การลงทุน การค้า

10ประเทศร่วมสร้างความมั่นคงอาหารซีฟเดค..จัดประชุมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยั่งยืน

นายสุริยัน วิจิตรเลขการ ผู้แทนจากสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เผยว่า การจัดมหกรรมการประชุมภาคประมงอย่างยั่งยืนเพื่อความมั่นคงทางอาหารในทศวรรษ หน้า สัตว์น้ำเพื่อมวลมนุษยชาติ การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อม เป็นก้าวสำคัญของความมุ่งมั่นระหว่างสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซีฟเดค และประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศคือ บรูไน กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมถึงสมาชิกซีฟเดค 10 ประเทศและญี่ปุ่น ที่จะร่วมกันพัฒนาการประมงอย่างยั่งยืนและส่งเสริมบทบาทภาคประมงต่อความมั่น คงทางอาหาร

ดร.ชำนาญ พงษ์ศรี เลขาธิการศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีฟเดค (SEAFDEC) เผยว่า ประเด็นสำคัญที่จะมีการหารือในระหว่างการจัดมหกรรมการประชุม ได้แก่ แนวโน้มของอุปสงค์และอุปทานของสัตว์น้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี ค.ศ.2020 วิสัยทัศน์และแนวโน้มของการประมงอาเซียนในปี ค.ศ.2020 และความร่วมมือด้านการประมงของอาเซียนในอนาคต แนวทางและวิธีการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรในการบริหารจัดการประมง การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการบริหารจัดการประมงเชิงนิเวศน์ การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและปรับปรุงคุณภาพสัตว์น้ำ การปรับตัวและจัดการผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผล ต่อภาคการประมงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวประมงขนาดเล็ก และโอกาสในการจ้างงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการประมง

เร่งดัน"หอมมะลิอินทรีย์"ส่งออก ตั้งเป้าขยาย3แสนไร่ทุ่งกุลา เกษตรฯมั่นใจผลตอบรับดี

เกษตรฯ เดินหน้าโครงการข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อการส่งออกระยะสอง พื้นที่เป้าหมาย 1.5 แสนไร่ ใน 5 จังหวัด คาดเกษตรกรตอบรับ หลังพบราคาพุ่งกว่า 1.7 หมื่นบาทต่อตัน สูงกว่าข้าวเปลือกทุกชนิด

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า คณะอนุกรรมการบริหารโครงการผลิตข้าวหอมมะลิมาตรฐานเพื่อการส่งออกในทุ่งกุลา ร้องไห้ ระยะที่ 2 (ปี 2552 - 2556) มีมติเห็นชอบให้ขยายขอบเขตเป้าหมายข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพิ่มอีก 4 แสนไร่ ในช่วง 3 ปีที่เหลือ คือ ปี 2554-2556 ทั้งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยมีการเริ่มต้นผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่เป้าหมาย 157,000 ไร่ แยกเป็นรายจังหวัด ได้แก่ 1.สุรินทร์ 90,000 ไร่ 2.ร้อยเอ็ด 40,000 ไร่ 3.ศรีสะเกษ 6,000 ไร่ 4.ยโสธร 9,000 ไร่ และ 5.มหาสารคาม 12,000 ไร่

ทั้งนี้เชื่อว่า โครงการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ จะได้รับความนิยมจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตที่ชัดเจน จากข้อมูลในปัจจุบันวันนี้ ปรากฏชัดเจนว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ในทุ่งกุลาร้องไห้มีราคาสูงกว่าข้าวเปลือกทุก ชนิด มีราคาสูงถึง 17,000 บาทต่อตัน ในขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้มีราคา 14,400 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิทั่วไปมีราคาเพียง 13,232 บาทต่อตัน

เพื่อให้การดำเนินงานและเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายมีความชัดเจน เนื่องจากการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ต้องอาศัยความสมัครใจของเกษตรกรใน พื้นที่โครงการฯ เป็นหลัก จึงได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ประสานงานกับส่วนราชการในจังหวัด พิจารณายกร่างแผนปฎิบัติงาน กิจกรรม และงบประมาณดำเนินการ พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานเป็นรายอำเภอ ตำบลให้ชัดเจนในแต่ละปี ตั้งแต่ปี 2554-2556 เพื่อนำข้อมูลเกี่ยวกับแผนปฎิบัติงานข้างต้น เสนอขอจัดสรรงบประมาณ ปี 2555 ภายใต้โครงการฯ และในแผนปฎิบัติงานของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

อนุBOIชงเพิ่มสิทธิประโยชน์ แรงงานต่างด้าว-เกษตร-ไอที

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการลงทุน 4 นโยบาย โดยจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 13 กันยายนนี้ โดยรายละเอียดนโยบายที่เห็นชอบได้แก่

1) นโยบายอนุญาตให้มีการใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในโครงการลงทุนส่วนขยาย ซึ่งได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการที่สามารถจ้างแรงงานต่างด้าวได้ กล่าวคือ เป็นโครงการส่วนขยายและใช้สิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลง ทุน (BOI) หมดแล้ว, บริษัทที่ขอให้แรงงานต่างด้าวจะต้องลงทุนในประเทศไทยต่ำกว่า 20 ปี, มีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และจ้างแรงงานต่างด้าวไม่เกิน 15% ของแรงงานทั้งหมดที่ใช้ในโครงการส่วนขยาย

2) นโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (data center) ซึ่งเป็นกิจการที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ และอำนวยความสะดวกในการติดตั้งคอมพิวเตอร์สำรอง เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ โดยขณะนี้สิงคโปร์และมาเลเซียได้ให้การส่งเสริมในกิจการนี้แล้วโดยได้รับ สิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้ 8 ปีทุกเขต จำกัดวงเงิน

3) การปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนกิจการคัดคุณภาพบรรจุ เก็บรักษา พืช ผัก ผลไม้โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัยครบวงจร จากเดิมให้การส่งเสริมกิจการอบพืชและไซโล กับกิจการคัดคุณภาพ บรรจุ เก็บรักษา พืช ผัก ผลไม้ ซึ่งกิจการต้นและปลายทางยังไม่มีกลางทางที่เกี่ยวข้องกับโรงสี ซึ่งนโยบายนี้เพิ่มในส่วนของโรงสีที่ใช้เครื่องจักรในการสีข้าวและคัดคุณภาพ ข้าวได้ด้วย โดยสิทธิประโยชน์ได้รับ "ยกเว้น" ภาษี 8 ปี จำกัดวงเงิน

และ 4) การปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือปานกลาง โดยปรับราคาจำหน่ายจากหน่วยละ 1 ล้านบาทเป็น 1.2 ล้านบาท สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทและทุกเขตที่ตั้งเป็นตามภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นและตามที่ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ เคยทำเรื่องเสนอให้มายัง BOI จากเงื่อนไขเดิมที่ในสิทธิประโยชน์เฉพาะ

ใน เขต 1 อาคารชุดเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 28 ตารางเมตร จำหน่ายไม่เกิน 1 ล้านบาท, บ้านเดี่ยว/บ้านแถวเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 70 ตารางเมตร จำหน่ายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เขต 2 และ 3 พื้นที่ไม่น้อยกว่า 31 ตารางเมตร จำหน่ายไม่เกิน 600,000 บาท โดยเงื่อนไขปรับให้ทุกวันในเขต 1 ทุกจังหวัด และ 6 จังหวัดในเขต 2 และ 3 ปรับราคาจำหน่ายเป็น 1.2 ล้านบาท ได้แก่ ชลบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ระยอง, ภูเก็ต, สงขลา และสุราษฎร์ธานี

เนื่องจาก ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้น BOI จึงเห็นสมควรให้มีการปรับราคาจำหน่ายให้เหมาะสม ซึ่งการปรับก็น้อยกว่าข้อเสนอของผู้ประกอบการที่ขอปรับมาถึง 1.5 ล้านบาท" นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

นายธำ รงค์ ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทยเปิดเผยว่า หากวันที่ 13 กันยายนนี้บอร์ดบีโอไอเห็นชอบตามความเห็นของอนุกรรมการบอร์ดจะส่งผล ให้ผู้ประกอบการสนใจลงทุนพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดฯบีโอไอมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกในการซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และผู้บริโภค โดยเฉพาะการปรับเพดานราคาที่อยู่อาศัยในเขต 2 และ 3 รวม 6 จังหวัดดังกล่าว

ก่อน หน้านี้ 3 สมาคมอสังหาฯ ได้หารือเรื่องดังกล่าวกับตัวแทนบีโอไอ โดยยื่นข้อเสนอให้พิจารณาปรับเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนบ้านและคอนโดฯบีโอไอ ดังนี้ 1.ปรับเพดานราคาขายห้องชุดในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลจาก 1 ล้านบาท เป็น 1.2 ล้านบาท เท่ากับราคาขายบ้านเดี่ยวและบ้านแถว และปรับราคาขายห้องชุด ในหัวเมืองต่างจังหวัด เมืองท่องเที่ยว จากเดิมไม่เกิน 6 แสนบาท เป็นไม่เกิน 1.2 ล้านบาท

ครม.อนุมัติ11กิจการ กรมชลฯเจอแจ็กพอต เข้าข่าย"ม.67วรรค2"

ครม.อนุมัติ 11 กิจการรุนแรง "สุวิทย์" ลงนามประกาศกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รอประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้วันถัดไป สผ.ระบุมี 10-12 โครงการโดนหางเลข เปิดรายชื่อ 2 โครงการแรกที่เจอแจ็กพอต "อ่างเก็บน้ำคลองหลวง-ห้วยโสมง" ต้องกลับมาทำ HIA ด้าน กฟผ.เผยไม่กระทบ เหตุโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมที่กำลังก่อสร้างกำลังผลิตไม่ถึง 3,000 MV

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างประกาศกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอจำนวน 11 กิจการ โดยทั้ง 11 กิจการจะต้องดำเนินการมาตรา 67(2) รัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานผลกระทบสุขภาพ (HIA) การรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้องค์การอิสระให้ความเห็น

ทั้งนี้ 11 กิจการที่ ครม.เห็นชอบ ประกอบด้วย 1)กิจการถมทะลหรือทะเล สาบนอกเขตชายฝั่งเดิม ตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไป ยกเว้นการฟื้นฟูสภาพชายหาด 2)เหมือง ต่าง ๆ ได้แก่ เหมืองใต้ดิน-เหมืองแร่ตะกั่ว/ สังกะสี/ทองคำทุกขนาด, เหมืองถ่านหินขนาด 2.4 ล้านตัน/ปี และเหมืองแร่ในทะเลทุกขนาด 3)นิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นใหม่ หรือขยายเพื่อรองรับโรงงานปิโตรเคมี หรือโรงงานถลุงแร่เหล็กมากกว่า 1 โรง ทุกขนาด 4)โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้น ทุกขนาด หรือการขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางขนาดกำลังการผลิต 100 ตัน/วัน หรือขยายกำลังการผลิต 35% ขึ้นไป ในส่วนที่ใช้สารเคมีเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่ม 1 และขนาดกำลังผลิต 700 ตัน/วัน หรือขยายกำลังการผลิตรวมแล้วมากกว่า 700 ตัน/วันขึ้นไป ในส่วนที่ใช้สารเคมีเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A

5)โรง งานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ โดยโรงถลุงแร่เหล็กขนาด 5,000 ตัน/วันขึ้นไป, โรงถลุงแร่เหล็กที่มีการผลิตถ่านโค้กทุกขนาด, โรงถลุงแร่ทองแดง ทองคำ หรือสังกะสี กำลังการผลิต 1,000 ตัน/วันขึ้นไป, โรงถลุงแร่ตะกั่วทุกขนาด, โรงหลอมโรงโลหะ (ยกเว้นเหล็กและอะลูมิเนียม) ขนาด 50 ตัน/วัน และโรงหลอมตะกั่ว ขนาด 10 ตัน/วันขึ้นไป 6)กิจการผลิตหรือกำจัดหรือปรับแต่งสารกัมมันตรังสี เดิมทุกขนาด 7)โรงงานฝังกลบหรือเผาของเสียอันตรายทุกขนาด 8)โครงการระบบขนส่งทางอากาศ ที่การก่อสร้างหรือขยายทางวิ่งตั้งแต่ 3,000 เมตรขึ้นไป

9)ท่า เทียบเรือที่มีความยาวหน้าท่าตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป หรือพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป หรือมีการขุดลอกร่องน้ำตั้งแต่ 100,000 ตารางเมตรขึ้นไป หรือมีการขนถ่ายวัตถุอันตรายที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ตั้งแต่ 25,000 ตัน/เดือนขึ้นไป ยกเว้นท่าเทียบเรือโดยสาร หรือท่าเทียบเรือสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค หรือท่าเทียบเรือสำราญ 10)เขื่อนเก็บกักน้ำหรืออ่างเก็บน้ำตั้งแต่ 100 ลบ.ม.ขึ้นไป หรือมีพื้นที่กักเก็บน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตร ขึ้นไป และ 11)โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน ขนาดกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป, โรงไฟฟ้าชีวมวล 150 เมกะวัตต์ขึ้นไป, ความร้อนร่วม 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด

ด้านนางสาวสุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ร่างประกาศดังกล่าว นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงนามแล้ว เหลือขั้นตอนประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

จากการ ตรวจข้อมูลเบื้องต้นสำหรับโครงการที่ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวด ล้อม (EIA) หลังจากรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้ และเข้าข่าย 11 กิจการข้างต้นมีอยู่ประมาณ 10-12 โครงการ ครอบคลุมทั้งโครงการด้านอุตสาหกรรม, โรงไฟฟ้า และเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ ที่ชัดเจนว่าเข้าข่ายมี 2 โครงการคือ อ่างเก็บน้ำคลองหลวง จ.ชลบุรี ได้รับความเห็นชอบ EIA เมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ได้รับความเห็นชอบ EIA เมื่อเดือนกันยายน 2552 ซึ่งต้องให้โครงการ ดังกล่าวกลับมาดำเนินตามเงื่อนไข มาตรา 67(2) ให้ครบ สำหรับ 76 โครงการในมาบตาพุดที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจะหลุดจาก 11 กิจการรุนแรงหรือไม่ ก็ต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีหลักของศาลปกครองกลางวันที่ 2 กันยายนนี้อีกครั้งหนึ่ง

"ตอนนี้ที่หารือกับกรมชลประทานเบื้องต้น กรมชลประทานแจ้งว่า ได้ศึกษาและจัดเตรียมงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดทำ HIA แล้ว ก็คงจะไม่มีปัญหา ส่วนโครงการอุตสาหกรรม หรือโรงไฟฟ้า ต้องประสานไปยังหน่วยงานอนุญาตให้กลับมาดำเนินการตามเงื่อนไขมาตรา 67(2) ด้วย" นางสาว สุชญากล่าว

ด้านนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า สำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศ 11 ประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงในช่วงระยะสั้นนี้ เนื่องจากโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่มีกำลังการผลิตไม่ถึง 3,000 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าใหญ่ในอนาคตที่ กฟผ.จะต้องก่อสร้าง เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน นั้นอาจจะต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งภาพรวมจะใช้เวลาดำเนินการประเมิน 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี แต่จะไม่กระทบต่อเวลาการเริ่มผลิตเข้าสู่ระบบแน่นอน เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงแรกจะเข้าระบบในอีก 9 ปีข้างหน้า หรือในปี 2562

คกก.4 ฝ่ายชี้ปัญหามาบตาพุดไม่จบ

คกก.4 ฝ่าย แฉโรงงานอุตสาหกรรม 50 แห่ง ยื่นขอก่อสร้าง ขยายพื้นที่เพิ่มเข้าข่ายต้องทำ E/HIA "ชัยวุฒิ" มั่นใจยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนได้ 5 แสนล้านบาทตามเป้าหลังคดีมาบตาพุดชัดเจน

รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล คณะกรรมการสี่ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศ 11 ประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด คณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ มุ่งเน้นการพิจารณาเกณฑ์ที่ใช้ทั่วประเทศ ประกาศนี้จึงเป็นเพียงกรอบกว้างๆ เพราะโครงการจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่นั้นยังต้องดูที่ตั้งของ โครงการและสารพิษที่โครงการปล่อยออกมา

ทั้งนี้ ขณะนี้ในพื้นที่มาบตาพุดจะมีโครงการก่อสร้างใหม่หรือมีโรงงานที่ขออนุญาต ปรับเปลี่ยนโครงการใหม่มากกว่า 50 แห่ง ซึ่งเข้าข่ายที่จะต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่

"ที่ผ่านมา คณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ พบว่าโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดมากกว่าครึ่งไม่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ดังนั้น การอ้างว่ามีระบบจัดการของเสียและสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเพียงคำพูดไม่ใช่ข้อ เท็จจริง" รศ.ดร.เรณูกล่าว

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังมีความชัดเจนในการพิจารณาคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย.นี้แล้ว ก็น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาในแนวทางใดก็ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องเตรียมความพร้อมไว้หลายๆ ทางแล้ว แต่จะชัดเจนที่สุดก็คงต้องรอหลังศาลฯ พิจารณาออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะจะได้กำหนดเป็นภาพรวมว่าจะเดินต่ออย่างไร โดยยังมั่นใจว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปีนี้จะได้ 5 แสนล้านบาทตามเป้า แม้ว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง7 เดือนแรกของปีนี้จะมีมูลค่าอยู่ที่ 2.14 แสนล้านบาทเท่านั้น

"สาเหตุที่มั่นใจว่ายอดขอบีโอไอจะเข้าเป้าเพราะยังมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการปิโตรเคมีและโครงการเหล็กคุณภาพสูงที่ยังติดปัญหาเรื่องการหาพื้นที่ และการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) หากลงตัวก็น่าจะทำให้เม็ดเงินลงทุนสูงขึ้น โดยการเดินทางไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ที่จีนในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ หวังว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากจีนเข้ามาได้อย่างน้อย 5,000-10,000 ล้านบาท" นายชัยวุฒิกล่าว

ราคาอาหาร-สินค้าเกษตรสูง ทำเงินเฟ้อพุ่ง 11 เดือนติด

“พาณิชย์” เผย เงินเฟ้อส.ค.พุ่ง 3.3% สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 หลังราคาสินค้าเกษตร-อาหารพุ่งพรวด แต่ยังมั่นใจทั้งปีไม่เกิน 3.4% ตามกรอบเดิม รับลูก “นายกฯ” ปรับปรุงตะกร้าสินค้าที่ใช้คำนวณใหม่...

1 ก.ย. นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือนส.ค.53 ว่า เท่ากับ 108.57 เพิ่มขึ้น 0.23% จากเดือนก.ค.53 และเพิ่มขึ้น 3.3% จากเดือน ส.ค.52 เป็นการสูงขึ้นในอัตราสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับตั้งแต่เดือนต.ค.52 ส่วนเฉลี่ยช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 3.5% เท่ากันเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.53 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณ เท่ากับ 103.68 เพิ่มขึ้น 0.01% จากเดือน ก.ค.53 และเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนส.ค.53 และเฉลี่ย 8 เดือน สูงขึ้น 0.8% ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบเดือนส.ค.52 มาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 7.5% และดัชนีหมวดไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1%

“มีเฉพาะเดือน ม.ค.ที่ตัวเลขเงินเฟ้อสูงถึง 4.1% ตั้งแต่เดือนก.พ.เป็นต้นมา เฉลี่ยอยู่ที่ 3% กว่า และคาดว่าในช่วงไตรมาส 4 คือตั้งแต่เดือนต.ค.-ธ.ค. น่าจะอยู่ในช่วง 3.2-3.3% ทำให้ทั้งปีมั่นใจว่าจะขยายตัวได้ 3.4% แต่ไม่เกินกรอบเดิมที่ตั้งเป้าขยายตัวที่ 3-3.5% ซึ่งถือว่าเหมาะสม ถ้าเทียบกับเศรษฐกิจไทย ที่ปีนี้คาดว่าจะเติบโต 6-7%” นายยรรยง กล่าว

นาย ยรรยง กล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ปรับปรุงรายการสินค้าในตะกร้าคำนวณ ดัชนีเงินเฟ้อ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับปรุงทุก 5 ปีอยู่แล้ว และล่าสุดเพิ่งปรับปรุงใหม่เมื่อปี 50 เพื่อให้สะท้อนการใช้จ่ายที่แท้จริงของประชาชน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีการเวิร์กช็อปเรื่องดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหอการค้าไทย เป็นต้น ประมาณวันที่ 20 ก.ย.นี้

'ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน' แนวทางแก้ปัญหาหนี้

ปัญหา "หนี้สิน" เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกษตรกรไทย ยังคงลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งหนี้ในระบบ หนี้นอกระบบ แม้ว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดเลยที่ทำสำเร็จ ภาพรวมปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ณ เวลานี้ เป็นอย่างไร แนวทางแก้ให้สำเร็จควรดำเนินการด้วยวิธีใด ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้รายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจผ่าน "ฐานเศรษฐกิจ"

++ปัจจุบันหนี้สินเกษตรกรมูลค่าประมาณเท่าไร

หนี้สินเกษตรกรจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเงินกู้นอกระบบ ส่วนนี้แก้ไขค่อนข้างยาก เพราะไม่สามารถยืนยันตัวเลขหนี้ที่แท้จริงได้ว่าเท่าไร จึงประมาณการขั้นต่ำไว้ที่ราว 2 ล้านล้านบาท ส่วนที่สองเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอล(หนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)แล้ว กับยังไม่เป็นเอ็นพีแอล
ปัจจุบันพบว่าเกษตรกรที่เป็นเอ็นพีแอลประมาณ 500,000 ราย มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท ส่วนที่ยังไม่เป็นเอ็นพีแอลคาดว่าจะมีไม่น้อยกว่าอีก 2 แสนล้านบาท แต่หากรวมหนี้ต่างๆ อาทิ หนี้บัตรเครดิต โดยเฉพาะของนอนแบงกิ้ง เช่น อิออน อีซี่บาย คาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท

++จะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างไร

สำหรับการแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่เป็นเอ็นพีแอล จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ ลดดอกเบี้ย หรือลดเงินต้น และขยายเวลาการชำระหนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ใช่ให้รัฐบาลมายกหนี้ให้เกษตรกร เหมือนในอดีต แต่เกษตรกรจะมีการปรับโครงสร้างหนี้เหมือนกับบริษัทที่จดทะเบียนทั่วไปที่ ติดเอ็นพีแอล โดยขอให้เกษตรกรได้รับสิทธิเท่ากับบริษัทเอกชนที่เขาได้รับจากสถาบันการเงิน เท่านั้น

หลังจากมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จะต้องปรับความคิด ปรับพฤติกรรม และสร้างวินัยการใช้เงินใหม่ โดยความเป็นจริงสังคมไทย พบว่าคนยากคนจน การลดรายจ่าย ทำได้ง่ายและได้ผลเร็วกว่าการเพิ่มรายได้ เพราะการเพิ่มรายได้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทักษะการเพิ่มขีดความ สามารถ การเพิ่มองค์ความรู้ ให้กับประชาชนได้ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องของคนยากคนจนหัวใจที่เป็นเครื่องมือสำคัญก็ คือการลดรายจ่าย ต้องมาก่อน เพราะฉะนั้นรัฐบาล ส่วนราชการ เอกชน ถ้าจะเข้ามาช่วยในการเพิ่มรายได้ เช่น การเรียนรู้ทางด้านการผลิตที่ดีกว่า การเพิ่มทักษะ เพื่อทำให้เกิดคุณภาพ มากขึ้น การให้คำแนะนำในเรื่องของการสร้างรายได้ การให้คำแนะนำในเรื่องของการสร้างรายได้เสริม

"บ่อยครั้งพบว่าการเพิ่มรายได้จากอาชีพหลัก ทำได้ไม่มาก แต่การเพิ่มรายได้จากอาชีพเสริมทำได้มาก เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ มาทำให้เกิดมูลค่า ตั้งแต่ภาคเกษตร จนถึงโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีบุคลากรให้คำแนะนำ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชำระหนี้คืนเร็วขึ้น หรือจะเป็นการเก็บเงินออมให้มากขึ้น "

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้จะต้องทำทั้งปรับโครงสร้างหนี้ ไปพร้อมกับเพิ่มรายได้ เพราะจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จเกษตรกรจะกลับไปเป็นหนี้ใหม่ และวงจรหนี้ก็จะหมุนแบบเดิมเป็นวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุดเหมือนเช่นในอดีต

++โครงการต้นกล้าอาชีพภาค 2

เพื่อให้เป็นรูปธรรมขึ้น ทางคณะทำงานจึงได้สานนโยบายต่อจากโครงการต้นกล้าอาชีพเดิมจากผู้ที่ตกงาน มาเป็นแบบนำร่อง สำหรับเกษตรกรทั่วประเทศโดยแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกสำหรับเกษตรกรที่ไม่เป็นหนี้เอ็นพีแอลก็มาเรียนเสริมเพิ่มรายได้ ส่วนที่สองก็คือสำหรับคนที่ติดเอ็นพีแอลแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เกษตรกรมีความสามารถในการชำระ หนี้คืนกับสถาบันการเงินเร็วขึ้นและมากขึ้น

ทางคณะทำงานจะใช้กองทุนเครือข่ายภาคต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น เช่น ปราชญ์ชาวบ้านไปให้คำแนะนำ ลดรายจ่ายด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือ "ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก และกินในสิ่งที่เลี้ยง" จะเห็นได้ว่าตรงนี้ไม่มีวงจรของเงินสดเลย ซึ่งปัจจุบันพบว่ารายจ่ายค่าอาหารสำหรับคนจนนั้นมีประมาณ 50% ของเงินที่หามาได้ในแต่ละเดือน
ที่ผ่านมากว่า 30 ปีรัฐบาลไม่ว่ายุคไหนล้วนแต่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและขาย นำเงินมาซื้อกับสิ่งที่ต้องการ ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดพลาดและได้พิสูจน์แล้วว่าคนกลุ่มหนึ่งเอาตัวไม่รอด และนี่คือเหตุผลที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเกษตรกรเพื่อชดเชยข้อผิด พลาดทางนโยบายในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดไหน เพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่สำคัญมากกว่าคือไปส่งเสริมในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง

รวมทั้งการปลูกฝังการใช้ปุ๋ยเคมี ที่มีโฆษณากันทุกวันฉีดปุ๊บข้าวงอกทันที ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องหาวิธีมารณรงค์ให้ใช้เกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เหตุหลักที่ให้เกิดค่านิยมไม่ใช่เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มอนุรักษ์ หรือกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อม รัฐจึงได้ไปส่งเสริม แต่หัวใจที่สำคัญมากกว่าคือค่าใช้จ่ายต่อไร่ถูก และจะพบว่าหลังจากมาใช้เกษตรอินทรีย์ช่วงต้นประมาณ 2-3 ฤดูของการเก็บเกี่ยว ผลผลิตจะลดลง เพราะดินมันต้องปรับตัว มันเหมือนกับร่างกายของคน หากรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งตัดลดไปมันก็ผอมไม่มีแรง นี่เป็นเรื่องปกติ

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คณะเกษตรของมหาวิทยาลัยทั้งเอกชนและรัฐบาลจะต้องร่วมมือกันวิจัยที่จะทำ อย่างไรให้ปุ๋ยหมักที่มีจุลินทรีย์ ช่วยให้การปรับตัวของดินเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ หรือทำให้เพิ่มผลผลิตมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือโจทย์ที่มหาวิทยาลัยจะต้องไปทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการสร้างองค์ ความรู้ใหม่เพื่อให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความยากจน

สำหรับโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีในช่วง 3 ปีแรกจะค่อยๆฟื้นฟูไปเรื่อยๆ และคาดว่าประมาณ 5 ปีแรกจะเห็นผล ไม่ต้องรอถึง 15 ปี เพราะแนวทางดังกล่าวนี้เคยใช้ในโครงการต้นกล้าอาชีพนำร่องกับผู้ที่ตกงานมา แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการคิดในทางทฤษฎี แต่เป็นทฤษฎีที่ผ่านการปฏิบัติแล้ว

++ความคืบหน้าล่าสุดขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหน

ยังไม่ไปถึงไหนเลย นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ได้ให้กองทุนฟื้นฟู ที่มีรายชื่อเกษตรกรที่ติดเอ็นพีแอลแล้วได้ลงทะเบียน ก่อนหน้าตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ในวงเงินไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อคน โดยคณะรัฐมนตรีให้หลักของการปรับโครงสร้างหนี้นี้ว่า 1.จำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดให้แขวนไว้ 2.เงินต้นลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เช่น หากเป็นหนี้ 1 ล้านบาทของคืนแค่ 5 แสนบาท 3.ในการชำระคืนใช้เวลาไม่เกิน 15 ปี
สาเหตุที่ธ.ก.ส.ไม่ปฏิบัติตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบนั้น เป็นเพราะหลักทรัพย์ของเกษตรกรมีมูลค่าสูงกว่ามูลหนี้ ถ้าปรับลดหนี้ ตัดดอก จะทำให้ผิดกฎหมายได้ ดังนั้นธ.ก.ส.จึงได้ยื่นเรื่องให้กฤษฎีกาตีความใหม่ ขณะนี้จึงต้องรอ

"ผมไม่ว่าเขาหรอก เพราะเข้าใจว่าเขารักษาผลประโยชน์ของธนาคารไว้ ถ้าสมมติว่ากฤษฎีกาตีความว่าไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทั้งที่วันนี้รู้แล้วว่าเกษตรกรรายได้มีไม่เพียงพอในการชำระหนี้ เพราะติดเอ็นพีแอลแล้ว จึงปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงต่อไปอีก 5 ปี เพื่อรอให้ดอกมันท่วมหลักทรัพย์ แล้วสถาบันการเงินจึงค่อยมาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อที่จะไม่ทำผิดกฎหมายอย่างนั้นหรือ อยากจะถามว่าคณะผู้บริหารสถาบันการเงินอาจจะรับผิดชอบต่อสถาบันการเงินแต่ ไม่ได้รับผิดชอบต่อเกษตรกรและประเทศชาติโดยส่วนรวม"

ดร.กนก สรุปตอนท้ายว่าแนวทางที่รัฐบาลสะสางปัญหาหนี้สินของเกษตรกรก็คือการให้โอกาส กับเกษตรกรที่จะให้เกษตรกรทำด้วยตนเอง แก้ไขปัญหาหนี้ของตนเอง ไม่ใช่ประชานิยม โครงการนี้ไม่ใช่ลดแลกแจกแถม แต่เป็นโครงการที่ให้โอกาสในการสร้างชีวิตใหม่กับเกษตรกรอย่างแท้จริง

ABAC เร่งรัฐเปิดการค้าเสรี

สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกเตรียมยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมผู้นำเอเปกปลายปีนี้ ให้เร่งก่อตั้งเขตการค้าเสรีโดยเร็วที่สุด โดยเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมแสดงความกังวลเรื่องนโยบายกีดกันทางการค้า และเตรียมผลักดันการให้ความช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

นายเกมปาชิโร ไอฮาร่า ประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก หรือ ABAC เปิดเผยว่า ทางสภาฯ ได้ตกลงที่จะยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ให้พิจารณาเรื่องการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่สมาชิกสภาฯ ได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 24-27 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสรุปรายงานที่จะนำเสนอต่อผู้นำทั้ง 21 ประเทศสมาชิก

นายไอฮาร่ากล่าวว่า เขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการ สร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ และช่วยลดความยากจนในภูมิภาค "ทั้งนี้ ABAC ได้สนับสนุนการก่อตั้งเขตการค้าเสรีมาตั้งแต่ปี 2547 และในปี 2550 ที่ประชุมผู้นำได้รับข้อเสนอ พร้อมทั้งสั่งการให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง ยิ่งในเวลานี้การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮายังไม่ได้ข้อสรุป และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน กลไกใหม่ที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในภูมิภาคจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่ง"

ด้านนายโทนี่ โนเวลล์ ประธานคณะทำงานด้านการเปิดเสรีการค้าการลงทุน กล่าวว่า FTAAP ไม่ใช่กลไกที่เข้ามาแทนที่การเจรจารอบโดฮา และเป็นเพียงกรอบความคิดในการเปิดเขตการค้าเสรี ไม่ใช่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม จึงจะไม่มีการกำหนดรายละเอียดของแต่ละภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับกล่าวว่าการเข้าร่วม FTAAP จะไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เช่นเดียวกับที่เอเปกเป็นการรวมกลุ่มแบบไม่มีข้อผูกมัด นอกจากนี้คณะทำงานด้านการเปิดเสรีการค้าการลงทุนยังได้รับฟังรายงานเรื่อง นโยบายกีดกันทางการค้าที่หลายประเทศเตรียมนำมาใช้หลังจากที่ต้องเผชิญกับ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเตรียมนำเสนอข้อมูลต่อผู้นำประเทศเพื่อให้พิจารณายกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะจะส่งผลเสียต่อความพยายามในการเปิดการค้าเสรี

อีกหนึ่งประเด็นที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกให้ความสำคัญ คือ การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งในปีนี้จะเน้นไปที่การเร่งการขยายตัวของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก (Micro Enterprise) ด้วย โดยจะเสนอให้มีนโยบายช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้เข้าถึงทรัพยากรทั้งทาง ด้านเงินทุน เทคโนโลยีสารสนเทศ และทรัพยากรบุคคล

นางเฟาไซอา ทาลิบ ประธานคณะทำงานด้านการเสริมสร้างศักยภาพ กล่าวว่าความท้าทายของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่นเดียวกับทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญช่วย ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ก็มีราคาแพงเกินกว่ากำลังซื้อของธุรกิจเหล่านี้ ดังนั้นรัฐควรต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือในทั้งสองเรื่อง ส่วนด้านทรัพยากรมนุษย์ ทางคณะทำงานเสนอว่าในระยะยาว ควรจะมีการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานตั้งแต่ในระดับชั้นต้นๆ ทั้งในแง่ของฝีมือแรงงานและการเป็นผู้ประกอบการ

ในส่วนของข้อเสนอด้านอื่นๆ ที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปกได้หารือกันประกอบด้วย หัวข้อด้านอาหารและพลังงาน โดยคณะทำงานได้มีการวางแผนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานไปพร้อมๆ กัน หัวข้อด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน ได้มีการพูดถึงปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการขนส่งที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลาย ประเทศจนก่อให้เกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจ และสุดท้ายด้านการคลัง สภาที่ปรึกษาฯ แสดงความเป็นกังวลต่อการปฏิรูปกฎระเบียบทางด้านการเงินของบางประเทศว่าอาจ ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้มีการสรุปจดหมายที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปก โดยเนื้อหาภายในจดหมายประกอบด้วยเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในเวลานี้ยังเปราะบาง การถอนหรือเพิ่มเติมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องได้รับการพิจารณาอย่าง ระมัดระวัง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความร่วมมือกันทางด้านนโยบายเพื่อสร้างความ ยั่งยืน และการบูรณาการทางการเงินร่วมกันในภูมิภาคในลักษณะเดียวกับกองทุนริเริ่ม เชียงใหม่ โดยคณะทำงานด้านการคลังของสภาที่ปรึกษาฯ เตรียมนำเสนอ 3 แนวคิดริเริ่ม ได้แก่ กองทุนความช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กองทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนตลาดพันธบัตรเอเชีย

ครม.ไฟเขียวประกาศ 11 กิจการอันตราย “มาร์ค” สั่ง สวล.ดูที่เหลืออีก 7 โครงการ

ครม.เห็นชอบประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน นายกฯ ยอมรับมีบางฝ่ายไม่พอใจ ส่วนที่เหลืออีก 7 โครงการ สั่งบอร์ด สวล.ไปดูแล ขณะที่กลุ่มเอ็นจีโอบุกฟังผลหน้าทำเนียบ พร้อมยื่นหนังสือให้นายกฯ ลั่นชุมนุมใหญ่ ก.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง

มีรายงานข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเภท 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาในรายละเอียด เพื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป พร้อมยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามความพอใจของทุกฝ่าย โดยอีก 7 กิจการที่เหลือได้มอบหมายให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปศึกษารูปแบบ ความเหมาะสม และการควบคุมดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ประกาศ 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง แต่นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม. ซึ่งยังมีอีก 2 ประเภทกิจการที่ยังไม่ได้ตัดออกจากประเภทกิจการที่ผลกระทบรุนแรง คือ โครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA และผู้ในพื้นที่หรืออาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เช่น แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถาน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น และ การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม

นายกรัฐมนตรียังสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาในรายละเอียด อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประเด็นเรื่องพื้นที่เป็นหลัก ถ้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมศึกษาแล้วมีผลกระทบอาจประกาศได้ภายหลัง

“สำหรับในกรณีของ 2 โครงการ นายกฯ สั่งการว่า สามารถนำไปเพิ่มเติมได้ทีหลัง ถ้าพบว่าเป็นกิจการที่มีแนวโน้มอันตราย ก็ออกประกาศได้เลย แต่เหตุที่ยังไม่ลงประกาศให้คลอบคลุมไว้ทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะทำงานยาก”

NGO บุกทำเนียบ ลั่นเคลื่อนไหวใหญ่-ฟ้องศาลปกครอง

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคตะวันออก เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านมติการออกประกาศ 11 ประเภทกิจการรุนแรงตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) เห็นชอบและมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีวันนี้ พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลมีการจัดทำประกาศใหม่ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

นายสุทธิกล่าวว่า เครือข่ายในวันนี้จะรอฟังผลจากที่ประชุม ครม.วันนี้ หาก ครม.มีมติตามที่ สวล.เสนอจะมีการรวมตัวเครือข่ายประชาชนในทุกภาคออกมาแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กับ มติครม.โดยจะนัดหมายกันภายในเดือนกันยายน 2553 นี้ จะเคลื่อนไหวทั่วประเทศ และอีกทางหนึ่งก็จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราวระงับมติ สวล.ที่ได้มีการพิจารณา 11 โครงการต่อไป

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปยึดหลักของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ได้มีการพิจารณาใน 18 กิจการเป็นตัวพื้นฐานเพราะคณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างครบถ้วนแล้ว

ขณะเดียวกัน ทางเครือข่ายฯ จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้มีการตรวจสอบคณะกรรมการ สวล.บางคนที่มีนัยว่า เอื้อผลประโยชน์ให้กับภาคเอกชนในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากเห็นว่ามีคณะกรรมการ 3 คนที่เข้าข่ายในเรื่องนี้

สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรีวันนี้ เครือข่ายฯ ได้ระบุเนื้อหาสำคัญเอาไว้ 7 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ขอให้จัดทำประกาศโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงใหม่ให้เป็นที่ยอมรับต่อ ประชาชน เนื่องจากการพิจารณาประเภทกิจการดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยอมรับและไม่มีเหตุผล ทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับแก่ทุกภาคส่วน อีกทั้งไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของสถาบันวิชาการ เอ็นจีโอ และประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง

2.เหตุผลประกอบในทางวิชาการในประกาศประเภทโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง ยังไม่เป็นที่ยอมรับ และยึดหลักวิชาการที่แตกต่างกัน รวมทั้งยึดถือเหตุผลด้านเทคนิค วิศวกรรมมากกว่าเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

3.กระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ยังขาดการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนในประเด็นเรื่องการจัด ทำการประกาศประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง

4.เสนอให้มีการระบุว่าโครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เปราะบาง เช่น พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ในเขตควบคุมมลพิษ กรณีมาบตาพุดเป็นโครงการหรือกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงไม่ว่าโครงการนั้นๆ จะไม่เข้าข่ายประเภทโครงการหรือกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงก็ตาม โดยจะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 วรรค 2

5.เสนอให้มีการปรับเพิ่มรายชื่อโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงในทุก 2 ปี

6.เสนอให้มีการทำประกาศใหม่ โดยให้รัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานที่เหมาะสมในการทำประกาศประเภทโครงการดัง กล่าวมาเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ได้แก่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

7.องค์กรที่จะมีอำนาจในการประกาศประเภทโครงการรุนแรง มิได้มีการบัญญัติไว้ว่าเป็นอำนาจของหน่วยงานใด ดังนั้นจึงสมควรให้มีการตีความให้ชัดเจนก่อน ที่จะมีการประกาศประเภทโครงการที่ผลกระทบรุนแรง

ครม.เห็นชอบประกาศ11ประเภทกิจการรุนแรงให้อีก3อยู่ในดุลพินิจบอร์ดสวล.

นายมารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า นอกจากการเห็นชอบประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือบอร์ด สวล.แล้ว ยังเห็นชอบให้อีก 3 ประเภทกิจการ ที่ต้องอยู่ในดุลพินิจบอร์ด สวล. และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ชุดต่างๆ พิจารณาว่าเป็นโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงหรือไม่ โดยเสนอเป็นรายพื้นที่หรือรายโครงการ คือ

1.โครงการหรือกิจการที่ต้องทำรายงานอีไอเอและอยู่ในพื้นที่หรืออาจ ส่งผลกระทบกับพื้นที่แหล่งมรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถาน แหล่งโบราณคดี หรือแหล่งประวัติศาสตร์ตามกฎหมาย รวมทั้งพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1โดยยกเว้นโครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ที่ขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่เดิมที่ได้รับอนุญาตมาก่อน เว้นแต่โครงการมีผลกระทบต่อชุมชนเป็นที่ประจักษ์ในเวลา 3 ปี นับจากวันที่ยื่นประทานบัตรใหม่

2.การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิมเพื่อกัน คลื่นหรือกระแสน้ำในทะเล 3.การถมทะเล หรือทะเลสาบนอกเขตชายฝั่งเดิม ไม่รวมการพื้นฟูสภาพชายหาด กรณีที่ตั้งในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่น ซึ่งประเภทนี้แยกย่อยออกมาจาก 1 ใน 11 รายการที่ประกาศเป็นโครงการรุนแรง

ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบตามบอร์ด สวล.พิจารณาการประกาศเป็นโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1.เตาเผาขยะติดเชื้อ 2.การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก หรือการผันน้ำระหว่างประเทศ ยกเว้น กรณีภัยพิบัติหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ที่เป็นการดำเนินการชั่วคราว 3.ประตูระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก ส่วนโครงการหรือกิจการที่ไม่เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้แก่ การชลประทาน และการสูบน้ำเกลือใต้ดิน