การลงทุน การค้า

เปิดใจอดีตปลัด"ปีติพงศ์"แก้3ปมกู้วิกฤติน้ำ

กรุงเทพธุรกิจสัมภาษณ์ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ หนึ่งในกรรมการกยน.ถึงแนวคิดการบริหารจัดการน้ำหลังเข้าเป็นกรรมการ

"ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อน มารู้อีกทีตอนที่รัฐบาลประกาศรายชื่อ เข้าใจว่าคงมีคนที่รู้จักเสนอชื่อไป เพราะเคยทำงานที่กระทรวงเกษตรฯมานาน" นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหรือกยน.อธิบายถึงการเข้ามาเป็นกรรมการ

นายปีติพงศ์ กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะสั้นในปี 2555 ต้องเริ่มตั้งแต่ 1.การสร้างเขื่อน ต้องตั้งสมมุติฐานการเก็บน้ำใหม่ โดยเฉพาะระดับการเก็บน้ำ เพราะปัจจุบันฤดูกาลเปลี่ยนไป ความสำคัญก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เราใช้นำเพื่อการเกษตรประมาณ 70% อีก18%ใช้เพื่อสิ่งแวดล้อม คือไปดันน้ำเค็มออกทะเล ส่วนภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนใช้ประมาณ 10% และใช้ปั่นไฟฟ้าอีกเล็กน้อย เมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นแล้ว การเก็บน้ำในช่วงต้นฤดูฝน จะไปห่วงน้ำช่วงปลายฤดูมากคงไม่ได้

"ต้องมาดูว่าปีหน้าจะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริหารโดยเฉพาะ ไม่ต้องไปดูเรื่องอื่นเลย ถ้าบริหารจัดการตรงนี้ได้ คือรู้ว่าควรจะปล่อยเมื่อไหร่ แค่ไหน อย่างไร เหตุการณ์อย่างนี้ก็จะลดลง"

2.การบริหารจัดการประตูระบายน้ำ ประตูกั้นน้ำ ในส่วนของล่มน้ำเจ้าพระยา จะให้ใครดูแลรับผิดชอบ ขณะนี้คนที่รับผิดชอบคือกรมชลประทาน ต่อไปถ้าจะดูเรื่องการป้องกันน้ำท่วมด้วยก็จะต้องเอาคนที่ไม่ต้องการน้ำ เข้ามาดูด้วยว่าจะจัดการอย่างไร ถ้าไม่มองภาพรวมก็จะเกิดปัญหาได้อีก

ขณะเดียวกันพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยที่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวฯทรงเคยได้ให้พระบรมราโชบายไว้ว่าการระบายน้ำต้องใช้ปั๊มน้ำและคลองระบายน้ำ เท่าที่ทราบขณะนี้คลองระบายน้ำหลายคลองจากกทม.ด้านล่างตื้นเขิน มีคนเข้าไปบุกรุก มีผักตบชวา มันจึงเป็นปัญหาว่า เป็นเหตุทำให้น้ำทางด้านตะวันออกไม่ลดลงเร็วเหมือนฝั่งตะวันตก เครื่องสูบน้ำแถวจังหวัดสมุทรปราการ ยังไม่เริ่มทำงานเลย เพราะน้ำยังไม่ไหลมา เพราะฉะนั้นคูคลองต้องคิดว่าจะทำอะไรถึงจะให้ใช้งานได้

การบริหารจัดการเรื่องน้ำ ควรมีกลไกที่ทำงานเรื่องนี้ เวลามีปัญหาไม่ว่าน้ำท่วมหรือไม่ท่วม สิ่งหนึ่งที่ตั้งข้อสังเกตุ คือสมัยก่อนเราจะลงทุนด้านการให้น้ำ คือการชลประทานเยอะมาก แต่การลงทุนป้องกันน้ำท่วมน้อยมาก

"เราไม่เคยประสบมาก่อนทำให้ไม่มีใครลงทุน ไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อไหร่ ไปสร้างแล้วอาจจะโดนด่าได้ สู้ไปสร้างให้มีน้ำเป็นบุญคุณทางการเมือง ชาวบ้านก็ชอบ แต่อยู่ดีๆไปสร้างพนังกั้นน้ำ ไล่ชาวบ้านออกจากคลอง เป็นอะไรที่ไม่มีใครชอบ ฉะนั้นการลงทุนเรื่องการป้องกันน้ำจึงมีน้อย"

วันนี้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ภาพการลงทุนควรจะสร้างความสมดุลให้มากขึ้น ถ้าไปดูเรื่องน้ำชลประทานอย่างเดียวแล้ว ไม่ดูเรื่องน้ำท่วม ตอนนี้ก็เห็นภาพชัดแล้วว่าเวลาเกิดปัญหามันเสียหายมาก

ประตูระบายน้ำที่ต้องเข้าไปดูแล กลไกจะทำอย่างไร เรื่องนี้คิดถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนอำนาจการดูแลของหน่วยงานต่างๆ การแก้ปัญหาระยะสั้นในส่วนนี้ไม่ต้องลงทุนมาก ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนกทม.กับจังหวัดข้างๆพอน้ำเข้ามารัฐบาลถอย ดังนั้นควรมีความชัดเจนในการดูแลตั้งแต่ประตูระบาย ประตูกักเก็บน้ำ การทำความสะอาดทางเดินของน้ำและจัดการว่าใครดูแลรับผิดชอบ

นายปีติพงศ์ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาตอนนี้ไม่รู้ว่าใครดูแล รับผิดชอบ กรมชลประทานก็ดูเรื่องแม่น้ำ กรมโยธาธิการ ก็ดูเรื่องตลิ่ง กรมเจ้าท่า ก็ดูเรื่องการเดินเรือ แต่ภาพรวมไม่มีใครดูแล เรื่องนี้ตนเห็นว่ารัฐบาลควรออกระเบียบชั่วคราวสร้างสัมพันภาพกับผู้เกี่ยวข้อง 4-5กลุ่ม ให้ทำงานร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการให้ได้ ต้องมีระบบบริหารให้เป็น

สำหรับการก่อสร้างเขื่อน ในความเห็นส่วนตัวคิดว่ายังมีความจำเป็น เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่น ขณะนี้ต้นทุนน้ำทั้งหมด "เราเก็บน้ำผิวดินได้ประมาณ 30% ที่เหลือลงใต้ดิน ลงทะเล ลงเร็วขึ้นทุกวัน ผมว่าเหมือนคนหัวล้าน เพราะป่าไม้ถูกทำลายมาก "ระยะยาวคงต้องดูเรื่องการปลูกป่าด้วยที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ที่ผ่านมาคิดว่าเราดูด้านอุปทานมาก โดยไม่ได้ดูในเรื่องของอุปสงค์ กับการบริหารจัดการ ถ้าเราลดการใช้น้ำลงได้10% ดุลของการใช้น้ำของประเทศจะดีขึ้น แต่เราพูดเรื่องการให้อย่างเดียว ในส่วนประชาชนที่รับภัยพิบัติจะป้องกันตัวเองอย่างไร จะใช้น้ำอย่างไร จะมีการเก็บค่าน้ำอย่างไร เราไม่เคยพูดถึง เพราะถ้าพูดไปก็จะสั่นสะเทือนทางการเมืองทุกครั้ง เรื่องนี้เคยคิดแต่ก็โดนด่าไปแล้ว

เช่นเดียวกับประตูน้ำที่ผ่านมาก็มีการทะเลาะกัน ในส่วนของประตูระบายน้ำทั้งหมดสร้างมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว ควรจะต้องปรับปรุง ตรงนี้ใช้เงินไม่เท่าไหร่ และควรเก็บข้อมูลให้มากกว่านี้ บริหารต้องเกิดความสมดุล ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ต้องให้เกิดกระบวนการในการเรียนรู้

3.การก่อสร้างบุกรุกลำน้ำ หรือทางเดินของน้ำ ถามว่าเราจะใช้วิกฤติตรงนี้มาแก้ปัญหากับผู้บุกรุก โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรที่บุกรุกได้หรือไม่ นายปีติพงศ์ ยืนยันว่าเรื่องนี้ทำได้แต่ไม่มีใครลงมือ เราต้องสร้างทางน้ำหลากให้ได้ หรือมีกุศโลบายในการโยกย้ายที่ไม่ทำให้เกิดปัญหามากนัก นี่ก็เป็นวิธีการหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งแพงและไม่น่าจะเป็นคำตอบคือ การสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ การใช้โอกาสใช้ได้แน่ๆ แต่ควรใช้หรือไม่ ไม่รู้

สำหรับการลงทุนในระยะยาว สิ่งที่เคยเสนอไว้ เช่น การสร้างแม่น้ำเจ้าพระยา 2 แผนการชลประทานกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมของแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีอยู่ ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา หรือการก่อสร้างเขื่อนเพิ่มเติมก็มีความจำเป็น แต่ไม่แน่ใจว่าวิกฤติรอบนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดของคนได้

"เอาง่ายๆต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนที่รับผิดชอบก่อน จะทำอะไรต้องรีบทำ มัวแต่นั่งคิด ชาตินึงก็ไม่เกิด เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ภัยแล้ง น้ำท่วมอีก ปัญหาสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่เข้าใจหน้าที่ และตกลงกันได้ ถ้าใช้กฎหมายอย่างที่นายกฯใช้คิดว่าพอ แต่ทำอย่างไรให้กลไกที่กำหนดไว้ในกฎหมายในระเบียบมีผลในทางปฏิบัติ"

สิ่งที่คิดว่ารัฐบาลจะต้องปรับปรุงในทางเทคนิคคือ ระบบป้องกันน้ำของกทม.ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันน้ำท่วมจากน้ำท่วมขังจากน้ำฝน ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับน้ำเหนือ

ส่วนเครื่องสูบน้ำที่ยังขาดแคลนอยู่ ความจริงในระบบมีอยู่แล้ว แต่ต้องมีกระบวนการกำหนดให้มีการย้ายเครื่องสูบน้ำในช่วงที่วิกฤติ แต่บังเอิญกทม.กับรัฐบาลผมไม่รู้ว่าพวกเดียวกันหรือเปล่า

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่เสนอข้อมูลให้รัฐบาลตัดสินใจ คนใช้อำนาจคือพนักงานเจ้าหน้าที่ กับรัฐบาล คณะกรรมการ มีอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมารองรับเกี่ยวกับกระบวนการทำแผน ถ้ารัฐบาลหมดอายุกรรมการชุดนี้ก็ต้องหมดวาระไป แต่ถ้ารัฐบาลนี้กับรัฐบาลต่อไปเห็นฟ้องกันว่าแผนที่เสนอควรเป็นแผนระยะยาวก็ต้องเดินต่อไป

"ในระยะยาวก็ต้องพิจารณาว่าควรมีการพิจารณาหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะหรือไม่ จะแก้ไขกฎหมาย แก้ไของค์กร ต้องพิจารณากัน"

ส่วนที่มองว่าหากไม่มีตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร เข้าไปเป็นกรรมการจะทำให้การแก้ไขปัญหาขาดตอนหรือไม่ เรื่องนี้คิดว่าถ้าเราไปจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยใช้พื้นที่การปกครองเป็นขอบเขต มันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะไปที่ไหน จึงต้องทำงานเป็นโซน มีแผนเผชิญเหตุเป็นโซนๆไป

ส.​โรงสีข้าว ​แนะรัฐลดราคารับจำนำ ช่วย​ให้​ผู้ส่งออก​แข่งขัน​ได้

นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล อุปนายกสมาคม​โรงสีข้าว​ไทย ​เปิด​เผยว่า ทางสมาคม​ได้​เสนอ​ให้กรม​การค้าภาย​ใน กระทรวงพาณิชย์ พิจารณายก​เลิก​การส่งมอบข้าวหักจาก​การสี​แปรสภาพข้าว​เปลือก​ใน​โครง​การรับจำนำข้าวของรัฐบาล ​โดยจะขอ​ให้ส่งมอบ​เฉพาะข้าวขาวที่อยู่​ในสภาพดี ​เพื่อ​เข้า​ใน​โกดังกลาง ​เนื่องจาก​เห็นว่า​การส่งมอบข้าวหัก ​ทำ​ให้ราคาตลาดบิด​เบือน ​และ​โรงสี​ไม่สามารถสู้ราคารับซื้อ​ได้

นอกจากนี้ ยัง​ได้มี​การ​เสนอ​ให้ปรับลดราคา​การรับจำนำข้าว​เปลือกนาปรัง ปี 2555 ​ในส่วนของข้าวขาว 5% ​เหลือตันละ 14,000 บาท ​และ​ให้คงราคาข้าวขาว 100% ​ไว้ที่ตันละ 15,000 บาท ​เพื่อ​ให้​ผู้ส่งออกมี​โอกาส​แข่งขัน​ได้ ​เนื่องจาก​ในขณะนี้อิน​เดีย​ได้มี​การส่งออกขาว จำนวน 2 ล้านตัน ชิงส่วน​แบ่งตลาดข้าวขาวของ​ไทย​ไป​แล้ว

กรม​การข้าว​เปิดตัวหมู่บ้านผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวต้น​แบบ จังหวัดชัยนาท ดัน​เป็น​แหล่งผลิตคุณภาพ

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลยชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่า​การกระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์ ​เปิด​เผยว่า ​ในช่วงปีที่ผ่านมาประ​เทศ​ไทยต้องประสบกับมหาอุทกภัย​ในหลายจังหวัด ส่งผล​ให้​เกิดปัญหาขาด​แคลน​เมล็ดพันธุ์ข้าว​ไม่​เพียงพอกับ​ความต้อง​การ ดังนั้น ​เพื่อ​เป็น​การบรร​เทาปัญหาดังกล่าว กระทรวง​เกษตรฯ ​โดยกรม​การข้าว ​ได้ดำ​เนิน​การ​เปิดหมู่บ้านผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าว ต.นางลือ ต.ท่าชัย อ.​เมือง จ.ชัยนาท ​เพื่อ​เป็น​โครง​การต้น​แบบ​การ​เพิ่มขีด​ความสามารถชุมชน​ผู้ผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่จะสามารถช่วยกระจาย​เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี​ไปสู่ชาวนา​ในจังหวัดชัยนาท​และจังหวัด​ใกล้​เคียงที่ขาด​แคลน​เมล็ดพันธุ์ข้าว​ได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ นายชัยฤทธิ์ ดำรง​เกียรติ อธิบดีกรม​การข้าว กล่าว​เพิ่ม​เติมว่า ​การ​เปิดหมู่บ้านผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวครั้งนี้ ​เป็น​การบูรณา​การร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง ​โดยมีวัตถุประสงค์​เพื่อ​เป็น​การรณรงค์​ให้​เกษตรกรทราบ​ถึงวิธี​การผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี​ซึ่ง​เป็นปัจจัย​การผลิตที่สำคัญของชาวนา สำหรับ​การคัด​เลือกชุมชนตำบลนางลือ ​และตำบลท่าชัย ​ให้​เป็นหมู่บ้านผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวต้น​แบบ ​เนื่องจาก​เป็นชุมชนที่มี​การพัฒนา​การผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีกันอย่างกว้างขวางจน​ไปสู่ระบบ​การผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวครบวงจร ​โดยสามารถผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวส่งศูนย์​เมล็ดพันธุ์ข้าวต่างๆ ​และจำหน่าย​เองปีละ​ไม่ต่ำกว่า 40,000 ตัน สามารถกระจายสู่พี่น้องชาวนา​ใน​เขตจังหวัดชัยนาท​และ​ใกล้​เคียง ​ซึ่งสอดคล้องกับน​โยบายของทางราช​การที่จะส่ง​เสริมสนับสนุน​ให้มี​การผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ​เพื่อยกระดับปริมาณ​และคุณภาพของผลผลิตข้าว​ในชุมชน​ได้​เป็นอย่างดี

พิษรับจำนำดันก๋วยเตี๋ยวจ่อขึ้นราคา โรงสีบี้รัฐยกเลิกสต๊อกข้าวหัก-ขาดวัตถุดิบผลิตเส้น

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในเชิญกลุ่มที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว ทั้งสมาคมชาวนา กลุ่มผู้ส่งออก กลุ่มผู้ประกอบการข้าวถุง ร่วมหารือ ถึงโครงการรับจำนำข้าวนาปรังที่จะเริ่มในวันที่ 1 มี.ค. 2555 เพื่อหาข้อสรุปถึงขั้นตอนการรับจำนำข้าวนาปรัง หากได้ข้อยุติแล้วทางกรมจะเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อออกประกาศให้ชาวนาได้เตรียมความพร้อมที่จะนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำข้าวนาปรังของรัฐบาล

ทั้งนี้ เบื้องต้นหลักเกณฑ์การรับจำนำคงเป็นหลักเกณฑ์เดิมเหมือนการรับจำนำข้าวนาปี ทั้งการเปิดรับสมัครโรงสี การวางเงินค้ำประกัน เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ภาครัฐ โดยคาดว่าจะมีผลผลิตข้าวนาปรังประมาณ 8-9 ล้านตัน ซึ่งโครงการจะสิ้นสุดภายในเดือนมิ.ย.2555 ส่วนราคารับจำนำข้าวนาปรังคาดว่าคงเป็นราคาเดียวกับการจำนำข้าวนาปี และตัวเลขล่าสุดข้าวที่เข้าโครงการรับจำนำข้าวนาปีมีประมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก และเมื่อสิ้นสุดโครงการคาดว่าจะมีข้าวเข้าโครงการเพิ่มอีก 5 แสนตัน

ด้านนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ในการรับจำนำข้าวนาปรัง ทางสมาคมต้องการให้ยกเลิกนโยบายการรับจำนำทุกเม็ด โดยเปลี่ยนเป็นกำหนดวงเงินรับจำนำที่ครัวเรือนละ 500,000 บาท หรือครัวเรือนละไม่เกิน 50 ไร่ เนื่องจากจะง่ายต่อการป้องกันการสวมสิทธิ์และชาวนาส่วนใหญ่มีที่นาไม่เกิน 50 ไร่ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 30-40 ไร่

นายบรรจง ตั้งจิตวัฒนากุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมจะเสนอให้ยกเลิกการส่งมอบข้าวหัก เนื่องจากทำให้ราคาบิดเบือน โดยขอให้นำส่งเฉพาะข้าวสภาพดี และจะเสนอปรับลดราคาข้าวขาว 5% จากตันละ 15,000 บาท เหลือตันละ 14,000 บาท ส่วนข้าวขาว 100% ให้คงไว้ที่ราคาตันละ 15,000 บาท เพื่อให้ผู้ส่งออกแข่งขันได้

รายงานข่าวจากวงการโรงสีข้าวเปิดเผยว่า ทางสมาคมโรงสีข้าวไทยจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณายกเลิกการส่งมอบข้าวหักในโครงการรับจำนำ เพราะทำให้ราคาข้าวหักเพิ่มสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 12 บาท เป็น 15 บาท ใกล้เคียงกับราคาต้นข้าว ทำให้ผู้ประกอบการโรงแป้ง อาหารสัตว์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยผู้ประกอบการหันไปซื้อต้นข้าวมาบดทำแป้งแทนข้าวหัก หากปล่อยให้ราคาข้าวหักสูงขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงแป้ง และจะทำให้เส้นก๋วยเตี๋ยวมีราคาสูงขึ้นตามมาอย่างแน่นอนตามต้นทุนที่สูงขึ้น

"การที่ภาครัฐกำหนดให้โรงสีต้องส่งมอบข้าวหักให้ภาครัฐ ทำให้ข้าวหักขาดตลาด ผู้ประกอบการไม่มีข้าวหักมาผลิตเป็นแป้ง เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด จึงขอให้ยกเลิกเงื่อนไขนี้ให้ส่งมอบเฉพาะต้นข้าวเท่านั้น ส่วนข้าวหักให้เป็นไปตามราคาตลาด"รายงานระบุ

ชาวไร่มันช้ำหมดหวังร่วมโครงการรับจำนำ

เลขาฯ ชาวไร่มันสำปะหลังจวกโครงการรับจำอืดอาดยืดยาด เกษตรกรไม่ได้รับผลประโยชน์ ระบุฤดูกาลเก็บเกี่ยวใกล้จบ แต่โครงการนี้ยังนิ่งเฉย

นายธีรชาติ เสยกระโทก เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมเปิดรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตที่ 2554-2555 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปว่า รัฐบาลกำหนดมาตรการตั้งแต่เดือน ก.ย.54 แต่เพิ่งจะมาดำเนินการ ทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่าครึ่งหมดโอกาสเข้าร่วมเนื่องจากต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต หากปล่อยไว้จะเสียหาย ใน จ.นครราชสีมามีผู้ปลูก 1.8 ล้านไร่ ผลผลิตปีละ 8 ล้านตัน มีเกษตรกรที่สูญเสียโอกาสไป 4 ล้านตัน แต่ก็ยังดีเมื่อมีการประกาศรับจำนำมันสำปะหลังก็ทำให้ราคาในตลาดสูงจากเดิม กก.ละ 2 บาทเป็น 2.70 บาท

นายธีรชาติกล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่ารัฐเข้ามาแก้ปัญหาช้าเกินไป ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่นครราชสีมา มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถเริ่มโครงการรับจำนำได้ตามเวลาที่รัฐกำหนดไว้ เพราะจากเท่าที่สำรวจพบว่าการรับสมัครโรงแป้งและลานมันที่เข้าร่วมยังไม่ได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนแล้ว หลังเปิดรับสมัครโรงแป้งและลานมันเข้าร่วมโครงการแล้วจะต้องมีการตรวจสอบก่อนจะเปิดรับจำนำอีกระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่าการรับจำนำมันสำปะหลังในนครราชสีมาคงไม่ทันกำหนด ทำให้ผู้ปลูกมันสำปะหลังที่เหลืออีกครึ่งสูญเสียโอกาส เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดปลายเดือน มี.ค.นี้ และหากเริ่มโครงการก็ต้องตรวจสอบการออกใบรับรองให้เกษตรกรอย่างเข้มงวด ป้องกันการออกใบรับรองให้กับผู้ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นช่องว่างให้นำมันสำปะหลังที่อื่นมาสวมสิทธิ์

นายธีรชาติกล่าวว่า มันสำปะหลังนำรายได้ให้ประเทศปีละ 3-4 แสนล้าน โดยเฉพาะภาคอีสานมีพื้นที่ปลูก 4 ล้านไร่ ผลผลิต 15 ล้านตัน มูลค่า 2 แสนล้านบาท จ.นครราชสีมาปลูกมากคิดเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด รัฐจึงควรเล็งเห็น หากราคาดี การจับจ่ายใช้สอยก็จะมากขึ้น หากราคาตก ขาดทุน การจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง ทำให้เงินเข้าสู่ระบบของประเทศก็ลดน้อยลงไปด้วย

โรงสีแนะรัฐคุมเข้ม"สวมรอย"ข้าวนาปรัง

แนะรัฐจับตาโรงสีค้างส่งข้าวจากโครงการรับจำนำ ก่อนเปิดจำนำนาปรัง 1 มี.ค.นี้ สกัดนำข้าวมาปน พร้อมเสนอยกเลิกส่งมอบปลายข้าว ระบุเป็นต้นเหตุกลไกราคาป่วน เชื่อปริมาณนาปรังอาจถึง 10 ล้านตัน ผลจากน้ำท่วม ทำนาช้า

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ โฆษกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับกรมการค้าภายใน เรื่องการเตรียมความพร้อมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 2555 ว่า ได้เสนอให้รัฐจับตาพฤติกรรมโรงสีที่ยังค้างส่งมอบข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 เพราะเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวที่อาจมีการปะปนข้าวจากทั้ง 2 โครงการ ซึ่งโครงการรับจำนำนาปีจะสิ้นสุด 29 ก.พ. ขณะที่รัฐบาลมีแผนจะรับจำนำนาปรังวันที่ 1 มี.ค.นี้ทันที

นอกจากนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลยกเลิกการส่งมอบปลายข้าวเพราะโครงการรับจำนำที่ผ่านมาไม่เคยต้องส่งมอบในส่วนปลายข้าว ทำให้โครงสร้างราคาข้าวบิดเบือน เพราะโรงสีจะมีตลาดปลายข้าวเป็นลูกค้าประจำ แต่เมื่อไม่มีข้าวอยู่ในมือทำให้ราคาปลายข้าวสูงขึ้นจนใกล้เคียงต้นข้าว ส่งผลการผลักดันราคาไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ผลผลิตข้าวนาปรังคาดว่าจะมีประมาณ 6-7 ล้านตันข้าวเปลือก และอาจถึง 10 ล้านตันได้ เพราะผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้การทำนาล่าช้าออกไปจนกลายเป็นข้าวนาปรังในที่สุด ทำให้รัฐต้องวางแผนการรับจำนำให้เหมาะสม ทั้งงบประมาณการรับซื้อข้าวและแผนระบายข้าวไม่ให้กระทบราคาตลาด

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังรวบรวมข้อมูลสำหรับเสนอคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง คาดว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กขช. จะพิจารณาเรียกประชุมได้ในสัปดาห์หน้า เพราะมีประเด็นหารือใน กขช.คงค้างหลายเรื่อง เช่น การกำหนดแผนชดเชยชาวนาที่ได้รับผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วมที่ต้องการนำข้าวส่วนที่ไม่ได้รับความเสียหายร่วมโครงการรับจำนำ

พาณิชย์ยกเครื่อง"ไข่-ข้าว-เกษตร" แก้วิกฤตวงจรราคาสินค้าตกต่ำ "บุญทรง"เคลียร์ต้นทุนสูง

"บุญทรง" จัดแถวกระทรวงพาณิชย์ ชูธงแก้และหาทางออก "ราคาสินค้า" ทั้งระบบ พุ่งเป้า "ไข่-ข้าว-เกษตร" ขายเป็นธรรม รัฐพร้อมโดดช่วยเคลียร์ต้นทุนสูง กู้วิกฤตราคาขายตกต่ำ งัดกลยุทธ์ทำข้อมูลวงจรการผลิต-ตลาด-ยอดขาย ใหม่ทั้งหมด

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มี นโยบายเข้าไปดูแลราคาสินค้าทุกชนิดอย่างใกล้ชิด สร้างความสอดคล้องและสมดุลค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริง โดยจะไม่อนุมัติให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งจะช่วยทางด้านต้นทุนให้เดือดร้อนน้อยที่สุด

สินค้าหลักที่ช่วยทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการค้าในประเทศมีอยู่ 3-4 ชนิด ชนิดแรก ไข่ไก่กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสูงจำหน่ายจากหน้าฟาร์มขายถูกมาก แต่คงจะไม่อนุญาตให้ปรับราคาใหม่ตามข้อเสนอของผู้เลี้ยงซึ่งขอขึ้นราคาแนะนำนั้น ภายในสัปดาห์ที่ 30 มกราคม-3 กุมภาพันธ์นี้ จะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมหารือการผลิตทั้งระบบ รวมทั้งจัดการต้นทุน แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ชนิดที่ 2 ข้าวตามโครงการเปิดรับจำนำฤดูการผลิตใหม่ช่วงนาปรัง 2555 จะเริ่มรับจากเกษตรกร 1 มีนาคมนี้ จะกำหนดราคารับจำนำใกล้เคียงฤดูการผลิตนาปี 2554 ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท โดยไม่เกรงกลัวกรณีที่ผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงจะปรับขึ้นราคาเพิ่มอีก 5-10% ตามที่เคยมีกระแสมาก่อนหน้านี้ เพราะกระทรวงพาณิชย์จะแก้ลำด้วยการผลิตข้าวสารบรรจุถุงธงฟ้าออกวางตลาด ตามจุดจำหน่ายที่หาซื้อง่ายหลายช่องทางสะดวกแก่ประชาชนทั่วประเทศ

ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับพบการทุจริตจากโครงการรับจำนำ ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์จัดทำรายงานแล้ว และหากผิดก็จะเอาผิดทางกฎหมายทันที ขณะเดียวกันก็จะเดินหน้าระบายข้าวสารออกจากสต๊อกรัฐบาลต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับปริมาณรับจำนำที่ทำให้ข้าวทั่วประเทศเข้าสู่สต๊อกเพิ่มขึ้นทุกเดือน

ชนิดที่ 3 สินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อประเทศ กรณีสินค้าเกษตรสำคัญซึ่งมีอยู่ 8 รายการ ต้องจัดทำข้อมูลผลผลิตแต่ละฤดูให้ชัดเจน เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องกับจำนวนเกษตรกรผู้ปลูก และแนวโน้มราคาแต่ละช่วงเป็นอย่างไร ต้องหาทางแก้ไขพร้อมวางแผนอย่างจริงจังระหว่างผลผลิตมากจนทำให้ราคาขายในตลาดตกต่ำ ถึงเวลาที่จะเตรียมทางออกไว้ล่วงหน้า เพราะสินค้าเกษตรมีวงจรเหมือนกันทุกปี

นอกจากนี้ยังจะบูรณาการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน เพื่อวางยุทธศาสตร์การทำงานพัฒนาประเทศไปในทิศทางเดียวกัน ตามเป้าหมายการสร้างผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตตลอดปีนี้ 4-5.5%

ชาวไร่มันโวยโครงการจำนำอืดทำให้กว่าครึ่งขายราคาต่ำ

เลขาฯ ชาวไร่มันสำปะหลังอีสาน เผยเหตุโครงการรับจำนำผลผลิตมันสำปะหลังเริ่มช้า เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่าครึ่งสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วม ต้องเผชิญกับราคามันสำปะหลังตกต่ำ...

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายธีรชาติ เสยกระโทก เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมเปิดรับจำนำมันสำปะหลังฤดูกาลผลิตที่ 2554/2555 เพื่อเริ่มโครงการรับจำนำผลผลิตมันสำปะหลังได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป ว่า ความจริงแล้วในเรื่องของการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแทรกแซงราคามันสำปะหลังไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการรับจำนำรวมถึงการประกันราคาก็ดี ทางสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังได้เรียกร้องให้ทางรัฐบาลออกมากำหนดมาตรการ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าทางรัฐบาลเพิ่งจะมาเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในเดือน ก.พ. 2555 นี้ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังกว่าครึ่งต้องสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมโครงการ และต้องเผชิญกับราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำในห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตออกมาจำหน่าย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ผลผลิตอาจจะเสียหายได้ เฉพาะในส่วนของจังหวัดนครราชสีมานั้นมีพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลังประมาณ 1.8 ล้านไร่ มีผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งหมดประมาณปีละ 8 ล้านตัว ทำให้มีผลผลิตของเกษตรกรที่สูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมโครงการมากถึง 4 ล้านตันไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลได้ตัดสินใจเข้ามาแทรกแซงราคามันสำปะหลังให้กระเตื้องขึ้นในช่วงนี้ ด้วยการประกาศรับจำนำมันสำปะหลังในราคา 2.70 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรบางส่วนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ และยังทำให้ราคามันสำปะหลังภายในตลาดทั่วไปสูงขึ้น จากเดิมที่จะอยู่เพียงกิโลกรัมละประมาณ 2.00 - 2.30 บาท ขยับขึ้นเป็น 2.70 บาท เท่ากับราคารับจำนำ

นายธีรชาติ กล่าวว่า ตนมองว่าการเข้ามาแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในครั้งนี้ช้าเกินไป โดยเฉพาะในหลายจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่นที่จังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถเริ่มโครงการรับจำนำได้ทันตามเวลาที่ทางรัฐบาลกำหนดไว้ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เนื่องจากขณะนี้เท่าที่ได้ตรวจสอบไปยังทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัด, การค้าภายในจังหวัด ปรากฏว่าการรับสมัครโรงแป้งลานมันเพิ่มเข้าร่วมโครงการยังไม่ได้เริ่มดำเนิน การแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ขั้นตอนการเริ่มโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง หลังจากเปิดรับสมัครโรงแป้ง และลานมันที่เข้าร่วมโครงการแล้ว ทางคณะกรรมการจะต้องลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ และความพร้อมของสถานที่ ที่จะเปิดรับจำนำอีกระยะเวลาหนึ่ง และต้องรอผลการตรวจสอบก่อนที่จะเริ่มเปิดรับจำนำซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ดังนั้นเป็นที่แน่นอนว่าโครงการรับจำนำมันสำปะหลังของจังหวัดนครราชสีมา จึงไม่น่าที่จะเริ่มได้ทันตามเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่เหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมาสูญเสียโอกาสอีกจำนวนมาก เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลังก็จะสิ้นสุดประมาณปลายเดือนมีนาคม 2555 นี้แล้ว รวมถึงก่อนหน้านี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วเป็นจำนวนมาก หากเริ่มโครงการทางสำนักงานเกษตรก็จะต้องมีการตรวจสอบการออกใบรับรองให้กับเกษตรกรอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการออกใบรับรองให้กับเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่องว่างให้มีการนำมันสำปะหลังจากแหล่งอื่นเข้ามาสวมสิทธิ์เกษตรกรได้ ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้รับผลประโยชน์มากที่สุด

"ปัจจุบันในประเทศไทย มันสำปะหลังถือเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศ สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากถึงปีละกว่า 3 - 4 แสนล้านบาท ทั้งประเทศมีพื้นที่การเพาะปลูกประมาณ 7.5 ล้านไร่ มีผลผลิตประมาณ 25 ล้านตัน ในส่วนของภาคอีสานมีพื้นที่การเพาะปลูกสูงถึงประมาณ 4 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณปีละ 15 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดของประเทศ คิดเป็น 1 ใน 3 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด รวมประมาณ 1.8 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 8 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะเล็งเห็นผลประโยชน์ของเกษตรกรกลุ่มสำคัญกลุ่มนี้อย่างจริงจัง และมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากหากเกษตรกรกลุ่มนี้ได้ราคามันสำปะหลังดีก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น การจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจของประเทศกระเตื้องขึ้น เพราะเมื่อเกษตรกรกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น การจับจ่ายใช้สอยก็จะเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีเงินสะพัดมากขึ้น แต่หากราคามันสำปะหลังตกต่ำเกษตรกรขาดทุนการจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้มีเงินสู่ระบบของประเทศก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย" นายธีรชาติ กล่าว

พาณิชย์เตรียงชงเคาะจำนำข้าวนาปรังตันละ 1.5 หมื่น

"พาณิชย์” เตรียงชง กขช. เคาะจำนำข้าวนาปรัง 1 มี.ค.-30 มิ.ย. ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท ด้านโรงสีบี้รัฐขอส่งมอบต้นข้าวอย่างเดียว หลังรัฐให้ส่งต้นข้าวและปลายข้าว ทำโรงสีเข้าโครงการน้อย

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับตัวแทนโรงสีและเกษตรกร เพื่อเตรียมความพร้อมรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 55 ว่า จะนำข้อสรุปที่ได้ไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในสัปดาห์หน้า เบื้องต้นทุกฝ่ายเห็นพ้องให้เปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังวันที่ 1 มี.ค.-30 มิ.ย.นี้ แบบไม่จำกัดปริมาณ ส่วนราคายังคงกำหนดรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% ที่ตันละ 15,000 บาท

สำหรับเงื่อนไขการสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารและการส่งมอบข้าวให้กับรัฐนั้น จะเสนอ 2 แนวทางให้ กขช. พิจารณาคือ จะยึดรูปแบบเดิม คือให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการส่งเฉพาะต้นข้าวเข้าโกดังกลาง หรือแบบปัจจุบันที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 54/55 ที่กำหนดให้โรงสีส่งมอบทั้งต้นข้าวและปลายข้าวทั้งหมดเข้าโกดังกลาง ส่วนอัตราสีแปรสภาพกำหนดตันละ 500 บาท เช่นเดิม โดยสาเหตุที่โรงสีไม่ต้องการส่งมอบปลายข้าว เพราะจะได้นำปลายข้าวในตลาดได้เอง ถือเป็นการทำธุรกิจของโรงสี แต่ถ้าส่งมอบทั้งหมด ก็ไม่สามารถนำไปขายได้

จำนำมันได้ผลราคาแตะ2.40บาท

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมพร้อมในการรับจำนำมันสำปะหลังปี 2554/2555 ว่า สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 600 ราย ให้การสนับสนุนโครงการรับจำนำที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการยืนยันว่าราคารับจำนำที่ภาครัฐได้ประกาศออกไปที่กิโลกรัม (ก.ก.) ละ 2.75 บาทนั้น เป็นราคาที่รับได้ และพร้อมที่จะรับซื้อมันจากเกษตรกรในราคาดังกล่าว และจะเพิ่มขึ้นทุก 5 สตางค์ จนสิ้นสุดโครงการในเดือนพ.ค.2555 โดยคาดว่าจะมีมันเข้าสู่โครงการประมาณ 10 ล้านตัน และขณะนี้มีเกษตรกรเริ่มทยอยนำมันเข้าร่วมโครงการแล้ว และมีลานมัน โรงแป้งทยอยเข้าโครงการแล้ว 400 รายจากทั้งหมด 700 กว่าราย และคาดว่าจะเข้ามาร่วมโครงการเรื่อยๆ

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า หลังรัฐบาลได้ประกาศให้มีโครงการรับจำนำเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาทั่วไปของมันสำปะหลังมีราคาสูงขึ้นจาก 2.10 บาทต่อก.ก. เป็น 2.40 บาท เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ชะลอการขายมันออกไปเพื่อรอราคารับจำนำของรัฐบาล