การลงทุน การค้า

พาณิชย์ตั้งเป้าปี55 การค้าชายแดนพุ่ง1ล้านล้านบาท

"พาณิชย์" ฝันตั้งเป้าการค้าชายแดนเป็น 1 ล้านล้านบาท ในปี 2555 จากปี 2553 อยู่ที่ 8 แสนล้านบาท ระบุปัญหาขัดแย้งทางการเมืองไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้า...

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดสัมมนาเรื่องการค้าการลงทุนภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม ว่า กลุ่ม ACMECS จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าชายแดนของไทย โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 8 แสนล้านบาทในปี 53 เป็น 1 ล้านล้านบาทในปี 55 เพราะมีชายแดนติดกัน วัฒนธรรมใกล้เคียงกัน และมีความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ที่จะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจ แม้จะมีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองบ้างแต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการค้า

ปลัด กระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีปัญหาบริหารจัดการและตั้งรับมากกว่ารุก โดยเฉพาะในแง่การส่งเสริมการเพาะปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน (คอนแทรกต์ ฟาร์มมิ่ง) ที่ไม่มีการวางแผนที่ดีพอจนปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาดและลักลอบนำเข้า ไทย จนกระทบต่อการเพาะปลูกในประเทศซึ่งได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ ร่วมมือภาคเอกชน จัดแนวทางบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด เป็นการป้องกันแทนการแก้ไขภายหลัง หรือการดึงประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมกิจกรรมพบปะภาคเอกชน และงานแสดงสินค้าร่วมกัน เช่น วันที่ 10-14 ก.ย.นี้ จะร่วมกับลาวจัดงานมหกรรมสินค้า ที่ จ.หนองคาย

ครม.ไฟเขียวออกประกาศ11กิจการต้องห้าม

"มาร์ค"ปัดหมกเม็ดออกประกาศกิจการต้องห้ามขัดข้อเสนอกรรมการ 4 ฝ่าย ชี้หากพบโครงการมีผลกระทบรุนแรง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้

เมื่อ เวลา 13.20 น. วันที่ 31 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติตามที่ ครม.เศรษฐกิจเสนอออกประกาศโครงการหรือกิจการ ที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 11 กิจการ ตอนนี้อยู่ในขั้นของการส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตรวจถ้อยคำ และรูปแบบ เมื่อเรียบร้อยเสร็จจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ส่วนที่มีการคัดค้านประกาศ 11 กิจการ เพราะไม่ตรงกับที่มีการเสนอเข้าไปในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายนั้น ยืนยันว่าในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้นำสิ่งที่เป็นความตั้งใจของกรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วน ยกตัวอย่างปัญหาของเตาเผาขยะติดเชื้อ ปัญหาของสูบน้ำเกลือใต้ดิน ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเลย เพียงแต่ที่ไม่ประกาศ เพราะตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะประกาศ อย่างกรณีสูบน้ำเกลือใต้ดิน เพราะว่าเราได้ห้ามแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศไปแล้วว่า เมื่อเห็นว่าโครงการไหนที่ไม่อยู่ในกิจการที่ประกาศ แต่มีผลกระทบรุนแรง ก็สามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ เพราะฉะนั้นตนคิดว่าสิ่งที่ได้ประกาศไปน่าจะอยู่บนความดี บางเรื่องเข้มกว่า เช่น การปรับแต่งสารกัมมันตรังสี เดิมไปเว้นโรงพยาบาล แต่เราก็ยังไม่เว้นโรงพยาบาลเลย เราบอกว่าถึงเป็นโรงพยาบาล ถ้าปรับแต่งกัมมันตรังสีก็ต้องเข้า เพราะฉะนั้นบางอันก็เข้มกว่า บางอันก็น้อยกว่า แต่ได้นำเรื่องของกรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างจริงจัง และไม่ได้ละเลยในความห่วงใยของกรรมการ 4 ฝ่ายเลย

นายกฯระบุประกาศ11กิจการรุนแรงอยู่บน'ความพอดี'

นายกฯระบุประกาศ'11กิจการรุนแรง' มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจาฯ รับไม่ตรงกับข้อเสนอคกก.4ฝ่าย แต่ให้ตรงความคิดเห็นทุกฝ่ายไม่ได้

สมัครงานกับ ไทยน้ำทิพย์เปิดรับหลากหลายตำแหน่งวันนี้ สมัครฟรีและรับหนังสือคู่มือหางานwww.jobstreet.com

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ถึงความคืบหน้าในการออกประกาศ 11 ประเภทกิจการต้องห้ามในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นของการส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ไปตามขั้นตอนปกติเมื่อกฤษฎีกาตรวจถ้อยคำและรูปแบบเรียบร้อยเสร็จก็จะ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้

ส่วนกรณีที่มีเอ็นจีโอออกมาคัดค้านกับ 11 กิจการเพราะไม่ตรงกับมีการเสนอเข้าไปในคณะกรรมการสี่ฝ่าย นายกฯ กล่าวว่าถึงแม้ตรงกับกรรมการสี่ฝ่ายเสนอก็มีคนคัดค้าน ซึ่งมันคงไม่สามารถที่จะให้ตรงกับความคิดเห็นของทุกฝ่ายได้ แต่ว่ายืนยันว่าในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้นำสิ่งที่เป็นความตั้งใจของ กรรมการ 4 ฝ่ายมาดูอย่างครบถ้วน

“ยกตัวอย่างว่าปัญหาของเตาเผาขยะติดเชื้อ ปัญหาของสูบน้ำเกลือใต้ดิน ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเลย เพียงแต่ที่เราไม่ประกาศเพราะบอกว่าตอนนี้มันไม่มีประโยชน์ที่จะประกาศอย่าง กรณีสูบน้ำเกลือใต้ดิน เพราะว่าเราได้ห้ามแล้ว ถ้าไปประกาศก็จะหมายความว่าอาจจะทำได้ แต่นี่เราไม่ประกาศแพราะว่าเราห้ามแล้วไม่ให้ทำแล้ว เพราฉะนั้นจะไปบอกว่ามันไม่ตรงแล้วแปลว่าขัดกันก็ไม่ใช่ เจตนาน่าจะตรงกัน เราเข้มกว่าอีก เราบอกว่าไม่ให้ทำแล้ว ถ้าไปประกาศก็ยังมีโอกาสมายื่นขอทำ นี่เป็นตัวอย่างว่าทำไมถึงไม่ตรงกัน”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า แต่ว่าบางเรื่องก็ยอมรับว่ากรรมการเขาเห็นว่าเดิมไม่ได้ต้องทำอีไอเอด้วยซ้ำ จะประกาศรุนแรงเลยก็กระไรอยู่ จึงให้เริ่มต้นด้วยการทำอีไอเอก่อน แล้วอย่าลืมว่ารัฐบาลก็ได้ประกาศโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมว่าถ้ามีโครงการ ไหนที่ไม่อยู่ในกิจการที่ประกาศ แต่เห็นว่ามีผลกระทบรุนแรงก็สามารถอุทธรณ์ได้ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ เพราะฉะนั้นตนคิดว่าสิ่งที่ได้ประกาศไปน่าจะอยู่บนความดี

“บางเรื่องเข้มกว่า เช่นการปรับแต่งสารกัมมันตรังสี เดิมไปเว้นโรงพยาบาล แต่เราก็ยังไม่เว้นโรงพยาบาลเลยครับ เราบอกว่าถึงเป็นโรงพยาบาลถ้าปรับแต่งกัมมันตรังสีก็ต้องเข้า เพราะฉะนั้นบางอันก็เข้มกว่า บางอันก็น้อยกว่า บางออกรูปแบบประกาศก็ต้องไปดู แต่ได้นำเรื่องของกรรมการสี่ฝ่ายมาดูอย่างจริงจังและไม่ได้ละเลยในความ ห่วงใยของกรรมการสี่ฝายเลย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ซีพีลุยเปิดแบงก์-ขยายธุรกิจในจีน

นาย ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1-5 ก.ย.นี้ จะเป็นหัวหน้าคณะนำผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปนครกวางโจว และนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพื่อจัดงานสัมมนาการลงทุนมีเป้าหมายชักจูงการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักธุรกิจจีน นอกจากนี้จะเข้าพบบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม รายใหญ่ของจีนที่มีเครือข่ายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก และจะเข้าพบบริษัทรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรของจีน ที่ประกอบ กิจการด้านการปลูก แปรรูป จัดจำหน่าย และวิจัยยางพารา เพื่อชักจูงให้เข้ามาลงทุนในไทย

ด้านนายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร กงสุลฝ่ายการพาณิชย์ ประจำนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) อยู่ระหว่างเตรียมแผนลงทุนในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ประเทศจีน ซึ่งมีบริษัท เจียไต๋ เอ็น เตอร์ไพรส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทในเครือซีพี เป็นผู้ได้ใบอนุญาต (ไลเซนส์) ในการประกอบธุรกิจ ซึ่ง เจียไต๋ ที่เพิ่งได้ไลเซนส์ธุรกิจธนาคารพาณิชย์จากทางรัฐบาลจีนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาจต้องหาพันธมิตรในพื้นที่ (โลคัล พาร์ตเนอร์) เข้ามาร่วมลงทุน เพื่ออาศัยประสบการณ์ของพันธมิตรที่อยู่ในพื้นที่มาช่วยในการบริหารจัดการ

ทั้ง นี้ ที่ผ่านมากลุ่มซีพีลงทุนในธุรกิจอื่นอีกหลายธุรกิจทั้งในส่วนของอุตสาหกรรม ยาแผนปัจจุบัน ธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์ ซึ่งกลุ่มเจียไต๋กว้านซื้อที่ดินในหลายๆ เมืองในประเทศจีน เพื่อทำคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร ขณะเดียวกันก็มีแผนเปิดห้างสรรพสินค้าในย่านชุมชนสำคัญอีกหลายเมืองที่สำคัญ ในประเทศจีนด้วย

สำหรับการส่งออกสินค้าไทยเข้าจีน ในรอบ 6 เดือนแรกของปี"53 ขยายตัว 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงที่สุดตั้งแต่ไทยมีการส่งออกกับจีน โดยยางพาราของไทยมีส่วนแบ่งในจีนเป็นอันดับ 2 ส่วนสินค้าข้าวไทยมียอดนำเข้าเพิ่มขึ้น

คลังเตือนภัยส่งออกขาลง

สศค.ประเมินส่งออกใหม่ หลังเศรษฐกิจโลกชะลอ ขณะค่าบาทแข็งสุดรอบ 29 เดือน

นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจขยายตัวลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเห็นได้จากมูลค่าส่งออกเดือน ก.ค. ที่เริ่มชะลอตัวมาอยู่ที่ 20.6% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 46.3% ต่อปี

ทั้งนี้ สศค.จะได้นำปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาเพื่อทบทวนการประมาณการเศรษฐกิจไทย และประกาศต่อสาธารณชนในวันที่ 29 ก.ย. 2553

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวว่า มูลค่าการนำเข้าเดือน ก.ค. ขยายได้ในระดับสูงถึง 36.1% ต่อปี สะท้อนการใช้จ่ายภายในประเทศที่เร่งตัวขึ้น โดยมูลค่าการนำเข้าวัตถุดิบขยายตัวสูงถึง 53.9%

ขณะที่มูลค่านำเข้าสินค้าทุนและสินค้าอุปโภคขยายตัว 29.2% และ 20.4% ต่อปี ตามลำดับ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า ตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. หดตัวเมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. เกือบ 13% ถือเป็นการหดตัวหนักที่สุดนับจากช่วงที่เกิดซับไพรม์เมื่อปลายปี 2551 ที่เคยหดตัวถึง 18% โดยสินค้าหลักๆ ที่หดตัว อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่ค่าเงินบาทล่าสุดนักบริหารเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ปิดตลาดที่ระดับ 31.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการทำสถิติแข็งค่าครั้งใหม่ในรอบ 29 เดือน หลังพบว่าเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์อีก 1,100 ล้านบาท

ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่ม หลังเปิดเสรีการค้าอาเซียน

วันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์แบบ กล่าวคือ กำแพงภาษีที่เคยเป็นอุปสรรคทางการค้า รวมไปถึงมาตรการที่มิใช่ภาษีของประเทศสมาชิกอาเซียนจะถูกยกเลิกทั้งหมดทำให้ การค้าการขายภายในอาเซียนมีความเสรีมากยิ่งขึ้นตามข้อตกลงอาฟต้า ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย จะต้องลดภาษีสินค้าทั้งหมดเหลือ 0% แต่สมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จะลดเหลือ 0% ในปี 2558

โดยในการลดภาษีดังกล่าว อาเซียน จะมีรายการสินค้าอ่อนไหวและสินค้าอ่อนไหวสูงที่จะไม่ลดภาษีเหลือ 0% เพียง 93 รายการ จากรายการสินค้าทั้งหมด 8,300 รายการที่มีการค้าขายในอาเซียน โดยไทย มีเพียง 4 รายการที่จะลดภาษีสุดท้ายเหลือ 5% คือ ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง และกาแฟ ขณะที่สินค้าข้าว เป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และน้ำตาลทราย เป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า หากมองในแง่ดี การเปิดเสรีอาฟต้า จะช่วยให้สินค้าอุตสาหกรรมของไทย คือ ยานยนต์และชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ประโยชน์จากการใช้วัตถุดิบในอาเซียน การแบ่งงานกันผลิตชิ้นส่วนที่แต่ละประเทศสมาชิกมีความได้เปรียบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมของไทยสามารถพัฒนาตัวเองเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ขณะที่สินค้าเกษตรไทยจะได้ประโยชน์ในการส่งออกโดยที่เห็นได้ชัดคือ ภายหลังการเปิดเสรีการค้าอาเซียน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ทำการประเมินสถิติการนำเข้าและส่งออกสินค้า เกษตร ภายหลังการเปิดเสรีการค้าอาเซียน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 ถึงเดือนพฤษภาคม 2553 พบว่ามูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับอาเซียนคิดเป็นจำนวน 99,394 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการค้าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 54.90% แบ่งเป็น มูลค่าการส่งออก 81,729 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้า 17,665 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าประมาณ 64,064 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ไทยขยายการส่งออกมากขึ้น เช่น ข้าวและธัญพืช มีมูลค่าการส่งออกจำนวน 15,146 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% ผลิตภัณฑ์แป้งจากธัญพืช มีมูลค่าการส่งออกจำนวน 5,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 257% กลุ่มน้ำตาลและขนมที่ทำจากน้ำตาล มีมูลค่าการส่งออกจำนวน 26,775 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 185% สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีการขยายการนำเข้ามากขึ้น เช่น กลุ่มสินค้านม ไขมัน น้ำมันจากพืชและสัตว์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรในภาพรวมประเทศไทยจะได้เปรียบดุลการค้า แต่กระทรวงเกษตรฯ ยังเตรียมความพร้อมในการใช้มาตรการปกป้องพิเศษของความตกลงว่าด้วยการ เกษตร หรือ SSG ภายใต้การเปิดเสรี การค้าอาเซียน โดยในส่วนของการเตรียมความพร้อมการใช้มาตรการปกป้องพิเศษ นั้น เตรียมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตาม เฝ้าระวังและเตรียมตัวเลขที่ได้คำนวณหาค่าเกณฑ์ปริมาณและราคา นำเข้าไว้แล้ว และกรมการค้าต่างประเทศเพื่อพิจารณาเร่งรัดการพิจารณาออกประกาศหรือกฎหมาย ลูกเกี่ยวกับมาตรการปกป้องพิเศษต่อไป เพื่อเป็นการปกป้องผลผลิตสินค้าเกษตรภายในประเทศที่จะได้รับผลกระทบจาก สินค้าจากประเทศอื่นที่ทะลักเข้ามาจนผิดปกติ และกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรยังได้ร่วมกับกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง จัดทำร่างบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลการนำสินค้าเข้า และการส่งสินค้าออก เพื่อเป็นประโยชน์ในการประมวลผลการออกรายงานสถิติในภาพรวมการขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือข้อตกลงฉบับดังกล่าวของทั้งสอง กระทรวงในเร็ว ๆ นี้

นักวิชาการเตือนออกประกาศ11กิจการรุนแรงส่อขัดรธน.

นักวิชาการ เตือนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ออกประกาศ 11 กิจการอุตสาหกรรม ไม่ผ่านความเห็นคนในพื้นที่ ส่อขัดรัฐธรรมนูญอาจถูกภาคประชาชนฟ้องได้ จี้รัฐ เร่งแก้ปัญหา ก่อนมลพิษท่วมระยอง

นางเรณู เวชรัชต์พิมล กรรมการสี่ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติที่จะออกประกาศประเภทอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน 11 ประเภท ลดลงจากข้อเสนอของคณะกรรมการสี่ฝ่ายฯ ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ที่เสนอไว้ 18 ประเภท ว่า ในรัฐธรรมนูญไทย ที่ไม่มีมาตราใดบัญญัติให้อำนาจหน่วยงานของรัฐ ประกาศประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนได้ โดยที่ไม่ผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ และหากภาครัฐไม่เร่งรีบแก้ไข อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกประชาชนฟ้องศาลปกครองตามวรรค 3 ของมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญไทยได้ ซึ่งการออกประกาศประเภทอุตสาหกรรมฯ เป็นประกาศที่บังคับใช้ทั่วประเทศ เป็นการพิจารณาในภาพรวม จึงไม่สามารถนำมาใช้กับโครงการที่จะสร้างในเขตควบคุมมลพิษในจ.ระยองได้ทั้ง หมด

“การพิจารณาอนุมัติให้โครงการในมาบตาพุดที่กำลังทำศึกษาและประเมินผล กระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน(E/HIA) เพื่อยื่นขออนุมัติจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ อยู่ในขณะนี้ ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของรายงานผลการศึกษา E/HIA ให้มาก โดยต้องทำให้ครบถ้วนตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และมุ่งเน้นการศึกษาผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มเสี่ยง มีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพที่ชัดเจน” นางเรณู กล่าว

นางเรณู กล่าวต่อว่า การที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม(ทส.) ประกาศพื้นที่ 6 แห่งในจ.ระยองเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพราะศาลได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้วว่ามีสารพิษและมลพิษ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลสถิติมะเร็งของประเทศ พบว่าจ.ระยองมีสถิติมะเร็งเป็นอันดับ 1 ของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า สารพิษที่มีฤทธิ์ทำลายสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ยังมีอยู่มากในมาบตาพุดและพื้นที่อุตสาหกรรมในจ.ระยอง

นางเรณู กล่าวอีกว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า พบสารก่อมะเร็งในอากาศสูงเกินมาตรฐาน ตั้งแต่ปี 2548-จนถึงปัจจุบัน เช่น สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) 1,3-บิวทาไดอีน, เบนซีน และ 1,2- ไดคลอโรอีทเธน ส่วนในน้ำทะเลและตะกอนดินใต้ท้องทะเลพบโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท สูงเกินมาตรฐาน สิ่งที่บ่งชี้ถึงอันตรายจากสุขภาพชัดเจน คือ ตรวจพบโลหะหนักในบ่อน้ำตื้นร้อยละ 50 และตรวจพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย ร้อยละ 18 และผลการตรวจสุขภาพประชาชนพบว่าร้อยละ 34.8 พบโลหะหนักในเลือด และพบอนุพันธ์ของสารเบนซีนร้อยละ 3.67 นอกจากนี้จากการตรวจหอยแมลงภู่ และกบ ในพื้นที่มาบตาพุดเปรียบเทียบกับแหล่งอ้างอิงอื่น พบว่าหอยแมลงภู่และกบ มีสารพันธุกรรม แตกหักสูงกว่าแหล่งอ้างอิงอื่น 4.85 และร้อยละ 72.24 เท่าตามลำดับ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงผลกระทบของสารพิษจากอุตสาหกรรมต่อชุมชนอย่างชัดเจน

“ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับแก้ปัญหาผลกระทบของอุตสาหกรรมมาบตาพุด ต่อชุมชน และเร่งแก้ไข บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ ที่ถูกกลุ่มอุตสาหกรรมได้ไปกว้านซื้อที่เอาไว้และมีแผนจะก่อสร้างโรงงาน อุตสาหกรรมขึ้นในพื้นที่นั้น มีความมั่นใจว่ารัฐจะให้ความคุ้มครองประชาชนมากกว่าการลงทุนข้ามชาติ เพราะพวกเขา คือ ่รัฐเก็่คุ้มค่า ถึงเวลานั้นค่าใช้จ่ายในการกำจัดซากรงงานเก่าและขยะสารพิษคงไม่พ้นภาษีของรา ษ่จะไม่หอบเงินออกนอกประเทศหลังจากพบว่าโคนไทย ที่จะไม่หอบเงินออกนอกประเทศแล้วทิ้งซากขยะโรงงานเก่า ที่ซ่อมบำรุงแล้วไม่คุ้มค่า ถึงเวลานั้นค่าใช้จ่ายในการกำจัดซากโรงงานเก่าและขยะสารพิษคงไม่พ้นเงินรัฐ” นางเรณู กล่าว

"พาณิชย์" ชงกขช.ไฟเขียวนำเข้าข้าวเปลือกAFTAหางานป้อนโรงสี

“พาณิชย์” เล็งชงกขช. ไฟเขียวนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้าน ภายใต้ AFTA หลังถูกเอกชนร้องขอ เผยเพื่อขยายโอกาสตลาดข้าวไทย และหางานให้โรงสี ยันไม่มีการนำมาเวียนเทียนหรือนำไปผสมกับข้าวไทย เหตุกำหนดเงื่อนไขเข้มให้นำเข้าเพื่อแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วส่งออกเท่านั้น ชาวนาเชียร์สุดตัว ระบุต้องสกัดเวียดนาม ซื้อไปขายราคาต่ำ จนทำให้ไทยเดือดร้อน

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ จะเสนอให้นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เห็นชอบกับแนวคิดการนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) จากปัจจุบัน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าได้เฉพาะปลายข้าว และข้าวที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น แป้ง เส้นก๋วยเตี๋ยว เท่านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดของไทยให้มากขึ้น ซึ่งหากรมว.พาณิชย์ เห็นชอบแล้ว จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการหารือกับคณะกรรมการบริหารสภาหอการ ค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่า มาตรการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA ของไทยในปัจจุบัน มีความเข้มงวดมาก และกีดกันการนำเข้ามากเกินไป จึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มชนิดของข้าวที่จะอนุญาตให้นำเข้าได้มากขึ้น เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของไทย ขณะเดียวกัน ทำให้โรงสีในประเทศมีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเป็นข้าวสารได้มากขึ้น จากปัจจุบัน โรงสีแทบไม่มีข้าวเปลือกสีแปรสภาพเลย เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำโครงการรับจำนำ ที่ต้องฝากเก็บข้าวเปลือกไว้กับโรงสี และสั่งให้มีแปรสภาพ แต่กลับใช้โครงการประกันรายได้เกษตรกรแทน

“จากการหารือกับภาคเอกชน กระทรวงฯ เลยคิดว่า น่าจะเปิดให้นำเข้าข้าวเปลือกได้ด้วย แต่ต้องระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า นำเข้ามาแล้วแปรสภาพเป็นข้าวสาร เพื่อส่งออกเท่านั้น ห้ามนำเข้ามาขายต่อในประเทศ โดยกำหนดระยะเวลาการนำเข้า และให้ส่งออกก่อนที่ผลผลิตข้าวในประเทศจะออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวคุณภาพดีของไทย และฉุดให้ราคาตกต่ำลงได้” นายยรรยงกล่าว

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะการนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา ลาว พม่า จะทำให้ไทยมีข้าวอยู่ในมือมากขึ้น และสามารถกำหนดราคาข้าวในตลาดได้ หากไทยไม่ทำอะไรเลย เวียดนามจะมาแย่งซื้อไปหมดแล้วนำไปส่งออก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เวียดนามจะขายข้าวตัดราคาข้าวไทย ถือเป็นการทำลายราคาข้าวไทย ทำลายตลาด และเกษตรกรไทยจะเสียหายในที่สุด จากการขายข้าวราคาต่ำ อย่างไรก็ตาม ในการนำเข้าจะต้องมีมาตรการควบคุมดูแลให้ดี เพื่อป้องกันการปลอมปนกับข้าวไทยจนทำให้ข้าวไทยเสียหาย

“สมควรที่ไทยจะนำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้านมาแปรสภาพแล้วส่งออกต่อ ถือเป็นการสกัดเวียดนาม ไม่ให้ซื้อไปขายในราคาต่ำ ทำลายตลาดข้าวไทย อย่างข้าวหอมมะลิ ไทยขายตันละ 15,300 บาท แต่เวียดนามเอาของกัมพูชาไปขายเหลือแค่ตันละ 11,000-12,000 บาทเท่านั้น ขายตัดราคาข้าวไทยมาก เราจะไม่เสียหายได้ยังไง” นายประสิทธิ์กล่าว

รายงานข่าว แจ้งว่า มาตรการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA ที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการนำเข้าได้เฉพาะปลายข้าว และข้าวที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ เท่านั้น โดยกำหนดเวลานำเข้า 2 ช่วง คือ เดือน พ.ค.-ก.ค. และเดือน ส.ค.-ต.ค.ซึ่งผลผลิตข้าวของไทยออกมาสู่ท้องตลาดน้อยที่สุด ซึ่งจะไม่กระทบต่อราคาข้าวในประเทศ และเกษตรกรนอกจากนี้ ยังกำหนดให้อุตสาหกรรมที่ต้องการนำเข้าข้าวต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่าง ประเทศ ขออนุญาตก่อนนำเข้า และในการนำเข้าต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนด เช่น มีใบรับรองปลอดศัตรูพืช ตรวจสอบสารตกค้าง ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบว่าปลอดการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs) และมีใบรับรองว่าเป็นสินค้าของอาเซียน ขณะเดียวกัน ได้กำหนดด่านนำเข้าเพียง 6 ด่านคือ ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่าน จ.หนองคาย ด่าน จ.ระนอง และท่าเรือกรุงเทพฯ

"มาร์ค"เมินNGOต้าน ดันร่าง"11กิจการรุนแรง"

ให้ครม.พิจารณาอังคารนี้ หวังเดินหน้า"มาบตาพุด"

นายกรัฐมนตรี เผยที่ประชุม ครม.วันที่ 31สิงหาคมนี้ จะพิจารณาร่างประกาศ 11 กิจการรุนแรงที่มีผลกระทบต่อชุมชน เพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนใน "มาบตาพุด"ต่อ พร้อมติง"สมาคมต้านโลกร้อน" ไม่ควรเคลื่อนไหวกดดัน ยันรัฐบาลให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงกว่าหลายประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เมื่อวันที่29 สิงหาคมว่า ในการแก้ไขปัญหาการลงทุนใน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาใน เรื่องของแผนเกี่ยวกับการป้องกันสาธารณภัยที่เกิดขึ้นจากสารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่มาบตาพุด พื้นที่จ.ระยอง เนื่องจากได้เกิดอุบัติเหตุอย่างน้อย 2-3 ครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลเห็นว่ายังมีจุดอ่อนในเรื่องของระบบการเตือนภัย ในเรื่องของการฝึกซ้อม ในเรื่องของการให้ข้อมูล และในเรื่องของการบริหารสถานการณ์จริง

ดังนั้นจึงได้มีการรวบรวมเอาข้อสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชน จากพี่น้องในชุมชนมารวบรวม แล้วเสนอให้ คณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องของการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยในระดับชาติไปดำเนินการปรับปรุงแผน ก่อนนำเสนอ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

ขณะเดียวกันก็ได้มีการดูแลในเรื่องของการที่จะกำหนดกิจการที่ถือว่ามีผล กระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค้างคากันมา โดย คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา 18 ประเภทกิจการ ต่อมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีการพิจารณากันอย่างละเอียด โดยยึดถือหลักทางด้านวิชาการ ซึ่งมติของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯจะนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันอังคารที่31สิงหาคม 2553 เพื่อประกาศใช้ต่อไป

มีรายงานข่าว แจ้งว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ได้พิจารณา ร่างกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากระธรรมชาติและสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด ได้เสนอมา จำนวน 18 กิจการ แต่คณะกรรมการฯได้เห็นชอบเพียง 11 กิจการ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กิจการที่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯเห็นว่ากิจการที่ไม่ต้องประกาศเป็นกิจการรุนแรงคือ เรื่องของการสูบน้ำเกลือจากใต้ดิน เหตุผลก็เพราะว่าในปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้ประกอบการอีกแล้ว คงจะมีผู้ประกอบการรายเดิม ซึ่งขณะนี้มีการนำเรื่องไปฟ้องร้องศาลปกครองอยู่แล้วว่าจะสามารถดำเนินการ ต่อได้หรือไม่

ส่วนอีกกิจการหนึ่งที่ทางคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมานั้นคือเรื่องการชลประทาน ซึ่งทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นว่าเนื่องจากกรณีของเขื่อนก็ดี เนื่องจากกรณีของประตูน้ำก็ดี เป็นกิจการที่จะต้องมีเรื่อง ของ การวิเคราะห์ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ทั้งที่รุนแรงและไม่รุนแรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน(องค์การพัฒนาภาคเอกชนหรือ เอ็นจีโอ) เตรียมออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากไม่พอใจการประกาศกิจการรุนแรงของรัฐบาลที่มองว่าไม่ครอบคลุมว่า เรื่องนี้ต้องชี้แจงกัน ซึ่งจริงๆแล้วตนได้ให้คนในรัฐบาลติดต่อประสานงานกับภาคประชาชนตลอดเวลา ตรงไหนที่ยังมีปัญหาติดใจก็สามารถที่จะสอบถามกันมาได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามวลชนใช้วิธีการกดดันอีกครั้งรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่น่าจะทำอย่างนั้น เพราะรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมและเรื่องการพัฒนา อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งมาตรการหลายอย่างที่รัฐบาลได้ดำเนินการขณะนี้ถือว่าให้ความสำคัญกับสิ่ง แวดล้อม และมีมาตรฐานสูงกว่าในหลายประเทศ

"เราเอาจริง เอาจัง กล้ายืนยันได้เลยว่า สูงกว่าหลายต่อหลายประเทศ แต่ปัญหามีอย่างเดียวคือมีมาตรการออกมาแล้ว ไม่ปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมายยังย่อหย่อนและระบบของการทำงานเวลาเกิด เหตุเป็นปัญหา" นายกรัฐมนตรี กล่าว

บีโอไอนำร่องหนุน5กิจการลงทุนต่างแดน

"ชัยวุฒิ" ชงบอร์ดบีโอไอออกมาตรการภาษี หนุนผู้ประกอบการลงทุนต่างแดน เตรียมนำร่อง 5 กิจการที่ไทยเชี่ยวชาญ เล็งตลาดเอเชีย แอฟริกา

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนไทยไปต่างประเทศต่อที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันที่ 13 ก.ย. นี้ เพื่อพิจารณาให้สำนักงานบีโอไอเป็นหน่วยงานประสานงานส่งเสริมลงทุนในต่างประเทศ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์

ภูมิภาคเป้าหมายที่ผู้ประกอบการมีโอกาสไปลงทุน ได้แก่ อาเซียน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง จีน และ แอฟริกา เบื้องต้นจะส่งเสริมลงทุนในกิจการที่ผู้ประกอบการไทยเชี่ยวชาญ 5 กิจการ คือ 1.เกษตรและเกษตรแปรรูป 2.สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 3.ชิ้นส่วนยานยนต์ 4.ท่องเที่ยวและบริการ 5.ก่อสร้าง ที่ปรึกษาวิศวกรรม และสถาปัตยกรรม

"จะเสนอที่ประชุมบอร์ดบีโอไอให้ กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการภาษีส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งหามาตรการทางการเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง คาดว่าจะใช้เวลา 6 เดือน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ไปลงทุนต่างประเทศจะมีปัญหาเสียภาษีซ้ำซ้อน กรณีนำกำไรกลับประเทศ "

ส่วนแนวโน้มการลงทุนในต่างประเทศช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถือว่าดีขึ้น โดย World Investment Report 2010 รายงานว่าปี 2552 ไทยลงทุนในต่างประเทศ จำนวน 3,818 ล้านดอลลาร์ แซงอินโดนีเซียขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ในอาเซียน และเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มีมูลค่า 2,560 ล้านดอลลาร์ โดยมาเลเซียเป็นประเทศที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศสูงสุดในอาเซียน มูลค่า 8,038 ล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 5,979 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 2,949 ล้านดอลลาร์ ฟิลิปปินส์ 359 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) รายงานมูลค่าการลงทุนในต่างประเทศสะสมถึงปี 2552 พบว่าสิงคโปร์มีมูลค่าสูงสุด 213,110 ล้านดอลลาร์ มาเลเซีย 75,618 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 30,183 ล้านดอลลาร์ ไทย 16,303 ล้านดอลลาร์ และ ฟิลิปปินส์ 6,095 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 3.8% ของ จีดีพี