ปัญหา "หนี้สิน" เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกษตรกรไทย ยังคงลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งหนี้ในระบบ หนี้นอกระบบ แม้ว่ารัฐบาลหลายรัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดเลยที่ทำสำเร็จ ภาพรวมปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ณ เวลานี้ เป็นอย่างไร แนวทางแก้ให้สำเร็จควรดำเนินการด้วยวิธีใด ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้รายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจผ่าน "ฐานเศรษฐกิจ"
++ปัจจุบันหนี้สินเกษตรกรมูลค่าประมาณเท่าไร
หนี้สินเกษตรกรจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเงินกู้นอกระบบ ส่วนนี้แก้ไขค่อนข้างยาก เพราะไม่สามารถยืนยันตัวเลขหนี้ที่แท้จริงได้ว่าเท่าไร จึงประมาณการขั้นต่ำไว้ที่ราว 2 ล้านล้านบาท ส่วนที่สองเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอล(หนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)แล้ว กับยังไม่เป็นเอ็นพีแอล
ปัจจุบันพบว่าเกษตรกรที่เป็นเอ็นพีแอลประมาณ 500,000 ราย มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท ส่วนที่ยังไม่เป็นเอ็นพีแอลคาดว่าจะมีไม่น้อยกว่าอีก 2 แสนล้านบาท แต่หากรวมหนี้ต่างๆ อาทิ หนี้บัตรเครดิต โดยเฉพาะของนอนแบงกิ้ง เช่น อิออน อีซี่บาย คาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท
++จะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างไร
สำหรับการแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่เป็นเอ็นพีแอล จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ ลดดอกเบี้ย หรือลดเงินต้น และขยายเวลาการชำระหนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ใช่ให้รัฐบาลมายกหนี้ให้เกษตรกร เหมือนในอดีต แต่เกษตรกรจะมีการปรับโครงสร้างหนี้เหมือนกับบริษัทที่จดทะเบียนทั่วไปที่ ติดเอ็นพีแอล โดยขอให้เกษตรกรได้รับสิทธิเท่ากับบริษัทเอกชนที่เขาได้รับจากสถาบันการเงิน เท่านั้น
หลังจากมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จะต้องปรับความคิด ปรับพฤติกรรม และสร้างวินัยการใช้เงินใหม่ โดยความเป็นจริงสังคมไทย พบว่าคนยากคนจน การลดรายจ่าย ทำได้ง่ายและได้ผลเร็วกว่าการเพิ่มรายได้ เพราะการเพิ่มรายได้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทักษะการเพิ่มขีดความ สามารถ การเพิ่มองค์ความรู้ ให้กับประชาชนได้ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องของคนยากคนจนหัวใจที่เป็นเครื่องมือสำคัญก็ คือการลดรายจ่าย ต้องมาก่อน เพราะฉะนั้นรัฐบาล ส่วนราชการ เอกชน ถ้าจะเข้ามาช่วยในการเพิ่มรายได้ เช่น การเรียนรู้ทางด้านการผลิตที่ดีกว่า การเพิ่มทักษะ เพื่อทำให้เกิดคุณภาพ มากขึ้น การให้คำแนะนำในเรื่องของการสร้างรายได้ การให้คำแนะนำในเรื่องของการสร้างรายได้เสริม
"บ่อยครั้งพบว่าการเพิ่มรายได้จากอาชีพหลัก ทำได้ไม่มาก แต่การเพิ่มรายได้จากอาชีพเสริมทำได้มาก เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ มาทำให้เกิดมูลค่า ตั้งแต่ภาคเกษตร จนถึงโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีบุคลากรให้คำแนะนำ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชำระหนี้คืนเร็วขึ้น หรือจะเป็นการเก็บเงินออมให้มากขึ้น "
ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้จะต้องทำทั้งปรับโครงสร้างหนี้ ไปพร้อมกับเพิ่มรายได้ เพราะจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน แต่ถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จเกษตรกรจะกลับไปเป็นหนี้ใหม่ และวงจรหนี้ก็จะหมุนแบบเดิมเป็นวัฏจักรที่ไม่มีสิ้นสุดเหมือนเช่นในอดีต
++โครงการต้นกล้าอาชีพภาค 2
เพื่อให้เป็นรูปธรรมขึ้น ทางคณะทำงานจึงได้สานนโยบายต่อจากโครงการต้นกล้าอาชีพเดิมจากผู้ที่ตกงาน มาเป็นแบบนำร่อง สำหรับเกษตรกรทั่วประเทศโดยแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกสำหรับเกษตรกรที่ไม่เป็นหนี้เอ็นพีแอลก็มาเรียนเสริมเพิ่มรายได้ ส่วนที่สองก็คือสำหรับคนที่ติดเอ็นพีแอลแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เกษตรกรมีความสามารถในการชำระ หนี้คืนกับสถาบันการเงินเร็วขึ้นและมากขึ้น
ทางคณะทำงานจะใช้กองทุนเครือข่ายภาคต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น เช่น ปราชญ์ชาวบ้านไปให้คำแนะนำ ลดรายจ่ายด้วยวิธีง่ายๆ ก็คือ "ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก และกินในสิ่งที่เลี้ยง" จะเห็นได้ว่าตรงนี้ไม่มีวงจรของเงินสดเลย ซึ่งปัจจุบันพบว่ารายจ่ายค่าอาหารสำหรับคนจนนั้นมีประมาณ 50% ของเงินที่หามาได้ในแต่ละเดือน
ที่ผ่านมากว่า 30 ปีรัฐบาลไม่ว่ายุคไหนล้วนแต่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและขาย นำเงินมาซื้อกับสิ่งที่ต้องการ ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดพลาดและได้พิสูจน์แล้วว่าคนกลุ่มหนึ่งเอาตัวไม่รอด และนี่คือเหตุผลที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเกษตรกรเพื่อชดเชยข้อผิด พลาดทางนโยบายในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดไหน เพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่สำคัญมากกว่าคือไปส่งเสริมในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง
รวมทั้งการปลูกฝังการใช้ปุ๋ยเคมี ที่มีโฆษณากันทุกวันฉีดปุ๊บข้าวงอกทันที ในชีวิตจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องหาวิธีมารณรงค์ให้ใช้เกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เหตุหลักที่ให้เกิดค่านิยมไม่ใช่เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มอนุรักษ์ หรือกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อม รัฐจึงได้ไปส่งเสริม แต่หัวใจที่สำคัญมากกว่าคือค่าใช้จ่ายต่อไร่ถูก และจะพบว่าหลังจากมาใช้เกษตรอินทรีย์ช่วงต้นประมาณ 2-3 ฤดูของการเก็บเกี่ยว ผลผลิตจะลดลง เพราะดินมันต้องปรับตัว มันเหมือนกับร่างกายของคน หากรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งตัดลดไปมันก็ผอมไม่มีแรง นี่เป็นเรื่องปกติ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คณะเกษตรของมหาวิทยาลัยทั้งเอกชนและรัฐบาลจะต้องร่วมมือกันวิจัยที่จะทำ อย่างไรให้ปุ๋ยหมักที่มีจุลินทรีย์ ช่วยให้การปรับตัวของดินเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ หรือทำให้เพิ่มผลผลิตมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือโจทย์ที่มหาวิทยาลัยจะต้องไปทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการสร้างองค์ ความรู้ใหม่เพื่อให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความยากจน
สำหรับโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีในช่วง 3 ปีแรกจะค่อยๆฟื้นฟูไปเรื่อยๆ และคาดว่าประมาณ 5 ปีแรกจะเห็นผล ไม่ต้องรอถึง 15 ปี เพราะแนวทางดังกล่าวนี้เคยใช้ในโครงการต้นกล้าอาชีพนำร่องกับผู้ที่ตกงานมา แล้ว จึงไม่ใช่เป็นการคิดในทางทฤษฎี แต่เป็นทฤษฎีที่ผ่านการปฏิบัติแล้ว
++ความคืบหน้าล่าสุดขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหน
ยังไม่ไปถึงไหนเลย นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ได้ให้กองทุนฟื้นฟู ที่มีรายชื่อเกษตรกรที่ติดเอ็นพีแอลแล้วได้ลงทะเบียน ก่อนหน้าตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ในวงเงินไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อคน โดยคณะรัฐมนตรีให้หลักของการปรับโครงสร้างหนี้นี้ว่า 1.จำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดให้แขวนไว้ 2.เงินต้นลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เช่น หากเป็นหนี้ 1 ล้านบาทของคืนแค่ 5 แสนบาท 3.ในการชำระคืนใช้เวลาไม่เกิน 15 ปี
สาเหตุที่ธ.ก.ส.ไม่ปฏิบัติตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบนั้น เป็นเพราะหลักทรัพย์ของเกษตรกรมีมูลค่าสูงกว่ามูลหนี้ ถ้าปรับลดหนี้ ตัดดอก จะทำให้ผิดกฎหมายได้ ดังนั้นธ.ก.ส.จึงได้ยื่นเรื่องให้กฤษฎีกาตีความใหม่ ขณะนี้จึงต้องรอ
"ผมไม่ว่าเขาหรอก เพราะเข้าใจว่าเขารักษาผลประโยชน์ของธนาคารไว้ ถ้าสมมติว่ากฤษฎีกาตีความว่าไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทั้งที่วันนี้รู้แล้วว่าเกษตรกรรายได้มีไม่เพียงพอในการชำระหนี้ เพราะติดเอ็นพีแอลแล้ว จึงปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงต่อไปอีก 5 ปี เพื่อรอให้ดอกมันท่วมหลักทรัพย์ แล้วสถาบันการเงินจึงค่อยมาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อที่จะไม่ทำผิดกฎหมายอย่างนั้นหรือ อยากจะถามว่าคณะผู้บริหารสถาบันการเงินอาจจะรับผิดชอบต่อสถาบันการเงินแต่ ไม่ได้รับผิดชอบต่อเกษตรกรและประเทศชาติโดยส่วนรวม"
ดร.กนก สรุปตอนท้ายว่าแนวทางที่รัฐบาลสะสางปัญหาหนี้สินของเกษตรกรก็คือการให้โอกาส กับเกษตรกรที่จะให้เกษตรกรทำด้วยตนเอง แก้ไขปัญหาหนี้ของตนเอง ไม่ใช่ประชานิยม โครงการนี้ไม่ใช่ลดแลกแจกแถม แต่เป็นโครงการที่ให้โอกาสในการสร้างชีวิตใหม่กับเกษตรกรอย่างแท้จริง