การลงทุน การค้า

พบ200รง.เข้าข่ายกิจการรุนแรง เร่งไล่เช็คแผน"อีไอเอ-เอชไอเอ"

กระทรวงอุตฯเผย ผลตรวจสอบโรงงานทั้งประเทศ พบ 200 โรงงาน เข้าข่ายกิจการรุนแรง 18 ประเภท พร้อมเข้าตรวจสอบการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านสุขอนามัย

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการสำรวจโรงงานทั่วประเทศ 2,000 แห่ง พบมีโรงงานประมาณ 200 แห่ง (รวมกิจการของกระทรวงพลังงานด้วย) ที่ได้รับใบอนุญาติประกอบกิจการหลังรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และอาจเข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรง 18 ประเภท โดยขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลว่า ในจำนวนดังกล่าวมีโรงงานใดบ้างที่ดำเนินการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอ เอ)และผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ)ไปแล้ว มีขนาดกิจการและเงินลงทุนเท่าใด

ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมมูลก่อนหน้านี้ ตัวเลขของกิจการไม่ตรงกันระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เพราะแต่ละหน่วยงาน อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กนอ. นิยามการให้อนุญาติประกอบกิจการต่างกัน

"ถ้ารวบรวมข้อมมูลเสร็จ ก็จะนำเสนอความเห็นต่อนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ภายในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ โดยการพิจารณาข้อมูลตัวเลขก็ต้องดูขนาดโครงการ เงินลงทุน ซึ่งคาดว่า จะมีขนาดไม่มากนัก และอยู่ในวิสัยทัศน์ที่จะประกาศประเภทกิจการในส่วนนี้ได้ หากจะมีการประกาศประเภทกิจการรุนแรงของกระทรวงอุตสาหกรรมจริง ก็ต้องรอการตัดใจของรัฐมนตรี ขณะเดียวกันต้องยกเลิกประกาศประเภทกิจการรุนแรง 8 ประเภทเดิม แล้วออกประกาศฉบับใหม่บังคับใช้แทน ถ้าสามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้"

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า เมื่อไม่มีความชัดเจนในประกาศประเภทกิจการรุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม่สามารถตัดสินใจขยายยการลงทุน เพิ่มกำลังการผลิตสินค้าได้ หากมีประกาศออกมาสักอย่าง ก็จะเป็นธงให้เดินหน้าได้ เพราะที่ผ่านมาเห็นได้ว่าภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้ แต่รอเพียงความชัดเจนในเรื่องนี้เท่านั้น

นายวิฑูรย์ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดงานบีโอไอแฟร์ว่า ตนจะเป็นประธานประชุมอธิบดีกรมต่างๆในสังกัด พร้อมด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เพื่อหารืออย่างเป็นทางการวันที่ 9 สิงหาคมนี้ เบื้องต้นมีงบประมาณจากบีโอไอและงบประมาณกลางจำนวน 40 ล้านบาท เพื่อจัดงานแล้ว

สำหรับแนวคิดในการจัดงาน จะนำเสนอเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและความาก้าวหน้าด้านนวัตกรรมของไทย คาดว่า จะจัดงานขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน 2554 โดยใช้พื้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อให้งานมีความยิ่งใหญ่ ฟื้นความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สะท้อนว่าไทยยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการลงทุน

"เราต้องเร่งหารือกับภาคเอกชนและทุกภาคส่วน เพราะในการจัดงานบริษัทต่างชาติ จะต้องนำเสนอเรื่องไปยังบริษัทแม่เพื่อขออนุมัติการนำเทคโนโลยีมาแสดงภายใน งาน คาดว่าจะจัดงานครั้งนี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าครั้งแรกที่จัดขึ้นที่แหลมฉบัง เมื่อปี 2538 อย่างแน่นอน" นายวิฑูรย์ กล่าว

'อลงกรณ์' มั่นใจพม่าเปิดด่านแม่สอดภายในสัปดาห์หน้า

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากการเจรจากับพม่ากรณีปิดด่านชายแดนแม่สอด - เมียวดี ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดทางรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของพม่า ได้แจ้งมาแล้วว่า ขณะนี้รัฐบาลพม่าเห็นด้วยกับหลักการข้อเสนอและผลเจรจาของไทย ซึ่งพม่าอยู่ระหว่างการดำเนินขั้นตอนการเปิดด่าน โดยต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลกลางของพม่าก่อน

ขณะที่ในวันนี้ (30 ก.ค.) จะประชุมคณะกรรมการระดับนโยบาย หรือเจบีซี ทั้ง 2 ฝ่ายที่ จ.เมียวดี ซึ่งจะมีการเจรจาปัญหาเรื่องด่านพรมแดน และคาดว่าจะทราบผลแน่ชัดว่าพม่าจะเปิดด่านชายแดนเม่สอด-เมียวดีเมื่อไร ซึ่งมั่นใจว่าน่าจะเปิดด่านได้ปกติภายในต้นสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม ทางไทยยังคงเดินหน้าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตากต่อ โดยเร็วๆ นี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก และเห็นชอบการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนไทย-พม่า โดยพื้นที่ที่เหมาะสมกำหนดให้ตั้งระหว่าง ต.แม่ปะ-ท่าสายลวดพื้นที่จำนวน 5,603 ไร่ 56 งาน ริมแม่น้ำเมย

สำหรับรูปแบบการจัดตั้งจะเสนอให้เป็นองค์การมหาชนผสมกับนิคมอุตสาหกรรม โดยองค์ประกอบจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เขตนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ขนถ่ายและกระจายสินค้า เขตปลอดอากร คลังสินค้าทัณฑ์บน ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว การตรวจปล่อยจุดเดียว และด่านศุลกากร โดยจะให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน ส่วนรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการส่งเสริมการลงทุน เช่น ภาษีอากร เงินลงทุนกับธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สศช.วางกรอบสร้างภูมิคุ้มกันศก.-สังคม

สศช.ชี้รัฐทุจริต บริหารอ่อนแอ ทำประเทศไม่ก้าวหน้า หวังแผน 11 จะปิดช่องโหว่ทุกปัญหา วางกรอบ 6 แนวทางสร้างภูมิคุ้มกันลดความเสี่ยงในอนาคต

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สศช.อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เพื่อใช้ในปี 55-59 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงด้านบริหารงาน อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ ไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการใดๆ ได้ เกิดการทุจริตนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสร้างความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง

ส่วนมิติทางเศรษฐกิจจากการที่ไทยพึ่งพาส่งออกสูงถึง 80% ของจีดีพี และใช้แรงงานราคาถูก ทำให้มีความเสี่ยงสูง โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุลด้านอายุ คุณภาพ ความรู้และทักษะ มีประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นและตกเป็นภาระของภาครัฐ

นอกจากนี้ การขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการติดต่อผ่านสังคมออนไลน์ ทำให้ค่านิยมที่ดีงามเสื่อมถอย แตกความสามัคคี และพบว่าสภาพแวดล้อมมีแนวโน้มเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง ทั้งการขาดแคลนน้ำ การกัดเซาะชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง และการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลือง สศช.จึงกำหนดแนวทางลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกัน 6 ด้าน คือ ไทยจะต้องรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข จัดให้ภาคเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหาร พัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างสังคมไทยให้มีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม ชุมชนต้องมีกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงเป็นสังคมสวัสดิการ และประเทศไทยต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นเอกราช และเป็นมิตรกับนานาประเทศ

"การกำหนดเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ จะไม่เน้นคุณภาพ ซึ่งหากทำได้ตามแผนเชื่อว่าจีดีพีในอนาคต จะขยายตัวได้มากกว่า 4-5% ทั้งนี้ รายละเอียดของแผนจะนำเสนอในการประชุมประจำปีวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนประกาศใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2554" นายอาคมกล่าว

"พาณิชย์" เล็งรื้อโครงสร้างหมู-ไข่ไก่ หลังราคาคลายตัว

"พาณิชย์" เล็งรื้อ โครงสร้าง หมู ไข่ไก่ ต่อ จ่อกดราคาหมูลง กก.ละ 5 บาท หลังภัยแล้งคลายตัวหมูถูกลง พร้อมลดอาหารสัตว์ตามด้วย...

เมื่อ วันที่ 28 ก.ค. 2553 นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงราคาเนื้อหมู ไข่ไก่ และอาหารสัตว์ว่า เร็วๆ นี้ กรมจะเรียกประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนเนื้อหมู ไข่ไก่ และอาหารสัตว์ เพื่อทบทวนโครงสร้างต้นทุนและราคาจำหน่ายเนื้อหมู และไข่ไก่ใหม่ทั้งระบบ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ที่ต้องการดูแลค่าครองชีพให้อยู่ภาวะเหมาะสม หลังจากปัจจุบันสถานการณ์การเลี้ยงไก่ไข่ และ หมูเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับมีมาตรการดูแลจากภาครัฐ ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงลดลง ดังนั้น ราคาสินค้าทั้ง 2 ประเภทจึงน่าลงเท่าเดิม

ทั้งนี้ ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มเคยขึ้นสูงสุดไปที่ กก.ละ 61-62 บาท และตั้งเป้าหมายจะลดราคาให้เหลือ กก.ละ 58-59 บาท ซึ่งเป็นราคาช่วงต้นปีก่อนเกิดปัญหาภัยแล้ง จะส่งผลให้ราคาเนื้อหมูชำแหละขายปลีกลดลงอีก กก.ละ 5 บาท จากปัจจุบันที่หมูเนื้อแดงอยู่ที่ กก.ละ 115-120 บาท และเนื้อสัน กก.ละ 120-130 บาท ขณะเดียวกันจะทบทวนสูตรการคิดราคาขายปลีกเนื้อหมู โดยให้หมูเป็นปรับลดกก.ละ 1 บาท ราคาขายปลีกตามตลาดสดต้องลดตาม จากปัจจุบันที่หมูเนื้อเป็นต้องลด 3 บาท ราคาขายปลีกถึงลดตามกก.ละ 5 บาท นอกจากนี้ จะเชิญประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาอาหารสัตว์ เพื่อพิจารณาราคาอาหารสัตว์ใหม่ เพราะต้นทุนอาหารสัตว์หลายชนิดปรับราคาลง เช่น กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง 5% เพื่อเป็นการช่วยดูแลต้นทุนการเลี้ยงแก่ผู้เลี้ยงหมู และไก่ไข่อีกทาง

นาง วัชรี กล่าวต่อว่า ในเร็วๆ นี้ จะเชิญร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ เข้ามาหารืออีกครั้ง เพื่อขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาอาหารสำเร็จรูปเริ่มต้นที่จานละ 25 บาท หลังจากที่ผ่านมามีผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามามาก ว่าอาหารสำเร็จรูปในศูนย์อาหาร (ฟูดคอร์ด)ทั้ง 2 แห่ง ยังมีราคาสูงไม่ได้ลดลงเหลือ 25 บาทจริง ส่วนอาหารสำเร็จรูปในร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (โมเดิร์น เทรด) เทสโก โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ต่างให้ความร่วมมือจัดเมนูธงฟ้าราคา 25 บาท ครบทั้งประเทศแล้ว

เศรษฐกิจการเกษตรในรอบครึ่งปี 53

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรครึ่งปีแรก 2553 ว่า จะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศ ฝนทิ้งช่วง ก่อให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึง ปัญหาศัตรูพืชและโรคระบาด ส่งผลให้การผลิตพืชส่วนใหญ่มีทิศทางลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ ผ่านมา โดยเฉพาะผลผลิตมันสำปะหลังลดลงประมาณร้อยละ 26.0 จากปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้ง สีชมพู ขณะที่ผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความต้องการ ของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และแรงจูงใจทางด้านราคา

สำหรับการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง ยางพารา น้ำมันปาล์ม และน้ำตาล จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ทำให้ความต้องการสินค้าของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การผลิต สาขาพืช ในครึ่งปีแรกของปี 2553 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ด้านสาขาปศุสัตว์ ในครึ่งแรกของ ปี 2553 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีและไม่ปรากฏการระบาดของโรคใด ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการผลิตและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นสอดคล้องตามแผนการผลิตของผู้ผลิต สำหรับการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไก่และผลิตภัณฑ์ แต่เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกกลับมีแนวโน้ม ลดลง เนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคา

สาขาประมงในช่วงครึ่งแรกปี 2553 ขยายตัวค่อนข้างดีที่ร้อยละ 3.3 สำหรับราคาภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการวัตถุดิบแปรรูป เพื่อการส่งออก ส่วนกุ้งเพาะเลี้ยงมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกุ้งเพาะเลี้ยงในภาคใต้ซึ่งมีสัดส่วนเพาะเลี้ยงมากกว่าร้อยละ 60 ของประเทศขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 18.9

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2553 มีการระบาดของโรคตัวแดงดวงขาวในกุ้ง ทำให้เกษตรกรเร่งจับกุ้งเร็วกว่ากำหนดเพื่อป้องกันความเสียหาย ส่งผลให้ปริมาณกุ้งออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีแรกเป็นจำนวนมากแต่ส่วนใหญ่เป็น กุ้งขนาดเล็ก ส่วนประมงน้ำจืดมีผลผลิตเพิ่มขึ้น จากการส่งเสริมการผลิตของหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะ ปลานิล ปลายี่สก และ ปลานวล จันทร์ ส่วนสาขาป่าไม้และ สาขาบริการ ทางการ เกษตรในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คือ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.19 และ 1.11 ตามลำดับ

และจากการวิเคราะห์ภาพรวมในแต่ละสาขา พบว่าทั้งปี 2553 ของสาขาพืช คาดว่าจะขยายตัวได้ ในช่วงร้อยละ 2.0-3.0 เนื่องจากสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดในช่วงครึ่งปีหลังจะมีทิศทาง ที่ดีขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน สำหรับผลผลิตที่ลดลง ได้แก่ ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง และข้าว ผลผลิตข้าวลดลง จากการปรับเลื่อนการเพาะปลูกข้าวนาปี ออกไปในเขตโครงการชลประทานทุกโครงการที่รับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อน สิริกิติ์ในภาคเหนือตอนล่าง รวมถึงในเขตโครงการ ชลประทานเจ้าพระ ยาใหญ่ ทำให้ปริมาณ ข้าวนาปีที่ออก มากในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมไปสะสมมากขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2554 สำหรับด้านราคาพืชที่สำคัญส่วนใหญ่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อยโรงงานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน คาดว่าจะยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี เช่นเดียวกับการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก.

tidtangkaset@dailynews.co.th

"ข้าวไทย" ที่คนไทยไม่รู้

ทวี มีเงิน

ปี นี้สินค้าเกษตรบ้านเราหลาย ๆ ตัวไปได้สวยยางพาราราคาพุ่งพรวด 100 กว่าบาท ชาวสวนยางเร่งแห่ขยายพื้นที่ปลูกเป็นการใหญ่ อ้อยและน้ำตาลราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ข้าวยังอยู่ในวงจรอุบาทว์ ผลผลิตปีนี้ไม่ได้สูงเหมือนทุกปีเพราะเจอฝนแล้ง แต่ราคาก็ยังตกต่ำ ทั้ง ๆ ที่ข้าวไทยนั้นเป็นที่ต้องการของหลาย ๆ ประเทศ

ในทวีปแอฟริกาข้าวไทยกลายเป็นสินค้าที่คนแอฟริกันโหยหา อยากกิน อยากปลูกเป็น

เมื่ออาทิตย์ก่อนแอบสวมบท "นักเรียนน้อย" ฟัง "ดร.กนก วงศ์ตระหง่าน" ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเลกเชอร์ให้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับข้อตกลงกับประเทศในแถบแอฟริกาหลาย ๆ ประเทศ หลายเรื่องราวเป็นความร่วมมือ แลกเปลี่ยนในอนาคต

เฉพาะอย่างยิ่งข้าวไทยเป็นที่สนใจอย่างมาก คิดไม่ถึงว่าข้าวไทยจะมีเสน่ห์และอิทธิพลต่อคนแอฟริกันถึงเพียงนี้

ดร.กนก เล่าว่า ครั้งหนึ่งในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศเซเนกัล ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ใช้ ข้าวไทยเป็นนโยบายหาเสียง โดยสัญญาว่า หากเขาชนะการเลือกตั้งขอสัญญาว่า จะทำให้ชาวเซเนกัลได้กินข้าวหอมมะลิของไทย

ข้าวหอมมะลิของไทยกลายเป็นข้าวการเมือง เป็นนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อ พูดถึงข้าวหอมมะลิไทยในตลาดเซเนกัล ดร.กนกเล่าให้ฟังว่า "ข้าวตราฉัตรของกลุ่มซีพีกลายเป็นเจ้าใหญ่ เจ้าเดียวส่งออกปีละหมื่นล้านบาท แทบไม่น่าเชื่อว่าแค่ขายข้าวถุงไปประเทศเซเนกัลประเทศเดียวมูลค่าเป็นหมื่น ล้านบาท"

ไม่เฉพาะประเทศเซเนกัลที่หลงใหลข้าวไทย ประเทศในแถบแอฟริกาส่วนใหญ่หันมาบริโภคข้าวไทยทั้งนั้น เมื่อก่อนอาจจะนิยมบริโภคปลายข้าวหัก ๆ เพราะยากจน แต่ทุกวันนี้ฐานะทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ประชาชนมีกำลังซื้อสูง รัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่ประสิทธิภาพยังต่ำ ประชาชนยังไม่ขยัน ทั้งที่ประเทศเหล่านี้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ประเทศแอฟริกาใต้มีเหมืองทองคำ เหมืองเพชร ไนจีเรียมีแหล่งน้ำมัน โมร็อกโกมีแร่โปแตช กานามีเหมืองเพชร นามิเบียมีเหมืองเพชรและแร่ยูเรเนียม

ทรัพยากร ธรรมชาติในแอฟริกาจึงไม่เป็นรองใคร ขณะที่ประชากรทั้งทวีปมีแค่ 1พันล้านคน หรือ 1 ใน 6 ของโลก แต่มีทรัพยากรมากถึง 1 ใน 3 ของโลก เรียกว่า ถ้าไม่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง มีสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ป่านนี้แอฟริกาเจริญมากกว่านี้หลายเท่า

ทุกวันนี้คนแอฟริกันโหยหา อยากกินข้าวไทย อยากทำนาปลูกข้าวเป็น และมีความต้องการเรียนรู้การปลูกข้าว แต่ปลูก ไม่เป็น รัฐบาล "เซเนกัล" บอกว่า ต้องการให้ประเทศไทยช่วยสอนปลูกข้าวให้คนของเขา หรือคนไทยนักธุรกิจไทยมาลงทุนปลูกข้าวในประเทศเซเนกัลก็ได้

ทวีป แอฟริกามีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำไนล์เป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน แต่ประเทศเหล่านี้ก็ไม่เคยใช้ประโยชน์จากแม่น้ำไนล์ ยกเว้นประเทศอียิปต์ประเทศเดียวเท่านั้น ตอนนี้ประเทศต่าง ๆ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแล จัดสรรน้ำใช้ในการเกษตร แต่ไม่มีความรู้ในการเอาน้ำมาใช้ประโยชน์ ไม่รู้วิธีจะกระจายน้ำไปสู่แหล่งเพาะปลูกได้อย่างไร ไม่มีความรู้เรื่องระบบชลประทาน จึงต้องการความรู้จากคนไทยเข้าไปช่วย

น่า จะเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่มี "โนว์ฮาว" หรือเทคโนโลยีในการปลูกข้าว ไปลงทุนปลูกข้าว โดยใช้แรงงานของคนแอฟริกัน ซึ่งไม่เฉพาะบริษัทธุรกิจเกษตรเท่านั้น แต่อาจส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่มีความเข้มแข็งเข้าไปลงทุน จะเป็นการยกระดับข้าวไทยไปเปิดตลาดใหม่แทนที่จะส่งออกอย่างเดียว แต่ไปลงทุนผลิตและขายสินค้าได้เลย ประหยัดทั้งต้นทุนและเวลาในการขนส่ง

ขณะ นี้ "ดร.กนก" ก็เริ่มปูทางไว้แล้วไม่น้อย 5-6 ประเทศ โดยไปร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศต่าง ๆ ในแอฟริการ่วมมือกันทำวิจัย มีโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ นักศึกษาระหว่างไทยกับแอฟริกา และยังมีโครงการร่วมมืออีกหลาย ๆ ประเทศในเร็ว ๆ นี้

หากประสบความ สำเร็จอาจจะเห็นบริษัทธุรกิจเกษตร วิสาหกิจชุมชนไทย ย้ายฐานการปลูกข้าวหนีความแห้งแล้งในบ้านเราไปลงทุนปลูกข้าวในแอฟริกา อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด

ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาลงทุนบ้านเรา มาอาศัยค่าแรง ถูก ๆ ได้ ทำไมเราจะย้ายฐานการปลูกข้าวไปแอฟริกาไม่ได้

วิกฤตพืชเศรษฐกิจขาดตลาด

พืชเศรษฐกิจซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวันของประชาชนต่าง ได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพอากาศร้อนแล้ง เช่น ผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ภาคอีสานมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ เพราะจนถึงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้มีเกษตรกรทำนาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะขาดแคลนน้ำขั้นวิกฤต ส่วนข้าวนาปรังที่ปลูกในเขตชลประทานภาคกลางก็ถูกเลื่อนการเพาะปลูกให้ล่าช้า ออกไป จากเดิมที่เคยปลูกได้ปีละ 3-4 ครั้ง เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้อย ปัจจุบันแม้ว่าฝนจะเริ่มตกลงมาแล้วแต่ส่วนใหญ่ฝนจะตกอยู่แนวท้ายเขื่อน นอกจากนี้ในบางพื้นที่ของภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางบางส่วนก็กำลังประสบ ปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและปัญหาข้าวออกรวงแต่เมล็ดลีบ ทำให้ได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร

นายไพรัช หวังดี เกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า การปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่กว่า 10 อำเภอของจังหวัดในปีนี้คาดว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก เนื่องจากเกิดปัญหาฝนตกทิ้งช่วงอาจทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อยกว่าปี ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรีมีพื้นที่นาปรังทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้านไร่

ขณะที่ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างและภาคตะวันออกบางส่วนซึ่งเป็น แหล่งปลูกมันสำปะหลังในฤดูการผลิต 2553/2554 ก็กำลังประสบปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดอย่างหนัก รวมทั้งเจอปัญหาขาดแคลนพันธุ์มันสำปะหลังที่จะปลูกในช่วงฤดูฝน หลายฝ่าย คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในช่วงต้นปี 2554 จะมีปริมาณลดลงกว่า 30-40% ซึ่งจะทำให้ราคามันปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

ด้านเกษตรกรชาวสวน ผักในเขตจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า ปัญหาอากาศร้อนและภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้ส่ง ผลกระทบต่อการปลูกพืชผัก ผลไม้อย่างมาก เพราะพืชจะไม่ค่อยเจริญเติบโตและเจอโรคพืชระบาด ทำให้ผลผลิตออกสู่ ท้องตลาดน้อยลงและทำให้ราคาสูงขึ้น เช่น ราคาผักชีเคยพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท

นายอิทธิพัทธ์ รัตนสุวรรณาชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี และในฐานะผู้ปลูกอ้อย กล่าวว่า ปัญหาแล้งที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศได้สร้างผลกระทบให้กับชาวไร่อ้อยและ เกษตรกรอย่างหนัก ส่งผลให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ ซึ่งกาญจนบุรีมีสภาพที่แล้งจัดในรอบ 20 ปี คาดว่า ในปี 2554 ปริมาณอ้อยที่จะป้อนเข้าโรงงานเพื่อผลิตน้ำตาลทรายจะลดน้อยลง

ยางพารา...เสาหลักปั๊มรายได้ "กำลังซื้อ" สะพัดธุรกิจหนองคาย

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่ถือว่าราคาดีที่สุดในตอนนี้ ภาคอีสานก็มีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมากเกิน 1 ล้านไร่แล้ว "หนองคาย" เป็น จังหวัดที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดในภาคอีสาน ล่าสุดมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 801,878 ไร่ เกษตรกรจำนวน 47,357 ครัวเรือน แบ่งเป็นสวนยางในโครงการ 601,617 ไร่ และสวนยางที่เกษตรกร ปลูกเองอีก 200,261 ไร่

ขณะนี้สามารถเปิดกรีดได้แล้ว 225,046 ไร่ พื้นที่มีการปลูกยางมากที่สุด คือพื้นที่อำเภอบึงกาฬ ประมาณ 162,677 ไร่ รองลงมา คืออำเภอเซกา 103,656 ไร่ และอำเภอโซ่พิสัย 85,887 ไร่

จังหวัด หนองคายได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกยางพาราอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าพื้นที่ปลูกยางพาราไว้ที่ 1 ล้านไร่ ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีปัจจัยที่เอื้อหลายปัจจัย เช่น การเปิดศูนย์เรียนรู้ยางพารา โดยมีส่วนร่วมของเกษตรกร และการเปิดตลาดกลางยางพาราหนองคาย ที่ศูนย์วิจัยยางหนองคาย อำเภอรัตนวาปี ขณะที่ภาคเอกชนก็ได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตยางแผ่นขนาดใหญ่แล้วถึง 3 โรงงาน

นอก จากนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายก็ให้การสนับสนุนการปลูกยางพารา โดยร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย จัดหลักสูตรให้นักเรียนระดับชั้น ม.1- 6 ได้เรียนรู้ถึงหลักวิชาการปลูกยางพาราที่ถูกต้อง

นายสมหมาย แก้วมณี เจ้าพนักงาน การเกษตรชำนาญงาน สำนักงานเกษตรอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ อ.โซ่พิสัย 80,000 ไร่เศษ สามารถกรีดได้แล้ว 20,000 กว่าไร่ ทำรายได้เข้าอำเภอไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท/ปี ที่สำคัญ คือไม่มีปัญหาในเรื่องของราคาและตลาด เพราะมีพ่อค้ามาซื้อถึงในพื้นที่เกษตรกร บางหมู่บ้านก็รวมกลุ่มกันขาย ทำให้ได้ราคาที่สูง

จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่เหมาะสมกับการปลูก ยางพาราใน อ.โซ่พิสัย ประมาณ 2 แสนไร่ ส่วนอำเภออื่น ๆ นั้นก็ใกล้เคียงกัน หากส่งเสริมได้ครบตามเป้า จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งผู้ปลูกและผู้ที่รับจ้างกรีด สามารถแก้ไขปัญหา ความยากจนได้อย่างถาวร นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความชุ่มชื้นในพื้นที่เพิ่มขึ้น มีฝนตกตามฤดูกาล

ทิศ ทางนี้สอดคล้องกับข้อมูลภาวะเศรษฐกิจจังหวัดหนองคาย โดย นางบรรจง รัตนพราหมณ์ คลังจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดหนองคาย ปี 2551 มีมูลค่า 35,999 ล้านบาท รายได้ต่อหัวประชากร 37,354 บาท/ปี โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดหนองคาย ขึ้นอยู่กับภาคการเกษตรถึง 25.58% การขายส่งขายปลีก 21.31% การศึกษา 11.93% ภาคอุตสาหกรรม 10.13% การบริหารราชการ 60.62% และอื่น ๆ 24.43% อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัว 2.44%

ทั้งนี้ ในเดือน เม.ย. 53 ภาคการเกษตรขยายตัวถึง 120.85% เป็นผลมาจากปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มขึ้นมากถึง 1,502.55% และราคายางสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนเดือน พ.ค. 53 ภาคการเกษตรขยายตัว 62.86% จากปริมาณผลผลิตยางพารา ที่เพิ่มขึ้น 735.52%

นอกจากยางพาราจะ เป็นตัวสร้างรายได้และเพิ่มกำลังซื้อสำคัญเข้าจังหวัดหนองคายแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่ง "ผลิตกล้ายาง" ป้อนตลาดในประเทศและส่งออกไป สปป.ลาว เวียดนาม และจีนด้วย

นายณัฐพงษ์ แก้วมณี เจ้าของสวนเกษตรแจ็ค ในอำเภอโซ่พิสัย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกล้ายางที่ได้มาตรฐานรับรองจากกรมวิชาการเกษตรแหล่งใหญ่ 1 ใน 6 แห่ง ของจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางพารากันมาก เนื่องจากยางพารามีราคาดี โดยมีการปรับพื้นที่นาดอนมาปลูกยางกันเกือบทั้งหมด ทำให้กล้าพันธุ์ยางขาดตลาด และมีราคาสูงขึ้นจากเดิมต้นละ 15-20 บาท เป็น 25-35 บาท แต่ขณะนี้สูงถึง 40 บาท ก็หาซื้อไม่ได้ ในส่วนของตนนั้น ผลิตกล้าพันธุ์ยางได้ปีละประมาณ 5 แสนกล้า ก็จำหน่ายหมดทุกปี เกษตรกรที่ต้องการกล้าพันธุ์ยาง ต้องสั่งจองไว้ข้ามปี

จากข้อมูลดัง กล่าวชี้ชัดว่า ยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตสดใสของหนองคายและภาคอีสาน รวมทั้งภาคเหนือ เม็ดเงินที่สะพัดไปสู่การจับจ่ายใช้สอยในระยะนี้ ส่วนใหญ่มาจากการซื้อขายยางพาราแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ผลสืบเนื่องที่ทางการต้องรับมือให้ดี ก็คือมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก มีกลุ่มทุนจาก ภาคใต้และกลุ่มทุนภาคการเกษตรรายใหญ่เข้ามากว้านซื้อที่ดินในจังหวัดหนองคาย กันอย่างคึกคัก ราคาที่ดินเปล่าอยู่ที่ไร่ละ 25,000-60,000 บาท ที่ดินที่มีการปลูกยางพาราไว้อายุ 1 ปี ราคาสูงขึ้นเป็นไร่ละ 85,000-120,000 บาท

ที่สำคัญ ยังพบว่ามีราษฎรส่วนหนึ่งบุกรุกป่า เพื่อเข้าไปปลูกยางพารา แล้วเปลี่ยนมือขายต่อให้กับกลุ่มนายทุน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าพรานพร้าว-แก้งไก่ ในเขตอำเภอสังคม ซึ่งผู้ว่าฯหนองคาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเข้าไป แก้ไขอยู่

ดังนั้น หากไม่มีการควบคุม ตรวจสอบจริงจัง หรือมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ปัญหาการบุกรุกยึดครองป่าสงวนแห่งชาติและที่สาธารณะก็จะขยายวงมากขึ้น ศึกการแย่งชิงทรัพยากรที่ดินก็จะระเบิดขึ้นอย่างแน่นอน

มนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดติวเข้มผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ AFTA

สัมภาษณ์

ผ่านมา 6 เดือน นับจากวันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลบังคับใช้ ด้วยการลดอัตราภาษีสินค้าปกติ (Normal List) กว่า 8,000 รายการ ลงเหลือ 0% จะส่งผลดีกับการค้าของไทยและอาเซียนอย่างที่คาดหวังกันไว้หรือไม่ นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงบทบาทในการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากการลดภาษี ตลอดจนแนวทางการเยียวยาผลกระทบจาก AFTA และการสร้างขีดความสามารถในการ แข่งขันของผู้ประกอบการไทย

- ผลของการลดภาษี AFTA 6 เดือน

รายงาน ล่าสุดในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ปรากฏว่าการส่งออกสินค้าไทยมีสัดส่วน 48% มูลค่า 5,115 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้กรอบ AFTA ทั้งหมด มูลค่า 10,644 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 42% มูลค่า 3,166 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้กรอบ AFTA ทั้งหมด มูลค่า 7,568 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ตาม

แต่ยังไม่เป็นไปตามที่กระทรวงพาณิชย์ หวังไว้ เพราะถ้าจะเกิดประโยชน์จาก AFTA จริง จะต้องมีผู้ประกอบการมาใช้สิทธิ 100% หากเทียบกับสิงคโปร์-มาเลเซียที่มีความพร้อมกว่าเรามากทั้งทรัพยากร/บุคคล และเทคโนโลยี เราคงเป็นเบอร์ 2 หรือ 3 ซึ่ง ต่อไปเป็นหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศ ที่จะต้องไปศึกษาว่ามีสาเหตุอะไร ทำไมผู้ประกอบการไม่มาใช้สิทธิ AFTA เพราะไม่รู้ หรือไม่พร้อม และจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

- กลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์กับกลุ่มสินค้าที่ต้องดูแล

สินค้าที่ได้ประโยชน์จาก AFTA มีการ ส่งออกมากขึ้น เช่น น้ำมันปิโตรเลียม, รถยนต์, น้ำตาลทราย, แผงวงจรรวม, ยางแผ่น ส่วนใหญ่ส่งออกไปที่อินโดนีเซีย-เวียดนาม- มาเลเซีย แต่ก็มีบางสินค้าที่ ขาดดุลยังนำเข้ามามาก เช่น น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ จากพม่า

ส่วน สินค้าเกษตรที่ลดภาษีเป็น 0% และกังวลว่าจะมีการนำเข้ามามากอย่างข้าว, ข้าวโพด, เมล็ดถั่วเหลือง, กาแฟ หรือปาล์มน้ำมัน เท่าที่เปิดเสรีลดภาษีเป็น 0 ในช่วง 6 เดือนแรกก็ยังไม่มีความผิดปกติเรื่องการ นำเข้า

เรามีมาตรการดูแลการนำเข้าตามร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำสินค้าเกษตร 9 รายการ (ชา-เมล็ดกาแฟ-กาแฟสำเร็จรูป-น้ำนมดิบ/นมพร้อมดื่ม/ นมผงขาดมันเนย-เมล็ดถั่วเหลือง-มะพร้าว/เนื้อมะพร้าวแห้ง/น้ำมันมะพร้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) เข้ามาในราชอาณา จักรตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. .... เสนอที่ประชุม ครม.อนุมัติในหลักการแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติ ที่เสนอคณะรัฐมนตรี จะ แจ้งผลการพิจารณาก่อนจะให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการออกประกาศต่อไป ขณะนี้เหลือเพียงสินค้าข้าว อยู่ระหว่างเสนอ ครม.พิจารณาร่างประกาศเรื่องการนำเข้าอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการออกประกาศดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรภายใต้ AFTA แต่ทางกรมก็ยัง ใช้ระบบเดิมที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ก็ยังดูแลได้ หรือทางสุดท้ายเรา ยังมีมาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) ที่ยังสามารถนำมาใช้ได้ ถ้าไม่ไหวจริงก็จะต้องนำมาใช้

อีกด้านหนึ่ง ผมมองว่าการเปิดเสรีในบางสินค้าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราผลิตไม่พอ เช่น ถั่วเหลือง หรือกาแฟ ที่บางปีก็พอใช้ บางปีก็ไม่พอใช้ หรือข้าว ถ้าเราห้ามนำเข้าข้าวเปลือก ข้าวเปลือกที่ผลิตได้ในเขมร ก็ไหลไปเวียดนาม หรือถ้าพม่าเลือกตั้งแล้วอีก 3 ปี ก็มีโอกาสส่งออกข้าวมาก สามารถแซงไทยได้

เพราะในอดีตพม่าเป็น แหล่งผลิตข้าวสำคัญ เราควรมองในทางที่จะเป็นประโยชน์ สมมติ ถ้าเราเปลี่ยนเป็นคนนำเข้าข้าวเปลือกมาแปรรูปส่งออก โดยกำหนดโซนนิ่งนำเข้าชัดเจนในแถบชายแดน หรือกำหนดเวลานำเข้าและส่งออก โดยเรายังมีบทบาทในการทำตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราถนัดเป็นโมเดลที่น่าสนใจ

หรือไทยเร่งสร้างความร่วมมือระหว่าง ผู้ค้าข้าวรายสำคัญ เริ่มจากไทยที่ส่งออกข้าวปีละ 9-10 ล้านตัน เวียดนาม 5-6 ล้านตัน รวมกัน 16 ล้านตัน มากกว่า 50% จากปริมาณการค้าข้าวทั่วโลก 30 ล้านตัน ถ้ามองในทางความร่วมมือทั้งสองประเทศไม่ขายตัดราคากัน ก็เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ผมจะให้เจ้าหน้าที่ไปหารือกับทางเวียดนามดูในเร็ว ๆ นี้

- ปัญหามาตรการที่มิใช่ภาษี

ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเกิดขึ้นใหม่มากนัก แต่กับบางสินค้าก็ยังต้องเจรจาต่อไป เพราะยังมีข้อจำกัดในการ นำเข้า บางประเทศยังไม่ยินดีลดภาษีสินค้าบางรายการ ซึ่งตามสิทธิของประเทศนั้น ก็ทำได้ เช่น ข้าว หรือน้ำตาล เราก็ต้องเจรจาต่อไปเรื่อย ๆ เพราะสุดท้ายก็จะต้องลดภาษีระหว่างกันตามเป้าหมาย AFTA อยู่ดี หรือปัญหาบางเรื่องก็เกิดจากความสะดวกในการดำเนินการพิธีการ ปัญหาเรื่องระบบการเงิน การธนาคาร จากการใช้สกุลเงินต่างกัน จนไม่สามารถทำธุรกิจได้

- จะผลักดันการใช้ประโยชน์จาก AFTA มากขึ้นอย่างไร

กรมการค้าต่างประเทศกำลังจะจัดสัมมนาในโอกาสที่ครบรอบการสถาปนา 68 ปี ใช้ชื่อว่า DFT 68 ปี สู่ความเป็นเลิศ เปิดแนวรุกบุกตลาด AFTA ขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยจะเชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน ภายในงานจะเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงต่าง ๆ ทั้งในกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ในกรอบการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และระดับทวิภาคีที่มีผลบังคับใช้แล้ว 6 ความตกลง ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน, FTA ไทย-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์, FTA ไทย-อินเดีย และ FTA ไทย-ญี่ปุ่น

โดยความตกลงเหล่านี้จะช่วยขยายการค้าได้เพิ่มมากขึ้น มีแหล่งวัตถุดิบหลากหลายและราคาถูก ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้า ส่วนผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างไร ซึ่งเราหวังว่า ผลจากการใช้ AFTA และยุทธศาสตร์การค้าชายแดนจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ในปี 2555

- แต่กองทุน FTA โดนตัดงบฯ

ผมจะไปชี้แจงคณะกรรมาธิการด้านงบประมาณเร็ว ๆ นี้ โดยจะยืนยันวงเงิน 130 ล้านบาท ส่วนที่จะให้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ การขอใช้งบฯกองทุน FTA เป็นเงินหรือ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือนั้น ควรทำโปรเจ็กต์ใหม่ เช่น ทำเป็นโครงการเงินกู้ดอกเบี้ย ต่ำสำหรับผู้ประกอบการ โดยให้รัฐบาลเข้าไปช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคารจะ ดีกว่า ส่วนเราคงจะขอให้เป็นไปตามแบบเดิมที่ให้งบประมาณสนับสนุนการศึกษาวิจัย จัดทำโครงการต้นแบบ เพราะที่ผ่านมาก็สำเร็จไปหลายสินค้า เช่น ส้มแม่อาย ปลาน้ำจืด โคเนื้อ ตอนนี้มีโครงการที่รอของบฯกองทุน FTA ในปีหน้าอยู่ 250 ล้านบาท ในสินค้า เช่น ข้าว, ไวน์, ส้ม, สมุนไพร, หนังดิบ ซึ่งเรายังมีงบฯที่เหลือปี 2552 เพียง 30 ล้านบาท อาจจะพอให้ความช่วยเหลือได้ 3 โครงการ คือปลาน้ำจืด ปลาสลิด และส้มเท่านั้น

ส่วนแผนสำรอง ถ้ารัฐบาลไม่ให้งบฯกองทุน FTA ตามที่ขอไป ผมก็ไม่มีงานทำ รัฐบาลต้องตอบผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีเอง ว่าทำไมจึงไม่ให้การสนับสนุนกองทุนนี้

ปฎิวัติเขียวสร้างโรงงานปุ๋ยในดิน อัดงบฯ583ล.หนุนใช้สารอินทรีย์-บิ๊กเอกชนแจม

กรมพัฒนาที่ดินเร่งปรับปรุงพันธุ์จุลินทรีย์สร้างนวัตกรรมใหม่ "โรงปุ๋ยในดิน" โดยตรง หวังลดวิกฤตดินเสื่อมโทรมเกือบ 100 ล้านไร่ พร้อมจัดงบฯ 583 ล้านบาท ส่งเสริมใช้สารอินทรีย์ แก้ปัญหาลดปุ๋ยเคมีราคาแพง ด้านเอกชน สหฟาร์ม-ไก่ตะนาวศรี-TPI ตื่นตัวร่วมโครงการกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีกับกรมพัฒนาที่ดิน กันอย่างคึกคัก

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดี กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันเมืองไทยกำลังประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมในวงกว้างเกือบ 100 ล้านไร่จากจำนวนที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งหมดทั่วประเทศ 130 ล้านไร่ ปัญหาโครงสร้างดินเสื่อมโทรม เกิดจากความผิดพลาดในการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร ที่ผ่านมาเกษตรกรเน้นการผลิตแบบเชิงเดี่ยว ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดเดียวในพื้นที่ติดต่อกันผืนใหญ่ และมีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีทางการเกษตรจำนวนมาก

โดยไม่คำนึง ถึงสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค รวมทั้งสูญเสียอินทรียวัตถและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนไนเตรตและทำให้ดินแน่นทึบจนพืชไม่สามารถดูดธาตุอาหาร จากดินมาใช้ในการเติบโตได้อย่างเต็มที่ และมีผลผลิตลดลง

เพื่อแก้ไข ปัญหาดังกล่าว กรมพัฒนา ที่ดินได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ "โรงปุ๋ยในดิน" โดยตรง โดยปรับปรุงพันธุ์จุลินทรีย์ทางการเกษตร (สารเร่ง พด.) ให้มีความสามารถมากขึ้นในการตรึงไนโตรเจนในอากาศ และช่วยสลายฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินเพิ่มขึ้น เพื่อให้พืชสามารถนำธาตุอาหารจากดินมาใช้งานได้สะดวกพร้อมกับลดปริมาณการใช้ สารเคมีลง

หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าจะสามารถเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมใหม่ดังกล่าวให้แก่เกษตรกรได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า มั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพราะการเพิ่มจุลินทรีย์ในดินเสมือนการสร้าง "โรงปุ๋ยในดิน" จะช่วยเพิ่มปริมาณธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดิน เพิ่มขึ้น ในสัดส่วนร้อยละ 30-45% สร้างฮอร์โมนและเพิ่มปริมาณออกซิเจนแก่พืชเพิ่มขึ้น 297 ppm นอกจากนี้ การใช้สายพันธุ์จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจนในดิน เท่ากับลดใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยไนโตรเจนลดลงเฉลี่ยไร่ละ 440 บาท/ปี

กรมพัฒนาที่ดินวางแผนแปรวิกฤตปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัด ศัตรูพืชที่มีราคาแพง เป็นโอกาสในการเร่งขับเคลื่อนโครงการเกษตรอินทรีย์ โดยส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตรทั่วประเทศเพิ่มมาก ขึ้นในปี 2554 โดยจัดงบประมาณจำนวน 583 ล้านบาทสำหรับดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการ เกษตร/เกษตรอินทรีย์ครอบคลุมพื้นที่เกษตรไม่ต่ำกว่า 9 ล้านไร่

โดย สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรในระบบเกษตรอินทรีย์ และเกษตรผสมผสานในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 9,000 กลุ่ม โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น จุลินทรีย์ทางการเกษตร (สารเร่ง พด.) เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด สารปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนปุ๋ยเคมีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายสินค้าปลอดสารเคมีหรือเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบัน ภาคเอกชนหลายรายก็เล็งเห็นความสำคัญของนวัตกรรม จุลินทรีย์ทางการเกษตร (สารเร่ง พด.) จึงเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ลดการใช้สารเคมี สู่เกษตรกรรมยั่งยืนในระบบเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด โรงงานผลิตไก่บ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงงานผลิต เนื้อสัตว์อนามัย มีกำลังการผลิตไก่สูงสุดกว่า 20,000 ตัว/วัน แต่ละวันบริษัทจะมีปัญหาไข่ที่ไม่ฟักตัว หรือเรียกว่าไข่ตายโคม ประมาณ 1-2% ของกำลังการผลิตทั้งหมด จึงขอให้กรมเป็นที่ปรึกษานำวัตถุดิบเหลือใช้คือ ไข่ตายโคมมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพโดยใช้สารเร่งซูเปอร์ พด. 2 และนำน้ำหมักชีวภาพที่ได้ไปฉีดพ่นแปลงสมุนไพร เช่น กวาวเครือ เจียวกู้หลาน ปรากฏว่าต้นพืชมีการเจริญเติบโตดีให้ผลผลิตสูงขึ้น