ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

กรมชลแย้มแผนสู้น้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมชลประทานว่า กรมได้จัดทำแผนดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยปี 2555 วงเงินประมาณ 11,000 ล้านบาท ภายใต้แผนป้องกันบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วนวงเงิน 17,000 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี พ.ศ. 2555-2556 ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ประกอบด้วยงาน 4 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 การป้องกันน้ำล้นจากแม่น้ำ ส่วนที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกแม่น้ำและทะเล ส่วนที่ 3 ระบบเสริมป้องกันน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรมและชุมชน 23 แห่ง และส่วนที่ 4 งานเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย 2 แห่ง

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 3 ก.พ.เตรียมเสนอแผนบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี 2555 ต่อที่ประชุมกยน. และยังกำชับกรมชลประทานกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการช่วยเหลือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อรับน้ำ ให้เสร็จภายในเดือนก.พ.จากที่กยน.มอบหมายให้เสร็จในเดือนมี.ค.นี้

เดินหน้าจัดระบบปลูกข้าว เกษตรฯเปิดเวทีระดมสมอง/ตั้งเป้า1.5ล้านไร่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินหน้าโครงการจัดระบบการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวในเขตชลประทาน 22 จังหวัด ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและพื้นที่ใกล้เคียงพื้นที่ระบาด โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2554-2557 รวม 4 ปี ซึ่งโครงการในปี 2555 นี้ กำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินการจัดระบบปลูกข้าว รวม 1.5 ล้านไร่ มีระบบการปลูกข้าวรวม 4 ระบบ โดยเป็นการปลูกข้าวนาปี ข้าวนาปรัง สลับกับการปลูกพืชหลังนา/พืชปุ๋ยสดสลับกันไปในแต่ละช่วงที่กำหนด ซึ่งเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ร่วมกันตัดสินใจเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหลังนาเพื่อเสริมรายได้ หรือปลูกพืชปุ๋ยสดบำรุงดิน โดยภาครัฐช่วยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลังนาและพืชปุ๋ยสด อบรมให้ความรู้ และจัดการด้านการตลาดให้อย่างครบวงจร ในระยะแรกจะดำเนินการในเขตโครงการส่งน้ำลุ่มเจ้าพระยาก่อน เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ และเป็นจุดที่เกิดปัญหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

นายธีระ กล่าวต่อไปว่า โครงการจัดระบบการปลูกข้าว จะสามารถป้องกันความเสียหายจากการปลูกข้าวในพื้นที่นาลุ่มต่ำ เขตน้ำท่วมซ้ำซาก เขตพื้นที่รองรับน้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัญหาอุทกภัย อันจะเห็นได้จากพื้นที่นาเสียหายมากกว่า 10 ล้านไร่ ในปีที่ผ่านมา อีกทั้งแก้ไขปัญหาด้านผลผลิต ราคา และสภาพแวดล้อม จากการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง บางครั้งอาจขาดทุน เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูข้าวมากขึ้น ตลอดจนยังทำให้ดินเสื่อมโทรมจากการปลูกข้าวตลอดทั้งปี และไม่มีการบำรุงรักษา รวมทั้งต้องปลูกข้าวอายุสั้น 1 ครั้ง เพราะมีเวลาจำกัด ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำ ขายไม่ได้ราคา ที่สำคัญคือเป็นแหล่งอาหารให้กับแมลงศัตรูข้าวจนเกิดการระบาดอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายให้แก่นาข้าวเป็นจำนวนมาก การจัดระบบการปลูกข้าวจึงถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชาวนาอย่างถาวร เสริมสร้างศักยภาพการผลิตให้สูงขึ้น มีการใช้น้ำในปริมาณที่เหมาะสม มีการบำรุงรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ตัดวงจรชีวิตของแมลงศัตรูข้าว และรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อคืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ สร้างให้ระบบการผลิตข้าวของประเทศมีความมั่นคงยั่งยืนอีกด้วย

พืชแต่งพันธุกรรมกับความมั่นคงอาหารโลก

หลายคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าอาหารตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็ม) จะช่วยตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงของอาหารโลกได้จริงหรือไม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกต้องเจอกับแรงกดดันในเรื่องการจัดหาอาหารอย่างรุนแรงแบบเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้มีผู้คนจำนวนหนึ่ง พากันมองว่า พืช หรืออาหารตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็ม) อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้่ได้ แน่นอนว่า แนวคิดดังกล่าวต้องเจอกับแรงต้านจากฝ่ายที่เห็นต่างกัน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า อาหารจีเอ็มเหล่านี้จะเป็นคำตอบในเรื่องความมั่นคงของอาหารโลกจริงหรือไม่

ทั้งนี้ อาหารดัดแปลงพันธุกรรม คือ พืชผล หรือสัตว์ ที่ดัดแปลงพันธุกรรมผลิตขึ้นโดยใช้เทคนิคในห้องทดลอง โดยนำพันธุกรรมจากเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเองจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น การใส่ยีนจากปลาอาร์กติกในมะเขือเทศและสตรอเบอร์รี่ เพื่อให้ทนทานต่อความหนาวเย็น แน่นอนว่าปลาและมะเขือเทศไม่มีทางผสมพันธุ์กันได้เองตามธรรมชาติ

ปัจจุบันอาหารดัดแปลงพันธุกรรมทั้งหมด ผลิตและขายโดยบริษัทสารเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งโดยปกติจะทำงานร่วมกับแผนกเคมีภัณฑ์ของตนเอง พืชผลดัดแปลงพันธุ์กรรมส่วนใหญ่ทั่วโลกปลูกในสหรัฐแคนาดา และ อาร์เจนตินา

แม้จะมีการถกเถียงมานานหลายปี แต่เหล่าผู้ต่อต้าน และสนับสนุนอาหารจีเอ็ม ก็ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยความกังวลเกี่ยวกับอาหารจีเอ็ม อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ ในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิธีการที่้เมล็ดพันธุ์จีเอ็ม ถูกนำออกสู่ตลาด

อย่างไรก็ดี ประเด็นสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องการผลิตอาหารจีเอ็มในเชิงพาณิชย์นั้น ยังไม่ตกเป็นเรื่องถกเถียงกันมากเท่ากับวิธีการในด้านเทคโนโลยี และสิ่งที่สร้างความกังวลยิ่งไปกว่านั้น คือ เรื่องที่ว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้

ความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่อาหารจีเอ็มจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มักจะบ่งชี้ไปยังเรื่องของความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ มักทำให้ผู้คนเกิดภูมิแพ้ใหม่ๆ ขึ้นมา และความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเป็นผิด หรือลดคุณค่าทางอาหารลงมา

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างว่า อาหารจีเอ็ม อาจส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้นคือ อาจเกิดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เกิดการปนเปื้อนขึ้นมาได้

ความกังวลในเรื่องการปนเปื้อนเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง รวมถึง กรณีโด่งดังอย่าง ข้าวโพดสตาร์ลิงค์

ข้าวโพดสตาร์ลิงค์ เป็นข้าวโพดที่ได้รับการตัดต่อยีนแบคทีเรียบีที ของบริษัทเอเวนตีส เพื่อป้องกันการทำลายจากหนอนและแมลง ข้าวโพดจีเอ็มโอ พันธุ์นี้ได้รับการอนุมัติให้ปลูกเมื่อปี 2543 แต่มีข้อกำหนดอย่างเข้มงวด เช่น ต้องปลูกห่างจากข้าวโพดพันธุ์อื่นอย่างน้อย 200 เมตรเ พื่อป้องกันการผสมข้ามไปสู่ข้าวโพดพันธุ์อื่น และห้ามนำไปเป็นอาหารมนุษย์ ยกเว้นเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น เช่น ทำเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือผลิตแอลกอฮอล์เท่านั้น เพราะโปรตีนคราย9ซี ( Cry9C) ซึ่งถูกผลิตจากยีนแบคทีเรียในข้าวโพดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในมนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม ในเดือนส.ค.ปีเดียวกันนั้น มีการตรวจพบว่าข้าวโพดสตาร์ลิงค์ได้ไปปนเปื้อนในแป้งของบริษัทคราฟท์ ฟูด ที่มีโรงงานผลิตแป้ง 350 โรงงานทั่วสหรัฐ จนทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ที่มีข้าวโพดผสมอยู่มากกว่า 300 ชนิดต้องถูกเรียกคืนจากตลาด บริษัทได้ใช้งบประมาณขั้นต้น 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อข้าวโพดสตาร์ลิงค์คืนจากชาวไร่ ในขณะที่ความเสียหายรวมจากกรณีความยุ่งเหยิงนี้มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์

เอเวนตีส ยังพบว่า โปรตีนคราย9ซีดังกล่าว เข้าไปปนเปื้อนกับเมล็ดข้าวโพดพันธุ์อื่นของบริษัท ซึ่งไม่ใช่สตาร์ลิงค์อีก 77 บริษัทด้วย การปนเปื้อนของข้าวโพดสตาร์ลิงค์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ทั้งจากกรณีการผสมข้ามสายพันธุ์ หรือการนำข้าวโพดสตาร์ลิงค์ไปผสมกับข้าวโพดพันธุ์อื่นเพื่อขายได้ราคาดีขึ้น

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ กล่าวถึงกรณีดังในขณะนั้น ว่า เป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากในการควบคุมยีนจากพืชแปลงพันธุกรรม เมื่อปล่อยให้มีการปลูกในไร่นา และยากลำบากมากขึ้นไปอีกที่จะควบคุมไม่ให้พืชต่างสายพันธุ์ผสมปนเปกัน

นอกจากนี้ ในปี 2547 ยังมีกรณีของมะละกอจีเอ็ม ที่เกิดการปนเปื้อนกับมะละกอท้องถิ่น บนเกาะโออาฮู บิ๊กไอส์แลนด์ และคาวายอิ ทั้งยังพบด้วยว่า เมล็ดมะละกอพันธุ์ปกติที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยฮาวายผลิตไว้จำหน่ายก็ปนเปื้อนจีเอ็มโอด้วยเช่นกัน

เกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนที่ปลูกมะละกอไว้ในสวนหลังบ้าน ได้นำมะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอส่งคืนให้กับทางมหาวิทยาลัย เพื่อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทำแผนกำจัดการปนเปื้อน และยังเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยมีมาตรการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ปลูกมะละกอท้องถิ่น พร้อมทั้งป้องกันมิให้ผลิตผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ของฮาวายต้องปนเปื้อนไปด้วย

อย่างไรก็ดี ความพยายามในเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณอาหารให้กับโลก เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น เมื่อ องค์การอาหาร และยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) ตัดสินใจประกาศรับรองความปลอดภัยปลาแซลมอนพันธุ์ใหม่ที่เอกชนในสหรัฐ พัฒนาขึ้น โตเร็วกว่าแซลมอลธรรมชาติสองเท่า แต่คุณค่าทางอาหารไม่แตกต่างกัน

ปลาแซลมอนจีเอ็มดังกล่าว มีชื่อทางการค้าว่า อาคูแอดเวนเทจ แซลมอน พัฒนาขึ้นด้วยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมโดยอะควา เบาที เทคโนโลยีส์ อิงค์ มีคุณสมบัติโตเร็วเป็น 2 เท่าของปลาแซลมอนแอตแลนติกโดยทั่วไป

เอฟดีเอ ระบุว่า ปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรม ปลอดภัยสำหรับการนำมาบริโภคเป็นอาหาร เทียบเท่ากับปลาแซลมอนที่จับได้จากมหาสมุทรแอตแลนติก โดยไม่มีความแตกต่างทางชีวภาพที่สำคัญในด้านวิตามิน แร่ธาตุ หรือกรดไขมันแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ปลาแซลมอนจีเอ็มข้างต้น ไม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยข้อกังวลของนักวิเคราะห์ที่ว่า ปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรมพวกนี้จะหลุดออกมาจากสถานที่เพาะเลี้ยงและไปแพร่พันธุ์ในธรรมชาติได้นั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ เพราะมีมาตรการควบคุมไว้อย่างซับซ้อน

อีกทั้งปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรมเหล่านี้ก็เป็นหมัน และทางบริษัทผู้ผลิตเองก็มีแผนที่จะจำหน่ายเฉพาะไข่ปลาตัวเมียเท่านั้น

กรมชลฯมั่นใจระบายน้ำได้มาก ฤดูฝนมาเร็วไม่กระทบ

กรมชลฯ แจงกรรมาธิการป้องกันฯ ระบายน้ำได้มากกว่าที่คาด เชื่อแม้ฝนมาไวจะไม่ได้รับผลกระทบ

การประชุม คณะกรรมธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และสาธาณภัย โดยมีนายสวงน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทยในฐานะประธาน กรรมาธิการ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมซึ่งมี สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ มาชี้แจงด้วย ทั้ง โดยตัวแทนกรมชลประทานได้ชี้แจงต่อที่ประชุมกรรมาธิการฯ ช่วงหนึ่งว่า ฤดูแล้งทุกปีจะเริ่ม ประมาณ 1 พ.ย. โดยในปี 2555 นี้คาดว่าจะมีปริมาณน้ำ 69,200 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปี 2554 มีปัญหาและเกิดน้ำท่วมนั้น

คาดว่าในปี 2555 จะมีแหล่งต้นทุนปริมาณมาก ดังนั้น เราจะไม่เอาน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงมา นอจากนี้คาดว่า 1 พ.ย. - 1 ก.พ. จะสามารถระบายน้ำได้ 6,500 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เท่าที่ดูตัวเลขจากการระบายน้ำ สามารถระบายได้ถึง 6,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่า ระบายน้ำได้มากกว่าแผนถึง 300 ล้านลูกบาศเมตร นอกจากนี้เมื่อสิ้นฤดูแล้งแล้วเราจะส่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปี ต่อทันที ดั้งนั้น เมื่อฝนมาเร็ว ก็จะไม่มีผลกระทบ แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสงวน ได้สอบถามตัวแทนกรมชลประทานด้วยว่าความสามารถในการเก็บน้ำฝน ของเขื่อนทั่วประเทศเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของน้ำฝน และเขื่อนในตอนแรกถูกสร้างเพื่อการเกษตร แต่ระยะหลังดูเหมือนว่า จะนำไปใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเป็นหลักใช่หรือไม่ ซึ่งตัวแทนจากกรมชลประทาน ได้ชี้แจงว่า เราเก็บน้ำฝนได้ อยู่ที่ 37.5 % เท่าานั้น และยืนยันว่า การสร้างเขื่อนสร้างเพื่อการเกษตร ส่วนด้านการพลังงานนั้น ไม่ว่าจะระบายน้ำลงมาอย่างไร ก็ย่อมได้ไฟฟ้าอยู่แล้วดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะเร่งในเรื่องของการระบาย

"สำหรับ 2 เขื่อนหลัก เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์นั้นตามแผน ควรจะต้องลดปริมาณน้ำในเขื่อนให้เหลือไม่เกิน 45% ดังนั้น เมื่อทางกรมชลประทาน ได้ทำแผนคาดการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล ว่า หากมีปริมาณน้ำฝน เท่ากับปี 2554 ผลที่ออกมาคือ จะไม่ทำให้น้ำล้นเขื่อน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการคาดการณ์น้ำฝนในปี 2555 นั้น คาดว่าฝนจะน้อยกว่า ปี 2554 แต่เกณฑ์ฝนจะมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยในรอบ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 20-30 % ดังนั้นในส่วนของแม่น้ำสาขา เช่น สาขาของแม่น้ำยม ในปี 2555 จะมีแผนสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางไว้ด้วย ทั้งนี้ หากเป็นไปตามแผน เมื่อทำนาปรังเสร็จ ก็ทำนาปีต่อทันที น้ำก็จะถูกนำไปใช้มากขึ้น โดยนำน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ส่งไปให้เกษตรกรใช้ รวมทั้งบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่องด้วยการปลูกพืชฤดูฝนตั้งแต่ พ.ค. จะทำให้ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การปล่อยน้ำจากเขื่อน จนถึงวันที่ 1 ส.ค.เกณฑ์น้ำจะเหลือต่ำกว่า 45% และจะไม่ล้นเขื่อนอย่างแน่นอน"

'สุเมธ'ชี้เสือตัวที่ห้าทำลายเกษตรกรรม

"ดร.สุเมธ" ชี้เสือตัวที่ห้าทำลายเกษตรกรรมชาติ แนะใช้เศรษฐกิจพอเพียงสร้างความมั่นคงทางอาหารรับสงครามแย่งน้ำ-อาหาร ในทศวรรษหน้า ชี้ชาวสวนลำไยยังขาดความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพ

2ก.พ.2555 ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง "ในหลวงกับการ จัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนทางการเกษตร" ในการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติครั้งที่ 11 ที่ จ .เชียงใหม่ว่า ตลอด 14 ปี ที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าปัจจัยการผลิตทั้งดิน น้ำ และ ป่าไม้ ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน หากสิ่งใดมีปัญหาก็จะส่งผลกระทบไปถึงกันทั้งหมด พระองค์ท่านจึงใช้น้ำเป็นตัวเชื่อมปัจจัยที่เหลือทั้งหมด ตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงทดลอง ทดสอบ ทรงทำงานวิจัยนอกตำราผ่านการปฏิบัติจริง เน้นสร้างความมั่นคงทางอาหารเป็นหลักซึ่งผลที่ออกมาได้แสดงถึงควาามั่นคงในเจตนารมย์ของพระองค์ท่านที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน

ดร.สุเมธ กล่าวว่า เป็นความผิดพลาดของการวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะการเป็นเสือตัวที่ห้าหมายถึงประเทศอุตสาหกรรมซึ่งขัดกับความพอเพียงพอประมาณ

"หากเราประมาณตนเองเราจะพบว่าเราไม่ใช่เสือแต่เราเป็นควายซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของเกษตรกรรม นโยบายที่ผ่านมาจึงเป็น ความผิดพลาดของนโยบายรัฐโดยสิ้นเชิง " เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวและว่า

ที่ผ่านมาไทยพยายามไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่มีข้อจำกัดก็คือ ไม่มีเงิน ไม่มีเทคโนโลยี จึงต้องไปกู้หรือนำเข้ามา ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยังทำลายเกษตรกรรมซึ่งเป็นสมบัติของชาติโดยสิ้นเชิง จะเห็นว่าทุกวันนี้แรงงานพากันเข้าเมืองกันหมด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การประมาณตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ดร.สุเมธ บอกด้วยว่า ในทศวรรษหน้าสงครามแย่งชิงพลังงานจะจบลงเพราะพลังงานหมดโลก จะกลายเป็นสงครามแย่งน้ำแย่งอาหาร วันนี้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกลดลงไปแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับประชากรที่จะเพิ่มมากขึ้นจาก 6,000 ล้านคนเป็น 9,500 ล้านคนในอีก 30 ปีนี้ ที่หวังให้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยผลิตทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความมั่นคงทางอาหารมาทดแทนแต่ไม่สามารถทำไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ คือการจับมือกันในภูมิภาคเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งแนวทางนี้หน่วยงานต่างๆต้องนำมาพิจารณา

ชี้ชาวสวนลำไยยังขาดความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพ

นายประเทือง คงรอด คณะทำงานเฉพาะกิจในการติดตามแก้ไขปัญหาการผลิตและบริหารตลาดลำไยระยะยาว ในคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคเหนือ เปิดเผย ถึงผลผลิตลำไยในปี 2555 ว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างชัดเจน เนื่องจากผลผลิตกำลังอยู่ในช่วงของการแทงช่อ แต่จากการสอบถามข้อมูลของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอาจะน้อยกว่า ปีที่แล้ว ที่มีผลผลิต อยู่ที่ 450,000 ตัน หรือ อาจจะมากกว่าปีที่แล้ว เพียงเล็กน้อย บวก ลบ ไม่เกิน 20 % ของปีที่ผ่านมา

เนื่องจากในปีนี้สภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือแปรปรวน และอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อความแน่ชัด คาดว่าจะรู้จำนวนผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงของต้นเดือนมีนาคม2555 ขณะที่ราคาผลผลิตลำไยในปีนี้ทางคณะทำงานเฉพาะกิจในการติดตามแก้ไขปัญหาการผลิตและบริหารตลาดลำไยระยะยาวต้องดูจากแนวโน้มของผลผลิตอีกครั้ง โดยปีที่ผ่านมาราคาลำไยมัดช่อเกรด AA ราคารับซื้ออยู่ที่ กิโลกรัมละ 20 บาท เกรด A ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 16 บาท เกรด B ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 11 บาท

ในปีนี้ชาวสวนลำไยจะประสบปัญหาเรื่องของคุณภาพลำไย ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของขนาดผลผลิต การบรรจุ รวมทั้งเรื่องของการดูแลต้นลำไย ที่เป็นปัญหาทุกปีของชาวสวนลำไย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ได้ราคาลำไยของชาวสวนไม่ได้ราคา ดังนั้นทางคณะทำงานจึงจะทำหนังสือไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้แนวทางในการแก้ไข ในการจัดเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้เรื่องของการดูแลลำไย การปรับปรุงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตลูกโต รวมทั้งสามารถลดต้นทุนในการผลิตได้ โดยจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคเหนือ อีกครั้ง

'สู้ภัย -อยู่กับธรรมชาติ-หนี' ปราโมทย์ เปิด 3 สูตรแก้ปัญหาอุทกภัย

สาธินีย์ วิสุทธาธรรม

อดีตอธิบดีกรมชลฯ ย้ำศาสตร์ในหลวงต้องศึกษา ไม่ใช่นั่งมองเพดานแล้วเขียนแผน แนะให้นำหลักคิดไปต่อยอด จี้เลิกคิดสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ยืนยันช่วยอะไรไม่ได้มาก

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวในเวทีเสวนา “ศาสตร์พระราชากับการกู้วิกฤติชาติ” ที่จัดโดย คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (ศจ.สช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ

นายปราโมทย์ กล่าวถึงศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ผ่านการลงมือปฏิบัติมาแล้วทั้งสิ้น จนออกมาเป็นพระราชดำริ อันหมายถึง หลักคิด หลักธรรมหรือหลักทำ ที่เจ้าหน้าที่และประชาชน สมควรจะน้อมนำหลักคิดเหล่านั้นไปต่อยอด

“สิ่งที่พระองค์คิดและทำล้วนมาจากประสบการณ์ ไม่ใช่นั่งมองเพดานแล้วออกมาเป็นแผน เหมือนในสมัยนี้ ที่เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานมองเพดานแล้วเขียนแผน ในศาสตร์ของพระองค์ การจะคิดหรือทำอะไรต้องลงพื้นที่ ศึกษาจึงจะสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม ไม่ใช่ลากจอบลากเสียมมาทำเลย”

นายปราโมทย์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหลักคิดไว้ครบหมดแล้วทุกด้าน แต่รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาไม่ได้นำมาปฏิบัติ ไม่รู้ว่าเป็น "ธรรมชาติในการบริหารแผ่นดิน" ไปแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ได้เน้นเหลือเกินว่าศาสตร์ของในหลวงควรต้องมีการต่อยอด เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและเหตุน้ำท่วมทุ่งก็โจมตีมาหลายปี ซึ่งในพื้นที่ในกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่มีของ มีเส้นทางระบายน้ำทางธรรมชาติ อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เคยสร้างคันกั้นน้ำพระราชดำริไว้

“อย่างในปี 2538 ก็เอาอยู่ สามารถสู้สถานการณ์ได้โดยทางระบายน้ำธรรมชาติ กระทั่งวันนี้เมื่อเวลาผ่านไป 17 ปี กลับไม่มีการดูแล เคยใช้กระสอบทรายกั้นอยู่เช่นไร ก็ยังใช้อยู่อย่างนั้น เมื่อระบบอ่อนแอในขณะที่น้ำเข้าโจมตีจนล้นตลิ่ง คันกั้นน้ำพระราชดำริที่ไม่ได้รับการดูแลจึงต้านไม่อยู่”

นายปราโมทย์ กล่าวถึงการเข้าไปร่วมกับคณะกรรมการกยน.ด้วยว่า ได้พยายามนำเอาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปนำเสนอ เพื่อให้นำไปคิดต่อยอด แต่ธรรมชาติของคณะกรรมการไม่ว่าจะชุดใด เรื่องใดก็ตามก็เป็นระบบที่ไม่รู้จะเรียกหรือบัญญัติว่าอย่างไรดี กรรมการนานๆ ทีจึงจะเข้ามาร่วมกันคิด ทั้งที่เรื่องการบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องเกาะติดทุกวัน

“เท่าที่เห็นมีแต่การพูด เช่น การมาประกาศว่าจะสร้างฟลัดเวย์ ทั้งที่ยังไม่ได้ศึกษาและเผยแพร่ให้ชาวบ้านรับรู้ และในปีนี้ (2555) ทั้งเขตบางบัวทองหรือรังสิต สถานการณ์ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ขณะนี้ คือ ศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ของในหลวง ช่วยกันเชียร์และกระตุ้นพวกที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้นำไปคิดต่อยอด เพราะระบบราชการในวันนี้ไม่ถูกทิศถูกทาง เป็นการแก้ปัญหาเพื่อให้หมดสตางค์”

อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า การจัดทำพิมพ์เขียว เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องทำออกมาให้เป็นรูปธรรมแม้จะต้องใช้เวลา ซึ่งยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาอุทกภัย ควรยึดหลัก 3 สูตร ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์สู้ภัย คือ การเร่งขับเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว

“คลองที่ทุกคนรู้จัก คุ้นเคยและเป็นข่าวบ่อยๆ ในขณะนี้ ล้วนเป็นคลองแนวขวางเพื่อการเกษตร แต่คลองแนวดิ่งอันเป็นทางระบายน้ำลงทะเลกลับสูญหายและกลายเป็นสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกทั้ง แผนต่างๆ ของรัฐบาลเท่าที่เห็นก็ยังไม่ชัดเจน เห็นแต่ตัวแผนแต่อธิบายไม่ถูก อย่างไรก็ตามในปีนี้ (2555) ประชาชนก็อย่าเพิ่งตกใจ ให้ติดตามสถานการณ์ไว้อย่างมีสติและใช้ปัญญารู้คิด อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ เช่น กรณีการตื่นตัวเรื่องพ่อปลาบู่ ก็เรียกได้ว่าไม่มีสติ”

2.ต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับธรรมชาติ และสอดคล้องกับความเป็นไปของธรรมชาติ เพราะการจะไปก่อสร้างการป้องกันขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนแก่งเสือเต้น ควรจะเลิกคิดได้แล้ว เนื่องจากแก้อะไรไม่ได้มาก และ 3.การหนี ต้องประเมินสถานการณ์ ยิ่งโดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานผิด อยู่ในที่ต่ำทางผ่านน้ำ เช่น พื้นที่ที่น้ำป่าไหลหลาก ต้องมีการย้ายถิ่นฐานใหม่ แต่สำหรับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เราจะร่วมกันสู้อย่างเต็มที่ หรือจะมัวสนใจความคิดว่าจะย้ายเมืองหลวง ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไป

“หมอประเวศ”แนะ ปชช.ยกร่าง “พ.ร.บ.-ตั้ง คกก.ป้องกันภัยพิบัติชาติ”

วิมล กิจวานิชขจร

เปิดเวทีสมัชชาแห่งชาติผลักดันนโยบายสุขภาวะ “หมอประเวศ” แนะ 6 ประเด็นจัดการภัยพิบัติ ประชาชนร่วมยกร่าง พ.ร.บ. คกก.อิสระป้องกันภัยพิบัติชาติ” ยกตัวอย่างเยอรมันใครให้ข้อมูลมั่วติดคุก

วันที่ 2 ก.พ.54 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ” ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน โดย ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา ประธานกรรมการจัดงาน กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพเป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพโดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆในสังคม มติสมัชชาไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นพลังการมีส่วนร่วมที่ผลักดันไปสู่ผลปฏิบัติ นับตั้งแต่มี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 เกิดนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ 34 เรื่อง และในการประชุมครั้งนี้จะมีข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประเด็นหลัก

และในการปาฐกถาร่วม “รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ” นายวิทยา บุรณะศิระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลยินดีสนับสนุนและผลักดันมติสมัชชาสุขภาพเพื่อนำไปสู่การสร้างสุขภาวะที่ดีของสังคม โดยนำไปเป็นแนวทางกำหนดนโยบาย ทั้งนี้โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอันเป็นผลจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ใช้ทรัพยากรไม่บันยะบันยัง นำไปสู่ภัยพิบัติต่างๆรวมทั้งมหาอุทกภัยในไทย และแม้วันนี้รัฐบาลจะพยายามเต็มที่ก็ยังไม่สามารถบรรเทาผลกระทบได้หมด จึงได้ออกพระราชกำหนดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการน้ำ ให้ประเทศพ้นจากวิกฤติในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน

ศ.นพ.ประเวศ วะสิ ราษฎรอาวุโส และประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.) กล่าวว่าภัยพิบัติเป็นอันตรายต่อสุขภาวะรุนแรง เป็นการบรรจบของวิกฤติทุกด้าน เช่น สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง กลายเป็นวิกฤติอารยธรรม โลกต่อไปอีกอย่างน้อย 20 ปีต้องเผชิญภัยพิบัติรุนแรงในรูปแบบต่างๆ พายุรุนแรงขึ้น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ภัยแล้ง น้ำท่วมหนัก พื้นที่ผลิตอาหารน้อยลงบวกกับวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ราคาอาหารโลกแพงขึ้น 30% นำไปสู่จราจลและสงคราม ทั้งหมดเกิดจากการคิดและทำแบบแยกส่วน การพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง การศึกษาที่เอาวิชาเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาชีวิตคนเป็นตัวตั้ง สังคมจึงขาดพลัง

“80ปีประชาธิปไตยไทยเป็นมิกสัญญียุค เพราะต่อสู้ทำลายล้างกันมาตลอด เพราะใช้สมองส่วนหลังแบบสัตว์เลื้อยคลาน ผมไม่เชื่อว่าเราจะไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้โดยใช้การทะเลาะกัน ประเทศไทยต้องเข้าเกียร์ใหม่จากเกียร์หลังเป็นเกียร์หน้า ใช้สมองส่วนหน้าที่เป็นสติปัญญาและศีลธรรมมาทำงานร่วมกัน”

ราษฎรอาวุโส เสนอ 6 แนวทางจัดการภัยพิบัติ 1.คนไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดและจิตสำนึกเป็นสังคมที่ไม่ตั้งอยู่บนความประมาท ต้องตื่นตัวตรียมตัว ใช้ข้อมูลข่าวสารความรู้เพิ่มสมรรถนะตัวเอง 2.ทำให้เกิดชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทั้งประเทศ เป็นเครื่องมือเผชิญภัยพิบัติ สำรวจข้อมูลทุกพื้นที่ว่าเสี่ยงภัยพิบัติอะไร แล้ววางแผน สร้างเครื่องมือเทคโนโลยีที่จำเป็น ฝึกอาสาสมัคร ก็จะป้องกันภัยพิบัติได้หรือเมื่อเกิดขึ้นก็จะได้รับผลกระทบไม่รุนแรง และยังทำให้เกิดพลังชุมชนเข้มแข็งจัดการตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ คสป.ขับเคลื่อนอยู่ทั้งท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งไม่เฉพาะจัดการปัญหาพื้นที่ ยังรวมถึงการกำหนดนโยบายในพื้นที่เอง

3.ตั้ง “ศูนย์ภัยพิบัติศึกษา” ในมหาลัยทุกแห่งทั่วประเทศ จะทำให้มีข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยีที่จำเป็น และแผนเต็มไปหมดสนับสนุนท้องถิ่น 4.มีระบบสื่อสารที่ทำให้รู้ความจริงทั่วถึง ไม่ใช่สื่อสารสับสนอย่างที่ผ่านมา ต้องนำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารซึ่งขณะนี้ทำให้ทั่วถึงกันหมดมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 5.เครื่องมือการตัดสินใจทางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เป็นปัญหาที่สุดเพราะต้องอาศัยการมืองกับระบบราชากร ซึ่งเป็นระบบอำนาจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลากหลายซับซ้อนใช้อำนาจไม่ได้ผล ต้องใช้ความรู้ปัญญา ควรตั้ง “คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ” นอกจากนายกฯเป็นประธาน และตัวแทนส่วนราชการ ควรมีกรรมการส่วนใหญ่ที่รู้จริงจากชุมชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสาร และมีสำนักงานเป็นองค์กรอิสระ ทำให้ได้ใช้คนเก่งจริง

“6.ออก พ.ร.บ.ปัองกันภัยพิบัติแห่งชาติ ที่เยอรมันเคยน้ำท่วมหนัก เขารวบรวมความรู้ทุกชนิดออกกฏหมาย ใครให้ข้อมูลไม่จริงทำให้คนไขวเขวจะถูกตำรวจจับ เราลองรวบรวมความรู้ทุกชนิดมาบัญญัติกฏหมาย ระบุว่าใครต้องทำอะไรไม่ควรทำอะไร ดึงคนทุกภาคส่วนเข้ามาเคลื่อนไหวทางปัญญาและสังคมไปทั้งประเทศ ให้คนไทยร่วมกันยกร่าง พ.ร.บ.นี้ ทั้ง 6 ข้อนอกจากเพิ่มสมรรถภาพเผชิญภัยพิบติ ยังเพิ่มสมรรถนะคนไทยในการเผชิญภัยทุกชนิด สมัชชาสุขภาพต้องขับเคลื่อนให้คนไทยร่วมคิดร่วมทำ” นพ.ประเวศ กล่าว

น้ำท่วมกระทบหนัก "สหกรณ์"เร่งจัดหา "เงิน-ปัจจัยการผลิต" ช่วยสมาชิกเขตกทม.

นายโอภาส กลั่นบุศย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานในการมอบถุงยังชีพ พร้อมเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตแก่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรภาษีเจริญ จำกัด 150 ราย และสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองแขมบางขุนเทียน จำกัด 200 ราย ตามโครงการสหกรณ์รวมใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

นายโอภาส กล่าวว่า ขบวนการสหกรณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการสหกรณ์รวมใจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยร่วมกันจัดซื้อถุงยังชีพ และมอบเงินนำไปซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อมอบให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ สมารถดำรงชีพในเบื้องต้น และสามารถปลูกพืชระยะสั้น เป็นการฟื้นฟูอาชีพ ทำให้สมาชิกสหกรณ์ สามารถมีรายได้ ส่งผลต่อการช่วย ฟื้นฟูอาชีพเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติต่อไปในอนาคต

นายโอภาส กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการช่วยเหลือเรื่องถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือแล้ว ยังได้มีการสำรวจเรื่องหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เพื่อพักชำระหนี้ โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายคืนให้สหกรณ์แทนเป็นเวลา 3 ปี อย่างไรก็ตามสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ควรต้องมีการเตรียมพร้อมในการรับมือกับปัญหาอุทกภัยในอนาคต เพื่อช่วยเหลือตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งขณะนี้ได้มีการคาดเดาว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สมาชิกสหกรณ์ควรต้องมีการเตรียมตัวว่าจะมีการป้องกันอย่างไร เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ และไม่ให้พื้นที่ทำการเกษตรต้องเสียหายเหมือนปีที่ผ่านมา

รมว.​เกษตร ยัน ​เตรียมพร้อม​แผนระบายน้ำ​ใน​เขื่อน​ทั้งหมด 1 พค.นี้ ​เชื่อ​เอาอยู่

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่า​การกระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์ กล่าว​ถึง​การบริหารจัด​การน้ำ ว่า กระทรวง​เกษตรฯ ​ได้มี​การประสานงานกับหน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง​ทั้งหมด ​แล้ว​โดยจะ​เร่งดำ​เนิน​การ บริหารจัด​การน้ำ ​ให้​เป็น​ไปตามที่นายกรัฐมนตรี​ได้​ให้​เร่งระบายน้ำ​ใน​เขื่อนสำคัญ ​เช่น ​เขื่อนภูมิพล ​และ​เขื่อนสิริกิติ์ ​ให้​เหลือน้ำร้อยละ 45 ของ​ความจุอ่าง ตาม​แผน​ถึงระดับควบคุม​ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ​แน่นอน ​ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำ​เหนือ​เขื่อนขณะนี้มีประมาณร้อยละ 80 ของ​ความจุอ่าง ​ทำ​ให้ต้อง​เร่งระบายน้ำออก ​โดยขณะนี้​เขื่อนภูมิพล ระบายน้ำออกจาก​เขื่อนวันละ 60 ล้านลูกบาศก์​เมตร ขณะที่ ​เขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำออกวันละ 48 ล้านล้านลูกบาศก์​เมตร

​ทั้งนี้ กระทรวง​เกษตรฯ จะนำ​เสนอ​แผน​การระบายน้ำ ​เข้าสู่​การพิจารณาของ กนย. ที่จะมี​การประชุมภาย​ในวันที่ศุก์ ที่ 3 กพ.นี้ ยืนยันว่าจากปัญหาน้ำท่วม ที่ผ่านมา ​ไม่​เกี่ยวกับ​การระบายน้ำ​ใน​เขื่อน ​เนื่องจากน้ำที่มี​การระบายมี​เพียง ร้อยละ 20 ​เท่านั้น ​โดย​เท่าที่มี​การประ​เมิน​เกิดจาก ปริมานฝนตก หนักพร้อมกัน​ในหลานพื้นที่​ทำห​การระบายน้ำ​ไม่ทัน​จึงส่งผล​ให้​เกิดปัญหาน้ำท่วม ขึ้น

รัฐบาลเล็งหาพื้นที่แก้มลิง-รับน้ำ 2ล้านไร่

เร่งซ่อม - เจ้าหน้าที่กำลังเร่งซ่อมแนวกำแพงด้านทิศเหนือของวัดมหาธาตุ โบราณสถานสำคัญของอยุธยา ที่พังทลายลงมายาวประมาณ 12 เมตร ขณะนางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ระบุใช้เวลา 1 สัปดาห์ ในการซ่อมแซม เมื่อวันที่ 31 ม.ค.

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 31 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมว่า ต้องไล่แต่ละจุดเรื่องการระบายน้ำ โดยสั่งการกรมชลประทานให้ระบายน้ำในเขื่อน เพื่อให้สัมพันธ์กับน้ำฝนที่คาดว่าจะลงมา ขณะเดียวกันมอบหมายให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดูแลเรื่องการเตือนภัยและข้อมูล เพื่อแจ้งข่าวสารให้กับประชาชน นอกจากนี้ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่คูคลอง โดยสั่งการให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ ร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. รับผิดชอบดำเนินการขุดลอกท่อคูคลองทั้งหมดแล้ว ซึ่งหวังว่าทุกอย่างจะดำเนินการทันก่อนฤดูฝน

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า ส่วนระยะยาวต้องทำพื้นที่แก้มลิงหลายแห่งเพื่อรองรับน้ำที่จะระบาย แต่เนื่องจากมีข้อกำกับเรื่องระยะเวลา ดังนั้นต้องทำควบคู่กันไป ทั้งแก้มลิงกับหาพื้นที่รับน้ำ โดยขอให้รัฐบาลทำงานก่อน เพราะถ้าประกาศพื้นที่รับน้ำไปแล้วมวลชนไม่เข้าใจอาจทำงานลำบาก ขอลงไปทำงานในพื้นที่ให้ชัดเจนก่อน ถ้าพื้นที่ใดชัดเจนแล้วจะประกาศให้ทราบ ทั้งนี้แผนทุกอย่างคงไม่สามารถทำเสร็จในปีนี้ โดยเฉพาะการขุดแก้มลิง แต่พื้นที่รับน้ำที่ต้องหานั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ระบุแล้วว่าประมาณ 2 ล้านไร่ โดย กยน.กำลังทำงานอยู่ และจะหารือเรื่องมาตรการเยียวยาให้เรียบร้อย

ด้านนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม กล่าวว่า สั่งการให้กรมเจ้าท่าเร่งขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพุทธยอดฟ้าและสะพานพระปกเกล้า เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นคอขวดแม่น้ำ ประกอบกับมีตอม่อสะพาน ทำให้การไหลของน้ำไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องขุดลอกแม่น้ำให้มากที่สุดโดยไม่กระทบกับความแข็งแรงโครงสร้างสะพาน นอกจากนั้น ยังประสานกับสำนักระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อวางแผนการป้องกันน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

ขณะที่นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงโบราณสถานพระนครศรีอยุธยาเริ่มทรุด หลังแช่น้ำท่วมหลายเดือนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพื้นเริ่มแห้ง จึงเกิดการทรุดตัว ดังนั้น ต้องเร่งสำรวจในจุดอื่นอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยมอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ 3 จ.พระนครศรีอยุธยา เร่งสำรวจเบื้องต้นในแต่ละจุดและให้รายงานการตรวจสอบเข้ามา ส่วนงบประมาณที่เตรียมบูรณะมีอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดการทรุดตัวครั้งใหญ่อาจต้องดูเรื่องการซ่อมแซมให้ครอบคลุมในส่วนที่ทรุดตัวด้วย

ด้านนางฐิติมา ฉายแสง รองเลขาธิการนายกฯ ในฐานะรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม ครม.ว่า ก่อนเข้าสู่วาระนายกฯ แจ้งถึงการเดินทาง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานแก้ปัญหาน้ำท่วมวันที่ 13-17 ก.พ.นี้ โดยจะลงพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดต้นน้ำ กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ ซึ่งในวันที่ 13 ก.พ.หลังประชุม ครม.เสร็จสิ้นจะเดินทางไปเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ส่วนรายละเอียดอยู่ระหว่างการหารือ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบหลักการอนุมัติงบกลางให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาทเพิ่มเติม เพื่อจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ 53 จังหวัด รวม 273,422 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,367 ล้านบาท และพื้นที่กทม. 467,887 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,339 ล้านบาท

ต่อมาเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เรียกประชุมคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมเดินสายลงพื้นที่ต่างจังหวัดและดูงานบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ลงมาที่ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ประตูระบายน้ำพระงาม ประตูระบายน้ำพลเทพ ประตูระบายน้ำบรมธาตุ เรื่อยลงมาถึงจ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนดูการขุดลอกคลองสูบน้ำที่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี

นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการ กยน. กล่าวว่า สำหรับพื้นที่รับน้ำหรือหน่วงน้ำให้น้ำนอง ความจริงพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่น้ำนองตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มีเป้าหมายอยู่เพียง 2 ล้านไร่ ทั้งที่ความจริงมีมากกว่านั้น แต่ให้ทำทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องมีการบริหารจัดการ โดยเตรียมไว้แล้วกลุ่มแรกตั้งแต่จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร และจ.นครสวรรค์ ตามแนวแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน จากนั้นลงมาที่จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่อ.บางบาล อ.เสนา ถึงอ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งแบ่งพื้นที่กันประมาณกลุ่มละ 1 ล้านไร่ รวมประมาณ 2 ล้านไร่ หากได้ผลดีจะขยายพื้นที่ออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยชะลอน้ำลงได้มาก