การลงทุน การค้า

เฉือน4พันล้านปลุกผีลงทุน

ลดภาษีตั้งสนง.ภูมิภาค ชี้เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประ จำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบมาตรการภาษีสนับสนุนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาค หรืออาร์โอเอช ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 53 มาแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการที่เข้ามาจัดตั้ง อาร์โอเอชในประเทศไทย รวมทั้งลดและยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในอา ร์โอเอชด้วย

ทั้งนี้กระทรวงการคลังรายงานว่าการยกเว้นภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาให้กับ อาร์โอเอชครั้งนี้จะทำให้กระทรวงการคลังสูญเสียรายได้รวม 4,100 ล้านบาท โดยสูญเสียจากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลปีละ 1,700 ล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2,400 ล้านบาท แต่ถือว่าคุ้มค่าเพราะหากไม่มีการจัดตั้งอาร์โอเอชรัฐบาลก็ไม่มีรายได้อยู่ แล้ว ในทางกลับกันการยกเว้นภาษีครั้งนี้จะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาว มากกว่าเพราะเท่ากับว่าจะมีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้กระทรวงการคลังชี้แจงว่าสาเหตุสำคัญของการสนับสนุนให้จัดตั้งอาร์โอ เอช ครั้งนี้ จะช่วยจูงใจและสนับสนุนการสร้างบรรยากาศการลงทุนในไทยโดยเฉพาะในภาคบริการ และยังช่วยส่งเสริมให้มีการใช้ จ่ายเงินในประเทศและนำเข้าเงินตราจากต่างประเทศ โดยทั้งหมดจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์จากการลงทุนในอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย หรือในส่วนของการบริโภคสินค้าและค่าใช้บริการต่าง ๆ ภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีประเภทอื่นได้เพิ่มขึ้นใน ระยะยาว

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่อาร์โอเอชจะได้รับประกอบด้วย การลดภาษีเงินได้ให้ แก่อาร์โอเอช แต่ในส่วนของรายได้จากการให้บริการในไทยจะยังคงจัดเก็บในอัตรา 10% ของกำไรสุทธิ, ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่อาร์โอเอชในส่วนที่เป็นกำไรสุทธิที่ได้จากการให้ บริการในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังลดอัตราภาษีเงินได้ให้แก่อาร์โอเอชด้วย แต่ให้คงจัดเก็บในอัตรา 10% ของกำไรสุทธิ สำหรับรายได้ ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือ เฉพาะในส่วนที่เกิดจากผลการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่กระทำขึ้นในประเทศไทย รวมถึงดอกเบี้ยที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือ เฉพาะดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมที่ได้กู้มาเพื่อให้กู้ยืมต่อแก่วิสาหกิจในเครือ

นอกจากนี้ยังยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่อาร์โอเอช สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือ, รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ และไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย

สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากอาร์โอเอช, ลดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้แก่คนต่างด้าวซึ่งทำงานประจำอาร์โอเอช แต่คงจัดเก็บภาษี 15% ของเงินได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่คนต่างด้าวได้รับจากการจ้างแรงงานของอาร์โอเอช และให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่คนต่างด้าวซึ่งทำงานประจำอาร์โอเอช อันเนื่องจากการว่าจ้างแรงงาน ซึ่งเกิดจากการที่คนต่างด้าวนั้นถูกส่งตัวไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า การใช้มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้มีการจัดตั้งอาร์โอเอชในไทย เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค ทั้งการค้าขายและบริการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้ตั้งอาร์โอเอชในไทยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ในทางปฏิบัติมีบริษัทต่างชาติมาจัดตั้งสำนักงานดังกล่าวในไทยเพียง 100 บริษัทเท่านั้น เนื่องจากหลักเกณฑ์เดิมมีเงื่อนไขและกติกามากทำให้ยากแก่การปฏิบัติ

“หลังจากที่ประกาศเรื่องอาร์โอเอชแล้ว คาดว่าภายในระยะเวลา 1 ปี จะมีต่างชาติมาตั้งอาร์โอเอชในไทยไม่น้อยกว่า 100 บริษัท เพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีดีกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย”

นันทวัลย์ ศกุนตนาค รับมือ 10 การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

สัมภาษณ์

การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและแต้มต่อการค้าให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศ ที่มีการส่งออกสินค้าเป็นหัวใจสำคัญของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งยังเป็นงานทางเทคนิคที่จะต้องเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับอุปสรรค การรับมือกฎระเบียบใหม่ ๆ โดยที่ผ่านมาไทยมีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศไปแล้ว ไม่ต่ำกว่าสิบความตกลง ทั้งระดับพหุภาคีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ระดับภูมิภาค อย่างกรอบอาเซียน (AFTA) และการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่าง (FTA) อีกไม่ต่ำกว่า 5 ประเทศ อาทิ จีน-ออสเตรเลีย/ นิวซีแลนด์-อินเดีย และเปรู เป็นต้น แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองยังวุ่นวาย ย่อมส่งผลต่อการเจรจาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในประเด็นดังกล่าว

- แผนการเจรจาปี 2553

นโยบายของกรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ ยังให้ความสำคัญกับการเจรจาในกรอบอาเซียนเป็นลำดับแรก (ASEAN first) แต่จะมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายใน เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก กรมการค้า ต่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า จะใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างไร ส่วนการเจรจาความตกลงจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ยังดำเนินการต่อเนื่องแยกเป็น 2 ส่วน คือ FTA มีผลบังคับใช้แล้วกับ FTA ที่กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนในปีนี้ เช่น ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์

ส่วนการเจรจา FTA ในกรอบใหม่ ๆ อาทิ FTA ไทย-เปรู ที่เจรจา เสร็จสิ้นและลงนามไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่กำลังอยู่ระหว่างปรับร่าง ข้อตกลงเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าตามข้อเรียกร้องของเปรู ซึ่งฝ่ายไทยหวังว่า ความตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ปีนี้ ส่วนชิลีได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว กำลังอยู่ระหว่างเข้าสภา ล่าสุดก็มี FTA ไทย-อียู (สหภาพยุโรป) อยู่ระหว่างการจัดทำประชาพิจารณ์และว่าจ้างสถาบันศึกษาผลรอบด้าน โดยจะต้องได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ ก่อนที่เสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนที่จะเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะเริ่มเปิดการเจรจาได้ภายในปีนี้

- เหตุจลาจลที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบ หรือไม่

สถานการณ์ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้รัฐสภา พิจารณาเรื่องนี้ไม่ทันในปีนี้ ทำให้ไทยเสียโอกาสในการเจรจากับสหภาพยุโรป เพราะหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ยุติการเจรจา FTA ในกรอบอาเซียน-อียู สหภาพก็หันมาเร่งเจรจา FTA เป็นรายประเทศแทน โดยทางอียูให้อำนาจในการเจรจา (man power) กับอาเซียนเพียง 3 ประเทศเท่านั้น ตอนนี้เริ่มเจรจาไปแล้ว 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์กับเวียดนาม ส่วนประเทศที่ 3 กำลังแข่งขันกันอยู่ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ซึ่งมีพื้นฐานการส่งออกสินค้าที่คล้ายคลึงกัน จึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะผ่านขั้นตอนภายในประเทศเสร็จก่อน ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้ทางกรมได้เปิดประชาพิจารณ์ โดยผ่านคณะอนุกรรมการ ซึ่งมี 4 คณะ ประกอบด้วยภาคเกษตร-บริการ-อุตสาหกรรม และภาคประชาชน (NGOs) ก็จะนำผลที่ได้ รวมถึงผลการศึกษาของนักวิชาการเสนอร่วมกันตามลำดับ หากอียูเริ่มเจรจากับมาเลเซียก่อนก็จะได้แต้มต่อทางการค้าที่สำคัญในสินค้า ที่คล้ายคลึงกันกับเรา

- การเจรจาระดับพหุภาคีต้องพับไปหรือไม่

การเจรจาระดับพหุภาคีที่สำคัญ อย่างกรอบ WTO รอบโดฮา ที่สมาชิกคาดหวังให้ได้ข้อสรุปภายในปีนี้มองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะจริง ๆ แล้วทุกอย่างขึ้นอยู่กับสหรัฐ ทางรัฐบาลโอบามาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า จึงไม่พร้อมที่จะแสดงท่าทีหรือผ่อนปรนข้อเสนอตามข้อเรียกร้องของประเทศ สมาชิก WTO อื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องการเปิดตลาด จึงไม่น่าจะจบได้ทันปีนี้

ส่วนการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ APEC ซึ่งนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหัวหน้าคณะเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC (ครั้งที่ 16 ณ เมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น ระหว่าง วันที่ 4-7 มิถุนายน 2553) มีประเด็นสำคัญที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือหลัก 3 ด้าน อาทิ การประเมินความสำเร็จในการเปิดเสรีการค้าการลงทุนตามเป้าหมายโบกอร์ ซึ่งวางกรอบให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ลดภาษีให้ทันภายในปี 2010 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาให้ลดภาษีได้ภายในปี 2020

ประเด็นการเจริญเติบโตของภูมิภาคและการติดตามความคืบหน้าในการการดำเนินงาน เกี่ยวกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) และการจัดทำแผนงานเรื่องกลยุทธ์การเจริญเติบโต สำหรับรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจและเตรียมความพร้อม หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งอาจจะรวมถึงปัญหาหนี้ในสภาพยุโรปด้วย

- การเมืองไทยจะส่งผลกับการเจรจาในกรอบ APEC หรือไม่

การประชุม APEC ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีพาณิชย์จะพบปะกับกลุ่มประเทศสมาชิก APEC ทั้ง 21 ประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการเมือง ภายในประเทศได้เริ่มคลี่คลายไปแล้วและพร้อมที่จะรับ การเปิดรับการค้า-การลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

สกย.ลุ้นโครงการปลูกยางเฟส 2 800,000 ไร่ ตาม ม.21 ทวิ

ภายหลังจากที่รัฐบาลประสบ ความสำเร็จในการดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่น คงให้กับเกษตรกรในแหล่งปลูกใหม่ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2546-2549) ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 122,931 ราย บนเนื้อที่ 891,000 ไร่ ขณะนี้มีสวนยางพาราบางส่วนสามารถเปิดกรีดได้บ้างแล้ว

ล่าสุด สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เตรียมเสนอให้รัฐบาลดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกยางเฟสใหม่ในพื้นที่ภาค เหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง ภายใต้การสนับสนุนจากแกนนำพรรคภูมิใจไทย คือ นายเนวิน ชิดชอบ และนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลกำกับนโยบายด้านยางพาราโดยตรง

นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า ในเร็ว ๆ นี้ สกย.เตรียมนำโครงการส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่ใหม่ เนื้อที่ 800,000 ไร่ งบฯดำเนินงาน 2,800 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ (กนย.) ที่มีนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หากโครงการ ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ทาง สกย.ก็จะยื่นเรื่องเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีตามลำดับ

สำหรับ โครงการส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่ใหม่ ทาง สกย.จะดำเนินงานภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ โดยมีเป้าหมายที่จะมุ่งส่งเสริมการปลูกยางกับบุคคลที่ไม่เคยปลูกยางมาก่อน โดย สกย.เป็นผู้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมการปลูกโดยสนับสนุนค่าพันธุ์ยางประมาณ 80 ต้น/ไร่ และปุ๋ยเคมีให้แก่เกษตรกรรายใหม่อย่าง ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิสนับสนุนค่าใช้จ่ายจาก สกย.เฉลี่ยรายละ 12-15 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอาจจะมีที่ดินของ ตัวเองหรือเช่าก็ได้ แต่ต้องไม่เกินรายละ 15 ไร่

สำหรับวงเงินอุด หนุนที่ สกย.จะจัดสรรให้แก่เกษตรกรดังกล่าว ถือเป็นอัตราสงเคราะห์ตามปกติที่ สกย.สนับสนุนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกยางทดแทนโดย ทั่วไป ซึ่งหากคำนวณอัตราเฉลี่ยที่เกษตรกรจะได้รับจัดสรรในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ไร่ละ 3,000 กว่าบาท ส่วนค่าแรงเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องดูแลรับผิดชอบเอง

พื้นที่ เป้าหมายของโครงการนี้จะเน้นที่พื้นที่ภาคอีสาน-ภาคเหนือเป็นหลัก ที่เหลือครอบคลุมภาคกลางและภาคตะวันออกบางส่วน โดยโครงการนี้จะผ่านการพิจารณาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ การพิจารณาของรัฐบาล หากรัฐบาลจัดหางบฯให้ได้ก็สามารถดำเนินงานได้ทันทีเพราะโดยหลักการแล้ว โครงการนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยจริง ๆ ที่สำคัญเป็นพื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยปลูก ยางมาก่อน ใครที่เคยมีสวนยางมาก่อนแค่ 1-2 ไร่ก็หมดสิทธิที่จะเข้าร่วมโครงการนี้

นาย วิทย์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พร้อมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการจัดหาปุ๋ยและพันธุ์ ยางที่จะสนับสนุนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จนกว่าบอร์ด กนย.จะเห็นชอบในหลักการเสียก่อน พร้อมกับแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ของการดำเนินโครงการครั้งนี้

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปมาตรา 21 ทวิ เปิดโอกาสให้ สกย.สามารถเปิดประมูลจัดซื้อกล้ายาง หรือจ่ายเงินสดให้แก่เกษตรกรไปจัดซื้อกล้ายางด้วย ตัวเอง และ สกย.ค่อยเข้าไปตรวจสอบภายหลังก็ได้

อีสานครองแชมป์ทำเกษตร เนื้อที่ปลูกข้าวลด ยางพาราเพิ่ม

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำการสำรวจเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรเพื่อใช้ประโยชน์เป็น แนวทางในการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2551 ซึ่งนับว่าเป็นครั้งที่ 4 ของการสำรวจ

• อีสานครองแชมป์เรื่องทำเกษตร ผู้ถือครองที่ดินทำเกษตรเพิ่ม

สำนัก งานสถิติแห่งชาติพบว่า จากการสำรวจประเทศไทยมีผู้ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น 5.8 ล้านราย ซึ่งในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้ถือครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี จำนวน 2.7 ล้านราย (ร้อยละ 46.6) รองลงมาคือ ภาคเหนือมีจำนวน 1.3 ล้านราย (ร้อยละ 23.0) สำหรับภาคใต้มีจำนวน 9.4 แสนราย (ร้อยละ 16.2) และภาคกลางมีผู้ถือครองน้อยที่สุดจำนวน 8.3 แสนราย (ร้อยละ 14.2)

ด้านการสำรวจเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 112.6 ล้านไร่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ในการถือครองเพื่อทำการเกษตรมากที่สุด คือ 53.1ล้านไร่ (ร้อยละ 47.1) รองลงมาคือภาคเหนือ 25.8 ล้านไร่ (ร้อยละ 22.9) สำหรับภาคกลางมี 19.1 ล้านไร่ (ร้อยละ 17.0) และภาคใต้มีเนื้อที่ถือครองน้อยที่สุดคือ 14.6 ล้านไร่ (ร้อยละ 13.0)

• เนื้อที่ขนาดเล็กคนเล็งทำเกษตรเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

นางจีราวรรณ ยังกล่าวอีกว่า ผู้ถือครองทำการเกษตรของประเทศไทยเกินครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 51.6) มีเนื้อที่ถือครองขนาด 10 - 39 ไร่ รองลงมา เป็นผู้ถือครองที่มีเนื้อที่ขนาดต่ำกว่า 6 ไร่ (ร้อยละ 24.6) สำหรับผู้ถือครองทำการเกษตรที่ถือครองเนื้อที่ขนาดใหญ่ (140 ไร่ขึ้นไป) มีเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า เนื้อที่ขนาดเล็กยังฮิตที่สุด เมื่อพิจาณาจำนวนผู้ถือครองเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือผู้ที่ถือครองเนื้อที่ขนาด เล็กต่ำกว่า 6 ไร่ (58,873 ราย หรือ ร้อยละ 4.3)

• เกษตรกรส่วนใหญ่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

ผู้ถือครองทำการเกษตร ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75.8) ทำการเกษตรในเนื้อที่ของตนเองอย่างเดียว ผู้ถือครองร้อยละ 15.8 ทำการเกษตรในเนื้อที่ของตนเองและทำการเกษตรในเนื้อที่ของผู้อื่นด้วย สำหรับผู้ที่ทำการเกษตรโดยไม่มีเนื้อที่ถือครองเป็นของตนเองเลยมีร้อยละ 8.4

ทั้งนี้การครอบครองเอกสารสิทธิ์1/ ในเนื้อที่ของตนเอง (87.6 ล้านไร่) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.6) มีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนด/ ตราจอง/ นส.5/ นส.3/ และ นส.3 ก และ (ร้อยละ 23.5) เป็นการครอบครองเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐ เช่น สปก.4-01/ นค./ สทก./ กสน./ นส.2/ สค.1

• คนนิยมปลูกยางพาราเพิ่ม ปลูกข้าวลดลง
จากเนื้อที่ถือครองทำการ เกษตรทั้งประเทศ 112.6 ล้านไร่ พบว่า เนื้อที่ประมาณครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50.6) เป็นที่ปลูกข้าว รองลงมาเป็นที่ปลูกพืชไร่ (ร้อยละ 19.7) ที่ปลูกยางพารา (ร้อยละ 12.1) และที่ปลูกพืชยืนต้น ไม้ผล และสวนป่า (ร้อยละ 10.5) ตามลำดับ

ช่วงปี 2546 ถึง 25512/ ประเทศไทยมีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรในภาพรวมลดลงประมาณ 5.1 หมื่นไร่ หรือลดลงร้อยละ 0.1 หากพิจารณาเนื้อที่ถือครองเป็นรายพืช พบว่าเนื้อที่ลดลงในที่ปลูกข้าวประมาณ 2.0 ล้านไร่ (ร้อยละ 3.3) ที่ปลูกพืชยืนต้น/ไม้ผล และสวนป่า 1.3 ล้านไร่ (ร้อยละ 10.1) ขณะที่เนื้อที่เพิ่มขึ้นในที่ปลูกยางพาราประมาณ 4.0 ล้านไร่ (ร้อยละ 41.3) และที่ปลูกพืชไร่ 6.0 แสนไร่ (ร้อยละ 2.9)

• ชายสนใจทำเกษตรมากกว่าหญิง

ผู้ถือครองทำการเกษตรที่เป็นบุคคล ธรรมดา เป็นชายมากกว่าหญิง คือ เป็นชายร้อยละ 72.5 และหญิงร้อยละ 27.5 โดยผู้ถือครองที่เป็นหญิงมีสัดส่วนใกล้เคียงกันเมื่อเทียบกับปี 2546 คือร้อยละ 27.7 และเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2541 ซึ่งมีเพียงร้อยละ 14.5 เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุพบว่า ผู้ถือครองส่วนใหญ่ (ร้อยละ 93.3) มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ถือครองที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 16.3 โดยผู้ถือครองในกลุ่มอายุนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึงร้อยละ 3.2

ภาคเกษตรหนุนFTAไทย-อียู สศก.เร่งกำหนดท่าทีเจรจา เล็งขยายช่องตลาดอินทรีย์

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากผลของการเจรจา FTA อาเซียน-สหภาพยุโรป ที่ได้หยุดชะงักลง ทำให้สหภาพยุโรปได้ให้ความสนใจจะเจรจา FTA กับไทยแบบทวิภาคีแทน ซึ่งในขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างดำเนินการรับฟังความเห็นจากทุกภาค ส่วน โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกาประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเกษตรขึ้น ซึ่ง สศก.ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าวด้วย โดยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมประชุม ให้ความสนใจต่อการจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปมาก และได้เสนอความเห็นในการผลักดันสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพของไทยและสินค้าเกษตร อินทรีย์ให้เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปได้มากขึ้น รวมทั้งให้ความสนใจในการริเริ่มทำการค้าโดยกลุ่มเกษตรกรเอง อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าที่สหภาพยุโรปมีการ กำหนดมาตรการที่มิใช่ภาษีค่อนข้างเข้มงวดและหลากหลายรูปแบบ

สำหรับ สหภาพยุโรปนั้น ถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญและมีการขยายตัวอย่างมากของไทย โดยในช่วงปี 2548 - 2551 พบว่า ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไม่รวมยางพาราเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 68,000 ล้านบาท เป็น 118,000 ล้านบาทในปี 2551 ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยเหลือ 102,000 ล้านบาทในปี 2552 ซึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น ไก่ปรุงแต่ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว กุ้ง สับปะรดกระป๋อง เป็นต้น ขณะการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมีมูลค่าเพียง 23,000-28,000 ล้านบาทต่อปีในช่วงดังกล่าว โดยสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น วิสกี้ อาหารสัตว์ อาหารปรุงแต่ง ข้าวมอลต์ หางนม / นมผง ไทยจึงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรกับสหภาพยุโรปมาโดยตลอดปีละ ประมาณ 50,000 - 90,000 ล้านบาท ดังนั้น การเจรจาจัดทำ FTA กับสหภาพยุโรปจะมีส่วนช่วยให้มีการขยายการค้าระหว่างกันมากยิ่งขึ้น และถึงแม้จะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ แต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็ได้เร่งเตรียมการเพื่อกำหนดท่าทีการเจรจาใน ส่วนของสินค้าเกษตร โดยจะหารือกับหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีท่าทีการเปิดตลาดที่ เหมาะสมต่อไป

ผักสดราคาแพง ส่งผลเงินเฟ้อ พ.ค. พุ่ง 3.5%

"พาณิชย์" เผย เงินเฟ้อพ.ค.53 สูงขึ้น 3.5% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน เหตุผัก-ผลไม้สดแพง ผักชีราคาพุ่งกก.ละ 350 บาท ส่วนปัญหาการเมืองยังไม่กระทบการบริโภค คาดครึ่งปีหลังเงินเฟ้อลงต่อ มั่นใจทั้งปีไม่เกิน 3.5%...

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2553 นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (เงินเฟ้อ) ว่า ในเดือน พ.ค.53 เท่ากับ 107.87 เพิ่มขึ้น 0.20% เมื่อเทียบเดือนเม.ย.53 และสูงขึ้น 3.5% เมื่อเทียบเดือนพ.ค.52 เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 นับจากเดือนต.ค.52 ส่วนอัตราเฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปีนี้เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนสูงขึ้น 3.6% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ค.53 เท่ากับ 103.51 สูงขึ้น 0.06% จากเดือน เม.ย.53 และสูงขึ้น 1.2% เทียบกับเดือนพ.ค.52 ส่วนอัตราเฉลี่ย 5 เดือนอยู่ที่ 0.6%

สำหรับสาเหตุที่เงินเฟ้อเดือนพ.ค.53 สูงขึ้น3.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการสูงขึ้นของดัชนีหมวดอาหาร 4.6% จากการสูงขึ้นข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง 10.1% ผักและผลไม้สูงขึ้น 21.7% โดยผักสดที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ผักชี กก.ละ 350 บาท จากเดิม 212.50 บาท ผักกาดขาว กก.ละ 41.25 บาท จาก 30 บาท ผักคะน้า กก.ละ 46.25 บาท จาก 36.25 บาท ถั่วฝักยาว กก.ละ 60 บาท จาก 30 บาท เพราะอากาศร้อนทำให้ผักโตช้า และ เน่าเสียง่าย ขณะที่ดัชนีหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 2.8% เป็นผลจากการสูงขึ้นของดัชนีหมวดน้ำมันเชื้อเพลิง 18.1%

“อัตราเงิน เฟ้อ แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีเสถียรภาพ สอดคล้องกับองค์ประกอบของเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เช่น การส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคในประเทศยังปรับขึ้น อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำประมาณ 370,000 คน หรือประมาณ 1% ของแรงงาน การจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านตำแหน่งจากเดือนเดียวกันปีก่อน แม้จะมีปัญหาสถานการณ์ทางการเมืองก็ตาม” นายยรรยง กล่าว

ปลัดกระทรวง พาณิชย์ กล่าวถึงแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังว่า จะปรับลดลงต่อเนื่อง เพราะฐานในช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ในช่วงขาลงตามทิศทางของวัตถุดิบในตลาดโลก ทั้งเหล็ก ทองแดง ตะกั่ว รวมถึงปุ๋ยเคมี ที่ราคาแม่ปุ๋ยยูเรียลดลง ทำให้ราคาขายปลีกปุ๋ยสูตร 46-0-0 กระสอบ (50กก.ล) ลดลงเหลือ 610 บาท จากเดิม 630 บาท ทำให้มั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะไม่เกิน 3.5%

ขับเคลื่อน 'ยุทธศาสตร์ยางพารา'

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีแผนเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนายางพารา พ.ศ.2552-2556 เพื่อพัฒนายางพาราไทยให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราฯนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางไทยเพิ่ม ขึ้น ทั้งยังช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ยางไทยให้มีคุณภาพ และผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยางของภูมิภาคอา เซียนได้ ขณะเดียวกันยังคาดว่าจะลดสัดส่วนการส่งออกยางที่เป็นวัตถุดิบ มีการเพิ่มมูลค่ายางธรรมชาติโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น พร้อมขยายตลาดผลิตภัณฑ์ยางทั้งในและต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย อันจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางและผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศกว่า 6 ล้านราย มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและมีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น

“ภายใน 3 ปีข้างหน้า ยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการ ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 230,000 ล้านบาท และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากการทำสวนยาง ไม่น้อยกว่าปีละ 15,000 บาทต่อไร่ ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรที่ ปลูกยางใหม่มีรายได้เพิ่มจากการขายคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) หรือภายใต้ตลาดแบบสมัครใจ (วอลันทารี่ มาร์เกต) และยังคาดว่าเกษตรกรชาวสวนยางหรือคนกรีดยางจะมีสวัสดิการสังคมเช่นเดียวกับ ผู้ใช้แรงงานหรือพนักงานบริษัททั่วไปด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กนอ.เผยนักลงทุนสนพัฒนานิคมอุตฯอาหารครบวงจร

กนอ.เผยมีนักลงทุนสนใจยื่นขอลงทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาหารครบ วงจร และนิคมฯเกษตรแปรรูป รวมทั้งขอร่วมทุนพัฒนาธุรกิจไฟฟ้าป้อนนิคมฯบางปู

นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจยื่นหนังสือเข้ามาที่กนอ. เพื่อลงทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่จำนวน 2 ราย โดยจะพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร และนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร ส่วนอีกหนึ่งโครงการเป็นการร่วมลงทุนระหว่างกนอ.และเอกชน พัฒนาธุรกิจไฟฟ้า เพื่อป้อนให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู รวมมูลค่าการลงทุนทั้งหมดเกือบหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร จะตั้งอยู่นที่ อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร พื้นที่ 960 ไร่ ส่วนนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นที่ 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนมาเลเซีย และตะวันออกกลาง โดยกนอ.จะพิจารณารายละเอียดและจะปะสานนักลงทุน เพื่อนัดเข้ามาเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำเข้าเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกนอ. (บอร์ดกนอ.) เพื่อให้พิจารณาอนุมัติ

“เหตุผลที่นักลงทุนสนใจจะเข้ามาพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเมืองไทย เพราะมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ มีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอ จึงสนใจเข้ามาดูพื้นที่และติดต่อมายังกนอ. ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากเพราะเมื่อเร็วๆ นี้บอร์ดกนอ.ก็เพิ่งจะอนุมัติการพัฒนานิคมฯใหม่ไปแล้ว 3 รายของบริษัทไออาร์พีซี 2 แห่งที่วังจันทน์ และบ้านค่าย จ.ระยองและของบริษัทน้ำดินฟ้า ที่จ.ลำพูน” นางมณฑา กล่าว

นอกจากนี้ กนอ.ยังมีแผนที่จะเดินทางไปชักจูงการลงทุนร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อดึงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากที่บริษัทซัมซุงมีแผนจะมาลงทุนผลิตจอแอลซีดีในไทย

นายประสาน ตันประเสิรฐ ประธานบอร์ดกนอ. กล่าวว่า ล่าสุดมีผู้ประกอบการส่งหนังสือแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนพัฒนานิคม อุตสาหกรรมใหม่ 3 ราย โดยในจำนวนนี้นิคมอุตสาหกรรมอาหารมีความชัดเจนที่สุด ซึ่งในวันที่ 7 มิ.ย.นี้จะมีการนัดหารือรายละเอียดกันอีกครั้ง

ส่วนนิคมฯที่ชุมพรนั้นยังไม่ชัดเจนเพราะแจ้งเข้ามากว้างเกินไป ดังนั้น กนอ.จะต้องศึกษาก่อนให้ใบอนุญาตว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ และมีวัตถุดิบ แรงงานรองรับเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งจะต้องพิจารณาดูว่าควรเป็นนิคมอุตสาหกรรมอะไรแน่

สหรัฐคงสถานะไทยถูกจับตามองพิเศษเพราะละเมิดสิทธิทางปัญญา

ครม.อึ้ง! ปราบสินค้าก็อปเหลว สหรัฐคงสถานะละเมิดสิทธิทางปัญญา ชี้ชัดพื้นที่สีแดง พันธุ์ทิพย์ คลองถม มาบุญครอง สุขุมวิท ยังระบาดไม่เลิก

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ ที่ประชุมรับทราบการจัดสถานะประเทศไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐอเมริกามาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2553 โดยผลการจัดอันดับประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 30 เม.ย.53 สหรัฐฯได้ประกาศผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ประจำปี 2553 โดยยังคงไทยเป็นประเทศที่จับตามองเป็นพิเศษ หรือ Priority Watch List –PWL ) เช่นเดียวกับปี 2550-2552

ทั้งนี้ไทยยังมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สีแดง คือ พันธุ์ทิพย์ คลองถม มาบุญครอง และสุขุมวิท แม้ว่าสหรัฐฯ จะได้รับความมั่นใจจากความพยายามดำเนินการยกระดับสถานการณ์ด้านทรัพย์สินทาง ปัญญาของรัฐบาลไทย ภายใต้การบริหารงานของนายกฯที่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทาง ปัญญาแห่งชาติ ที่มีนายกฯเป็นประธาน

สหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า หวังว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับการหารือกับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาใน สินค้ายา และดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อร่วมกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงยาของประชาชนไทย โดยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิบัตรฯ การวิจัยและพัฒนา และการสร้างสรรค์ยาชนิดใหม่ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯยืนยันว่าตระหนักดีถึงสิทธิของไทยในฐานะสมาชิก WTO ที่จะใช้มาตรการยืดหยุ่นตามที่ระบุไว้ในความตกลง TRIPS

อนึ่ง ในปี 2553 มีประเทศที่ถูกจัดเป็น PWL (จับตามองเป็นพิเศษ) จำนวน 11 ประเทศ คือ จีน รัสเซีย อัลจีเรีย อาร์เจนตินา แคนาดา ชิลี อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน เวเนซูเอลา และไทย โดยที่ไม่ประเทศใดที่ถูกจัดเป็น PWL ในปี 2552 ได้รับการปลดจาก PWL ในปีนี้ สำหรับประเทศที่ถูกจัดเป็นประเทศที่ต้องจับตามอง ( WL) มี 29 ประเทศ เช่น บรูไน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย เม็กซิโก บราซิล เป็นต้น มีประเทศที่ได้รับการปลดจาก WL และไม่อยู่ในบัญชีใดๆ เลย 3 ประเทศ คือ สาธารณรัฐเชค ฮังการี และโปแลนด์ และมีประเทศที่ได้รับสิทธิทบทวนสถานะนอกรอบ ( OCR ) 2 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ และไทย

ไทยเร่งอียู-ญี่ปุ่นเปิดตลาดไก่สด

ไทยเร่งสองตลาดใหญ่อียู-ญี่ปุ่น เปิดตลาดไก่สดแช่แข็งรอบใหม่ หลังไทยปลอดไข้หวัดนกกว่า 500 วันแล้วแต่ยังเล่นแง่ ปศุสัตว์แจงเหตุอยู่ในขั้นตอนตอบแบบสอบถามซึ่งต้องใช้เวลาขณะเร่งดันระบบคอม พาร์ตเมนต์แก้ปัญหาถูกกีดกัน ด้านเอกชนลุ้นส่งออกได้เพิ่มอีกปีละกว่า 2 แสนตัน ขณะตลาดรัสเซียเริ่มเห็นอนาคต 21 โรงงานจ่อคิวรอ ติดปัญหาราคา

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ทางกรมอยู่ระหว่างเร่งผลักดันให้สหภาพยุโรป(อียู)และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสองตลาดใหญ่เปิดตลาดไก่สดแช่แข็งให้กับประทศไทยอีกครั้ง หลังจากในปลายปี 2546 ไทยได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก ทำให้ทั้งสองตลาดสั่งห้ามการนำเข้าไก่สดจากไทย ซึ่งปัจจุบันสามารถส่งได้แต่ไก่แปรรูป(ไก่สุก) สืบเนื่องจากเวลานี้ไทยได้ปลอดจากเชื้อไข้หวัดนกแล้วกว่า 500 วัน ซึ่งตามหลักการขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ(OIE) ไทยสามารถส่งออกไก่สดได้

ล่าสุดจากการที่ผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์ได้เดินทางไปเจรจากับอียู และญี่ปุ่นทั้งสองตลาดยินดีที่จะเปิดตลาดไก่สดให้ไทยอีกครั้ง แต่ในชั้นนี้อยู่ระหว่างให้ภาครัฐและเอกชนของไทยตอบแบบสอบถามเพื่อสร้างความ มั่นใจในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระบบการเลี้ยง ประวัติการเกิดโรค ระบบโรงฆ่าสัตว์ ระบบการขนส่ง ประวัติการตรวจรับรองคุณภาพในห้องแล็บ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อยืนยันวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือตามหลักสากล

ขณะเดียวกันทางกรมได้เร่งระบบตรวจสอบ และให้การรับรองกลุ่มฟาร์มเลี้ยงไก่ในระบบคอมพาร์ตเมนต์(ฟาร์มเลี้ยงไก่ใน ระบบปิดภายใต้การจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพร่วมกันโดยมีการเฝ้าระวังควบคุม โรค) ซึ่งหากคู่ค้าให้การรับรองระบบการเลี้ยงดังกล่าว อนาคตการส่งออกไก่สดของไทยจะไม่กระทบทั้งประเทศอีก เพราะระบบคอมพาร์ตเมนต์ตามหลักสากล แม้จะมีการเกิดโรคระบาดในประเทศ แต่กลุ่มฟาร์มที่ไม่มีปัญหาโรคระบาดถือเป็นสินค้าที่มีความปลอดภัยและสามารถ ส่งออกได้ ล่าสุดทางกรมได้ให้การรับรองกลุ่มฟาร์มเลี้ยงไก่ไปแล้ว 30 แห่ง และมีเป้าหมายตรวจรับรองเพิ่มภายในปีนี้อีก 34 แห่ง

"หลังเขาพอใจในแบบสอบถามของเราแล้ว ขั้นตอนต่อไปทั้งอียูและญี่ปุ่นคงส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจรับรองคอม พาร์ตเมนต์ไก่ที่จะส่งออกไป เชื่อว่าภายในปีนี้ทั้งสองตลาดเราจะเปิดตลาดให้เรา ส่วนอีกหนึ่งตลาดคือรัสเซีย ล่าสุดเขาอนุญาตให้เราส่งออกไก่และผลิตภัณฑ์ไปบ้านเขาได้แล้ว เบื้องต้นเราได้ส่งรายชื่อ 21 โรงงานที่มีแผนจะส่งออกไก่ไปรัสเซียให้เขาเห็นชอบ ส่วนเรื่องโควตาเบื้องต้นเขาให้เราส่งออกภายใต้โควตารวมกับประเทศอื่นๆ 1.5 แสนตันต่อปี(ภาษีนำเข้า 25%)"

ด้านนายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ก่อนหน้าที่ไทยจะถูกห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากตลาดอียู และญี่ปุ่น ไทยเคยส่งออกไก่สดไปยังสองตลาดนี้ปริมาณกว่า 200,000 ตันต่อปี หากได้รับอนุญาตส่งออกไปได้อีกครั้งจะช่วยเพิ่มปริมาณ และมูลค่าการส่งออกได้อีกมาก ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ่นได้มีการนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากเกาหลีใต้ และอียูก็ได้มีการนำเข้าจากประเทศสมาชิกที่เคยเกิดโรคไข้หวัดนกแล้ว ขณะที่แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกไก่กล่าวเสริม ว่า การเปิดตลาดไก่สดให้ไทยของอียูที่มีความล่าช้าที่สำคัญยังเป็นผลจากที่อียู ได้ออกเงื่อนไขการอนุญาตนำเข้าจากไทยว่าประเทศเพื่อนบ้านต้องปลอดโรคไข้หวัด นกด้วย ซึ่งมองว่าเป็นกีดกันการค้า ส่วนตลาดรัสเซียไทยมีปัญหาเรื่องราคาที่สูงกว่าคู่แข่งรายสำคัญคือสหรัฐ อเมริกาและอียูค่อนข้างมากทำให้เป็นอุปสรรค