หลายคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าอาหารตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็ม) จะช่วยตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงของอาหารโลกได้จริงหรือไม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกต้องเจอกับแรงกดดันในเรื่องการจัดหาอาหารอย่างรุนแรงแบบเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้มีผู้คนจำนวนหนึ่ง พากันมองว่า พืช หรืออาหารตัดต่อพันธุกรรม (จีเอ็ม) อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้่ได้ แน่นอนว่า แนวคิดดังกล่าวต้องเจอกับแรงต้านจากฝ่ายที่เห็นต่างกัน และทำให้เกิดคำถามตามมาว่า อาหารจีเอ็มเหล่านี้จะเป็นคำตอบในเรื่องความมั่นคงของอาหารโลกจริงหรือไม่
ทั้งนี้ อาหารดัดแปลงพันธุกรรม คือ พืชผล หรือสัตว์ ที่ดัดแปลงพันธุกรรมผลิตขึ้นโดยใช้เทคนิคในห้องทดลอง โดยนำพันธุกรรมจากเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเองจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น การใส่ยีนจากปลาอาร์กติกในมะเขือเทศและสตรอเบอร์รี่ เพื่อให้ทนทานต่อความหนาวเย็น แน่นอนว่าปลาและมะเขือเทศไม่มีทางผสมพันธุ์กันได้เองตามธรรมชาติ
ปัจจุบันอาหารดัดแปลงพันธุกรรมทั้งหมด ผลิตและขายโดยบริษัทสารเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งโดยปกติจะทำงานร่วมกับแผนกเคมีภัณฑ์ของตนเอง พืชผลดัดแปลงพันธุ์กรรมส่วนใหญ่ทั่วโลกปลูกในสหรัฐแคนาดา และ อาร์เจนตินา
แม้จะมีการถกเถียงมานานหลายปี แต่เหล่าผู้ต่อต้าน และสนับสนุนอาหารจีเอ็ม ก็ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยความกังวลเกี่ยวกับอาหารจีเอ็ม อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ ในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิธีการที่้เมล็ดพันธุ์จีเอ็ม ถูกนำออกสู่ตลาด
อย่างไรก็ดี ประเด็นสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องการผลิตอาหารจีเอ็มในเชิงพาณิชย์นั้น ยังไม่ตกเป็นเรื่องถกเถียงกันมากเท่ากับวิธีการในด้านเทคโนโลยี และสิ่งที่สร้างความกังวลยิ่งไปกว่านั้น คือ เรื่องที่ว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้
ความกังวลถึงความเป็นไปได้ที่อาหารจีเอ็มจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มักจะบ่งชี้ไปยังเรื่องของความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ มักทำให้ผู้คนเกิดภูมิแพ้ใหม่ๆ ขึ้นมา และความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเป็นผิด หรือลดคุณค่าทางอาหารลงมา
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างว่า อาหารจีเอ็ม อาจส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้นคือ อาจเกิดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เกิดการปนเปื้อนขึ้นมาได้
ความกังวลในเรื่องการปนเปื้อนเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง รวมถึง กรณีโด่งดังอย่าง ข้าวโพดสตาร์ลิงค์
ข้าวโพดสตาร์ลิงค์ เป็นข้าวโพดที่ได้รับการตัดต่อยีนแบคทีเรียบีที ของบริษัทเอเวนตีส เพื่อป้องกันการทำลายจากหนอนและแมลง ข้าวโพดจีเอ็มโอ พันธุ์นี้ได้รับการอนุมัติให้ปลูกเมื่อปี 2543 แต่มีข้อกำหนดอย่างเข้มงวด เช่น ต้องปลูกห่างจากข้าวโพดพันธุ์อื่นอย่างน้อย 200 เมตรเ พื่อป้องกันการผสมข้ามไปสู่ข้าวโพดพันธุ์อื่น และห้ามนำไปเป็นอาหารมนุษย์ ยกเว้นเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น เช่น ทำเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือผลิตแอลกอฮอล์เท่านั้น เพราะโปรตีนคราย9ซี ( Cry9C) ซึ่งถูกผลิตจากยีนแบคทีเรียในข้าวโพดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในมนุษย์ได้
อย่างไรก็ตาม ในเดือนส.ค.ปีเดียวกันนั้น มีการตรวจพบว่าข้าวโพดสตาร์ลิงค์ได้ไปปนเปื้อนในแป้งของบริษัทคราฟท์ ฟูด ที่มีโรงงานผลิตแป้ง 350 โรงงานทั่วสหรัฐ จนทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ที่มีข้าวโพดผสมอยู่มากกว่า 300 ชนิดต้องถูกเรียกคืนจากตลาด บริษัทได้ใช้งบประมาณขั้นต้น 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อข้าวโพดสตาร์ลิงค์คืนจากชาวไร่ ในขณะที่ความเสียหายรวมจากกรณีความยุ่งเหยิงนี้มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์
เอเวนตีส ยังพบว่า โปรตีนคราย9ซีดังกล่าว เข้าไปปนเปื้อนกับเมล็ดข้าวโพดพันธุ์อื่นของบริษัท ซึ่งไม่ใช่สตาร์ลิงค์อีก 77 บริษัทด้วย การปนเปื้อนของข้าวโพดสตาร์ลิงค์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ทั้งจากกรณีการผสมข้ามสายพันธุ์ หรือการนำข้าวโพดสตาร์ลิงค์ไปผสมกับข้าวโพดพันธุ์อื่นเพื่อขายได้ราคาดีขึ้น
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ กล่าวถึงกรณีดังในขณะนั้น ว่า เป็นเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากในการควบคุมยีนจากพืชแปลงพันธุกรรม เมื่อปล่อยให้มีการปลูกในไร่นา และยากลำบากมากขึ้นไปอีกที่จะควบคุมไม่ให้พืชต่างสายพันธุ์ผสมปนเปกัน
นอกจากนี้ ในปี 2547 ยังมีกรณีของมะละกอจีเอ็ม ที่เกิดการปนเปื้อนกับมะละกอท้องถิ่น บนเกาะโออาฮู บิ๊กไอส์แลนด์ และคาวายอิ ทั้งยังพบด้วยว่า เมล็ดมะละกอพันธุ์ปกติที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยฮาวายผลิตไว้จำหน่ายก็ปนเปื้อนจีเอ็มโอด้วยเช่นกัน
เกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนที่ปลูกมะละกอไว้ในสวนหลังบ้าน ได้นำมะละกอที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอส่งคืนให้กับทางมหาวิทยาลัย เพื่อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทำแผนกำจัดการปนเปื้อน และยังเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยมีมาตรการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ปลูกมะละกอท้องถิ่น พร้อมทั้งป้องกันมิให้ผลิตผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ของฮาวายต้องปนเปื้อนไปด้วย
อย่างไรก็ดี ความพยายามในเรื่องการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณอาหารให้กับโลก เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น เมื่อ องค์การอาหาร และยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) ตัดสินใจประกาศรับรองความปลอดภัยปลาแซลมอนพันธุ์ใหม่ที่เอกชนในสหรัฐ พัฒนาขึ้น โตเร็วกว่าแซลมอลธรรมชาติสองเท่า แต่คุณค่าทางอาหารไม่แตกต่างกัน
ปลาแซลมอนจีเอ็มดังกล่าว มีชื่อทางการค้าว่า อาคูแอดเวนเทจ แซลมอน พัฒนาขึ้นด้วยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมโดยอะควา เบาที เทคโนโลยีส์ อิงค์ มีคุณสมบัติโตเร็วเป็น 2 เท่าของปลาแซลมอนแอตแลนติกโดยทั่วไป
เอฟดีเอ ระบุว่า ปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรม ปลอดภัยสำหรับการนำมาบริโภคเป็นอาหาร เทียบเท่ากับปลาแซลมอนที่จับได้จากมหาสมุทรแอตแลนติก โดยไม่มีความแตกต่างทางชีวภาพที่สำคัญในด้านวิตามิน แร่ธาตุ หรือกรดไขมันแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ปลาแซลมอนจีเอ็มข้างต้น ไม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยข้อกังวลของนักวิเคราะห์ที่ว่า ปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรมพวกนี้จะหลุดออกมาจากสถานที่เพาะเลี้ยงและไปแพร่พันธุ์ในธรรมชาติได้นั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ เพราะมีมาตรการควบคุมไว้อย่างซับซ้อน
อีกทั้งปลาแซลมอนดัดแปรพันธุกรรมเหล่านี้ก็เป็นหมัน และทางบริษัทผู้ผลิตเองก็มีแผนที่จะจำหน่ายเฉพาะไข่ปลาตัวเมียเท่านั้น