การลงทุน การค้า

ไทยถกจีเอ็มเอสดันตั้งกองทุนช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน

สั่งเอดีบีเร่งหาเงินกองทุนจัดตั้ง คาดจบสิ้นปี

วันนี้ (26 ส.ค.) นายสาทิต วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ผู้ดูแลกรอบความร่วมมือประเทศลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส)-ญี่ปุ่น ด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ไทยได้ผลักดันการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจกลุ่มลุ่มน้ำแม่โขง-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และทีประชุมระดับรัฐมนตรี และภาคเอกชน ตามกรอบความร่วมมือพัฒนากลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งมีอยู่กว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมดในอาเซียน เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และหลังจากนี้ ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ศึกษารายละเอียดการจัดตั้งกองทุน วงเงิน แหล่งที่มาเงินทุน เพื่อผลักดันจัดตั้งต่อไป

“การศึกษาคาดว่า จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ จากนั้น จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขง ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจัดตั้งต่อไป โดยเชื่อว่าหากการพัฒนาได้ตามแผนของจีเอ็มเอสสำเร็จ จะเสริมสร้างการลงทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มากขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนให้กับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำ โขงได้อย่างมาก”

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรัฐมนตรีกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง และญี่ปุ่น ได้ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ระหว่างลุ่มแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงตลาดนอกภูมิภาค การอำนวยความสะดวกการค้า และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และภาคอุตสาหกรรม การขยายศักยภาพอุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมใหม่ของอนุภูมิภาค โดยจะนำเสนอแผนปฏิบัติการต่อที่ประชุมระดับผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ที่เวียดนามเป็นเจ้าภาพ ในเดือน ต.ค.นี้.

อาเซียน-ญี่ปุ่นเตรียมลงนามเปิดเสรีการค้าส.ค.ปีหน้า

"พรทิวา" เผย อาเซียนและญี่ปุ่นตกลงเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน ตั้งเป้าลงนามส.ค.ปีหน้า ส่วนจีนมั่นใจลงนามเปิดเสรีบริการต.ค.นี้ได้แน่

เมื่อ วันที่ 26 ส.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนร่วมกับประเทศคู่เจรจา เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามว่า อาเซียนได้หารือกับญี่ปุ่น โดยตกลงที่จะเจรจาเปิดเสรีภาคการค้าบริการและการลงทุนภายใต้ความตกลงหุ้น ส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าเจรจาให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ในเดือน ส.ค. 54

ส่วนการหารือในกรอบอาเซียน-จีน ได้หารือถึงการทบทวนความตกลงการค้าสินค้า โดยจะปรับปรุงระเบียบพิธีการภายใต้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อให้สามารถใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอได้มากขึ้น ขณะที่การเปิดเสรีด้านการค้าบริการและการลงทุน อาเซียนและจีนใกล้ได้ข้อสรุปของการเจรจาข้อผูกพันการเปิดเสรีสาขาบริการแล้ว คาดว่าจะมีการลงนามได้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน เดือน ต.ค.นี้ ส่วนความตกลงการลงทุนได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 53 นอกจากนี้ ได้เปิดเว็บไซต์ธุรกิจอาเซียน-จีน ซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลการทำธุรกิจในอาเซียนและจีน และจะช่วยให้ภาคธุรกิจ และเอสเอ็มอี เข้าถึงรายละเอียดและช่วยกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเออาเซียน-จีน ได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่การหารืออาเซียน-เกาหลีใต้นั้น เป็นการหารือถึงกรณีที่ลาวต้องการเพิ่มรายการสินค้าอ่อนไหวในความตกลงว่า ด้วยการค้าสินค้าอาเซียน-จีน ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง และพร้อมที่จะลงนามแก้ไขความตกลง เพราะไม่ทำให้ไทยเสียประโยชน์ โดยลาวจะเก็บภาษีนำเข้าจากเกาหลีเพิ่มขึ้น ได้แก่ รถยนต์ขนส่งบุคคลและสิ่งของ มอเตอร์ไซต์และชิ้นส่วน วีดิโอเกม ของเล่น และตู้เกม เป็นต้น แต่กับไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า เพราะได้รับการลดหย่อนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา)

พาณิชย์ผวาการเมืองป่วนฉุดเอฟทีเอไทย-อียู

"พาณิชย์" หวั่นการเมืองป่วนฉุดไทยตกขบวนเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ผวามาเลเซียแซงหน้า ระบุกระบวนการผ่านความเห็นชอบจากครม.และรัฐสภาไม่ทันสิ้นปีนี้

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระบวนการจัดทำกรอบเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เดินหน้าไปตามกำหนดเวลาเพื่อให้เสร็จสิ้น และผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 190 เพื่อทันการเปิดเจรจากับอียูได้ภายในสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้การพิจารณาเรื่องดังกล่าวจาก ครม.และรัฐสภาล่าช้าออกไป จนไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ซึ่งอาจทำให้ไทยไม่สามารถเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียูได้ เพราะอียูได้ระบุชัดก่อนหน้านี้แล้วว่า อียูมีความสามารถเปิดเจรจา (Man power) เอฟทีเอกับ 3 ประเทศ เท่านั้น

โดยขณะนี้อียูได้ ตกลงเปิดเจรจาเอฟทีเอกับสิงคโปร์และเวียดนามแล้ว หากเป็นเช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งคือเวียดนามและมาเลเซียในการส่ง สินค้าไปตลาดอียู ซึ่งมีสัดส่วนในการส่งออกทั้งหมด 10% มูลค่าเฉลี่ยต่อปี 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

“ตอนนี้ก็เหลือไทย และมาเลเซีย ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาภายในประเทศว่า จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียูหรือไม่ ในส่วนไทยตามแผนจะให้คำตอบอียูได้ ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนมาเลเซียจะใช้เวลาใกล้เคียงกัน แต่ถ้าพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้แล้ว หากการเปิดประชุมสภาพิจารณาเรื่องนี้ไม่ทันก็อาจทำให้ไทยให้คำตอบอียูช้าและไม่ได้เป็นหนึ่งใน 3 ประเทศที่อียูสามารถเจรจาเอฟทีเอด้วย” นางนันทวัลย์ กล่าว

ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ได้แสดงความสนใจที่จะเจรจาเอฟทีเอกับประเทศในอาเซียนที่พร้อม โดยตั้งเป้าเจรจากับสิงคโปร์ เวียดนามและไทย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศได้ตอบรับไปแล้ว เหลือแต่ไทยที่ยังไม่ตอบรับข้อเสนอ เพราะเห็นว่าอียูเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ การทำเอฟทีเอไทยมีทั้งได้เปรียบและเสียเปรียบ และมีผู้ได้ประโยชน์และผลกระทบจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

กระทรวงพาณิชย์ได้ เสนอให้ ครม.ตั้งคณะกรรมการ รับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน รวบรวมความคิดเห็น ผลดี-ผลเสียในการทำเอฟทีเอ เพื่อเสนอให้ระดับนโยบายพิจารณาตัดสินใจ ซึ่งคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นจาก 4 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ภาคประชาสังคม 2.ภาคเกษตร 3.ภาคเอกชน และ 4.ภาครัฐ

“พรทิวา” เผยเวียดนามเห็นด้วยกับไทย ยกระดับราคาข้าว และไม่ขายตัดราคา

“พรทิวา” เผย เวียดนามเห็นด้วยกับไทย ยกระดับราคาข้าว และไม่ขายตัดราคา เตรียมส่ง จนท.ถกรายละเอียด ต.ค.นี้

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศ เวียดนาม ระหว่างการเดินทางประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม โดยระบุว่า เวียดนามเห็นด้วยกับไทย ในการยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก และพร้อมร่วมมือกับไทยทุกแนวทาง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ทำให้ราคาข้าวของทั้ง 2 ประเทศ เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลดีต่อเกษตรกรที่จะขายข้าวได้ราคาดีขึ้น

“จากนี้จะไม่ขายข้าวตัดราคากัน และจะกำหนดเพดานให้ชัดเจน เพราะการแข่งขันด้านราคา ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ประเทศ จะหารือร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปในช่วงเดือนตุลาคม 2553 นี้”

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมเออีเอ็มครั้งนี้ ยังได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ว่า มีความต้องการที่จะซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ จะส่งระดับเจ้าหน้าที่มาหารือกับฝ่ายไทยต่อไป

ผู้นำธุรกิจเอเปกเรียกร้องเปิดเสรีการค้า กังวลสหรัฐฯ ใช้ยาแรงคุมหนี้เสีย

นายก ส.แบงก์ เผยที่ประชุมสภาที่ปรึกษาธุรกิจ “เอเปก” ห่วงสหรัฐฯ แก้ปัญหา ศก.โดยใช้มาตรการจัดลำดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับสถาบันการเงิน และอาจถูกนำมาเป็นมาตรฐานทั่วโลก ขณะที่ผู้นำธุรกิจเอเปกเรียกร้องสมาชิกเร่งเปิดเสรีการค้า

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวในการแถลงข่าวเรื่อง “สรุปผลการประชุมสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก ครั้งที่ 3 ประจำปี 2553 (APEC Business Advisory Council : ABAC Meeting)” ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ระบุว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงที่สหรัฐอเมริกาอาจจะมีมาตรการจัดลำดับความเสี่ยง ของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับสถาบันการเงินและอาจถูกนำมาเป็นมาตรฐานทั่วโลก อาจกลายเป็นอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน รวมทั้งเป็นห่วงที่หลายประเทศอาจจะมีการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกิน ไป ซึ่งจะมีผลให้เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวหยุดชะงัก

แต่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว อาจจะมีผลทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ จึงต้องระมัดระวังและหาช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการถอนมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ รวมทั้งมีความกังวลมาตรการการคลังในหลายประเทศจะต้องทำให้เกิดความสมดุล เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังต้องการให้มีการบูรณาการทางการเงินในภูมิภาค สานต่อข้อตกลงริเริ่มเชียงใหม่ ช่วยแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องให้แก่ประเทศสมาชิก และเดินหน้าการออกตราสารหนี้และการออกพันธบัตรข้ามประเทศ รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อให้มีการหารือร่วมกันขจัดอุปสรรคในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่

นายเกมปาชิโร ไอฮารา (Mr.Gempachiro Aihara) ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจเอเปก 2010 กล่าวว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ (วันที่ 24-27 สิงหาคม 2553) ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 3 ประจำปีนี้ ผู้นำธุรกิจในภูมิภาคเอเปก สนับสนุนให้การประชุมผู้นำเอเปก ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เดือนพฤศจิกายน 2553 นี้ เดินหน้าการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในเอเชีย-แปซิฟิก ให้ประสบความสำเร็จ

นายเกมปาชิโร กล่าวว่า เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้หลายประเทศใช้นโยบายปกป้องการค้า ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเปิดการค้าเสรี โดยการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ ให้เกิดความสมดุลและเกิดความเสมอภาคกับประชาชนทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นร่วมกันที่จะสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร พลังงาน หลังจากที่หลายประเทศประสบปัญหาด้านทุกโภชนาการ และมีการนำพืชเศรษฐกิจมาใช้ในการจัดทำพลังงานทดแทน อีกทั้งสภาที่ปรึกษาฯ ยังส่งเสริมให้เอสเอ็มอีและวิสาหกิจขนาดเล็กมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้า ถึงแหล่งเงินทุน

นายกสมาคมพืชสวนฯ เสนอทุ่งรังสิตเป็นเขตส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บ่ายวันนี้(26 ส.ค.) หลังจากเข้าพบ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือกรณีให้ประกาศพื้นที่ปลูกปาล์มทุ่งรังสิต เป็นเขตส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน สานต่อสู่การผลิตเป็นพลังงานทดแทน

ที่ผ่านมา สมาคมได้รับการร้องเรียนจากชมรมผู้ปลูกปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิต ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากกรณีพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ประกาศเป็นเขตส่ง เสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเหตุให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ทุ่งรังสิต เสียโอกาสที่ควรได้รับจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของเงินทุน การประกันราคาขั้นต่ำ และการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์ม

เบื้องต้นได้ลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง พบว่า ทุ่งรังสิตเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีระบบชลประทานพร้อมรองรับ ปัจจุบันต้นปาล์มที่ทุ่งรังสิต อายุ 5 ปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.4 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยปาล์มของประเทศไทย อยู่ที่ 2.7 ตันต่อไร่

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทางสมาคมได้รวบรวมข้อมูล และตัวเลขผลผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งรังสิต เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาประกาศให้ทุ่งรังสิตเป็นเขตส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน เช่นเดียวกับที่ประกาศให้ จ.นครนายก ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้เกษตรกรในทุ่งรังสิตได้พัฒนาศักยภาพ อันจะเกิดประโยชน์กับประเทศโดยตรง อีกทั้งปาล์มน้ำมันมีโอกาสทางการตลาด และการพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแปรรูป

ส.การค้าฯ เตรียมดึงเกาะพะงันเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ายวัลลภ พิชญ์พงศา เลขาธิการสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย กล่าวว่า จากการตื่นตัวของเกษตรอินทรีย์ ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค ทำให้ไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาแบบบูรณาการ โดยชุมชนจะมีบทบาทสำคัญ ซึ่งขณะนี้พบว่ามี 20 จังหวัด ที่ทำแผนที่เกษตรอินทรีย์ เพื่อระบุแหล่งผลิตและจำหน่ายแล้ว ทั้งนี้ เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์จะใช้พื้นที่ที่เกาะพะงัน

ด้านนางพิมพาพรรณ ชาญศิลป์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนแล้ว ยังเป็นแนวโน้มตลาดของการบริโภคในอนาคตอีกด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่

สำหรับโอกาสของไทยในตลาดเกษตรอินทรีย์ยังมีช่องทางอีกมาก ซึ่งสินค้าที่โดดเด่นของไทยคือ กลุ่มอาหาร ส่วนอนาคตนั้น ไทยต้องเร่งสร้างศักยภาพในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อาหารด้วย

ลุ้นศาลปลดล็อกมาบตาพุด-5ด.เดินเครื่อง

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังหารือร่วมกับผู้ประกอบการในมาบตาพุดทั้ง 76 โครงการ หลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบประกาศกิจการรุนแรง 11 ประเภทว่า ผู้ประกอบการทั้ง 76 รายยืนยันว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในประเภทกิจการรุนแรงพร้อมที่จะทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ใหม่(อีไอเอ)รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) ด้วย ส่วนโครงการใดจะสามารถเปิดดำเนินการได้นั้นคงต้องรอคำสั่งของศาลปกครองกลาง โดยในวันที่ 26 ส.ค. ทางอัยการจะนำข้อมูลในกรณีที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเป็น กิจการรุนแรงออกมาแล้วยื่นไปยังศาล เนื่องจากศาลนัดไต่สวนคดีมาบตาพุด

ด้าน นายบวร วงศ์สินอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสปฏิบัติการ บมจ. ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น กล่าวว่า เอกชนคงต้องติดตามดูว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะประกาศ ประเภทกิจการรุนแรงออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ พร้อมทั้งรอคำสั่งและคำตัดสินของศาล และยังไม่มีโครงการใดสามารถเปิดดำเนินการได้หากศาลไม่มี คำสั่งออกมา ส่วนการคัดค้านมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในเรื่องประกาศกิจการรุนแรงนั้น คนที่ค้านเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และกว่าจะออกมาเป็น 11 ประเภทนี้หารือกันมาจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายหลายเดือน

นาย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถประกาศ 11 กิจการรุนแรงออกมาเร็ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองจะช่วยให้มีข้อมูลที่ชัดเจนมาก ขึ้นว่า อยู่ในประเภทใดสามารถนำข้อมูลเสนอต่อศาลเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการลงทุนมาบตาพุดอาจต้องใช้เวลาอีก 5-6 เดือน จึงจะสามารถประกอบกิจการได้

ส่วนกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ จะฟ้องศาลปกครองกลาง เพื่อระงับมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั้น ถือเป็นความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ประเภทกิจการรุนแรงที่ผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมมีมติออกมานั้น ถือว่ามีความเหมาะสมและได้มีการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว และอยากให้การลงทุนของประเทศเดินหน้าต่อไปได้

โฉ่ไม่หยุดถึงคิวขายแป้งมัน 1,500 ล้าน กมธ.พาณิชย์ฯร่อนหนังสือฟ้อง"มาร์ค"ยกเลิกสัญญาส่อเอื้อ บ.จากจีน

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า ในวันที่ 2 กันยายน 2553 คณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค่าต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง กรณีที่กรมการค้าต่างประเทศได้อนุมัติระบายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล 3 ชนิด (ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเหยีวขาว และข้าวขาว 5%) จำนวน 1 ล้านตันว่าได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและราคาที่เหมาะสมหรือไม่ โดยให้นายมนัส สร้อยพลอย มาชี้แจงด้วยตนเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในวาระการพิจารณาของคณะ กรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาคือกรณีกรมการค้าต่างประเทศได้ทำ สัญญาขายแป้งมันสำปะหลังกับบริษัท ไชน่ามาลีน จำกัด ของประเทศจีน จำนวน 136,000 ตัน ในราคาตันละ 10,660 บาท (ประมาณ 1,449.7 ล้านบาท) แบบ G to G เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อ 4 พฤษภาคม 2553 ในขณะที่ราคาแป้งมันในท้องตลาดขณะนั้นอยู่ที่ 15,000 บาทต่อตัน คณะกรรมาธิาการตั้งข้อสังเกตว่าการทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้เกิดความเสีย หายอย่างมาก และทำไมกรมการค้าต่างประเทศไม่ยกเลิกสัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 คณะกรรมาธิการฯโดยนายพฤติชัย วิริยะโรจน์ ประธานกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณายกเลิกสัญญาการซื้อขายแป้งมันจากประเทศจีน โดยให้เหตุว่าจะทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียบหายว่า 500 ล้านบาท และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายทุจริต เอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด และทำหนังสือถึงนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีดังกล่าวด้วย

ชัย ยังไม่นัดประชุมรัฐสภาถกข้อตกลงระหว่างประเทศ

ชัย ยังไม่นัดประชุมรัฐสภาถกข้อตกลงระหว่างประเทศ คาดนัดประชุมได้ในอีก 2 สัปดาห์

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาข้อตกลงและหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามรัฐ ธรรมนูญ มาตรา 190ที่ค้างการพิจารณาจำนวนมาก คาดว่าจะสามารถนัดประชุมได้ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าจากเดิมที่เตรียมกำหนดประชุมไว้ในวันที่ 31 ส.ค. เนื่องจากในส่วนของสภาเพิ่งเสร็จสิ้นการพิจารณางบประมาณมา ทำให้ส.ส.ไม่มีเวลาเตรียมตัวมากพอสำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาในสัปดาห์หน้า ประกอบกับมีอาการเหนื่อยล้าจากการประชุมงบประมาณ มาหลายวัน ดังนั้นจึงต้องเลื่อนประชุมออกไปก่อน