ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน

3ล้านครัวร่วมเกษตรอินทรีย์ พด.แจงผลคืบหน้าตั้งกลุ่มเกษตรกรทะลุ6.4หมื่นกลุ่มคลุมพื้นที่64ล้านไร่

กรมพัฒนาที่ดินสรุปผลจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี 3 ปี คืบหน้ากว่า 64,000 กลุ่ม เกษตรกร 3 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 64 ล้านไร่ พร้อมสำรวจผลเกษตรกรร้อยละ 97 พึงพอใจ เพราะต้นทุนลด ผลผลิตเพิ่ม

นาย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องเกษตรอินทรีย์ว่า จากการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรจนถึง เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สามารถจัดตั้งกลุ่มได้แล้วจำนวน 64,698 กลุ่ม มีเกษตรกรเครือข่าย 3,226,129 ราย ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร จำนวน 64,101,929 ไร่ และจากการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่า เกษตรกรร้อยละ 97.1 มีความคิดว่าจะใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

นอก จากนี้ กรมยังได้ทำการประเมินความเปลี่ยนแปลงการใช้ปุ๋ยเคมีเปรียบเทียบกับผลผลิต และรายได้ของเกษตรกร พบว่า ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงจาก 25.6 กก./ไร่ เหลือ 18.1 กก./ไร่ หรือลดลง 29.3% ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 594.8 กก./ไร่ เป็น 679.5 กก./ไร่ หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 14.2% และรายได้เพิ่มขึ้นจาก 4,758.7 บาท/ไร่ เป็น 6,658.6 บาท/ไร่ หรือรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 39.9%

"ที่ ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและใช้สารอินทรีย์ทดแทนสาร เคมีให้กับเกษตรกร โดยเน้นไปที่ผู้นำกลุ่มและเครือข่ายหมอดิน เพื่อให้เป็นแกนนำไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้มีการเผยแพร่ความรู้ได้อย่างแพร่หลายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ กรมยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ให้กลุ่มเกษตรกร ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์เพื่อลดใช้สาร เคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังมีการปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับยุวหมอดิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ปกครองที่เป็นเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จึงทำให้โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้" นายฉลอง กล่าว

พิษภัยแล้งทำเอทานอลขาด

แหล่ง ข่าวจากผู้ผลิตเอทานอลรายหนึ่งเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" เกี่ยวกับสถานการณ์ของเอทานอลว่า ในช่วงปลายปีอาจจะเกิดปัญหาปริมาณเอทานอลตึงตัวถึงขั้นขาดแคลน เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล ทั้งมันสำปะหลัง และกากน้ำตาล (โมลาส) ขาดแคลนและราคาแพง ในส่วนของวัตถุดิบมันสำปะหลัง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยแล้งและเพลี้ยแป้งระบาดทำให้ผลผลิตมัน สำปะหลังลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 27 ล้านตัน เหลือเพียงแค่ 20 ล้านตัน ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 2 บาท เป็นกิโลกรัมละ 3.80 บาท ถือเป็นราคาที่สูงมาก ทำให้โรงงานบางรายที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบต้องหยุดการผลิตลงเพราะไม่ สามารถสู้ราคารับซื้อมันสำปะหลังได้ ส่วนโรงงานที่ยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ก็เป็นโรงงานที่มีสต๊อกวัตถุดิบ มันสำปะหลังเหลืออยู่เท่านั้น

สำหรับโมลาสที่จะขาดแคลนในช่วงปลาย ปีเนื่องจากฤดูการผลิต 2553/2554 นี้ฝนแล้งทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโตเต็มที่ เพื่อให้อ้อยเติบโตเต็มที่ได้ยิวหรือปริมาณ ความหวานอยู่ในภาวะที่เหมาะสม คาดว่าจะต้องขยายระยะการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลจากปกติไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งเดิมเปิดหีบประมาณเดือนพฤศจิกายน อาจจะเลื่อนไปถึงเดือนธันวาคม หรือเดือนมกราคม เป็นผลให้กากน้ำตาลหรือโมลาสออกมาน้อย ไม่มีวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอลในช่วงเวลาดังกล่าว

นายประวิทย์ ประกฤตศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพโทรกรีน จำกัด ผู้ผลิต เอทานอลในเครือกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยว่า เกี่ยวกับปัญหาเอทานอลช่วงต้นปีไตรมาส 1-2 เป็นปัญหาภาวะเอทานอลล้นตลาด ส่วนปลายปีช่วงไตรมาส 3-4 เกิดภาวะขาดแคลน ถือเป็นภาวะของปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ดังนั้นรัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น แนวทางที่มีความเป็นไปได้ก็คือ ใช้กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงมาบริหาร สต๊อกเอทานอล

"หลักการคือ ซื้อเอทานอลเก็บ สต๊อกไว้ในช่วงที่ปริมาณล้น และทำสัญญาซื้อเอทานอลในตลาดซื้อขาย ล่วงหน้า เพื่อให้มีเอทานอลใช้ทั้งปี โดยอาจจะซื้อไว้ประมาณ 60 ล้านลิตร เมื่อประเมินจากราคาเอทานอล 20 บาท/ลิตร กองทุนฯจะใช้เงินประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งไม่มากมายนัก เมื่อเทียบกับการซื้อน้ำมันจากต่างประเทศมาปีละหลายแสนล้านบาท" นายประวิทย์กล่าว

สร้าง"กองทัพปราบเพลี้ย" กรมข้าวผุดไอเดียจัดระบบนิเวศน์นาข้าวสร้างศัตรูธรรมชาติปราบ

นางสำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากช่วงปี 2551-2553 ที่ผ่านมา นับเป็นปีทองของชาวนาที่ขายข้าวเปลือกได้ในราคาสูง ทำให้ชาวนาเพิ่มการผลิตมากขึ้นทั้งด้านพื้นที่ปลูก จำนวนครั้งของการปลูก เป็นเหตุให้ไม่มีการพักดินเพื่อฟื้นฟูหรือบำรุงดิน ทำให้ มีแมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ขณะที่การใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ผิดชนิด ผิดวิธี และมากเกินความจำเป็น ทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่มีประโยชน์ อาทิ อาทิ แมลงภู่ ผึ้ง แมลงปอ แมงมุม ต่อแตน และสัตว์น้ำในนาข้าว เช่น กบ เขียด ปลา มีจำนวนลดลงอย่างมากจึงทำให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืช ทำความเสียหายให้กับผลผลิตข้าวอย่างมากมาย

กรมการข้าวจึงมีแนวคิดจะเพิ่มปริมาณแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่เป็น ประโยชน์ คืนสู่นาข้าวอีกครั้ง โดยการจัดระบบนิเวศในนาข้าว ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติกลับคืนสู่นาข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นๆ หลากหลายชนิดรอบๆ แปลงนาข้าว เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้แมลงศัตรูธรรมชาติหรือแมลงที่มีประโยชน์ เปรียบเสมือนการสร้างกองทหารไว้คอยควบคุมและทำลายแมลงศัตรูข้าวที่เข้ามาใน นาข้าว ลดความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูข้าว และลดการใช้สารฆ่าแมลงในนาข้าว เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับระบบนิเวศในนาข้าวอย่างยั่งยืน และเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ได้มีเกษตรกรในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้เคยดำเนินการแล้วโดยในส่วนของสาธารณรัฐ ประชาชนจีนพบว่า นาข้าวที่ปลูกไม้ดอก งา และข้าวฟ่าง บนคันนามีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลน้อยกว่า และมีแมลงศัตรูธรรมชาติมากกว่า นาข้าวของเกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกอะไรบนคันนา อีกทั้งเกษตรกรยังต้องพ่นสารฆ่าแมลงด้วย ดังนั้นเชื่อว่าการจัดระบบนิเวศในนาข้าวจะแนวทางการปลูกข้าว ที่ประสบความสำเร็จในการลดความรุนแรงของการระบาดของแมลงศัตรูข้าวได้อย่าง ยั่งยืน ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ในการคิดหาพืชที่สามารถปลูกร่วมในนาข้าวและสามารถสร้างรายได้โดยไม่มีผล กระทบต่อผลผลิตข้าว

กลุ่มเกษตรอินทรีย์คลุมพื้นที่ 64 ล้านไร่

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องเกษตรอินทรีย์ว่า จากการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรจนถึง เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สามารถจัดตั้งกลุ่มได้แล้วจำนวน 64,698 กลุ่ม มีเกษตรกรเครือข่าย 3,226,129 ราย ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร จำนวน 64,101,929 ไร่ และจากการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่า เกษตรกรร้อยละ 97.1 มีความคิดว่าจะใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

“ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ถ่าย ทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีให้กับเกษตรกร โดยเน้นไปที่ผู้นำกลุ่มและเครือข่ายหมอดิน เพื่อให้เป็นแกนนำไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้มีการเผย แพร่ความรู้ได้อย่างแพร่หลายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้กรมฯ ยังสนับสนุนปัจจัยการ ผลิตต่าง ๆ ให้กลุ่มเกษตรกร ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์เพื่อลดใช้สาร เคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังมีการปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับยุวหมอดิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ปกครองที่เป็นเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จึงทำให้โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” นายฉลอง กล่าว

กรมข้าวผุดไอเดียสร้างกองทหารปราบเพลี้ย

กรมข้าวไอเดียบรรเจิดสร้าง"กองทหารปราบเพลี้ย" ด้วยการจัดระบบนิเวศในนาข้าว ปลูกพืชบนคันนา เพิ่มปริมาณแมลงศัตรูธรรมชาติ-สร้างความสมดุลธรรมชาติ

นางสำลี บุญญาวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากในช่วงปี 2551-2553 ที่ผ่านมานับเป็นปีทองของชาวนาที่ขายข้าวเปลือกได้ในราคาสูง ทำให้ชาวนาเพิ่มปัจจัยการผลิตมากขึ้นทั้งในด้านพื้นที่ปลูก จำนวนครั้งของการปลูก เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี และน้ำ เป็นเหตุให้ไม่มีการพักดินเพื่อฟื้นฟูหรือบำรุงดิน ทำให้มีแมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีอาหารกินตลอดปี และขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ผิดชนิด ผิดวิธี และใช้มากเกินความจำเป็น ทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติ และแมลงที่มีประโยชน์มีจำนวนลดลงอย่างมาก จึงเกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืช

กรมการข้าวจึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มปริมาณแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่เป็น ประโยชน์กลับคืนสู่นาข้าวอีกครั้งโดยการจัดระบบนิเวศในนาข้าว (Ecological engineering) ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติกลับคืนสู่นาข้าว ด้วยการปลูกพืชอื่นๆ หลากหลายชนิดบนคันนา หรือตามคู คลองรอบๆ แปลงนาข้าว โดยเฉพาะพืชที่มีดอกสีเหลืองหรือสีขาว เช่น ดาวเรือง กระดุมทอง เดซี่ ทานตะวัน ตีนตุ๊กแก เป็นต้น หรือเป็นจำพวกผัก เช่น บวบ ฟักทอง งา กระเจี๊ยบ พริก ถั่วฝักยาว มะระ แตง เป็นต้น เพื่อให้แมลงศัตรูธรรมชาติหรือแมลงที่มีประโยชน์ใช้เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่อยู่อาศัยและขยายแพร่พันธุ์

โดยแมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ อาทิ แมลงจำพวกช่วยผสมเกสร เช่น แมลงภู่ ผึ้ง แมลงจำพวกตัวห้ำตัวเบียน ได้แก่มวนเขียวดูดไข่ ด้วงเต่า แมลงปอ แมงมุม ต่อแตน และจำพวกสัตว์น้ำในนาข้าว เช่น กบ เขียด ปลา ซึ่งเปรียบเสมือน “การสร้างกองทหาร” เพื่อคอยควบคุมและทำลายแมลงศัตรูข้าวที่เข้ามาในนาข้าว ลดความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูข้าว และลดการใช้สารฆ่าแมลงในนาข้าว เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับระบบนิเวศในนาข้าวอย่างยั่งยืน และเพิ่มรายได้ให้ชาวนาอีกทางหนึ่ง

"ในส่วนของประเทศไทย ขณะนี้กรมการข้าวได้ร่วมกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2552 และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการรายละเอียดเพิ่มเติม"

วิถีโลก วิถีธุรกิจ - ญี่ปุ่นกับความมั่นคงทางอาหารที่ถดถอย!

“อาหาร” ที่แต่ละประเทศผลิต เพื่อป้อนประชากรโลกที่ปัจจุบันมีไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านคน และในอีก10ปีข้างหน้า อาหารจะกลายเป็น “วิกฤติ” ซึ่งในบางประเทศอาจถึงขั้นขาดแคลน และแย่งชิงอาหารกันได้ ขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่อดอยากก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว และอาจก่อให้เกิดวิกฤตทางสังคมในประเทศ หรือระหว่างประเทศขึ้นมาได้

ประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดทาง เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ก็เป็นประเทศหนึ่งที่วันนี้เผชิญหน้ากับความมั่นคงทางด้านอาหารที่ถดถอย อย่างมาก และรัฐบาลกำลังเร่งหาทางแก้ไขให้กลับมาเป็นประเทศที่สามารถ “ผลิตอาหาร” ให้ได้ประมาณ 50% ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2563 จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 40-41%

ในภาพรวมขณะนี้อุตสาหกรรมเกษตรคิดเป็นส่วนแบ่งประมาณ 1.5 %ของ GDP ญี่ปุ่น ซึ่งรายงานจาก ข้อมูลของกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงในปี 2551 โดยข้าวเป็นผลิตภัณฑ์หลักของผลิตภัณฑ์เกษตรของญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 22% และเป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่มีส่วนแบ่งสูงสูด

ส่วนผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์และนมเนยมีสัดส่วน 31% ผัก 25% ผลไม้ 9% และอื่น ๆ 13% ตามลำดับ

ที่กล่าวว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับความมั่นคงทางอาหารที่ถดถอยเพราะ วันนี้ญี่ปุ่นสามารถผลิตอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศได้เพียง 41 % เท่านั้น ซึ่งในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นสามารถรักษาอัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารไว้ได้ที่ราว 40% หลังจากที่อัตราดังกล่าวลดลงอย่างมากจาก 73 % เหลือเพียง 43 % ในระยะเวลา 30 ปี (ปี 2508- 2538)

ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆมาจาก

1) การ ลดลงของอัตราการพึ่งพาตนเองทางอาหาร ซึ่งญี่ปุ่นผลิตอาหารได้เองเพียง 40% และที่เหลืออีก 60% ต้องพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งนับว่า เป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยนำเข้ามาจากสหรัฐฯ มากที่สุดประมาณ 31% ตามด้วยสหภาพยุโรป 13% จีน 13% ออสเตรเลีย 9% และ แคนาดา 6%

2) แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากอายุเฉลี่ยของเกษตรกรญี่ปุ่นในปัจจุบันที่สูงถึง 57.4 ปี โดยผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรเป็นอาชีพหลักมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ผู้ประกอบอาชีพเกษตรเป็นอาชีพเสริมหรือ part-time มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

3) ความปลอดภัยของอาหาร ซึ่ง เป็นข้อ กังวลของคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับอาหารที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ สิ่งปนเปื้อน มาตรฐานการติดฉลาก โรคระบาดต่าง ๆ เช่น โรคไข้หวัดนก โรควัวบ้า รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เช่น GMO Clone ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลได้เร่งร่างแผนพึ่งพาตนเองด้านอาหารขึ้นมา เพื่อเพิ่มอัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารจาก 41% เป็น 50 % ภายในระยะเวลา 10 ปีหรือในปี 2563

โดยแผนดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกษตรกรสามารถดำรงอาชีพ เกษตรกรอยู่ต่อไปได้ ซึ่งครอบคลุมการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรของประเทศทั้งด้านการผลิตและการบริโภค เช่น ปัญหาการทิ้งร้างที่ดินการเกษตร และนิสัยการไม่บริโภคอาหารเช้าของคนทำงาน การนำเอาโครงการชดเชยรายได้ให้เกษตรกรเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ และการจัดตั้งหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารให้เป็นองค์กรเดียวจากเดิมที่เคย มีอยู่หลายหน่วยงานขึ้นกับกระทรวงต่างๆ

โครงการชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกร มีแผนที่จะเริ่มจากการชดเชยรายได้ให้กับชาวนา โดยจะเริ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2553 นี้ และจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมเกษตรกรอื่นๆ ที่ปลูกพืชที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น ข้าว สาลีและถั่ว เป็นต้น ในปีงบประมาณ 2554

การชดเชยรายได้ให้กับชาวนาภายใต้แผนที่กำหนด แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1) เบื้องต้น ชาวนาที่ปลูกข้าวจะได้รับเงิน 15,000 เยนต่อพื้นที่ 1 Are (100m2)

2) หลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลแล้ว หากราคาข้าวที่ขายไปต่ำกว่าราคามาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด รัฐบาลจะจ่ายเงินส่วนต่างให้ โดยวิธีการจ่ายเงินจะเป็นการจ่ายเงินโดยรัฐบาลท้องถิ่นให้กับเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรโดยตรง

ต่อแผนข้างต้น สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรุงโตเกียว กรมส่งเสริมการส่งออกของไทยได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า การที่ญี่ปุ่นร่างแผนการพึ่งพาตนเองด้านอาหารขึ้นมา มองผิวเผินแล้วเหมือนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้สำหรับประเทศที่มีอัตราการพึ่ง พาตนเองด้านอาหารต่ำอย่างประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี การให้ความช่วยเหลือชาวนาเป็นอันดับแรก โดยอ้างว่า เป็นการกระตุ้นอัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารนั้น น่าจะไม่ตรงเป้าหมายนัก เนื่องจาก อัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารสำหรับสินค้าข้าวของญี่ปุ่นนั้นอยู่ในระดับที่ สูงมากคือ 95% สำหรับข้าวทั้งหมด และ 100% สำหรับข้าวที่บริโภคในครัวเรือน

ซึ่งหากญี่ปุ่นต้องการที่จะกระตุ้น อัตราการพึ่งพาตนเอง ควรที่จะมุ่งเน้นที่สินค้าอื่นที่มีอัตราการพึ่งพาตนเองที่ต่ำก่อน เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ น้ำตาล เนื้อสัตว์ และถั่ว เป็นต้น

นอกจากนี้จากปัญหาการพบเชื้อราในขนมโมจิ ซึ่งทำมาจากข้าวที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ทำให้คนญี่ปุ่นกังวลมาก และรัฐบาลได้ออกกฎระเบียบใหม่ๆ ขึ้นมาควบคุม เช่น ให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว เช่น เหล้าสาเก rice cracker และเส้นก๋วยเตี๋ยว ติดฉลากแสดงประเทศ/แหล่งที่มาของข้าวที่ใช้เป็นวัตถุดิบ โดยมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553

“ระเบียบใหม่นี้จึงมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากข้าว เนื่องจาก คนญี่ปุ่นมักจะมองว่า ข้าวของญี่ปุ่นย่อมมีคุณภาพดีกว่าข้าวที่นำเข้า ทำให้ผู้ผลิตสินค้าที่ทำมาจากข้าวมีโอกาสที่จะหันกลับไปใช้ข้าวญี่ปุ่นแทนนำ เข้าข้าวจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรม”

แน่นอนว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าว ก็ต้องได้รับผลกระทบเรื่องนี้เช่นกัน..!

อย่างไรก็ตามทิศทางการเพิ่มอัตรา การพึ่งตนเองด้านอาหารของญี่ปุ่นถือเป็น ภาระกิจที่ท้าทายอย่างยิ่งในอนาคตเพราะ คนที่ทำเกษตรเป็นผู้สู่งอายุ ขณะที่คนสมัยใหม่ส่วนใหญ่ทำงานออฟฟิศ ไม่สนใจทำเกษตร รวมถึงผลการรณรงค์ใช้สินค้าในประเทศของญี่ปุ่น และการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ

สิ่งเหล่านี้เป็น “โจทย์” ของรัฐบาลและผู้ส่งออกสินค้าไทยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด..?

ดันระบบปลูกข้าวใหม่22จังหวัด แก้วิกฤติแล้ง-สกัดแมลงศัตรูข้าว

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากวิกฤตภัยแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างมากกับชาวนาในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังและจัดเป็นพื้นที่วิกฤตทั้งใน เรื่องน้ำ โรคและแมลงศัตรูข้าว โดยเฉพาะการระบาดรุนแรงของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอเพิ่มเติมในแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยการปฏิรูประบบการปลูกข้าวใหม่ ใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท ดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 22 จังหวัด พื้นที่รวม 9,532,672 ไร่ ซึ่งมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง และปลูกข้าวไม่พร้อมกัน ไม่มีการพักแปลงนาหรือว่างเว้นจากการปลูกข้าว ทำให้ดินมีสภาพเสื่อมโทรม เกิดการระบาดของข้าววัชพืช และปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือการขาดแคลนน้ำในการปลูกข้าว

การจัดระบบปลูกข้าวใหม่ ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ตามโครงการส่งน้ำ 48 โครงการ แต่ละโครงการ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะร่วมกันพิจารณาเพื่อเลือกระบบที่เหมาะสม ซึ่งมีให้เลือก 4 ระบบ โดยภาครัฐจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลังนาหรือพืชปุ๋ยสด จัดฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ จัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตพืชหลังนา รวมทั้งการผ่อนปรนดอกเบี้ยและเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์ (ธ.ก.ส.)

ทั้งนี้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ได้ร่วมกัน วางระบบการปลูกข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการในชุมชนอย่างแท้จริง โดยแผนการปลูกข้าวระบบใหม่นี้จะดำเนินการในปี 2553 -2556 รวม 4 ปี หวังช่วยลดต้นทุนการผลิตทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ชาวนามีรายได้สุทธิต่อไร่มากขึ้น ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯไฟเขียวเกษตรกรเริ่มทำนาปีปลายก.ค.

เกษตรฯ ไฟเขียวเกษตรกรเริ่มนาปีตั้งแต่ปลายเดือนก.ค.นี้ แต่ลั่นยังไม่วางใจประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงเกษตรฯได้ออกประกาศขอให้เกษตรกรเลื่อนการทำนาปี ในเขตโครงการชลประทานทุกโครงการที่รับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ในภาคเหนือตอนล่างและในเขตโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ออกไปจนถึงประมาณ กลางเดือนกรกฎาคม 2553 หรือจนกว่าจะเริ่มมีฝนตกชุกและมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก

ขณะนี้จากการติดตาม และประเมินสถานการณ์น้ำ โดยกรมชลประทานที่ได้ประสานข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาซึ่งคาดการณ์ว่าใน เดือนกรกฎาคมนี้ ปริมาณน้ำที่จะไหลลงเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จะมีไม่มากทำให้ปริมาณ น้ำใช้การในเขื่อนทั้งสองแห่งมีน้อยไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการปลูกข้าวนาปี ในช่วงนี้ และกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่ฝนจะทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคมและจะ มีฝนเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้พบว่า ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมดรวม 33,110 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งหมด (คิดเป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 9,265 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 13 ของความจุอ่างฯ)

ขณะที่สภาพนํ้าในอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีปริมาตรนํ้าในอ่างฯ ทั้งหมด 31,567 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 45ของความจุอ่างเก็บนํ้าขนาดใหญ่ทั้งหมด (ปริมาตรนํ้าใช้การได้ 8,040 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 12 ของความจุอ่างฯ )โดยในวันนี้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จำนวน 45.7 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำระบายวันนี้ 64.8 ล้านลูกบาศก์เมตรสามารถรับน้ำได้อีก 38,028 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับอ่างเก็บน้ำสำคัญ ๆ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำภูมิพล ปัจจุบัน มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 4,064 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ คิดเป็นน้ำใช้การได้ 264 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 2 ของความจุอ่างฯ โดยมีน้ำไหลลงอ่างฯ 6.04 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำระบาย 8.00 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ ปัจจุบัน มีปริมาตรน้ำในอ่าง ฯ 3,211 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 34 ของความจุอ่างฯ คิดเป็นน้ำใช้การได้ 361 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 4 มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 5.97 ล้านลูกบาศก์เมตรน้ำระบาย 8.11 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำแควน้อยบำรุงแดน ปัจจุบัน มีปริมาตรน้ำในอ่าง ฯ 140 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 18 ของความจุอ่างฯ คิดเป็นน้ำใช้การได้104 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 14 น้ำไหลลงอ่างฯ 1.57 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำระบาย 0.43 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบัน มีปริมาตรน้ำในอ่าง ฯ 74 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 8 ของความจุอ่างฯ คิดเป็นน้ำใช้การได้ 71 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 7 น้อยกว่าปี 2552 จำนวน 239 ล้านลูกบาศก์เมตร

ดังนั้น จากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และจากการหารือผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯเอง มีความเห็นร่วมกันว่าระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรผู้ทำนาในพื้นที่ส่ง น้ำของโครงการชลประทานที่รับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ในภาค เหนือตอนล่างและในเขตโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ที่เกษตรกรจะสามารถเริ่ม ทำนาปีได้ ควรเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกรกฏาคมนี้เป็นต้นไป

โดยกระทรวงเกษตรฯ จะได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการต่อไป พร้อมทั้งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้คำแนะนำ ประสานงาน และติดตามดูแลเกษตรกรผู้ทำนาในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิดอีกทางหนึ่งด้วย

'เจ้าพระยา'เน่าสุด!สารก่อมะเร็งเพียบ

กรีนพีซเปิดผลวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำเจ้าพระยาตอน ล่าง ชี้ชัดมีปริมาณโลหะหนักและสารเคมีอันตรายหลายชนิดปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน หลายเท่า พบสารก่อมะเร็งในน้ำทิ้งจากโรงงานฟอกย้อม ประจานกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษไม่ปกป้องแหล่งน้ำ จี้รัฐบาลเร่งนำระบบเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษมาบังคับใช้โรงงานอุตสาหกรรม พร้อมตั้งเป้าลดมลพิษเหลือศูนย์

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม กรีนพีซเปิดเผยรายงานล่าสุด ผลการตรวจสอบสารเคมีอันตรายในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมและการปน เปื้อนของสารเคมีในคลองบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประเทศไทย หลังจากเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งและตะกอนดินจากลำคลองในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ส่งไปยังห้องปฏิบัติการและวิจัยของกรีนพีซสากล มหาวิทยาลัย Exeter ประเทศอังกฤษ เพื่อวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักและสารเคมีอันตราย

นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กรีนพีซได้เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินจากคลอง สำโรง คลองบางนางเกร็ง และคลองบางปลากด ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในเขตจังหวัดสมุทรปราการ และเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งจากโรงงานฟอกย้อม 2 แห่งในคลองสำโรงส่งไปวิเคราะห์ที่ประเทศอังกฤษ ขณะนี้ได้รับรายงานสรุปว่า พบโลหะหนักและสารเคมีอันตรายที่เป็นพิษต่อสิ่ง แวดล้อมและมนุษย์ปนเปื้อนอยู่ในน้ำทิ้งจากโรงงานฟอกย้อม รวมทั้งน้ำและตะกอน ดินในคลองพบสารเคมีบางชนิดมีปริมาณสูงกว่ามาตรฐานน้ำผิวดินในประเทศไทย นอกจากนี้ยังพบสารเคมีที่ยังไม่ถูกบรรจุอยู่ในมาตรฐานของประเทศไทยอีกด้วย

นายพลายกล่าวว่า การตรวจพบสารพิษปริมาณสูงในคลองที่เชื่อมต่อแม่น้ำเจ้าพระยา บ่งชี้ถึงมาตรการควบคุมและตรวจสอบที่หละหลวมของภาครัฐ ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ เห็นชัดเจนว่าไม่สามารถปกป้องแหล่งน้ำให้รอดพ้นการปนเปื้อนสารพิษได้ ดัง นั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตรายที่ควรเลิกใช้ โดยมีเป้าหมายลดมลพิษเหลือศูนย์ เพื่อลดการปล่อยสารเคมีในน้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง

ที่สำคัญคือ เร่งนำระบบการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษมาบังคับใช้โรงงาน อุตสาหกรรม เช่น ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ เพื่อเป็นเครื่องมือทางนโยบาย โดยยึดหลักความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประชาชนรับ รู้ หลักการนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้แล้วในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

"ผลสำรวจที่ออกมาเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนอันตรายที่แฝงอยู่ในมลพิษ อุตสาหกรรม เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาแล้วเป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบ และยากที่จะกำจัดสารเคมีเหล่านี้ให้หมดไปจากแหล่งน้ำ ซึ่งบางชนิดก็เป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างร้ายแรง แม้ว่าโรงงานทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดในบริเวณนี้ แต่ก็สะท้อนปัญหาการปล่อยมลพิษลงสู่แหล่งน้ำสำคัญของไทย" ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ กล่าว

สำหรับสารเคมีอันตรายที่พบจากตัวอย่างน้ำทิ้งของโรงงานฟอกย้อม อาทิ "สารโนนิลฟีนอล" ซึ่งเป็นสารที่คงทนในสิ่งแวดล้อม และรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในสิ่งมีชีวิตและระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ และ "สาร 2-เนฟทาลีนาทมีน" เป็นสารที่ได้จากการสลายตัวของสีย้อมผ้าบางชนิด ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะในคน

ส่วนตัวอย่างน้ำที่เก็บจากคลองสำโรง พบสารโนนิลฟีนอลและไตร-ไอโซ-บิวทิลฟอสเฟต รวมถึงโลหะหนักอย่างทองแดง ตะกั่ว แมงกานีส นิกเกิล และสังกะสี มีค่าเกินมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินของไทยประมาณ 3-8 เท่า และตัวอย่างตะกอนดินพบปนเปื้อนโครเมียม ทองแดง นิกเกิล ตะกั่ว และสังกะสีในระดับสูง โดยสังกะสีมีค่าสูงกว่าค่าความเข้มข้นพื้นฐานมากถึง 30 เท่า

ตัวอย่างน้ำที่เก็บจากคลองบางนางเกร็ง พบสารโนนิลฟีนอลและไตร-ไอโซ-บิวทิลฟอสเฟต และยังพบทองแดงและนิกเกิลสูงกว่า ค่ามาตรฐานน้ำผิวดินของไทยถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ตัวอย่างตะกอนดินจากคลองบางนางเกร็งยังปนเปื้อนโครเมียม ทองแดง สังกะสี และนิกเกิลสูงที่สุดในตัวอย่างตะกอนดินทั้งหมดที่เก็บในการศึกษาครั้ง นี้ โดยค่าสังกะสีและนิกเกิลมีค่าสูงกว่าค่าความเข้มข้นพื้นฐานปกติถึง 30 และ 80 เท่าตามลำดับ

กรีนพิซเตือนน้ำในเจ้าพระยา กำลังเสียถาวรจากปนเปื้อนสารเคมี

วริศ พันธุ์โอสถ

กรีนพีซสำรวจพบโรงงานจำนวนมากปล่อยสารเคมีอันตรายลง เจ้าพระยาตอนล่าง เรียกร้องรัฐบาลเข้ามาดูแล หวั่นสูญเสียถาวร

นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่าจากการตรวจสภาพคลองซึ่งเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างพบว่าน้ำใน คลองปนเปื้อนสารเคมีอันตรายอย่างหนัก การสำรวจมีขึ้นเมื่อช่วงเดือนก.พ. - มี.ค. พ.ศ. 2553 ครอบคลุมสามคลองได้แก่ คลองสำโรง คลองบางนางเกร็ง และคลองบางปลากด คลองทั้งสามมีโรงงานเรียงรายตลอดคลองและมีการปล่อยสารเคมีอยู่ตลอด

นายพลายกล่าวว่าจากการที่กรีนพีซได้ศึกษาลุ่มเม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างๆ ได้เห็นปัญหาที่ชาวบ้านต้องเผชิญจากโรงงานอุตสาหกรรมจึงทำการศึกษาเจาะลึก ด้วยการสุ่มตรวจน้ำและตะกอนดินในคลองที่มีโรงงานอยู่หนาแน่นและเชื่อมกับแม่ น้ำเจ้าพระยา โรงงานที่สำรวจจะเน้นโรงงานฟอกย้อมคือโรงงานสามชัยพิมพ์ผ้าและโรงงานฟอกผ้า นำบุญเพราะจะเห็นปล่อยสารเคมีลงน้ำอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินที่เก็บมาถูกส่งไปตรวจวิเคราะห์หาสารพิษและโลหะ หนักที่ห้องปฏิบัติการและวิจัยของกรีนพีซสากลที่ประเทศอังกฤษ

นายพลายกล่าวว่าการสุ่มตรวจครั้งนี้มีเพื่อชี้ให้เห็นปัญหาและเสนอ มาตรการหรือเครื่องมือให้รัฐในการแก้ไขปัญหา

“นี่เป็นเพียงแค่สามในหลายสิบหลายร้อย คลองทั้งสามมีโรงงานเป็นพันๆ” นายพลายกล่าวและว่า “เจ้าพระยาตอนบนนี่น้ำจะดี แล้วค่อยๆ แย่ลง พอเข้าสมุทรปราการก็เสื่อมโทรมมาก

นายพลายกล่าวว่าจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านที่อยู่แถวคลอง ชาวบ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าฟ้องไปก็ไม่ได้อะไร จนสุดท้ายชาวบ้านก็ค่อยๆ ย้ายออก หรืออยู่ต่อไปอย่างทุกข์ทรมาน น้ำที่แต่ก่อนเคยใช้ทั้งอุปโภคบริโภค ทำอาชีพหาปลา ตอนนี้กลายเป็นสีแดง ดำ เขียว เหลือง

นายพลายกล่าวว่าเวลาในแม่น้ำเจ้าพระยาน้ำขึ้นโรงงานเหล่านี้จะบอกให้เปิด ประตูน้ำเพื่อปล่อยสารเคมีเหล่านี้ลงแม่น้ำไป และจากการสอบถามชาวบ้านโรงงานจะปล่อยน้ำเสียเวลากลางคืนโดยน้ำจะสกปรกกว่า เวลากลางวัน หรือเวลาฝนตกก็จะมีการปล่อยน้ำเสียเยอะเช่นกัน

“ตอนไปตรวจสอบนั่งเรือเล็ก ตลอดทางจะเป็นคลอง สีดำ เหลือง เขียว แดง” นายพลายกล่าว

ในรายงาน “การตรวจสอบสารเคมีอันตรายในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมสองแห่งและ การปนเปื้อนของสารเคมีในคลองบริเวณใหล้เคียงงซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้า พระยาตอนล่าง ประเทศไทย พ.ศ. 2553” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าน้ำทิ้งจากโรงงานสามชัยพิมพ์ผ้ามีสารพิษที่สำคัญ ได้แก่ โนนิลฟีนอล (Nonyl phenols) ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของฮอร์โมนในสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ยังพบ 2 – เนฟทาลีนาทมีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และพบการปนเปื้อนของทองแดง โครเมียม และสังกะสี

การเก็บตัวอย่างน้ำและดินตะกอนจากคลองสำโรงช่วงที่ไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้า พระยานัก พบว่าน้ำคลองมีสารพิษโนนิลฟีนอลและไตรไอโซบิวทิลฟอสเฟต (Tibp) เหมือนที่พบจากท่อน้ำทิ้งของโรงงาน พบปริมาณโลหะรวมของทองแดง แมงกานีส ตะกั่ว นิเกล และสังกะสีมากกว่ามาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำผิวดินที่ประเทศไทยกำหนดไว้ 3 - 8 เท่า ส่วนดินตะกอนมีโลหะในปริมาณสูงโดยเฉพาะสังกะสีที่มีสูงกว่าค่าพื้นฐาน 30 เท่า ส่วนใหญ่เป็นตะกอนลอย

คลองบางเกร็งพบว่ามีนิเกิลซึ่งเป็นสารที่ไม่ค่อยพบในธรรมชาติละลายอยู่ใน น้ำ นายพลายกล่าวว่าปลาที่มาจากแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อเจอน้ำที่ไหลมาจากคลองบาง นางเกร็งจะลอยตาย ผิวของดินตะกอนในคลองยังมีลักษณะมันๆ เหมือนมีน้ำมันเคลือบอยู่

คลองปลากดยังไม่มีสารพิษร้ายแรงในปริมาณผิดปกติ แต่เนื่องจากคลองบางปลากดไม่มีประตูน้ำกั้นระหว่างคลองกับแม่น้ำเจ้าพระยา จึงอาจทำให้สารเคมีที่โรงงานปล่อยเจือจางไป

“โนนิลฟีนอล จะสะสมในสิ่งมีชีวิต เมือปลาเล็กได้รับโนนิลฟีนอล พอปลาใหญ่กินปลาเล็กก็จะรับไป และพอมนุษย์กินปลาใหญ่ก็จะได้รับไปเช่นกัน” นายพลายกล่าว

คลองทั้งสามมีสารพิษสูงเกินไปที่จะใช้ ทำให้คลองเสียถาวร ถึงแม้จะนำไปบำบัดก็จะยังไม่สะอาดอยู่ดี ใช้ได้เพียงด้านคมนาคมเท่านั้น

“คลองข้างหลังโรงงานเคมีเราไม่ค่อยเห็น คลองเสียใช้การไม่ได้ กลิ่นจะมึน เรือก็ไม่ใช้เพราะเหม็นมาก”นายพลายกล่าวว่า

นายพลายกล่าวว่าสารพิษที่ไหลมากับน้ำจะมาตกตะกอนอยู่ในดิน ดังนั้นการกำหนดปริมาณการปล่อยจึงไม่มีความหมายอยู่ดีเพราะสุดท้ายตะกอนจะ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหานี้จึงต้องป้องกันไว้ก่อน

กรีนพีซมีข้อเสนอเร่งด่วนต่อภาครัฐในการแก้ปัญหาคือ 1) นำการศึกษานี้ไปทำต่ออย่างละเอียดและให้ครอบคลุมกว่านี้ รวมถึงทำการสำรวจส่วนอื่นๆ ของประเทศด้วย 2) รวบรวมจัดทำบัญชีสารอันตรายที่ควรเลิกใช้ กระบวนการลดการใช้อาจค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้สารที่ปลอดภัยมากขึ้นและเลิกใช้ในท้ายที่สุด

ผลการศึกษานี้นายพลายกล่าวว่าจะนำไปร้องเรียนต่อสามหน่วยงานได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้กรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมทำ การปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ท้ายที่สุดโรงงานต่างๆ พัฒนาสู่โรงงานที่มีมลพิษเป็นศูนย์ (ไม่ปล่อยมลพิษเลย) และให้ผู้ว่าฯ ทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายควบคุมโรงงานอย่างเข้มงวด ห้ามการใช้คลองเป็นแหล่งรองรับน้ำทิ้งจากโรงงาน และให้มีการฟื้นฟูให้คลองและแม่น้ำกลับมาสู่สภาพเดิม

สิ่งหนึ่งที่กรีนพีซเรียกร้องคือการจัดให้มีทำเนียบการปลดปล่อยและ เคลื่อนย้ายมลพิษหรือพีอาร์ทีอาร์ (PRTR) ซึ่งเป็นระบบจัดการสิ่งแวดล้อมโดยใช้หลักการให้แต่ละโรงงานต้องรายงานข้อมูล การใช้และปล่อยสารเคมีอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล โรงงานที่ปล่อยมลพิษมากจะเกิดความละอายใจ ทำให้เกิดแรงกดดันให้ลดการปล่อยมลพิษลง ฝั่งภาครัฐก็สามารถรู้ได้ว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐช่วยลดการปล่อยมลพิษลงหรือไม่เท่าไร

“ในสหัรฐอเมริกา มีการใช้กฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี 1980 ยุโรปก็ใช้มาหลายสิบปีแล้ว ในเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่นเกาหลีที่ใช้ได้ผลมาก ข้อสังเกตก็คือไทยเป็นฐานผลิตให้กับบริษัทจากประเทศพวกนั้น” นายพลายกล่าวและว่า “ถ้าเราเอากฎหมายมาบังคับใช้ บริษัทจะต้องยอมรับ เพราะประเทศอื่นก็ใช้”

นายพลายกล่าวว่าทางกรมควบคุมมลพิษเคยบอกว่าจะนำเรื่องนี้เข้า แผนให้เร็วที่สุด แต่ตอนหลังก็ไปให้สัมภาษณ์ว่าคงต้องใช้เวลา 3 - 5 ปี 4 - 5 ปีต่อมาก็ยังบอกว่าต้องอีก 3 - 5 ปีเหมือนเดิม

ทางกรีนพีซจะให้เวลาปราะมาณสองอาทิตย์เพื่อดูท่าทีของหน่วยงานที่จะร้อง เรียน แล้วจะติดตามผลักดัน

“เราอยากผลักดันรัฐให้แก้ไขปัญหามากกว่า ไม่ใช่เป็นการถล่มโรงงาน ซึ่งเป็นจุดยืนของกรีนพีซมาตลอด” นายพลายกล่าวและว่า “มันไม่ใช่แค่สองโรงงานนี้แต่เป็นทุกโรงงาน”

นายพลายกล่าวว่าโรงงานมีทั้งที่มีเส้นใหญ่เละไม่มีเส้น แต่ภาครัฐก็มักจะเข้าข้างโรงงานตลอดโดยอ้างข้อกฎหมาย เป็นกฎหมายที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดความสุขในชุมชนหรือเอื้อต่อสภาพแวดล้อม

“บางจุดที่ไม่มีชาวบ้านอยู่ คนป่วยอาจเป็นคนที่อยู่ในโรงงานด้วยซ้ำ ชุมชนที่อยู่ก็อาจได้รับสารพิษทั้งทางน้ำและอากาศ สัมภาษณ์เขา เขาก็บอกว่าสุขภาพย่ำแย่มาตลอด ผื่นคันนี่เป็นเรื่องปกติของคนที่สัมผัสน้ำ” นายพลายกล่าว
นายพลายกล่าวอีกว่าด้านสุขภาพจิตก็เป็นปัญหาเพราะในชุมชน มีกลุ่มผู้สูงอายุอยู่มาก