจากภาคผลิต 1.2 แสนคน ภาคการบริการและการค้า 1.15 แสนคน และภาคเกษตรกรรม 43,000 คน โดยส่วนใหญ่อัตราว่างงานมากที่สุดในภาคใต้ที่ 1.5% รองลงมาเป็นภาคกลางและภาคเหนือในอัตราที่เท่ากันคือ 1.3% ขณะที่กรุงเทพฯและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราว่างงานเท่ากัน 1% โดยเฉพาะกรุงเทพฯมีอัตราว่างงานลดลงมากที่สุด 1.2% รองลงมาเป็นภาคใต้ลดลง 0.3% ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลงเท่ากันคือ 0.1% ส่วนภาคเหนือเพิ่มขึ้น 0.1%

“จำนวนผู้ว่างงานทั้ง 4.59 แสนคนนั้น ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากที่สุด 1.96 แสนคน หรือ 3.1% รองลงมาจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 86,000 คน หรือ 1.4% ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 79,000 คน หรือ 1.5% ระดับประถมศึกษา 56,000 คน หรือ 0.6% และต่ำกว่าประถมศึกษา 42,000 คน หรือ 0.3%”

ส่วนผู้มีงานทำในเดือน มิ.ย. มีทั้งสิ้น 38.10 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 2.6 แสนคน คือลดลงจาก 38.36 ล้านคน เป็น 38.10 ล้านคน หรือลดลง 0.7% โดยผู้ทำ งานในภาคเกษตรกรรมลดลง 1.43 ล้านคน หรือลดลงจาก 15.98 ล้านคน เป็น 14.55 ล้านคน เนื่องจากภาวะภัยแล้งทำให้แรงงานเคลื่อนย้ายไปทำงานนอกภาคเกษตรกรรมกันมาก ขึ้น ส่งผลให้แรงงานนอกภาคเกษตร กรรมเพิ่มขึ้นอีก 1.17 ล้านคน โดยเพิ่มจาก 22.38 ล้านคน เป็น 23.55 ล้านคน

ฟื้นพื้นที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

พด.เน้นปลูกพืชอื่นทดแทนแก้สิ่งแวดล้อม/ปีหน้าขยายอีกพันไร่

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า จากสภาพปัญหาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตน้ำจืด ทำให้พื้นที่ข้างเคียงมีปริมาณเกลือสูงขึ้น เกิดการแพร่กระจายของดินเค็ม ทำให้เกิดน้ำเค็ม ระบบนิเวศน์ได้รับความเสียหาย ป่าชายเลนเสื่อมโทรม ที่สำคัญคือเกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการฟื้นฟู พื้นที่ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และส่งเสริมอาชีพทดแทนให้ผู้ทำการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปดำเนินการฟื้นฟูในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ นครนายก นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ตราด ปราจีนบุรี และภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา สงขลา สตูล ตรัง และพัทลุง

โดยการเข้าไปสำรวจความต้องการของเกษตรกร ในการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากนากุ้ง มาเป็นการปลูกพืชอื่นแทน แล้วทำการสำรวจจัดทำแผนที่ออกแบบต้นร่างโครงสร้างใหม่ ที่จะทำการฟื้นฟูให้สอดคล้องกับศักยภาพของที่ดินและความต้องการของเกษตรกร โดยทำการยกร่อง เพื่อปลูกไม้ผล พืชไร่ พืชผัก หรือจัดทำแปลงนาเพื่อการปลูกข้าว รวมทั้งขุดบ่อน้ำ เพื่อสำรองน้ำหรือเลี้ยงสัตว์น้ำจืดตามแนวทฤษฏีใหม่ พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขความเค็มของดิน ปรับโครงสร้างทางกายภาพของดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปลูกหญ้าแฝกป้องกันการพังทลายของดินรอบขอบบ่อ

"ขณะนี้ได้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่แล้วกว่า 12,000 ไร่ และในปี 2554 จะดำเนินการเพิ่มอีก 1,000 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำทรัพยากรดินมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้มากขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรจะได้มีรายได้จากการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทนสร้างความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นต่อไป" นายฉลอง กล่าว

สภาวะเกษตรกรไทย จำนวนลด อายุเฉลี่ย 45-51 ปี 80% เป็นหนี้จนตรอก

รายงานพิเศษ

สัดส่วนรายได้ของประชากรจำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายได้ (พ.ศ.2531-2550)
ที่มา : ข้อมูลการประมวลผล โดยสำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดสภาวะสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อ้างอิงในรายงานสุขภาพคนไทย 2553, ต้นคิด, มิถุนายน 2553

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2552 ประเทศไทยมีประชากรรวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาย 32.8 ล้านคน เป็นหญิง 34.0 ล้านคน

ขณะเดียวกัน รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อปี 2550 สังคมประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรทั้งสิ้น 5.79 ล้านครัวเรือน แต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 4.05 คน/ครัวเรือน

จากการศึกษาของ มูลนิธิชีววิถี สรุปผ่านเอกสาร คู่มือประชาชน เรื่อง ความ(ไม่)มั่นคงทางอาหารกับทางออกของประเทศไทย" ประเมินจากข้อมูลดังกล่าว จำนวนเกษตรกรลดลงอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 67 เมื่อปี 2532 ลดเหลือน้อยกว่าร้อยละ 40 ในปี 2552

โดยในจำนวนนี้จำแนกเป็นเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 47 ภาคเหนือร้อยละ 23 ภาคกลางร้อยละ 15 ภาคใต้ร้อยละ 15

ในขณะที่คนทำการเกษตรมีอายุมากขึ้น คือเฉลี่ยประมาณ 45 ปี

ขณะเดียวกัน "โครงการวิจัยหนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตรกรในชนบทไทย" ของ วิทยา เจียรพันธุ์ โดยการสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่า เฉลี่ยอายุของเกษตรกรอยู่ที่ 51 ปี

กล่าวโดยสรุปอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยจึงอยู่ระหว่าง 45-51 ปี

จาการศึกษาของ มูลนิธิชีววิถี แม้เกษตรกรจะเป็นผู้ผลิตอาหาร แต่ครอบครัวเกษตรกรกลับพึ่งพาตนเองในเรื่องอาหารน้อยกว่าที่ควรเป็น

ตัวอย่างเช่น จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า

เกษตรกรในประเทศไทยพึ่งพาอาหารที่ผลิตได้จากในไร่นาตนเองเพียงร้อยละ 29.74 ต่ำกว่าดัชนีการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร (ระดับประเทศ) ของเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการพึ่งพาตนเองเรื่องอาหารของครอบครัวเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตอาหารกำลังลดต่ำลงทุกขณะ

เช่น เกษตรกรในภาคใต้ใช้ผลผลิตจากไร่นาเพื่อเป็นอาหารต่ำเพียงร้อยละ 6.35 เท่านั้น

เมื่อปี 2550 นิรมล ยุวนบุณย์ ได้นำเสนอรายงาน "จากปฏิวัติเขียวสู่พันธุวิศวกรรม ประโยชน์และผลกระทบต่อประเทศไทย" โดยได้สำรวจสัดส่วนของชาวนาภาคกลางที่เก็บข้าวไว้กินเอง

เช่น ชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรีที่เก็บข้าวไว้กินเองมีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น

ปรากฏว่า ค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครอบครัวเกษตรกรร้อยละ 25 เป็นขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มร้อยละ 23 เป็นข้าว ร้อยละ 16 เป็นเครื่องปรุง ร้อยละ 14 เป็นเนื้อหมูและเนื้อวัว ร้อยละ 9 เป็นผลไม้ ร้อยละ 6 เป็นผักต่างๆ ร้อยละ 5 เป็นไก่และไข่ ร้อยละ 2 เป็นปลา

นี่ไม่เพียงแต่สะท้อนสภาวะแปรเปลี่ยนในสังคมเกษตรดั้งเดิมของไทย หากแต่ยังยืนยันถึงการเข้ามาของเศรษฐกิจสินค้าอันเด่นชัดอย่างยิ่ง

ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ การประสบกับภาวะหนี้สิน

สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจหนี้สินของเกษตรกรไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 พบว่า เกษตรกรที่มีที่ดินและเช่าที่ทำกินนั้นมีหนี้สินเฉลี่ย 107,230 บาท ส่วนเกษตรกรรับจ้างมีหนี้สินเฉลี่ย 62,995 บาท

มีจำนวนเกษตรกรที่มีภาระหนี้คิดเป็นร้อยละ 76.70 ของเกษตรกรทั้งหมด

ขณะเดียวกัน "โครงการวิจัยหนี้สินภาคครัวเรือนของเกษตกรในชนบทไทย" ของ วิทยา เจียรพันธุ์ โดยการสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เกษตรกรที่กู้กับทาง ธกส. นั้นเฉลี่ยแล้วมีหนี้สินสูงถึงรายละ 167,597 บาท

หากคำนวณโดยใช้ฐานข้อมูลข้างต้น หนี้สินโดยรวมของครอบครัวเกษตกรทั้งประเทศจะมีขนาดประมาณ 4.5-7.5 แสนล้านบาท

ในจำนวนนี้ เป็นหนี้ะนาคารร้อยละ 57 เป็นหนี้กลุ่ม/-องค์กร ร้อยละ 32 เป็นหนี้เจ้าของที่และนายทุนร้อยละ 4 เป็นหนี้ญาติ/-เพื่อนบ้านร้อยละ 3

ทั้งหมดนี้ คือชะตากรรมของครอบครัวเกษตรกรไทย

โลกร้อนอบต้นข้าวทวีปเอเชียให้อ่อนระโหย ไทยทำนาได้ข้าวน้อยลง

สภาพโลกร้อนทำให้การทำนาในชาติต่างๆในทวีปเอเชีย รวมทั้งเมืองไทยด้วย ได้ข้าวน้อยลง และยังจะเป็นอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง ในอาณาบริเวณบางแห่ง ได้ข้าวน้อยลงร้อยละ 10-20 ในชั่ว 25 ปีหลังมานี้

คณะ นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ได้ตรวจดูสถิติของไร่นาในชาติที่ผลิตข้าวหลัก เช่น ไทย เวียดนาม อินเดีย และจีน 227 แห่ง ได้พบส่อว่า ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ได้กลายเป็นตัวมารขัดขวางการผลิตข้าวปลาให้พอกับปากท้องของประชากรโลก ที่นับวันแต่จะเพิ่มขึ้น

รายงานผลการศึกษาในวารสาร "สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" แจ้งว่า นายจารอด เวลช์ หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า "เราพบว่า หากว่าอุณหภูมิต่ำสุดประจำวัน หรืออากาศกลางคืนร้อนขึ้น จะได้ข้าวน้อยลง" โดยยังไม่ทราบสาเหตุ แต่อาจเป็นได้ว่า อาจทำให้ต้นข้าวต้องหายใจ เมื่ออากาศช่วงกลางคืนร้อนขึ้นมากขึ้น จึงต้องใช้พลังงานเพิ่ม โดยไม่มีโอกาสใช้กระบวนการสังเคราะห์อาหารในใบพืช โดยพลังงานแสงอาทิตย์