สำรวจ เบื้องต้น 3 โครงการลงทุนในเครือปตท.,เอสซีจี และนิคมเหมราช ติดร่างแห อยู่ในข่าย11 ประเภทกิจการกระทบรุนแรง องค์กรสิ่งแวดล้อมแจงไม่สน โครงการหลุดบ่วงบัญชีกิจการที่กระทบรุนแรงเพียบ ยันยึดคำสั่งของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน ลุ้น 26 ส.ค.นี้ ตุลาการเจ้าของคดีจะแถลงสรุปสำนวนคดีหลักทั้งหมด ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องมีสิทธิแถลงข้อมูลต่อศาลเป็นครั้งสุดท้าย จ้องฟ้องยกเลิกมติปั้นบัญชี 11 กิจการ ด้านเอกชนแย้มรู้ตัวล่วงหน้า ชี้ไม่มีผลต่อการดำเนินงาน
แหล่งข่าวจากหนึ่งในหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้จัดทำประกาศ 11 ประเภทกิจการ ที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนออกมาแล้ว (อ่านรายละเอียดประกอบที่หน้า 4 ) ทำให้ในเบื้องต้นพบว่า ในจำนวน79 โครงการที่ได้รับผลกระทบต้องหยุดดำเนินการ จากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลางนั้น มีโครงการที่อยู่ในข่ายบัญชีกิจการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ประมาณ 3 โครงการ เป็นอย่างต่ำ หรืออาจเพิ่มมากกว่านี้ หากโครงการนั้นไม่ตรงตามเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ในเรื่องกำลังการผลิต
-3 โครงการติดบัญชี"รุนแรง"
สำหรับ 3 โครงการที่มีการระบุออกมาอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ ว่าเข้าข่ายกระทบต่อชุมชนรุนแรงนั้น ประกอบด้วย 1. บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด เป็นโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล ตามแผนขยายกำลังการผลิตสารเอทิลีนออกไซด์ 85,000 ตันต่อปี สารโมโนเอทิลีนไกลคอล 450,160 ตันต่อปี สารไดเอทิลีนไกลคอล 43,080 ตันต่อปี โดยบริษัทนี้มีบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH ในกลุ่มปตท. ถือหุ้น100% 2.บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPC เป็นโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ ของโรงงานที่ 1 และ 2 จากกำลังการผลิต 500,000 ตันต่อปี เป็น 590,000 ตันต่อปี โครงการนี้มีกลุ่มเอสซีจีถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ 3. โครงการนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) ส่วนขยาย ตั้งที่ อ.มาบตาพุด จ.ระยอง รองรับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 478.21 ไร่ เป็นโครงการที่กนอ. ร่วมกับ บริษัท อีสเทิร์นอินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีโครงการที่ได้รับผลกระทบ จากคำสั่งคุ้มครองชั่งคราวของศาล 76 โครงการ ที่ผ่านมาศาลได้มีคำสั่งยกเว้นการคุ้มครองชั่วคราวไปแล้ว 12 โครงการ และมีผู้ประกอบการชะลอหรือยกเลิกโครงการไปแล้ว 7 โครงการ ขณะที่ 57 โครงการ ภาครัฐให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกศูนย์โอเอสโอเอส ที่ขณะนี้มีโครงการที่สามารถดำเนินการต่อไปได้แล้ว 28 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานราชการว่า ได้รับอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และไม่ต้องทำรายงานอีไอเอ จำนวน 14 โครงการ และศาลมีคำสั่งผ่อนผันให้ก่อสร้างหรือทดลองเครื่องจักรได้ จำนวน 14 โครงการ ส่วนอีก 29โครงการศาลยุติการรับข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้การช่วยเหลือจากศูนย์โอเอสโอเอส ต้องหยุดชะงักลง เพื่อรอคำสั่งศาลว่า จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป
-เอ็นจีโอยึดคำสั่งศาลเป็นหลัก
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด เปิดเผยว่า จากมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ที่มีการประกาศรายชื่อประเภทกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงรวม 11 โครงการ เมื่อ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ในฐานะผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด ไม่สนใจว่าโครงการในพื้นที่มาบตาพุด ที่ศาลสั่งให้ระงับโครงการเป็นการชั่วคราว 76 โครงการ จะมีกี่โครงการที่อยู่ในข่ายกิจการรุนแรง แม้กระทรวงอุตสาหกรรมจะออกมาให้ข่าวว่า เหลือเพียงไม่กี่โครงการก็ตาม ทั้งนี้ จะยึดคำสั่งของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน ที่ให้สิทธิประชาชนสามารถฟ้องร้องได้ หากเห็นว่าโครงการนั้น ๆ อาจมีผลกระทบรุนแรง
-26ส.ค.นี้ศาลพิจารณาคดีหลัก
ส่วนในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ที่ศาลปกครองกลางจะมีการพิจารณาคดีมาบตาพุด กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งตุลาการเจ้าของคดีจะแถลงสรุปสำนวนคดีทั้งหมด ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง มีสิทธิแถลงข้อมูลต่อศาลเป็นครั้งสุดท้าย โดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้เตรียมข้อมูลชี้ให้ศาลเห็น ถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งแฉพฤติการณ์ของภาครัฐ ที่ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน และละเมิดกฎหมาย รวมถึงกรณีที่ กก.วล. มีมติกำหนดประเภทกิจการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงจำนวน 11 ประเภทด้วย
"มติของ กก.วล. ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ไม่ได้ยึดถือแนวทางของภาคประชาชนทั่วประเทศ จากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จัดโดยคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด ซึ่งสรุปให้มีทั้งสิ้น 18 ประเภท ทั้งนี้ หลังจากแถลงปิดคดีในวันที่ 26 สิงหาคมแล้ว สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้ยกเลิกมติของ กก.วล. ทันที"
ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มอบหลักฐานและเหตุผลต่าง ๆ ให้ศาลไปแล้ว และจะขอปิดคดีในวันที่ 26 สิงหาคมนี้เลย โดยการตัดสินคดีของศาลหลังจากนี้จะได้ข้อสรุปว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความผิดหรือไม่ ส่วนโครงการที่ถูกระงับชั่วคราว 76 โครงการเป็นอีกกรณี ที่เจ้าของโครงการต้องยื่นคำร้อง ส่วนจะอ้างประกาศประเภทกิจการรุนแรงทั้ง 11 ประเภทหรือไม่ เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ในฐานะผู้ฟ้องยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นโครงการกระทบรุนแรง ที่ชาวบ้านสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย และมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองระยองยืนยันในเรื่องนี้
-ปตท.รู้ล่วงหน้าเข้าข่าย1โครงการ
ด้านนายชายน้อย เผื่อนโกสุม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด(มหาชน) (บมจ.พีทีทีเออาร์) ในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหามาบตาพุดของกลุ่มบมจ.ปตท. เปิดเผยว่า ในกลุ่มของบมจ.ปตท. มีโครงการที่เข้าข่ายส่งผลกระทบรุนแรงเพียงโครงการเดียว เป็นโครงการผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอน ส่วนต่อขยายกำลังการผลิต 230,000 ตันต่อปี ในนามบริษัท ทีโอซีไกลคอนฯ ในเครือบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เนื่องจากเป็นโครงการปิโตรเคมี ที่เข้าข่ายขยายกำลังการผลิตเกิน 35 % จากของเดิมที่มีกำลังการผลิต 300,000 ตันต่อปี
โดยหลังจากที่มีการประกาศประเภทโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรงออกมาแล้ว ทางกลุ่มบมจ.ปตท.จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีการถอดถอนโครงการต่าง ๆ จากที่ติดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ให้ระงับการลงทุนเป็นการชั่วคราว จำนวน 18 โครงการ เนื่องจากกฎระเบียบมีความชัดเจนแล้วว่า มีประเภทกิจการใดบ้างที่เข้าข่ายหรือไม่เข้า ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากการรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในจำนวน 17 โครงการจะไม่อยู่ในข่ายกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงก็ตาม แต่ที่ผ่านมาทางกลุ่มบมจ.ปตท.ได้ดำเนินการจัดทำตามข้อบัญญัติมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่จะต้องทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) รายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความสบายใจ ในขณะที่โครงการที่เข้าข่าย ก็จะต้องดำเนินการให้มีความถูกต้องตามขั้นตอน แม้ว่าจะเสียเวลาในการดำเนินงานบ้างก็ตาม
-ห่วงมีฟ้องร้องตามมาอีก
ส่วนกรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย ต่อการประกาศประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงเพียง 11 โครงการ และมีบางประเภทกิจการมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดจากของเดิม ที่ผ่านการรับฟังความเห็นของประชาชนนั้น ก็มีความเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดการฟ้องร้องตามมาอีก และอาจจะทำให้เสียเวลาในการดำเนินโครงการต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ ควรจะออกมาตอบคำถาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปได้
นอกจากนี้ การที่ศาลปกครองกลางจะเปิดการไต่สวนคดีของผู้ถูกฟ้องและผู้ฟ้อง ในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 นี้ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะว่าที่ผ่านมาทางศาล ยังไม่มีข้อมูลหรือแนวทางในการพิจารณา ว่าประเภทกิจการใดที่ส่งผลกระทบรุนแรง แต่เมื่อมีความชัดเจนในประเภท 11 กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงออกมาแล้ว ก็จะทำให้ศาลพิจารณาคดีง่ายขึ้น
-TPCยันไม่มีผลต่อการดำเนินงาน
นายคเณศ ขาวจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือTPC กล่าวว่าได้รับทราบข้อมูลในเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการว่าโครงการอยู่ใน ข่ายได้รับผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งผลกระทบตรงนี้ไม่มีผลต่อการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากเป็นโครงการส่วนขยายแบบคอขวด และเป็นโครงการที่TPCต้องการจะปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรในโรงงานเพื่อ ปล่อยของเสียให้น้อยลงกว่าเก่า และเป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนเฉพาะส่วนนี้ไม่ถึง 200 ล้านบาท