การลงทุน การค้า

รัฐผุดยุทธศาสตร์สวล.กำหนดโซนนิ่งโรงงาน

"วิฑูรย์" ดันยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม กำหนดกรอบการทำงาน แก้ปัญหาอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชน เล็งใช้ระบบโซนนิ่ง พื้นที่ตั้งโรงงาน

นาย วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมร่างยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้ รวมทั้งปรับการทำงานให้บูรณาการร่วมกันมากขึ้น โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ตั้งคณะทำงานผลักดันร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เบื้องต้นร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว กำหนดกรอบ 7 ยุทธศาสตร์ย่อยได้แก่ 1.สนับสนุนการตั้งสถานประกอบการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะกำหนดสถานที่ที่เหมาะสมหรือโซนนิ่ง กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และ กนอ.สนับสนุนการออกแบบโรงงานให้สอดรับสภาพแวดล้อมชุมชน พร้อมจัดตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำส่งเสริมโรงงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2.การพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม (ซีเอสอาร์) รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้แรงงานมีคุณภาพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น 3.พัฒนาศักยภาพการผลิต สนับสนุนการใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เหมาะสม 4.จัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดมาตรฐานวัตถุดิบที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม 5.ส่งเสริมสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยควบคุมมาตรฐานสินค้า และผลักดันมาตรการภาษีกระตุ้นใช้สินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6 .เพิ่มประสิทธิภาพ ควบคุมการปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม 7.สนับสนุนการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน และผลักดันเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (อีโค ทาวน์) ให้เป็นรูปธรรม

TMBชี้อานิสงส์AFTAดันส่งออกไทยโต23%

TMB Analytics ประเมินผลจาก AFTA ส่งผลให้มูลค่าตลาดอาเซียนขยายตัว ดันยอดส่งออกไทยเติบโตเพิ่มขึ้น เป็น 23%

TMB Analytics หรือ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB รายงานว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกเติบโตได้อย่างร้อนแรง นำขบวนโดยภาคการส่งออก GDP ของไทยในไตรมาสแรกของปี 2553 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการส่งออกได้รับอานิสงค์มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทำให้เติบโตได้ ถึงร้อยละ 31.6 จากปีก่อน มีผลต่อเนื่องไปสู่ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมให้กลับมาคึกคักอีกครั้งโดย ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 32.6 จากปีก่อน ส่วนอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และอาหารและเครื่องดื่ม

ปัญหาด้านการเมืองและวิกฤตหนี้ในยุโรปในช่วงใตรมาสที่สองของปีส่งผลต่อ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย จะเห็นได้จากตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนที่สะดุดลงบ้างในเดือนมีนาคมและเมษายน แต่ก็กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องโดยดัชนีการลงทุน ภาคเอกชนขยายตัวเป็นบวกติดต่อกัน 6 เดือนนับตั้งแต่ต้นปี ส่วนผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจส่วนมากจะตกอยู่กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ การท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนพฤษภาคมลดลงจากปีก่อนร้อยละ 12 แต่อย่างไรก็ดี สถานการณ์การเมืองไม่ยืดเยื้อจึงไม่ส่งผลกระทบขยายวงไปสู่เศรษฐกิจในภาพรวม มากนัก

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามทิศทางเงินเฟ้อและการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก โดยในเดือนมิถุนายน เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.30 ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ร้อยละ 1.09 ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปเป็นร้อยละ 1.5 โดยปรับเพิ่มอีกร้อยละ 0.25 ถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน เป็นสัญญาณว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้ อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะแตกต่างจากในครึ่งแรก ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังอาจไม่เติบโตอย่างร้อนแรงเช่นในครึ่งปีแรก โดยน่าจะเติบโตได้ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ถึงแม้ว่าประเทศในกลุ่ม G3 ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันมากกว่าร้อยละ 60 ของเศรษฐกิจโลก จะยังคงประสบปัญหาเศรษฐกิจภายใน อย่างปัญหาการว่างงานในระดับสูงของสหรัฐ และปัญหาหนี้ภาครัฐในกลุ่มประเทศ EU แต่ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจนำโดยเศรษฐกิจพี่ใหญ่อย่าง เยอรมัน และฝรั่งเศส ผนวกกับการร่วมมือในการแก้ปัญหาภายในของกลุ่ม EU ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่เป็นที่น่ากังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากนัก

ในขณะที่เศรษฐกิจจีนเองก็น่าที่จะเริ่มบรรเทาความร้อนแรงลงบ้าง จากที่ทางการจีนพยายามควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และการแข็ง ขึ้นของค่าเงินหยวนที่จะกระทบการส่งออกของจีน อย่างไรก็ดี ปัจจัยของฐานต่ำจะหมดลงในช่วงปลายปีประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มกลับเข้าสู่ ระดับก่อนเกิดวิกฤต ทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไม่น่าจะขยายตัวในอัตราที่สูงอย่างในช่วงแรก

หัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังมาจากการขยายตัวของกลุ่มประเทศ ในเอเชีย IMF คาดการณ์ว่าในปี 2553 เศรษฐกิจสหรัฐ EU และญี่ปุ่น จะเติบโตได้เพียงร้อยละ 3.3, ร้อยละ 1.0 และ ร้อยละ 2.4 ตามลำดับ ขณะที่ล่าสุด IMF ปรับคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน อินเดีย ในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.5 และ 9.4 ตามลำดับ ส่วนเศรษฐกิจกลุ่ม ASEAN–5 จะขยายตัวที่ร้อยละ 6.4 โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นฐานการบริโภคใหม่ที่สำคัญของโลก จะมีอิทธิพลมากขึ้นทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของเอเชียที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของเศรษฐกิจโลกและการขยายตัวที่อยู่ในระดับสูง จะพบว่าเศรษฐกิจโลกที่ IMFคาดการณ์ไว้ว่าจะโตได้ในระดับร้อยละ 4.6 นั้น จะเป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มประเทศในเอเชียถึงร้อยละ 1.67 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศ ASEAN ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงโดยมีการส่งออกที่ แข็งแกร่งเป็นตัวนำ

สิทธิประโยชน์จาก AFTA หนุนการเติบโตภาคการส่งออกของไทย ปัจจุบันไทยได้ทำความตกลง เขตการค้าเสรี (FTA) แล้วทั้งสิ้น 10 ฉบับ กับ 7 ประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทั้งนี้ เฉพาะภายใต้กรอบ AFTA ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2536 กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์) ต้องลดภาษีสินค้าปกติทุกรายการให้เหลือร้อยละ 0 นับตั้งวันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป

ขณะที่สมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ (เวียดนาม ลาว พม่าและกัมพูชา) หรือกลุ่ม CLMV ยังคงมีภาษีที่ร้อยละ 0-5 ในปี 2553 แต่จะทยอยยกเลิกภาษีลงเหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2558 โดยภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงมากของไทย มีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบของเศรษฐกิจโลกมาโดยตลอด ทำให้มูลค่าการค้ากับตลาดอาเซียนขยายตัวได้สูงมาก ทำให้ปัจจุบันตลาดอาเซียนเป็นตลาดสำคัญต่อการส่งออกของไทย โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23 เทียบกับร้อยละ 12 ในช่วงก่อนก่อตั้ง AFTA แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะสมาชิกอาเซียนเดิม สัดส่วนการส่งออกจะอยู่ที่ร้อยละ 17 ทั้งนี้ มีประเด็นสำคัญคือ ผู้ส่งออกไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นอีกมาก สะท้อนจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ AFTA ยังอยู่ในระดับเพียงร้อยละ 53 แม้ว่าอัตราการใช้สิทธิประโยชน์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2550 ก็ตาม

TMB Analytics คาด การณ์ว่ากลุ่ม CLMV จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยไทยในอนาคต เศรษฐกิจของเวียดนามครองสัดส่วนถึงร้อยละ 66 ของกลุ่ม CLMV และเป็นประเทศที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้สูงสุด ขณะที่อีก 3 ประเทศเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะเศรษฐกิจลาวมีขนาดเล็กที่สุดเพียง 6 พันล้านเหรียญสรอ. แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจของกลุ่ม CLMV จะมีขนาดรวมเพียงประมาณ 1.4 แสนล้านเหรียญสรอ. หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของเศรษฐกิจอาเซียน แต่ก็กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาขีดความสามารถทั้งด้านการผลิต และการส่งออก รวมทั้งโคงสร้างพื้นฐานต่างๆ

โดยในช่วงระยะ 5–10 ปีข้างหน้า เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้จะเข้มแข็งขึ้นมาก โดย IMF ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศนี้อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 5-7 ซึ่งเป็นโอกาสดีของไทย เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากไทยโดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ จัดได้ว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลาวที่นำเข้าสินค้าจากไทยสูงถึงราวร้อยละ 60-70 อย่างต่อเนื่อง ขณะที่กัมพูชาเริ่ม นำเข้าจากไทยในสัดส่วนที่สูงขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ในแง่ของการเข้าถึงตลาด CLMV เชื่อว่าผู้ส่งออกไทยจะ มีศักยภาพในการเจาะตลาดสูง ด้วยปัจจัย สนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้างตลาดที่ไม่ซับซ้อนนำไปสู่ความต้องการสินค้าในลักษณะอุปโภคบริโภค เป็นหลัก จากโครงสร้างการนำเข้าสินค้าของประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าสินค้าอุตสาหกรรมพื้นฐาน ได้แก่ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เหล็ก วัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ ยังมีความต้องการใช้ในอัตราที่สูงตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว เช่นเดียวกับสินค้าบริโภค ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยา จากสภาพสังคมและพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่แตกต่างกับไทยและสภาพพื้นที่ติดต่อ กัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าส่งออกไทยอยู่ในระะดับที่สูง

การแข่งขันในตลาดยังไม่สูงมาก ทำให้เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยของไทย โดยผู้บริโภคจะพิจารณาสินค้าที่ราคาและความคุ้นเคยเป็นหลักเมื่อเทียบกับ ตลาดอื่น สินค้าไทยยังมีความได้เปรียบจากการเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เพราะขนส่งสินค้าได้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคยังมีความคุ้นเคยกับสินค้าผ่านสื่อไทยอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้ประกอบการ การที่ตลาดเป็นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน น่าจะเป็นผลดีต่อการติดตามกิจกรรมทางการค้าได้สะดวกกว่าประเทศคู่ค้าอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ตลาดที่กำลังเติบโตย่อมจะมีการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากความสามารถในการผลิตในประเทศที่เพิ่มขึ้นและคู่แข่งที่จะเริ่มเข้ามา ในตลาด เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการที่ส่งออกจำเป็นต้องศึกษาตลาดและพยายามชิงความได้เปรียบในฐานะ ของผู้บุกเบิกตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในรูปของสินค้ารวมถึงต่อยอดการบริการต่อ เนื่องจากการขายสินค้า

คลิก 'เลยโมเดล' ต่อยอดยางพารา

พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้า "เลยโมเดล" "อลงกรณ์" โชว์รูปแบบตั้งนิคมอุตสาหกรรมยางพารา แห่งแรกภาคอีสาน ดันผลิตภัณฑ์ผ่านลาวออกจีน ลดต้นทุนขนส่ง เบื้องต้นจีบ "เทอราโกร" ในเครือเจ้าสัวเจริญลงทุนในนิคม วงการชี้ประชาธิปัตย์หวัง "เลยโมเดล" เป็นกาวใจเชื่อมสัมพันธ์คนอีสาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า "เลยโมเดล" เป็นอีกหนึ่งแผนปรองดองแห่งชาติ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ดำเนินนโยบายเพิ่มศักยภาพ สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำของคนในพื้นที่จังหวัดเลย เนื่องจากจังหวัดเลยมีพื้นที่ปลูกยางพารามากเป็นอันดับสองของภาคตะวันออก เฉียงเหนือ รองจากจังหวัดหนองคาย กล่าวคือมีพื้นที่ปลูก 500,000 ไร่ กรีดน้ำยางได้แล้วประมาณ 60,000 ไร่ และมีแนวโน้มการเพาะปลูกและการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงการส่ง เสริมของหน่วยงานต่างๆ ประมาณการว่าจากปี 2553-2558 จะมีพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นปีละ 50,000 ไร่ สิ้นปี 2558 จะมีพื้นที่ปลูกยางพารา 796,266 ไร่ พื้นที่เปิดกรีด 323,802 ไร่

อย่างไรก็ดีแม้ว่าจังหวัดเลยจะมีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก แต่ยังไม่มีตลาดซื้อขาย และไม่มีแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้ไปดำเนินการ "เลยโมเดล" โดยให้ความสำคัญไปที่พืชยางพาราของจังหวัด โดยฝ่ายปฏิบัติ "เลยโมเดล" ได้มอบหมายให้นายสุพัฒน์ ธรรมเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐเอกชนและผู้นำท้องถิ่น

นายอลงกรณ์ กล่าวว่ารูปแบบ "เลยโมเดล" ที่เน้นพืชยางพารา ได้กำหนดให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อที่จะให้มีนิคมอุตสาหกรรมยางพาราแห่งแรก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นที่อำเภอท่าลี่ ซึ่งมีด่านการค้าถาวร เชื่อมกับเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ขณะนี้ได้ตั้งงบประมาณสร้างอาคารสำนักงานของด่านถาวรไว้เกือบ 100 ล้านบาท และได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างถนนสี่เลนจากตัวอำเภอท่าลี่ ไปถึงด่านท่าลี่ ระยะทาง 8 กม. จำนวน 36 ล้านบาท สามารถเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม 2554 นี้

ภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วยศูนย์นำเข้าส่งออกครบวงจร คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตพาณิชยกรรม และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมนี้นอกเหนือจากโรงงานแปรรูปยางพาราแล้ว ยังประกอบด้วยอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย อาทิ โรงงานอาหารสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารทะเล เพื่อเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรวัตถุดิบจากประเทศลาว โดยเฉพาะจากแขวงไชยบุรี แขวงหลวงพระบาง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการเพิ่มมูลค่าแปรรูปเพื่อส่งออก ไปสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศอื่นๆ ได้ โดยอุตสาหกรรมยางพารา เบื้องต้นได้เชิญชวนบริษัท เทอราโกร จำกัด เข้าไปลงทุน อย่างไรก็ดีบริษัทอื่นๆสามารถที่จะไปลงทุนได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นจะดึงนักลงทุนจีน จากคุนหมิง เสฉวน ฉงชิ่ง กวางสี ให้มาตั้งโรงงานยางรถยนต์ ยางรถจักรยานยนต์ ยางจักรยาน เพราะเมื่อผลิตแล้วจะส่งเข้าจีนโดยตรงจะใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น หากไม่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องย้อนกลับมาที่แหลมฉบังจะต้องใช้เวลาอย่าง น้อย 15 วัน

"สำหรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเริ่มต้นประมาณ 2,000 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ทางจังหวัดรวบรวม คาดว่าประมาณเดือนกันยายนจะได้ข้อสรุป โดยพื้นที่ดังกล่าวพยายามที่จะให้อยู่ในพื้นที่ของราชการจะได้ให้เอกชนเช่า เพื่อให้มีต้นทุนต่ำ มีขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ในตลาดโลก"

นายอลงกรณ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากจังหวัดเลยแล้วรัฐบาลยังได้เลือกเมืองหน้าด่านเพื่อเชื่อมกับประเทศ เพื่อนบ้านทำโมเดลออกมา อาทิ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จังหวัดสระแก้ว จังหวัดเชียงราย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนราธิวาส จะทำให้มีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจึงได้วางรูปแบบเป็นเขตเศรษฐกิจ พิเศษและจะมีมาตรการส่งเสริมด้วย

"แม้นายอลงกรณ์จะยืนยัน "เลยโมเดล" ไม่มีมิติการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการสร้างโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการกระจายความเจริญ และรูปแบบของการขับเคลื่อนก็คือปลอดจากการเมือง หลังจากนี้ไปหากเป็นรูปเป็นร่างแล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะลงมาเพื่อรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง แต่คนในแวดวงการเมืองอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าถึงอย่างไรโครงการนี้พรรคประ ชาธิปัตย์หวังได้ใจคนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแน่นอน หลังจากถูกมองในภาพลบมาโดยตลอด"

ขณะที่นายวินิจ วสุนธราธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจที่จะไปตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียง เหนืออยู่แล้ว แต่ยังไม่มั่นใจในเรื่องของวัตถุดิบจะมีเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลหน่วยงานของรัฐไม่ตรงกันเลย จึงทำให้ทางบริษัทต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวให้ละเอียดและรอบคอบ เพราะถ้าไปตั้งแล้ววัตถุดิบไม่เพียงพอที่จะป้อนโรงงานอย่างต่อเนื่องจะทำให้ บริษัทได้รับความเสียหายได้

อลงกรณ์สั่งพรณ์เตรียมพร้อมโลจิสติกส์ไทยรับมือเปิดเสรี

อลงกรณ์สั่งเตรียมพร้อมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย รับมือเปิดเสรีในอาเซียน หลังเปิดเสรีให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 70% ในปี 2556 คาดขนส่งทางบกมีโอกาสทำเงินสูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าบริการสา ขาโลจิสติกส์ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนปรับตัว เตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเสรี และหาช่องทางการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรี

รวมทั้งการนำเสนอปัญหาอุปสรรคของสาขาโลจิสติกส์ของไทยเพื่อให้ภาครัฐช่วย แก้ไขก่อนที่การเปิดเสรีจะเกิดขึ้น โดยในปี 2556 อาเซียนมีเป้าหมายการเปิดเสรีสาขาโลจิสติกส์ ที่จะอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจัดตั้งธุรกิจ และถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 70% ซึ่งได้เริ่มทยอยเปิดเสรีมาแล้วตั้งแต่ปี 2551 โดยให้ถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 49% และปี 2553 ให้ถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 51%

ทั้งนี้ การเปิดเสรีในด้านการขนส่งทางทะเล และทางอากาศ ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะปัจจุบัน ธุรกิจด้านนี้อยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่ และชาวต่างชาติ แต่ในด้านการขนส่งทางบก ไทยมีโอกาสแน่นอน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับมาเลเซีย พม่า ลาวและกัมพูชา ที่มีพื้นที่ติดกับไทย ซึ่งกระทรวงมีนโยบายผลักดันผ่านโครงการระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางโลจิสติกส์ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ ไทยอยู่แล้ว

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยในปี 2552 มีมูลค่า 8 แสนล้านบาท เป็นธุรกิจการขนส่งสินค้าทางบก 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งการเปิดเสรีในอาเซียน จะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยแน่นอน

“ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม เพราะการเปิดเสรีมีทั้งโอกาส และผลกระทบ จึงต้องวางแผนรับมือให้ดี โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่อาจได้รับผลกระทบ จึงต้องหาทางให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ปรับตัวแข่งขันได้” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับการเปิดเสรีโลจิสติกส์ในอาเซียน เป็นการสร้างโอกาสและความท้าทายแก่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทย สามารถเข้าไปสร้างเครือข่ายและขยายการให้บริการในประเทศกลุ่มอาเซียนได้ สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และกิจการต่อเนื่องในอาเซียน เป็นเรื่องสำคัญสำหรับไทย เพราะมีพื้นที่ตั้งอยู่ระหว่างสมาชิกอาเซียนเดิม (มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และบรูไน) กับอาเซียนใหม่ (กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม) จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล กับอาเซียนเดิม และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบกกับอาเซียนใหม่

นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมจะจัดเวทีให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ในเรื่อง “รู้ทันเปิดเสรีโลจิสติกส์ในอาเซียน” ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนสปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยรู้ว่าอาเซียนอีก 9 ประเทศจะเปิดเสรีในสาขานี้อย่างไร มีข้อผูกพันและกฎระเบียบอย่างไร โอกาสและผลประโยชน์ของไทยอยู่ที่ใด เพื่อที่จะได้วางแผนปรับตัว หรือใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

พาณิชย์ปลุกผีตลาดกลางสินค้าเกษตร

กรมการค้าภายใน สั่งฟื้นตลาดกลางสินค้าเกษตร ปลุกกลไกตลาดเพิ่มแหล่งซื้อขาย หวังดึงราคาข้าวขยับสูง ตั้งเป้า 10 แห่งอย่างน้อยในปีนี้ ขณะที่โรงสีแนะพ่วงตลาดกลางซื้อขายข้าวสารมั่นใจทำให้มีผู้ซื้อผู้ขายมาก ขึ้น จากอดีตแค่เพียงตลาดข้าวเปลือกเท่านั้น

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน(คน.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ปัจจุบันตลาดกลางสินค้าเกษตรโดยเฉพาะตลาดกลางข้าว หรือท่าข้าวได้ลดลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งตลาดกลางพืชผลการเกษตรนั้น เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้การสนับสนุนการจัดตั้งตลาดกลางพืชผลการ เกษตรโดยเฉพาะตลาดกลางข้าว หรือท่าข้าว มาแล้วประมาณ 20 ปี เพื่อเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากที่จะได้มี การแข่งขันต่อรองราคากันอย่างเสรี โดยผู้ซื้อไม่ต้องตระเวนไปหาซื้อข้าวตามแหล่งผลิต และเสียค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่ผู้ขายเองก็สามารถขายได้ราคาสูงจากการแข่งขันการประมูลของพ่อค้า

แต่จากการตรวจสอบข้อมูลในปัจจุบัน กลับพบว่า ตลาดกลางข้าว มีการเลิกกิจการกันไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการสอบถาม ออกติดตามข้อมูล พบว่า สาเหตุหลักสืบเนื่องมาจาก นโยบายรับจำนำข้าว ที่ตลาดกลางไม่สามารถออกใบประทวนและแปรรูปข้าวได้ ขณะที่โรงสีทำได้ โดยเฉพาะช่วงที่ราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดมาก ทำให้เกษตรกรที่จะจำนำต้องขายข้าวผ่านโรงสี ก็จะถูกโรงสีเอารัดเอาเปรียบ โกงน้ำหนักจากการชั่งข้าวได้ง่าย
ดังนั้นเมื่อมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรเกิดขึ้น และทำให้กลไกตลาดเดินอย่างปกติสมัยก่อน จึงจะต้องเพิ่มแหล่งซื้อขายในตลาด ทางกรมการค้าภายในจึงได้มีแนวความคิดที่จะเพิ่มตลาดกลางสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ ข้าว จากปัจจุบันเหลือแค่ 52 แห่งทั่วประเทศ จากเดิมมีมากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ตลาดกลางผัก-ผลไม้มี 19 แห่ง ส่วนตลาดกลางสัตว์น้ำ 3 แห่ง รวมเป็น 74 แห่ง

"ในอดีตโรงสีมีหน้าที่สีข้าว จะต้องไปกว้านหรือแย่งซื้อข้าวเปลือกมาสี แล้วก็ขายทีนี้พอเป็นข้าวสาร ทางโรงสีก็แนะว่าตลาดกลางควรพัฒนาต่อยอดเป็นตลาดกลางซื้อขายข้าวสาร ก็น่าจะเป็นแรงจูงใจเพื่อให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรกลับมามีบรรยากาศคึกคัก และจะทำให้มีการแข่งขัน จะส่งผลทำให้ราคาข้าวดีขึ้น ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งรองรับให้เกษตรกรมีที่ขายหลัก ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วไม่รู้จะไปขายที่ไหนก็จะถูกกดราคา หรือไม่ใช่รอแต่จะให้พ่อค้าไปซื้อก็จะถูกกดราคาเช่นเดียวกัน"

ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการฟื้นฟูตลาดกลางสินค้าเกษตรขึ้น จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ปัญหาฟื้นฟูตลาดกลางให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นถึง กลไกระบบตลาด และออกสำรวจและหารือผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจะเป็นการวางรากฐานระบบการค้าสินค้าเกษตรอย่างแท้ จริง ทั้งนี้แห่งแรกที่จะเข้าไปดำเนินการก็คือท่าข้าวกำนันทรง จ.นครสวรรค์ เพราะมีความพร้อมมากที่สุด หลังจากนั้นจะไปจังหวัดต่างๆ เช่น ที่ จ.สุพรรณบุรี อ่างทอง โดยเบื้องต้นเป้าหมายอย่างน้อย 10 แห่งภายในปีนี้

นางวัชรี ยังกล่าวอีกว่า ตลาดกลางที่เป็นหน่วยรวบรวมและกระจายผลผลิตในขั้นต้น แต่กลับไม่สามารถเป็นกลไกในการขับเคลื่อนระบบตลาดสินค้าเกษตรในทางการค้า ปกติได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทางกรมก็จะต้องมีมาตรการแรงจูงใจที่จะทำให้คนซื้อจะต้องมาซื้อที่ตลาดกลาง คนขายก็ต้องมาที่นี่ด้วย
เพราะจะเป็นผลดีในระยะยาวและจะเห็นภาพรวมการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้นโดย เฉพาะข้าว ว่าราคาควรที่จะอยู่ในระดับไหน และจะได้มีโอกาสเลือกข้าว เพราะปัจจุบันที่ซื้อขายกันอยู่จำกัดแค่บางราย อีกทั้งจะเป็นผลดีกับผู้ซื้อผู้ขายรายใหม่ที่อยากจะเข้ามาซื้อขายแต่ยังไม่ มีคอนเนกชันก็สามารถมาซื้อขายได้ที่ตลาดกลาง

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการตลาดกลางควรจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดมาก ขึ้น เช่น เพิ่มบริการการขนส่ง และเปิดขายข้าวสารเพิ่มเติมด้วย

เกษตรผุดโรดแมพ5ปีพัฒนาสหกรณ์

กระทรวงเกษตรฯเปิดแผนพัฒนาสหกรณ์ 5ปี หวังเพิ่มจำนวนสหกรณ์เป็น 8,400 แห่ง จากเดิม 7,658 แห่งภายในปี 2558

นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณา Road Map และแผนปฏิบัติการ เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาสหกรณ์ 5 ปี (54-58) โดยเป้าหมายในปี 58 จะมีจำนวนสหกรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 8,400 แห่ง จากเดิม 7,685 แห่ง สหกรณ์มีการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 7,535 แห่ง จากเดิม 6,111 แห่ง และสมาชิกสหกรณ์เพิ่มขึ้นเป็น 13.20 ล้านคน จากเดิม 10.34 ล้านคน ภาคเกษตร 8.58 ล้านคน สมาชิกนอกภาคเกษตร 4.62 ล้านคนคาดว่าสหกรณ์จะมีการขยายธุรกิจเพิ่มขึ้นจากการรวบรวมผลผลิตเกษตรและ แปรรูป เกษตรจำนวน 2.46 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.26 ล้านล้านบาท ทุนเรือนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 754,200 ล้านบาท จากเดิม 468,300 ล้านบาท โดยแผนยุทธศาสตร์สำหรับคือสร้างความเข็มแข็งให้เกษตรและส่งเสริมการบริหาร อย่างมืออาชีพ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ให้ได้การยอมรับในตลาดและสอดคล้องกับความ ต้องการของตลาด

ตลาดเวียดนามเปิดรับผลไม้ไทย กระตุ้นส่งออกปีนี้สดใส

ตลาดเวียดนามให้ความ สนใจผลไม้ไทย โดยเฉพาะลำใยได้รับการตอบรับดีมาก ด้านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยปีนี้สหกรณ์ได้เปิดตลาดในเวียดนามเพิ่มอีกแห่ง โดยได้โควต้าส่งออกลำใยไปเวียดนามถึง 3,000 ตัน และผลไม้อื่นอีกรวมกว่า 40,000 ตัน ผ่านบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ผลตอบรับดีมากผลไม้ไทยราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

นายชาญชัย นิมิตมงคล ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพัฒนาธุรกิจด้านพืชและผลิตภัณฑ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการเปิดตลาดผลไม้ไทยไปยังประเทศเวียดนามว่า ที่ผ่านมา สหกรณ์จะส่งออกผลไม้ไปประเทศจีนเป็นหลัก และตลาดโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) แต่ในปี 2553 นี้ เราได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดอีกแห่งคือ ประเทศเวียดนาม โดยผ่านทางบริษัทเอกชน ผลไม้ที่ส่งไป เช่น ส้ม มะม่วง มังคุด และปีนี้ได้เพิ่มลำไย จากจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่

สำหรับผลการดำเนินการเป็นไปด้วยดี เนื่องจากตลาดประเทศเวียดนาม มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะลำไย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศเวียดนามวันละ 300 ตัน โดยมีโค้วต้าการส่งออกผ่านสหกรณ์ครั้งนี้ จำนวน 3,000 ตัน ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1,000 ตัน คาดว่า ก็จะมีการขยายโค้วต้าเพิ่มขึ้นในปีถัดไป ส่วนปริมาณการค้าของสหกรณ์ปีที่ผ่านมา มีส่งออกผลไม้ผ่านบริษัทเอกชนประมาณ 40,000 ตัน ดังนั้น ในปี2554 ถ้าสามารถเปิดตลาดการส่งออกเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าผลไม้โดยรวม ทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมถึงภาคเหนือ ก็น่าจะมีการขยายตัวตามไปด้วย

“ปัจจุบันบริษัทเอกชนในเวียดนามรายนี้มีนำเข้าผลไม้จากประเทศไทย ปีละไม่น้อยกว่า 20,000-30,000 ตัน และตามแผนที่ได้คุ๋ยกันในปีนี้น่าจะทำตลาดได้ถึง 60,000 ตัน นอกจากนี้ ยังมีการประสานติดต่อในเรื่องของการนำเข้าส้มโอ จากจังหวัดชัยภูมิ ส่วนการตอบรับจากผู้บริโภคลำไยของเวียดนามไปในทิศทางที่ดี เพราะผู้บริโภคของเวียดนามชอบในรสชาติของผลไม้ไทย ถ้าจัดเกรดผลไม้ไทยเทียบกับประเทศในเอเชียแล้ว ผลไม้ไทยที่มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเป็นไปได้ต้องการให้ เกษตรกไทยได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน เพื่อจะได้เห็นภาพตลาดและเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าของไทย เพื่อปรับตัวไปสู่การค้าภายในประเทศ และการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกว่าควรจะไปในทิศทางไหน”

พรทิวาบินถกอาเซียน เร่งสมาชิกจัดตั้งAEC

"พรทิวา" บินประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่เวียดนาม หวังเร่งผลักดันอาเซียนตั้งประชาคมเศรษฐกิจ ในปี 2558

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค.นี้ จะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 42 ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม โดยประเด็นสำคัญที่จะมีหารือกัน ได้แก่ การติดตามความคืบ หน้าของแผนงานอาเซียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558

ทั้งนี้ จากการวัดผลเมื่อเดือน ก.ค. พบว่าอาเซียนทำได้ 77.3% หรือ 85 มาตรการ จาก 110 มาตรการ โดยมาตรการที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น การให้สัตยาบันพิธีสาร ด้านการขนส่ง การจัดตั้ง ASEAN Single Window และการบังคับใช้ความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน และการเปิดเสรีภาคบริการ เป็นต้น

นอกจากนี้ จะประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านต่างๆ ของอาเซียน ได้แก่ การบังคับใช้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA) ที่ไทยร่วมให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา การอนุญาตให้อินโดนีเซียขยายเวลาการให้สิทธิพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็น พิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล

ด้านการค้าบริการ จะติดตามความคืบหน้าการเจรจาจัดทำพิธีสารเพื่อเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 ซึ่งตั้งเป้าจะลงนามความตกลงในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 17 ในเดือน ต.ค.2553 นี้ ส่วนด้านการลงทุน จะติดตามความคืบหน้าการยื่นรายการขอสงวนฉบับปรับปรุงของอินโดนีเซีย เพื่อเร่งรัดให้ความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียนหรือ ACIA มีผลบังคับใช้ เป็นต้น

กองทุนชาวนา ใกล้เป็นจริง

ชาวนา คือกระดูกสันหลังของชาติ ผู้ที่มีบุญคุณต่อคนไทยทุกคนที่ปลูกข้าวให้เราได้มีกินอย่างไม่อดอยาก แต่ทุกวันนี้ยังเห็นชาวนาออกมาประท้วงขอความเป็นธรรมอยู่ตลอด เพราะทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่ไม่เคยลืมตาอ้าปากมีชีวิตที่สุขสบายอย่างอาชีพอื่นเขาเลย มิหนำซ้ำยังต้องเป็นหนี้สินชักหน้าไม่ถึงหลัง จนทำให้ลูกหลานชาวนาไม่มีคนไหนอยากจะสืบทอดอาชีพต่อจากบรรพบุรุษ เพราะมองไม่เห็นอนาคต…

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีความพยายามที่จะจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับชาวนาทุกคน ซึ่งขณะนี้ความพยายามดังกล่าวเริ่มจะเป็นผลชัดเจน เมื่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอเรียบร้อยแล้ว

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำการยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนสวัสดิการชาวนาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมี 7 หมวดที่สำคัญ ได้แก่ หมวด 1 ว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งกองทุนและลักษณะของกิจการกองทุน หมวด 2 เรื่องการควบคุมและการบริหารจัดการของกองทุน หมวด 3 สำนักงานกองทุนสวัสดิการชาวนา หมวด 4 สมาชิกและสิทธิประโยชน์ของสมาชิก หมวด 5 การเงิน การบัญชี และการตรวจสอบ หมวด 6 การควบคุมกำกับการจัดการทุน หมวด 7 บทกำหนดโทษ

ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสวัสดิการดังกล่าวมีทั้งสิ้น 57 มาตรา โดยขอยกตัวอย่างมาตราที่สำคัญ คือ องค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการ ชาวนา มีชื่อย่อว่า คณะกรรมการ กสช. ทำหน้าที่ควบคุมและบริหารกิจการของกองทุน ซึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านข้าว และกฎหมายด้านละ 1 คน และด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน หรือการธนาคาร อีกด้านละ 1 คน และที่สำคัญจะต้องมีผู้แทนชาวนาจำนวน 6 คน

สำหรับกรอบแนวคิดที่สำคัญของการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา นั้นมีอยู่ 5 แนวทางหลักด้วยกัน คือ 1.เป็นสวัสดิการเพื่อประโยชน์สำหรับสมาชิกที่ประกอบอาชีพทำนาโดยเฉพาะและมี รายได้แน่นอน 2.มีการเก็บเงินเข้ากองทุนโดยคำนวณจากฐานรายได้ของการจำหน่ายข้าวเปลือกใน แต่ละปี 3.จัดให้มีสวัสดิการด้านอื่น ๆ เช่น การจัดหาปัจจัยการผลิตและอื่น ๆ ให้กับผู้ประกอบอาชีพทำนา 4.รัฐบาลสามารถพิจารณาเงินที่จะมาสมทบจากฐานภาษีรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวกับข้าว ซึ่งจะทำให้กองทุนมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น 5. เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาเห็นว่าอาชีพทำนามี เกียรติศักดิ์ศรีและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความรักและยึดถือการประกอบอาชีพทำนาต่อไป

กองทุนสวัสดิการชาวนาเปิดโอกาสให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิกด้วยความสมัครใจ โดยมีข้อจำกัดขั้นสูงของพื้นที่นาเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุน ดังกล่าว นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะชาวนาให้เข้ามามีส่วนร่วมในกำหนดรูปแบบการส่งเงินสะสมเข้ากองทุนให้ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากกองทุน เช่น เงินบำเหน็จบำนาญ เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต เงินสงเคราะห์บุตร รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตโดยไม่ซ้ำซ้อนกับส่วนที่รัฐบาลจัดหาให้อยู่ แล้ว เช่น ค่ารักษาพยาบาล พร้อมกันนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งหาวิธีบริหารจัดการกองทุนสำหรับสมาชิกบางรายไม่ให้ซ้ำซ้อนกับกองทุน อื่น โดยจะศึกษาข้อมูลการจัด ตั้งกองทุนสวัสดิการสำหรับเกษตรกรแยกออก จากสวัสดิการพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไปมาประกอบด้วย

…การที่รัฐบาลเห็นควรให้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนาขึ้นมานั้น เพื่อต้องการให้เป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีชาวนามากถึง 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ 15-17 ล้านคน หรือคิดเป็น 64% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด โดยในแต่ละปีสามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตมากถึง 30 ล้านตัน สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 180,000-200,000 ล้านบาท และมีการบริโภคในประเทศ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ข้าวนับเป็นวิถีชีวิตของคนไทย และชาวนาเป็นอาชีพยากลำบาก ตากแดดตากฝน ฐานะยากจน ที่สำคัญชาวนามีอายุมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ปฏิเสธการสืบทอดอาชีพ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้อนาคตประเทศไทยอาจไม่มีผู้ทำ หน้าที่เพาะปลูกข้าว จะก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสูญเสียความเป็นผู้นำด้านข้าวของโลกในที่สุด

"พรทิวา"ประชุมรมต.อาเซียนที่เวียดนามเร่งตั้งAEC

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค.นี้ ตนจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 42 ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม โดยประเด็นสำคัญที่จะมีหารือกัน ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าของแผนงานอา เซียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 โดยเฉพาะมาตรการที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น การให้สัตยาบันพิธีสารด้านการขนส่ง การจัดตั้ง อาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ และการบังคับใช้ความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียนและเปิดเสรีภาคบริการ

จากการวัดผลเมื่อ เดือน ก.ค. พบว่าอาเซียนทำได้ 77.3% หรือ 85 มาตรการ จาก 110 มาตรการ โดยมาตรการที่ยังไม่สามารถดำเนินการ ได้ เช่น การให้สัตยาบันพิธีสารด้านการขนส่ง การจัดตั้ง ASEAN Single Window และการบังคับใช้ความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน และการเปิดเสรีภาคบริการ เป็นต้น

รวมทั้งจะมีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านต่างๆ ของอาเซียน ได้แก่ การบังคับใช้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)ซึ่งไทยร่วมให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2553 การอนุญาตให้อินโดนีเซียขยายเวลาการให้สิทธิพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็น พิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล ด้านการค้าบริการ จะติดตามความคืบหน้าการเจรจาจัดทำพิธีสารเพื่อเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 8 ซึ่งตั้งเป้าจะลงนามความตกลงในช่วงการประ ชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 17 ในเดือน ต.ค.2553 นี้

นอกจากนี้ จะติดตามความคืบหน้าการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าด้วยตนเองหลังจากมีสมาชิกอา เซียนยืนยันเข้าร่วมแล้ว3 ประเทศ ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมเช่นเดียวกัน