การลงทุน การค้า

ยุทธศาสตร์สับปะรด

ยุทธศาสตร์ สับปะรดปี 2553-2557 แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) การผลิต รักษาระดับพื้นที่ให้ผลผลิตสับปะรดในเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสับปะรดไม่ให้ เกิน 600,000 ไร่/ปี การเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ จาก 3.90 ตัน ในปี 2551 เป็น 6.00 ตัน ในปี 2557 เพิ่มผลผลิตรวม จาก 2.30 ล้านตัน ในปี 2551 เป็น 3.00 ล้านตัน ในปี 2557

2) การใช้ในประเทศ เพิ่มการบริโภคสับปะรดภายในประเทศจากประมาณ 0.25 ล้านตัน ในปี 2551 เป็น 0.60 ล้านตัน ในปี 2557 เพิ่มความต้องการใช้สับปะรดเพื่อการแปรรูปจาก 1.55 ล้านตัน ในปี 2551 เป็น 2.40 ตัน ในปี 2557 และ 3) การ ส่งออก-เพิ่มมูลค่าส่งออกสับปะรดสด จาก 45 ล้านบาท ในปี 2551 เป็น 110 ล้านบาท ในปี 2557 เพิ่มมูลค่าส่งออกสับปะรดแปรรูป จาก 25,945 ล้านบาทในปี 2551 เป็น 30,000 ล้านบาท ในปี 2557

การดำเนินงานภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 1,484 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) ยุทธศาสตร์ด้านการผลิต วงเงินงบประมาณ 1,215.33 ล้านบาท ได้แก่การ ส่งเสริมการปลูกสับปะรดในพื้นที่ที่เหมาะสม, การพัฒนาความรู้ความสามารถเรื่องสับปะรด 2) ยุทธศาสตร์ด้านการแปรรูป วงเงินงบประมาณ 115.70 ล้านบาท ดำเนินงาน ได้แก่ การพัฒนาโรงงานแปรรูปสับปะรดให้เข้มแข็ง 3) ยุทธศาสตร์ด้านตลาด วงเงินงบประมาณ 96.90 ล้านบาท และ 4) ยุทธศาสตร์ด้านบริหารจัดการ วงเงินงบประมาณ 56.20 ล้านบาท

สถาบันอาหารชี้อุตฯอาหารไทย 6 เดือนแรกปี 53 ส่งออก 4.1 แสนล้านบาท มั่นใจสิ้นปีทะลุ 8.3 แสนล้านบาท

3 องค์กรเศรษฐกิจ เผยภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารไทย 6 เดือนแรกของปี 53 ขยายตัวทั้งภาคการผลิตและส่งออก ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 ส่งออกมีมูลค่า 411,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีก่อน อาเซียนขยายตัวสูงสุด ร้อยละ67.6 ครองสัดส่วนตลาดส่งออกของไทยร้อยละ 22.5 ทำให้ไทยเกินดุลการค้าอาหารกับอาเซียนมีมูลค่ากว่า36,000 ล้านบาท และเกินดุลการค้ากับทุกประเทศในอาเซียน คาดแนวโน้มครึ่งหลังปี 53 ส่งออกอาจชะลอตัวลงเพราะขาดแคลนวัตถุดิบ ไตรมาส 3 จะมีมูลค่าส่งออก 212,200 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.0 และไตรมาสที่ 4 มีมูลค่า 206,337 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.8 ยังมั่นใจสิ้นปี 53 มูลค่าส่งออกจะทะลุ 8.3 แสนล้านบาท ขยายตัวได้ร้อยละ 10.0 แม้จะต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัว ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะอากาศแปรปรวน ทั้งต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น และอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทกับดอลล่าร์สหรัฐฯแข็งค่า ชี้ต้องเจาะตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน เป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจขยายตัวสูง ทั้งควรมุ่งใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าให้เต็มที่ เตือนผักผลไม้สดไทยส่งออกลดลง เหตุขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนข้าวต้องแข่งหนักเรื่องราคา

การแถลงข่าวร่วม 3 องค์กร โดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร เรื่อง “สถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต” มีตัวแทนหลักของทั้ง 3 องค์กร ประกอบด้วย นายนภดล ศิวะบุตร รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ร่วมให้รายละเอียดและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในการประสานความร่วมมือของ 3 องค์กร ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่เป็นองค์กรในการรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร หรือ Food Intelligence Center เพื่อเผยแพร่ข้อมูลภาวะอุตสาหกรรมธุรกิจเกษตรและอาหารทั้งในปัจจุบันและแนว โน้มในอนาคต

สำหรับอุตสาหกรรมอาหารในช่วงไตรมาส 2 ปี 2553 ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสแรก แต่อัตราขยายตัวลดต่ำลง โดยภาคการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 จากที่ขยายตัวร้อยละ 4.7 ใน ไตรมาสแรก ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าในอัตราร้อยละ 6.5 และ 8.5 ตามลำดับ ส่วนการส่งออกมีมูลค่า 206,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 จากที่ขยายตัวร้อยละ 24.2 ในไตรมาสแรก

สินค้าอาหารส่งออกที่หดตัวลง ได้แก่ ปลาทะเลแช่แข็งและแปรรูป ผักผลไม้สดและแปรรูป ซึ่งปัญหาหลักมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนการส่งออกข้าวมีอัตราลดลงเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับข้าวของประเทศคู่ แข่งได้ โดยราคาข้าวที่สูงของไทยส่งผลให้ผู้บริโภคแอฟริกาหันไปนำเข้าข้าวจากแหล่ง อื่นรวมทั้งบริโภคธัญพืชอื่นทดแทนข้าวไทย ส่วนตลาดข้าวในตะวันออกกลางความต้องการข้าวลดลง อันเป็นผลสืบเนื่องจากการประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงต้นปี ทำให้ต้องปรับลดแรงงานต่างชาติจำนวนมาก

นายอมร กล่าวต่อว่า “โดยภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมอาหารของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 อุตสาหกรรมอาหารไทยขยายตัวทั้งภาคการผลิตและส่งออก โดยดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 56.1 เมื่อเทียบกับร้อยละ 51.4 ในช่วง 6 เดือนแรกของปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 122,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.0 ส่วนการส่งออกมีมูลค่า 411,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีก่อน สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกขยายตัวสูงกว่า ร้อยละ 40 ได้แก่ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ น้ำตาลทราย อาหารสัตว์ น้ำมันปาล์ม และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ขณะที่การส่งออกเครื่องปรุงรส กุ้ง และน้ำผักผลไม้ มูลค่าส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงร้อยละ 10-20 ส่วนการส่งออกข้าว ปลาแช่แข็ง และผลไม้สด ลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า

ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ตลาดส่งออกอาหารของไทยเปลี่ยนแปลงไปไม่มากจากช่วง 3 ปีก่อน โดยมีตลาดใหญ่ๆ 4 ตลาด คือ อาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งทั้ง 4 ตลาดครอบคลุมสัดส่วนส่งออกราวร้อยละ 60 ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม โดยการส่งออกไปอาเซียนที่ขยายตัวสูงในปีนี้ส่งผลให้อาเซียนเป็นตลาดอาหารของ ไทยที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นคือร้อยละ 22.5 รองลงมาคือญี่ปุ่นร้อยละ 14.1 สหรัฐฯร้อยละ 12.7 และสหภาพยุโรปร้อยละ 11.8 อย่างไรก็ตามสินค้าส่งออกยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ ส่วนสินค้าอาหารแปรรูปยังมีสัดส่วนไม่มาก”

กล่าวเฉพาะการค้าไทย-อาเซียนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ไทยนำเข้าอาหารจากอาเซียนมูลค่า 18,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 โดยไทยส่งออกอาหารไปอาเซียนมูลค่า 92,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.6 ซึ่งทำให้ไทยเกินดุลการค้ากับอาเซียนมีมูลค่ากว่า 36,000 ล้านบาท

แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารของไทยในครึ่งปีหลัง (2553) คาดว่าจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยไตรมาส 3 การส่งออกจะมีมูลค่า 212,200 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.0 และไตรมาสที่ 4 มีมูลค่า 206,337 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.8 สินค้าที่มีแนวโน้มส่งออกชะลอลงในครึ่งปีหลัง เช่น แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และผักผลไม้สด เนื่องจากมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ

“ทั้งนี้อุตสาหกรรมอาหารของไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนอยู่หลาย ประการด้วยกัน อาทิ การมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สินค้าอาหารจึงมีคุณภาพ ความปลอดภัย และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย ขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศจะขยายตัวร้อยละ 10.5, 9.4 และ 6.4 ตามลำดับ และการเปิดเสรีการค้า ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับตลาดดังกล่าว เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอาหารของไทยอาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออก อาทิ เศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าหลักยังไม่ฟื้นตัว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น โดยสหรัฐฯ ยังมีอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 9.7 การนำเข้าเริ่มชะลอตัว ยุโรปมีปัญหาการบริโภคลดลงจากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลหลายๆ ประเทศ ส่วนการแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทำให้ สินค้าญี่ปุ่นมีราคาแพงขึ้น ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากสภาวะอากาศที่แปรปรวนทำให้ผลผลิตสินค้า เกษตรทั้งในประเทศและในตลาดโลกมีปริมาณลดลง และส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านค่าขนส่งคือค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง โดยเฉพาะค่าระวางเรือในระยะทางไกล เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง ซึ่งค่าระวางเรือสำหรับตู้ขนาด 20 ฟุต เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปัจจัยสุดท้ายคืออัตราแลกเปลี่ยน (บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ) แข็งค่า เนื่องจากในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าต่ำกว่าระดับ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 30 เดือน” นายอมร กล่าว

โดยสรุปสำหรับภาพรวมตลอดปี 2553 คาดว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยจะยังขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาคการผลิตจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 4-5 ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะมีมูลค่า 830,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0 การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นแทบทุกกลุ่มสินค้า อาทิ น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย อาหารสัตว์ เครื่องปรุงรส กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ไก่และสัตว์ปีก ทูน่ากระป๋อง ขณะที่สินค้าที่คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ ผลไม้สดที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และข้าวที่ประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันกับข้าวต่างประเทศได้

3ยักษ์ธุรกิจยังติดบ่วง'มาบตาพุด'

สำรวจ เบื้องต้น 3 โครงการลงทุนในเครือปตท.,เอสซีจี และนิคมเหมราช ติดร่างแห อยู่ในข่าย11 ประเภทกิจการกระทบรุนแรง องค์กรสิ่งแวดล้อมแจงไม่สน โครงการหลุดบ่วงบัญชีกิจการที่กระทบรุนแรงเพียบ ยันยึดคำสั่งของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน ลุ้น 26 ส.ค.นี้ ตุลาการเจ้าของคดีจะแถลงสรุปสำนวนคดีหลักทั้งหมด ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องมีสิทธิแถลงข้อมูลต่อศาลเป็นครั้งสุดท้าย จ้องฟ้องยกเลิกมติปั้นบัญชี 11 กิจการ ด้านเอกชนแย้มรู้ตัวล่วงหน้า ชี้ไม่มีผลต่อการดำเนินงาน

แหล่งข่าวจากหนึ่งในหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เห็นชอบให้จัดทำประกาศ 11 ประเภทกิจการ ที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนออกมาแล้ว (อ่านรายละเอียดประกอบที่หน้า 4 ) ทำให้ในเบื้องต้นพบว่า ในจำนวน79 โครงการที่ได้รับผลกระทบต้องหยุดดำเนินการ จากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลางนั้น มีโครงการที่อยู่ในข่ายบัญชีกิจการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ประมาณ 3 โครงการ เป็นอย่างต่ำ หรืออาจเพิ่มมากกว่านี้ หากโครงการนั้นไม่ตรงตามเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ในเรื่องกำลังการผลิต

-3 โครงการติดบัญชี"รุนแรง"

สำหรับ 3 โครงการที่มีการระบุออกมาอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ ว่าเข้าข่ายกระทบต่อชุมชนรุนแรงนั้น ประกอบด้วย 1. บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด เป็นโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล ตามแผนขยายกำลังการผลิตสารเอทิลีนออกไซด์ 85,000 ตันต่อปี สารโมโนเอทิลีนไกลคอล 450,160 ตันต่อปี สารไดเอทิลีนไกลคอล 43,080 ตันต่อปี โดยบริษัทนี้มีบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH ในกลุ่มปตท. ถือหุ้น100% 2.บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPC เป็นโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ ของโรงงานที่ 1 และ 2 จากกำลังการผลิต 500,000 ตันต่อปี เป็น 590,000 ตันต่อปี โครงการนี้มีกลุ่มเอสซีจีถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ 3. โครงการนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) ส่วนขยาย ตั้งที่ อ.มาบตาพุด จ.ระยอง รองรับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 478.21 ไร่ เป็นโครงการที่กนอ. ร่วมกับ บริษัท อีสเทิร์นอินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีโครงการที่ได้รับผลกระทบ จากคำสั่งคุ้มครองชั่งคราวของศาล 76 โครงการ ที่ผ่านมาศาลได้มีคำสั่งยกเว้นการคุ้มครองชั่วคราวไปแล้ว 12 โครงการ และมีผู้ประกอบการชะลอหรือยกเลิกโครงการไปแล้ว 7 โครงการ ขณะที่ 57 โครงการ ภาครัฐให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกศูนย์โอเอสโอเอส ที่ขณะนี้มีโครงการที่สามารถดำเนินการต่อไปได้แล้ว 28 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานราชการว่า ได้รับอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และไม่ต้องทำรายงานอีไอเอ จำนวน 14 โครงการ และศาลมีคำสั่งผ่อนผันให้ก่อสร้างหรือทดลองเครื่องจักรได้ จำนวน 14 โครงการ ส่วนอีก 29โครงการศาลยุติการรับข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้การช่วยเหลือจากศูนย์โอเอสโอเอส ต้องหยุดชะงักลง เพื่อรอคำสั่งศาลว่า จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป

-เอ็นจีโอยึดคำสั่งศาลเป็นหลัก

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด เปิดเผยว่า จากมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ที่มีการประกาศรายชื่อประเภทกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงรวม 11 โครงการ เมื่อ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ในฐานะผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด ไม่สนใจว่าโครงการในพื้นที่มาบตาพุด ที่ศาลสั่งให้ระงับโครงการเป็นการชั่วคราว 76 โครงการ จะมีกี่โครงการที่อยู่ในข่ายกิจการรุนแรง แม้กระทรวงอุตสาหกรรมจะออกมาให้ข่าวว่า เหลือเพียงไม่กี่โครงการก็ตาม ทั้งนี้ จะยึดคำสั่งของศาลปกครองและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน ที่ให้สิทธิประชาชนสามารถฟ้องร้องได้ หากเห็นว่าโครงการนั้น ๆ อาจมีผลกระทบรุนแรง

-26ส.ค.นี้ศาลพิจารณาคดีหลัก

ส่วนในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ที่ศาลปกครองกลางจะมีการพิจารณาคดีมาบตาพุด กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งตุลาการเจ้าของคดีจะแถลงสรุปสำนวนคดีทั้งหมด ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง มีสิทธิแถลงข้อมูลต่อศาลเป็นครั้งสุดท้าย โดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้เตรียมข้อมูลชี้ให้ศาลเห็น ถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งแฉพฤติการณ์ของภาครัฐ ที่ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน และละเมิดกฎหมาย รวมถึงกรณีที่ กก.วล. มีมติกำหนดประเภทกิจการที่อาจมีผลกระทบรุนแรงจำนวน 11 ประเภทด้วย

"มติของ กก.วล. ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ไม่ได้ยึดถือแนวทางของภาคประชาชนทั่วประเทศ จากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จัดโดยคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด ซึ่งสรุปให้มีทั้งสิ้น 18 ประเภท ทั้งนี้ หลังจากแถลงปิดคดีในวันที่ 26 สิงหาคมแล้ว สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้ยกเลิกมติของ กก.วล. ทันที"

ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มอบหลักฐานและเหตุผลต่าง ๆ ให้ศาลไปแล้ว และจะขอปิดคดีในวันที่ 26 สิงหาคมนี้เลย โดยการตัดสินคดีของศาลหลังจากนี้จะได้ข้อสรุปว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความผิดหรือไม่ ส่วนโครงการที่ถูกระงับชั่วคราว 76 โครงการเป็นอีกกรณี ที่เจ้าของโครงการต้องยื่นคำร้อง ส่วนจะอ้างประกาศประเภทกิจการรุนแรงทั้ง 11 ประเภทหรือไม่ เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ในฐานะผู้ฟ้องยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นโครงการกระทบรุนแรง ที่ชาวบ้านสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย และมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองระยองยืนยันในเรื่องนี้

-ปตท.รู้ล่วงหน้าเข้าข่าย1โครงการ

ด้านนายชายน้อย เผื่อนโกสุม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด(มหาชน) (บมจ.พีทีทีเออาร์) ในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหามาบตาพุดของกลุ่มบมจ.ปตท. เปิดเผยว่า ในกลุ่มของบมจ.ปตท. มีโครงการที่เข้าข่ายส่งผลกระทบรุนแรงเพียงโครงการเดียว เป็นโครงการผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอน ส่วนต่อขยายกำลังการผลิต 230,000 ตันต่อปี ในนามบริษัท ทีโอซีไกลคอนฯ ในเครือบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เนื่องจากเป็นโครงการปิโตรเคมี ที่เข้าข่ายขยายกำลังการผลิตเกิน 35 % จากของเดิมที่มีกำลังการผลิต 300,000 ตันต่อปี

โดยหลังจากที่มีการประกาศประเภทโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรงออกมาแล้ว ทางกลุ่มบมจ.ปตท.จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีการถอดถอนโครงการต่าง ๆ จากที่ติดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ให้ระงับการลงทุนเป็นการชั่วคราว จำนวน 18 โครงการ เนื่องจากกฎระเบียบมีความชัดเจนแล้วว่า มีประเภทกิจการใดบ้างที่เข้าข่ายหรือไม่เข้า ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากการรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในจำนวน 17 โครงการจะไม่อยู่ในข่ายกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงก็ตาม แต่ที่ผ่านมาทางกลุ่มบมจ.ปตท.ได้ดำเนินการจัดทำตามข้อบัญญัติมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่จะต้องทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) รายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความสบายใจ ในขณะที่โครงการที่เข้าข่าย ก็จะต้องดำเนินการให้มีความถูกต้องตามขั้นตอน แม้ว่าจะเสียเวลาในการดำเนินงานบ้างก็ตาม

-ห่วงมีฟ้องร้องตามมาอีก

ส่วนกรณีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย ต่อการประกาศประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงเพียง 11 โครงการ และมีบางประเภทกิจการมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดจากของเดิม ที่ผ่านการรับฟังความเห็นของประชาชนนั้น ก็มีความเป็นห่วงว่าจะทำให้เกิดการฟ้องร้องตามมาอีก และอาจจะทำให้เสียเวลาในการดำเนินโครงการต่อไปได้ ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ ควรจะออกมาตอบคำถาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปได้

นอกจากนี้ การที่ศาลปกครองกลางจะเปิดการไต่สวนคดีของผู้ถูกฟ้องและผู้ฟ้อง ในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 นี้ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะว่าที่ผ่านมาทางศาล ยังไม่มีข้อมูลหรือแนวทางในการพิจารณา ว่าประเภทกิจการใดที่ส่งผลกระทบรุนแรง แต่เมื่อมีความชัดเจนในประเภท 11 กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงออกมาแล้ว ก็จะทำให้ศาลพิจารณาคดีง่ายขึ้น

-TPCยันไม่มีผลต่อการดำเนินงาน

นายคเณศ ขาวจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือTPC กล่าวว่าได้รับทราบข้อมูลในเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการว่าโครงการอยู่ใน ข่ายได้รับผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งผลกระทบตรงนี้ไม่มีผลต่อการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากเป็นโครงการส่วนขยายแบบคอขวด และเป็นโครงการที่TPCต้องการจะปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรในโรงงานเพื่อ ปล่อยของเสียให้น้อยลงกว่าเก่า และเป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนเฉพาะส่วนนี้ไม่ถึง 200 ล้านบาท

NGOนัดชุมนุมใหญ่ ค้านกิจการรุนแรง

"สุทธิ" ขู่นัดชุมนุมใหญ่เครือข่าย 29 ส.ค.นี้ เพื่อแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างประกาศประเภทกิจการรุนแรงที่ออกมา ระบุ เอื้อภาคอุตสาหกรรมเกินไป ด้านเอกชนชี้ยังเร็วไปที่จะบอกว่าปัญหาจบ นายสุทธิ อัชฌาศัย แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบประกาศร่างปรเภท กิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงออกมา 11 กิจการ ว่ามีหลายโครงการที่หลุดออกมาเยอะ โดยในวันที่ 29 ส.ค.นี้ จะมีการนัดชุมชนเครือข่ายที่จังหวัดระยองเพื่อกำหนดท่าที เนื่องจากมองว่าประกาศที่ออกมาเป็นการเอื้อต่อภาคอุตสาหกรรมมากเกินไปเพราะ ไม่มีการกำหนดในเรื่องของพื้นที่ และบางโครงการก็มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น รวมทั้งไม่เอื้อต่อสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ

"วันที่ 29 ส.ค.นี้ จะนัดประชุมเครือข่ายเพื่อกำหนดท่าทีซึ่งอาจจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ หรืออาจจะมีการปิดล้อมบางนิคมอุตสาหกรรมเพื่อคัดค้านโครงการที่หลุดออกมาโดย เฉพาะโครงการปิโตรเคมีปลายน้ำ โรงหลอมเหล็กกำลังการผลิต 5 พันตัน ซึ่งการออกมาแสดงท่าทีครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้ทำประกาศร่างกิจการรุนแรง ใหม่หมด เพียงแต่ไม่ยอมรับในบางโครงการเท่านั้น" นายสุทธิกล่าว

นายสุทธิกล่าวว่า นอกจากนี้ยังขอตำหนิคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุดด้วย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วย เพราะไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนเลย

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขอให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับร่างประกาศประเภทกิจการรุนแรงออกมาก่อน เพราะขณะ นี้ยังห่วงว่าเมื่อประกาศออกมาแล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ มีการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ดังนั้น ตอนนี้จึงยังเร็วไปที่จะพูดว่าปัญหามาบตาพุดจบจริงหรือไม่ และจะทำให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้นหรือไม่

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ในฐานะผู้ฟ้องคดีมาบตาพุด ร่วมกับชาวบ้าน 43 ราย กล่าวว่า สมาคมฯ เตรียมร่วมมือกับชาวบ้านทั่วประเทศเพื่อฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ยกเลิก มติหรือคำสั่งดังกล่าวเสียในเร็วๆ นี้ สำหรับวันที่ 26 สิงหาคม ศาลปกครองกลางได้นัดไต่สวนพิจารณาคดีครั้งสุดท้าย ทางสมาคมฯ ก็ได้จัดเตรียมข้อมูลเพื่อปิดคดีในวันดังกล่าวแล้ว

"ประชาคม ศก.อาเซียน" ก้าวที่เร่งร้อน

จับกระแส
bighnun@hotmail.com/twitter@bighnun

1-2 วันนี้ เวียดนามจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่เมืองดานัง เวียดนาม

โดยพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุม

แน่นอนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐ ยุโรป เป็นสาเหตุสำคัญให้การค้าโลก มุ่งมาในทิศทางของเอเชีย และการรวมกลุ่มของอาเซียน ตลอดไปจนถึงอาเซียน+3 และอาเซียน+6 มีความโดดเด่น สำคัญ มีบทบาท และน้ำหนักต่อรองมากขึ้นในเวทีโลก

แต่ อาเซียนต้องหันมาปรับปรุง ปัดกวาดบ้านตัวเอง สร้างรั้วให้เข้มแข็ง อาเซียนต้องหันมาค้าขายกันภายในกลุ่มมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดภายนอกลง ซึ่งจะมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจเหมือนกับที่สหภาพยุโรป หันมาค้าขายกันเองภายในกลุ่ม ภายหลังรวมเป็นประชาคมยุโรป

อาเซียนจำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างกันให้มากขึ้น ลดความแตกต่าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สร้างความเป็นเอกภาพ และความเข้มแข็งภายในกลุ่ม แสวงหาความเป็นมิตรมากกว่าศัตรู ผ่อนปรนท่าที เลิกทะเลาะและประจานกัน ให้เป็นที่อับอายประชาคมโลก

แน่นอนการรวมตัวของอาเซียน นำไปสู่ เป้าหมายการเปิดเสรี การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจในปี 2558 และเปิดให้ประเทศนอกกลุ่มเข้ามาแข่งขัน หากบริหารจัดการภายในไม่เรียบร้อย ก็จะเป็นเรื่องยากในการก้าวขึ้นไปแข่งขันในเวทีใหญ่กว่านี้ ซึ่งการค้าโลกไร้พรมแดนจะมาเร็วและแรง

การประชุมรัฐมนตรีเออีเอ็มรอบ นี้ จะเป็นเวทีเร่งรัดกำหนดอนาคตของอาเซียน ที่วางเป้าไว้แล้ว แต่จาก 100% ทำไปได้แค่ 77.3% โดยมีมาตรการที่ทำสำเร็จ 85 มาตรการ จาก 110 มาตรการ

พรทิวาและ รมต.เศรษฐกิจอาเซียน มี วาระต้องทำอีกมาก ในการติดตามให้อาเซียนปฏิบัติไปตามกรอบข้อตกลงที่ได้วางกันเอาไว้ ทั้งกรอบการค้าสินค้า ซึ่งไทยร่วมให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการอนุญาตให้อินโดนีเซียขยายเวลาพิเศษสินค้าข้าวและน้ำตาล หลังจากอินโดนีเซียมีแผนการลดภาษีที่ชัดเจนออกมาแล้ว
ด้านการค้าบริการ จะต้องติดตามความคืบหน้า การเจรจาจัดทำพิธีสารเปิดตลาดการค้าบริการ เปิดเสรีมากขึ้นกว่าเดิม เออีเอ็มต้อง เร่งรัดเพื่อนำรายงานเสนอผู้นำสุดยอดอาเซียนลงนามเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่ความตกลงการลงทุน ยังติดขัดในข้อสงวนที่ปรับปรุงใหม่ของอินโดนีเซีย

การเคลียร์ปัญหาการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง มีสมาชิกอาเซียนยืนยันเข้าร่วมแล้ว ทั้งบรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งท่าทีไทยพร้อมเข้าร่วมเช่นเดียวกัน ส่วนโครงการนำร่องอาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ส ต้องเร่งรัดให้สมาชิกเดินหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า

เออีเอ็มยัง ต้องหารือกับคู่เจรจา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหภาพยุโรป และสหรัฐ ที่สำคัญ ต้องพิจารณาความคืบหน้าการเปิดเสรีอาเซียน +3 และอาเซียน +6 ไปสู่เป้าหมายให้เร็วขึ้น

พรทิวา ยังจะใช้เวทีเออีเอ็มรอบนี้ หารือนอกรอบกับรัฐมนตรีการค้าเวียดนาม แน่นอนความร่วมมือค้าข้าว จะเป็นประเด็นสำคัญโดยเฉพาะการไม่ขายตัดราคากัน การแบ่งตลาดส่งออกข้าวให้ชัดเจน แค่ 2 ประเทศนั่งลงหารือ โบรกเกอร์ข้าวทั่วโลกก็ผวาแล้ว

การค้าโลก การรวมกลุ่มอาเซียนก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครรอใคร จึงมีโจทย์และการบ้านมากมาย ให้ รมต.พาณิชย์ต้องทำ เพื่อลดอุปสรรคและรักษาผลประโยชน์ของชาติ และของกลุ่มเอาไว้

โจทย์ไม่ยาก แต่ท้าทายมากทีเดียว !

ผู้ส่งออกแห่ยื่นซื้อสต็อกข้าวรัฐ เฉียดล้านตัน

“ผู้ส่งออก”แห่ขอซื้อข้าวรัฐล็อตใหม่รวมเกือบล้านตัน เสนอราคาใกล้เคียงตลาด ด้าน “พาณิชย์” ระบุใช้วิธีนำคำสั่งซื้อต่างประเทศแนบคำขอซื้อข้าวรัฐ

แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกข้าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ส่งออกกลุ่มหนึ่งเสนอซื้อข้าวจากสต็อกรัฐบาลข้าวทุกชนิด ปริมาณรวมเกือบ 1 ล้านตัน โดยเอกชนที่เสนอซื้อ เช่น บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด, บริษัท ข้าวไชยพร จำกัด, บริษัท เจียเม้ง จำกัด และ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด

โดยราคาเสนอซื้อส่วนใหญ่ใกล้เคียงราคาตลาดหรือเฉลี่ย 1.3 หมื่นบาทต่อตัน สำหรับข้าวขาว 5% ราคาตันละ 1.7 หมื่นบาท สำหรับข้าวหอมปทุมธานี โดยราคาดังกล่าวไม่หักลดค่าเสื่อม เพราะส่วนใหญ่เป็นข้าวใหม่ปี 2551/2552 และตลาดต่างประเทศบางแห่ง เช่น แอฟริกานิยมข้าวเก่า แต่อาจต้องคำนวณราคาลดค่าขนส่งจากโกดังกลางไปยังท่าเรือคลองเตย เฉลี่ยตันละ 600-700 บาท ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้ให้ผู้ส่งออกทำหนังสือ ยืนยันราคาหลังจากที่ได้ทำการต่อรองมาแล้ว

“ก่อนนี้รัฐอนุมัติขายข้าวให้ผู้ส่งออก 3 รายใหญ่ไปแล้วปริมาณรวม 1 ล้านตัน แต่ผู้ส่งออกไม่สบายใจกับวิธีการระบาย ไม่เป็นที่เปิดเผย แม้แต่นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวเองยังไม่รู้ว่ารัฐกำลังจะขายข้าว” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ วงการค้าข้าวคาดว่า รัฐจะทำการระบายข้าวใน สต็อกที่มีอยู่ปริมาณ 5 ล้านตัน ออกไป 3 ล้านตัน เพื่อให้มีสต็อกคงเหลือเพียง 1-2 ล้านตัน เป็นเซฟตี้สต็อก ซึ่งภาพรวมตลาดขณะนี้แม้จะยังไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามามาก แต่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลายแห่ง เป็นตัวชี้ว่าทิศทางราคาข้าวจะดีขึ้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยอมรับว่า ได้มีผู้ส่งออกหลายรายสอบถามเข้ามายังกรมการค้าต่างประเทศ หลังจากมีข่าวการระบายข้าวรัฐ ซึ่งได้แจ้งกลับไปว่าหากผู้ส่งออกรายใด ต้องการซื้อข้าวจาก สต็อกรัฐบาล ให้นำใบคำสั่งซื้อจากต่างประเทศมาเสนอให้กรมฯพิจารณา ประกอบกับปริมาณและราคาเสนอซื้อ โดยขั้นตอนจากนี้ กรมฯจะเสนอไปยังนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จากนั้นจะส่งต่อให้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาอนุมัติขายต่อไป

“ที่ต้องเลือกใช้วิธีให้นำคำสั่งซื้อมาแจกแจงประกอบ เพราะให้แน่ใจว่ามีความต้องการตลาดจริง วิธีการนี้ไม่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ และยอมรับว่าต้องดำเนินการอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปใช้ทุบราคาข้าวจนส่งผลเสียต่อชาวนา" แหล่งข่าวกล่าว

การส่งออกข้าวใน เดือนส.ค. ระหว่างวันที่ 1-17 ส.ค. ปริมาณ 2.737 แสนตัน มูลค่า 4,889 ล้านบาท ส่วนการส่งออกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปริมาณ 4.973 ล้านตัน มูลค่า 95,171 ล้านบาท โดยภาวะราคาข้าวเปลือก ล่าสุด (20 ส.ค.) ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 13,300-14,500 บาท สูงขึ้นตันละ 150 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 10,000-11,000 บาท สูงขึ้นตันละ 200 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 8,000-9,000 บาท สูงขึ้นตันละ 100 บาท

รัฐผุดยุทธศาสตร์สวล.กำหนดโซนนิ่งโรงงาน

"วิฑูรย์" ดันยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม กำหนดกรอบการทำงาน แก้ปัญหาอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชน เล็งใช้ระบบโซนนิ่ง พื้นที่ตั้งโรงงาน

นาย วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมร่างยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้ รวมทั้งปรับการทำงานให้บูรณาการร่วมกันมากขึ้น โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ตั้งคณะทำงานผลักดันร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เบื้องต้นร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว กำหนดกรอบ 7 ยุทธศาสตร์ย่อยได้แก่ 1.สนับสนุนการตั้งสถานประกอบการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะกำหนดสถานที่ที่เหมาะสมหรือโซนนิ่ง กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และ กนอ.สนับสนุนการออกแบบโรงงานให้สอดรับสภาพแวดล้อมชุมชน พร้อมจัดตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำส่งเสริมโรงงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2.การพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้แรงงานมีคุณภาพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น 3.พัฒนาศักยภาพการผลิต สนับสนุนการใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เหมาะสม 4.จัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดมาตรฐานวัตถุดิบที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม 5.ส่งเสริมสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยควบคุมมาตรฐานสินค้า และผลักดันมาตรการภาษีกระตุ้นใช้สินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6 .เพิ่มประสิทธิภาพ ควบคุมการปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม 7.สนับสนุนการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน และผลักดันเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโค ทาวน์) ให้เป็นรูปธรรม

TMBชี้อานิสงส์AFTAดันส่งออกไทยโต23%

TMB Analytics ประเมินผลจาก AFTA ส่งผลให้มูลค่าตลาดอาเซียนขยายตัว ดันยอดส่งออกไทยเติบโตเพิ่มขึ้น เป็น 23%

TMB Analytics หรือ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB รายงานว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกเติบโตได้อย่างร้อนแรง นำขบวนโดยภาคการส่งออก GDP ของไทยในไตรมาสแรกของปี 2553 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการส่งออกได้รับอานิสงค์มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทำให้เติบโตได้ ถึงร้อยละ 31.6 จากปีก่อน มีผลต่อเนื่องไปสู่ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมให้กลับมาคึกคักอีกครั้งโดย ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 32.6 จากปีก่อน ส่วนอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และอาหารและเครื่องดื่ม

ปัญหาด้านการเมืองและวิกฤตหนี้ในยุโรปในช่วงใตรมาสที่สองของปีส่งผลต่อ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย จะเห็นได้จากตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนที่สะดุดลงบ้างในเดือนมีนาคมและเมษายน แต่ก็กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดยดัชนีการลงทุน ภาคเอกชนขยายตัวเป็นบวกติดต่อกัน 6 เดือนนับตั้งแต่ต้นปี ส่วนผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจส่วนมากจะตกอยู่กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ การท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนพฤษภาคมลดลงจากปีก่อนร้อยละ 12 แต่อย่างไรก็ดี สถานการณ์การเมืองไม่ยืดเยื้อจึงไม่ส่งผลกระทบขยายวงไปสู่เศรษฐกิจในภาพรวม มากนัก

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามทิศทางเงินเฟ้อและการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก โดยในเดือนมิถุนายน เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.30 ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ร้อยละ 1.09 ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปเป็นร้อยละ 1.5 โดยปรับเพิ่มอีกร้อยละ 0.25 ถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน เป็นสัญญาณว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้ อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะแตกต่างจากในครึ่งแรก ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังอาจไม่เติบโตอย่างร้อนแรงเช่นในครึ่งปีแรก โดยน่าจะเติบโตได้ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ถึงแม้ว่าประเทศในกลุ่ม G3 ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันมากกว่าร้อยละ 60 ของเศรษฐกิจโลก จะยังคงประสบปัญหาเศรษฐกิจภายใน อย่างปัญหาการว่างงานในระดับสูงของสหรัฐ และปัญหาหนี้ภาครัฐในกลุ่มประเทศ EU แต่ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจนำโดยเศรษฐกิจพี่ใหญ่อย่าง เยอรมัน และฝรั่งเศส ผนวกกับการร่วมมือในการแก้ปัญหาภายในของกลุ่ม EU ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่เป็นที่น่ากังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากนัก

ในขณะที่เศรษฐกิจจีนเองก็น่าที่จะเริ่มบรรเทาความร้อนแรงลงบ้าง จากที่ทางการจีนพยายามควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และการแข็ง ขึ้นของค่าเงินหยวนที่จะกระทบการส่งออกของจีน อย่างไรก็ดี ปัจจัยของฐานต่ำจะหมดลงในช่วงปลายปีประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มกลับเข้าสู่ ระดับก่อนเกิดวิกฤต ทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไม่น่าจะขยายตัวในอัตราที่สูงอย่างในช่วงแรก

หัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังมาจากการขยายตัวของกลุ่มประเทศ ในเอเชีย IMF คาดการณ์ว่าในปี 2553 เศรษฐกิจสหรัฐ EU และญี่ปุ่น จะเติบโตได้เพียงร้อยละ 3.3, ร้อยละ 1.0 และ ร้อยละ 2.4 ตามลำดับ ขณะที่ล่าสุด IMF ปรับคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน อินเดีย ในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.5 และ 9.4 ตามลำดับ ส่วนเศรษฐกิจกลุ่ม ASEAN–5 จะขยายตัวที่ร้อยละ 6.4 โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นฐานการบริโภคใหม่ที่สำคัญของโลก จะมีอิทธิพลมากขึ้นทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของเอเชียที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของเศรษฐกิจโลกและการขยายตัวที่อยู่ในระดับสูง จะพบว่าเศรษฐกิจโลกที่ IMFคาดการณ์ไว้ว่าจะโตได้ในระดับร้อยละ 4.6 นั้น จะเป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มประเทศในเอเชียถึงร้อยละ 1.67 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศ ASEAN ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงโดยมีการส่งออกที่ แข็งแกร่งเป็นตัวนำ

สิทธิประโยชน์จาก AFTA หนุนการเติบโตภาคการส่งออกของไทย ปัจจุบันไทยได้ทำความตกลง เขตการค้าเสรี (FTA) แล้วทั้งสิ้น 10 ฉบับ กับ 7 ประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทั้งนี้ เฉพาะภายใต้กรอบ AFTA ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2536 กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์) ต้องลดภาษีสินค้าปกติทุกรายการให้เหลือร้อยละ 0 นับตั้งวันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป

ขณะที่สมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ (เวียดนาม ลาว พม่าและกัมพูชา) หรือกลุ่ม CLMV ยังคงมีภาษีที่ร้อยละ 0-5 ในปี 2553 แต่จะทยอยยกเลิกภาษีลงเหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2558 โดยภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงมากของไทย มีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบของเศรษฐกิจโลกมาโดยตลอด ทำให้มูลค่าการค้ากับตลาดอาเซียนขยายตัวได้สูงมาก ทำให้ปัจจุบันตลาดอาเซียนเป็นตลาดสำคัญต่อการส่งออกของไทย โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23 เทียบกับร้อยละ 12 ในช่วงก่อนก่อตั้ง AFTA แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะสมาชิกอาเซียนเดิม สัดส่วนการส่งออกจะอยู่ที่ร้อยละ 17 ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญคือ ผู้ส่งออกไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นอีกมาก สะท้อนจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ AFTA ยังอยู่ในระดับเพียงร้อยละ 53 แม้ว่าอัตราการใช้สิทธิประโยชน์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2550 ก็ตาม

TMB Analytics คาด การณ์ว่ากลุ่ม CLMV จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยไทยในอนาคต เศรษฐกิจของเวียดนามครองสัดส่วนถึงร้อยละ 66 ของกลุ่ม CLMV และเป็นประเทศที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้สูงสุด ขณะที่อีก 3 ประเทศเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะเศรษฐกิจลาวมีขนาดเล็กที่สุดเพียง 6 พันล้านเหรียญสรอ. แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจของกลุ่ม CLMV จะมีขนาดรวมเพียงประมาณ 1.4 แสนล้านเหรียญสรอ. หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของเศรษฐกิจอาเซียน แต่ก็กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาขีดความสามารถทั้งด้านการผลิต และการส่งออก รวมทั้งโคงสร้างพื้นฐานต่างๆ

โดยในช่วงระยะ 5–10 ปีข้างหน้า เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้จะเข้มแข็งขึ้นมาก โดย IMF ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศนี้อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 5-7 ซึ่งเป็นโอกาสดีของไทย เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากไทยโดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ จัดได้ว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลาวที่นำเข้าสินค้าจากไทยสูงถึงราวร้อยละ 60-70 อย่างต่อเนื่อง ขณะที่กัมพูชาเริ่ม นำเข้าจากไทยในสัดส่วนที่สูงขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ในแง่ของการเข้าถึงตลาด CLMV เชื่อว่าผู้ส่งออกไทยจะ มีศักยภาพในการเจาะตลาดสูง ด้วยปัจจัย สนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้างตลาดที่ไม่ซับซ้อนนำไปสู่ความต้องการสินค้าในลักษณะอุปโภคบริโภค เป็นหลัก จากโครงสร้างการนำเข้าสินค้าของประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าสินค้าอุตสาหกรรมพื้นฐาน ได้แก่ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก วัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ ยังมีความต้องการใช้ในอัตราที่สูงตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว เช่นเดียวกับสินค้าบริโภค ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยา จากสภาพสังคมและพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่แตกต่างกับไทยและสภาพพื้นที่ติดต่อ กัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าส่งออกไทยอยู่ในระะดับที่สูง

การแข่งขันในตลาดยังไม่สูงมาก ทำให้เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยของไทย โดยผู้บริโภคจะพิจารณาสินค้าที่ราคาและความคุ้นเคยเป็นหลักเมื่อเทียบกับ ตลาดอื่น สินค้าไทยยังมีความได้เปรียบจากการเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เพราะขนส่งสินค้าได้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคยังมีความคุ้นเคยกับสินค้าผ่านสื่อไทยอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้ประกอบการ การที่ตลาดเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน น่าจะเป็นผลดีต่อการติดตามกิจกรรมทางการค้าได้สะดวกกว่าประเทศคู่ค้าอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ตลาดที่กำลังเติบโตย่อมจะมีการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากความสามารถในการผลิตในประเทศที่เพิ่มขึ้นและคู่แข่งที่จะเริ่มเข้ามา ในตลาด เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการที่ส่งออกจำเป็นต้องศึกษาตลาดและพยายามชิงความได้เปรียบในฐานะ ของผู้บุกเบิกตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในรูปของสินค้ารวมถึงต่อยอดการบริการต่อ เนื่องจากการขายสินค้า

คลิก 'เลยโมเดล' ต่อยอดยางพารา

พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้า "เลยโมเดล" "อลงกรณ์" โชว์รูปแบบตั้งนิคมอุตสาหกรรมยางพารา แห่งแรกภาคอีสาน ดันผลิตภัณฑ์ผ่านลาวออกจีน ลดต้นทุนขนส่ง เบื้องต้นจีบ "เทอราโกร" ในเครือเจ้าสัวเจริญลงทุนในนิคม วงการชี้ประชาธิปัตย์หวัง "เลยโมเดล" เป็นกาวใจเชื่อมสัมพันธ์คนอีสาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า "เลยโมเดล" เป็นอีกหนึ่งแผนปรองดองแห่งชาติ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ดำเนินนโยบายเพิ่มศักยภาพ สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำของคนในพื้นที่จังหวัดเลย เนื่องจากจังหวัดเลยมีพื้นที่ปลูกยางพารามากเป็นอันดับสองของภาคตะวันออก เฉียงเหนือ รองจากจังหวัดหนองคาย กล่าวคือมีพื้นที่ปลูก 500,000 ไร่ กรีดน้ำยางได้แล้วประมาณ 60,000 ไร่ และมีแนวโน้มการเพาะปลูกและการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงการส่ง เสริมของหน่วยงานต่างๆ ประมาณการว่าจากปี 2553-2558 จะมีพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นปีละ 50,000 ไร่ สิ้นปี 2558 จะมีพื้นที่ปลูกยางพารา 796,266 ไร่ พื้นที่เปิดกรีด 323,802 ไร่

อย่างไรก็ดีแม้ว่าจังหวัดเลยจะมีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก แต่ยังไม่มีตลาดซื้อขาย และไม่มีแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้ไปดำเนินการ "เลยโมเดล" โดยให้ความสำคัญไปที่พืชยางพาราของจังหวัด โดยฝ่ายปฏิบัติ "เลยโมเดล" ได้มอบหมายให้นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐเอกชนและผู้นำท้องถิ่น

นายอลงกรณ์ กล่าวว่ารูปแบบ "เลยโมเดล" ที่เน้นพืชยางพารา ได้กำหนดให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อที่จะให้มีนิคมอุตสาหกรรมยางพาราแห่งแรก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นที่อำเภอท่าลี่ ซึ่งมีด่านการค้าถาวร เชื่อมกับเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ขณะนี้ได้ตั้งงบประมาณสร้างอาคารสำนักงานของด่านถาวรไว้เกือบ 100 ล้านบาท และได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างถนนสี่เลนจากตัวอำเภอท่าลี่ ไปถึงด่านท่าลี่ ระยะทาง 8 กม. จำนวน 36 ล้านบาท สามารถเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม 2554 นี้

ภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วยศูนย์นำเข้าส่งออกครบวงจร คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตพาณิชยกรรม และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมนี้นอกเหนือจากโรงงานแปรรูปยางพาราแล้ว ยังประกอบด้วยอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย อาทิ โรงงานอาหารสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารทะเล เพื่อเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรวัตถุดิบจากประเทศลาว โดยเฉพาะจากแขวงไชยบุรี แขวงหลวงพระบาง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการเพิ่มมูลค่าแปรรูปเพื่อส่งออก ไปสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศอื่นๆ ได้ โดยอุตสาหกรรมยางพารา เบื้องต้นได้เชิญชวนบริษัท เทอราโกร จำกัด เข้าไปลงทุน อย่างไรก็ดีบริษัทอื่นๆสามารถที่จะไปลงทุนได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นจะดึงนักลงทุนจีน จากคุนหมิง เสฉวน ฉงชิ่ง กวางสี ให้มาตั้งโรงงานยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ ยางจักรยาน เพราะเมื่อผลิตแล้วจะส่งเข้าจีนโดยตรงจะใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น หากไม่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องย้อนกลับมาที่แหลมฉบังจะต้องใช้เวลาอย่าง น้อย 15 วัน

"สำหรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเริ่มต้นประมาณ 2,000 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ทางจังหวัดรวบรวม คาดว่าประมาณเดือนกันยายนจะได้ข้อสรุป โดยพื้นที่ดังกล่าวพยายามที่จะให้อยู่ในพื้นที่ของราชการจะได้ให้เอกชนเช่า เพื่อให้มีต้นทุนต่ำ มีขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ในตลาดโลก"

นายอลงกรณ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากจังหวัดเลยแล้วรัฐบาลยังได้เลือกเมืองหน้าด่านเพื่อเชื่อมกับประเทศ เพื่อนบ้านทำโมเดลออกมา อาทิ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จังหวัดสระแก้ว จังหวัดเชียงราย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนราธิวาส จะทำให้มีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจึงได้วางรูปแบบเป็นเขตเศรษฐกิจ พิเศษและจะมีมาตรการส่งเสริมด้วย

"แม้นายอลงกรณ์จะยืนยัน "เลยโมเดล" ไม่มีมิติการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการสร้างโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการกระจายความเจริญ และรูปแบบของการขับเคลื่อนก็คือปลอดจากการเมือง หลังจากนี้ไปหากเป็นรูปเป็นร่างแล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะลงมาเพื่อรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง แต่คนในแวดวงการเมืองอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าถึงอย่างไรโครงการนี้พรรคประ ชาธิปัตย์หวังได้ใจคนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแน่นอน หลังจากถูกมองในภาพลบมาโดยตลอด"

ขณะที่นายวินิจ วสุนธราธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจที่จะไปตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียง เหนืออยู่แล้ว แต่ยังไม่มั่นใจในเรื่องของวัตถุดิบจะมีเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลหน่วยงานของรัฐไม่ตรงกันเลย จึงทำให้ทางบริษัทต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวให้ละเอียดและรอบคอบ เพราะถ้าไปตั้งแล้ววัตถุดิบไม่เพียงพอที่จะป้อนโรงงานอย่างต่อเนื่องจะทำให้ บริษัทได้รับความเสียหายได้

อลงกรณ์สั่งพรณ์เตรียมพร้อมโลจิสติกส์ไทยรับมือเปิดเสรี

อลงกรณ์สั่งเตรียมพร้อมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย รับมือเปิดเสรีในอาเซียน หลังเปิดเสรีให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 70% ในปี 2556 คาดขนส่งทางบกมีโอกาสทำเงินสูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าบริการสา ขาโลจิสติกส์ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนปรับตัว เตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเสรี และหาช่องทางการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรี

รวมทั้งการนำเสนอปัญหาอุปสรรคของสาขาโลจิสติกส์ของไทยเพื่อให้ภาครัฐช่วย แก้ไขก่อนที่การเปิดเสรีจะเกิดขึ้น โดยในปี 2556 อาเซียนมีเป้าหมายการเปิดเสรีสาขาโลจิสติกส์ ที่จะอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจัดตั้งธุรกิจ และถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 70% ซึ่งได้เริ่มทยอยเปิดเสรีมาแล้วตั้งแต่ปี 2551 โดยให้ถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 49% และปี 2553 ให้ถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 51%

ทั้งนี้ การเปิดเสรีในด้านการขนส่งทางทะเล และทางอากาศ ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะปัจจุบัน ธุรกิจด้านนี้อยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่ และชาวต่างชาติ แต่ในด้านการขนส่งทางบก ไทยมีโอกาสแน่นอน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับมาเลเซีย พม่า ลาวและกัมพูชา ที่มีพื้นที่ติดกับไทย ซึ่งกระทรวงมีนโยบายผลักดันผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางโลจิสติกส์ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ ไทยอยู่แล้ว

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยในปี 2552 มีมูลค่า 8 แสนล้านบาท เป็นธุรกิจการขนส่งสินค้าทางบก 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งการเปิดเสรีในอาเซียน จะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยแน่นอน

“ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม เพราะการเปิดเสรีมีทั้งโอกาส และผลกระทบ จึงต้องวางแผนรับมือให้ดี โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่อาจได้รับผลกระทบ จึงต้องหาทางให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ปรับตัวแข่งขันได้” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับการเปิดเสรีโลจิสติกส์ในอาเซียน เป็นการสร้างโอกาสและความท้าทายแก่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทย สามารถเข้าไปสร้างเครือข่ายและขยายการให้บริการในประเทศกลุ่มอาเซียนได้ สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และกิจการต่อเนื่องในอาเซียน เป็นเรื่องสำคัญสำหรับไทย เพราะมีพื้นที่ตั้งอยู่ระหว่างสมาชิกอาเซียนเดิม (มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และบรูไน) กับอาเซียนใหม่ (กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม) จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล กับอาเซียนเดิม และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบกกับอาเซียนใหม่

นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมจะจัดเวทีให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ในเรื่อง “รู้ทันเปิดเสรีโลจิสติกส์ในอาเซียน” ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนสปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยรู้ว่าอาเซียนอีก 9 ประเทศจะเปิดเสรีในสาขานี้อย่างไร มีข้อผูกพันและกฎระเบียบอย่างไร โอกาสและผลประโยชน์ของไทยอยู่ที่ใด เพื่อที่จะได้วางแผนปรับตัว หรือใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย